Wednesday, September 8th, 2010

บ้าน VI

12

1 กันยายน 2552

บ้านคือวิมานของเรา…  นั่นคือเริ่มต้นของเนื้อร้องของเพลงเกี่ยวกับบ้านที่คนรุ่นเก่ามักจะจำและร้องได้  มันสะท้อนให้เห็นถึงความรู้สึกของคนต่อบ้านที่พักอาศัยว่า  บ้านนั้นเป็น  “ความฝัน”  ที่ทุกคนอยากมี  และไม่ใช่แค่อยากมี   แต่อยากมีบ้านที่ใหญ่และสวยที่สุดที่เขามีปัญญาจะซื้อได้   ดังนั้น  บ้านจึงมักเป็นทรัพย์สินชิ้นใหญ่ที่คนต้องทุ่มเทเงินออมรวมทั้งรายได้จำนวนมากลงไปเพื่อที่จะได้มี  “บ้านในฝัน”  ที่ต้องการ   สำหรับคนจำนวนมาก   การผ่อนบ้านเป็นรายจ่ายประจำเดือนที่สูงมากจนทำให้ไม่เหลือเงินเก็บเพื่อการลงทุนอย่างอื่นเลย   แต่เขาก็มักจะไม่กังวลอะไรนัก   เพราะสำหรับเขา   การซื้อบ้านก็คือการลงทุนที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่ง   และถ้าจะว่าไป  บ้านนั้น  ราคาแทบจะไม่เคยตกลงเลย   ดังนั้น  การซื้อบ้านจึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด

ก่อนที่จะเป็น Value Investor  ผมเองก็คิดอย่างนั้น   ว่าที่จริงผมเคยซื้อบ้านหรูใหญ่โตอยู่นอกเมืองและต้องจ่ายเงินก้อนใหญ่มากเมื่อเทียบกับความมั่งคั่งส่วนตนในขณะนั้นเพื่อที่จะเป็นเงินดาวน์   และต้องผ่อนค่างวดให้กับสถาบันการเงินคิดเป็นรายจ่ายต่อเดือนที่สูงเมื่อเทียบกับเงินเดือนของตนเอง   ผมซื้อทั้ง ๆ  ที่มีบ้านหลังเล็ก ๆ ของแม่ยายที่ผมอาศัยอยู่แล้วกลางใจเมืองโดยที่ไม่ต้องซื้อหรือเช่า   บ้านหรูหลังนั้นผมไม่เคยได้เข้าอยู่อาศัยเลยเพราะมัน  “ไม่มีความสะดวก”  เลย  เนื่องจากมัน  “ไกล”  และ “ใหญ่”  เกินไป   ผมปล่อยบ้านให้เช่าในราคาที่  “ไม่คุ้มค่า”  อยู่หลายปี

หลังจากที่เป็น VI แล้ว  ผมก็เห็นว่าบ้านหลังนั้นคงจะไม่ใช่  “วิมาน”  อีกต่อไป   และโอกาสที่จะย้ายเข้าไปอยู่ในระยะเวลาอันใกล้ก็คงมีน้อย    ในที่สุดผมก็ขายมันไปและนำเงินมาลงทุนในหุ้น   ราคาขายบ้านที่ลงทุนมานับสิบปีแทบจะไม่มีกำไร   แต่เงินที่ได้รับและนำมาลงทุนในหุ้นนั้น   หลังจากผ่านไป 6-7 ปีเติบโตขึ้นมาก   และถ้าผมขายหุ้นและนำกลับไปซื้อบ้านในเวลานี้  ผมอาจจะซื้อบ้านแบบเดียวกันได้ 2 หลัง   แต่ผมก็คงไม่ทำ  ผมมีบทเรียนแล้ว   ถ้าผมจะซื้อบ้านใหม่  ผมจะคิดอีกแบบหนึ่ง   และต่อไปนี้คือคำแนะนำสำหรับ  VI  โดยเฉพาะคนหนุ่มสาวที่กำลังคิดจะซื้อบ้าน

ข้อแรกก็คือ  ถ้ายังมีบ้านอยู่   เช่นอาศัยอยู่กับพ่อแม่และไม่ได้มีปัญหาเดือดร้อนหรือหนักอกหนักใจหรืออึดอัดใจอะไร   ก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องรีบหาซื้อบ้าน   อย่ากลัวว่าถ้าไม่ซื้อในวันนี้แล้วราคาบ้านจะขึ้นไปสูงจนไม่มีปัญญาที่จะซื้อได้ในอนาคต   เพราะราคาบ้านที่อยู่อาศัยนั้น   โดยทั่วไปราคาจะปรับตัวขึ้นไปช้า   โดยเฉลี่ยไม่น่าจะสูงกว่าเงินเฟ้อมากนักและไม่น่าจะเกินปีละ 3 – 4%  ต่อปีโดยเฉลี่ย    ในทางตรงกันข้าม   การมีบ้านนั้น   ทำให้รายจ่ายตามมา   บ้านยิ่งใหญ่ก็ยิ่งมีรายจ่ายมาก   และการมีรายจ่ายมากนั้นทำให้ความมั่งคั่งลดลง   และโอกาสที่จะนำเงินไปลงทุนที่ให้ผลตอบแทนดีกว่าก็จะหายไป   ดังนั้น  ข้อแนะนำของผมก็คือ   “พยายามอยู่บ้านฟรีหรือมีค่าใช้จ่ายน้อยให้ยาวนานที่สุด”

ข้อสอง  ถ้าจะซื้อบ้าน   หลักเกณฑ์การเลือกนั้นต้องเน้นว่า  บ้านนั้นต้อง  “อย่าไกล”  หรือห่างจากที่ทำงานหรือสถานที่ที่คนในครอบครัวต้องเดินทางไปทุกวันมาก    เพราะการเสียเวลาเดินทางทุกวันนั้น   เป็นต้นทุนที่สูงมากทั้งในด้านของเงินค่าเดินทาง   การเสียโอกาสในการทำงานหารายได้   และเรื่องของสุขภาพกายใจ   ดังนั้น   ทำเลของบ้านจึงเป็นหัวใจสำคัญที่สุดของการเลือกบ้าน    และในกรณีที่เราเลือกคอนโดแทนที่จะเป็นบ้านเดี่ยว  เราควรเลือกคอนโดที่อยู่ใกล้สถานีรถไฟฟ้าทั้งใต้ดินหรือบนดิน   โดยที่คำว่าใกล้นั้น   ควรจะไม่เกิน 500 เมตร  อย่าเลือกที่ระยะทาง  “แค่หนึ่งกิโลเมตรจากสถานี”  เพราะถ้าเราต้องเดินทุกวัน   ค่าเสียเวลาต่อเดือนหรือต่อปีจะสูงมาก

ข้อสาม  ซื้อบ้านขนาดที่  “พอดีใช้”  นั่นคือมีจำนวนห้องที่เหมาะสมกับสมาชิกในปัจจุบันและอนาคต    เช่น  ถ้ามีสามี  ภรรยา  และลูกอีกสองคน   ก็เอาแค่  3  ห้องนอนและอาจจะมีห้องทำงานเล็ก ๆ  อีกหนึ่งห้องก็พอแล้ว   การมีบ้านที่ใหญ่เกินความจำเป็นนั้น   จะทำให้เราต้องลงเงินไปมากในช่วงที่ซื้อและหลังจากนั้นก็จะมีค่าใช้จ่ายในการดูแลที่จะตามมาตลอดโดยที่เราอาจจะไม่ได้ผลตอบแทนอะไรเลย   การมีบ้านใหญ่เกินความจำเป็นยังมักจะทำให้เราต้องจ่ายเงินซื้อของเข้าบ้านมากขึ้นโดยไม่จำเป็นด้วย   นี่คือความจริงที่หลายคนอาจจะไม่ได้ตระหนัก   แต่ประสบการณ์การมีบ้านเล็กนั้นทำให้ผมพบว่า   เราไม่สามารถซื้อเครื่องใช้หรืออุปกรณ์หลาย ๆ  อย่างได้ด้วยเหตุผลประการเดียวก็คือ   “มันไม่มีที่จะวาง”   ดังนั้น  การมีบ้านขนาดพอดีใช้จะทำให้เราประหยัดเงินในระยะยาวอีกมาก

ข้อคิดสุดท้ายสำหรับการซื้อบ้านของผมก็คือ  อย่าพยายามสร้าง   “สาธารณูปโภค”   เช่น  สระว่ายน้ำหรือสวน  ขึ้นใช้เองในบ้าน   เพราะมันแพงมากและการดูแลรักษาก็ทำได้ยากและต้นทุนสูง   ควรเลือกบ้านที่อยู่ใกล้สาธารณูปโภคที่เราต้องการใช้ซึ่งเป็นของรัฐหรือของคนอื่นที่เราสามารถหาซื้อได้เมื่อเราต้องการใช้จริง    ด้วยเหตุนี้   บ้านที่อยู่ใกล้สวนสาธารณะที่เราสามารถพักผ่อนออกกำลังกายได้ทุกวันโดยไม่เสียเวลาเดินทางและไม่เสียเงินจึงเป็นบ้านที่มีคุณค่าสูงและเราอาจจะต้องยอมจ่ายแพงขึ้นได้  และนี่ก็เป็นการเลือกบ้านแบบ VI อีกข้อหนึ่ง

ทั้งหมดนั้นก็เป็นเพียงข้อพิจารณาบางประการที่ VI ที่กำลังคิดที่จะซื้อบ้านจะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ   การซื้อบ้านนั้น  เป็นการตัดสินใจที่สำคัญที่จะส่งผลกระทบต่อความมั่งคั่งและความสุขในระยะยาว  ดังนั้น เราต้องให้เวลาในการเสาะแสวงหาและจะต้องไม่รีบร้อนถ้าเราต้องบ้านที่เป็น  “วิมาน” จริง ๆ

Comments

12 Responses to “บ้าน VI”
  1. CK says:

    เห็นด้วยจริงๆ เลยนะครับ

    จริงๆ แล้ว “บ้าน” เป็นค่าใช้จ่าย ไม่ใช่การลงทุน
    หลายคนชอบคิดว่าการซื้อและผ่อนบ้านคือการลงทุน

    มีแต่บ้านที่ปล่อยเช่าได้ถึงจะเรียกว่าลงทุน
    นอกนั้นถือเป็น “ภาระ” ทั้งนั้น

  2. Jade says:

    บทความของอาจารย์โดนใจมากเลยค่ะ หนูอายุ 25 กำลังวางแผนจะซื้อ แต่ก็มีคนที่ก็แนะนำแบบนี้ ตอนแรกก็ไม่เข้าใจ แต่ก็ฟังๆ และตัวเราเองก็ยังต้องใช้เวลาเก็บ วางแผนอีกมาก อีกอย่างก็ต้องการสร้างความมั่นคงให้กับตัวเองก่อน

  3. TrelnRoP says:

    ขอบคุณบทความดีๆ จาก ดร. ครับ
    ช่วยตอกย้ำความคิดผมให้หนักแน่นขึ้น
    ผมขอ copy บทความนี้ไปแปะบนเวปผมเพื่อเตือนใจหน่อยนะครับ
    ขอบคุณครับ

  4. ในที่สุดผมก็เข้าใจความหมายที่แท้จริงของ “บ้าน VI” นั่นก็คือ บ้านแม่ยายนั่นเอง

  5. A says:

    กำลังจะหาซื้อบ้านแต่พอได้อ่าน เอาไปลงทุนในหุ้นทั้งหมดก่อนแล้วผลตอบแทนค่อยหาบ้านก็ได้นะเนี่ยะ

  6. gradius says:

    บ้านผมอยู่ตรงข้ามสวนส่วนกลางพอดี ก็เป็นบ้านVIเหมือนกัน ฮาฮา

  7. sujin says:

    บ้านที่ผมอยู่ตอนนี้เป็น แฟลต ข้าราชการครับ เก็บเงินไว้ลงทุน

    แบบนี้ พอจะเข้าข่าย vi ป่าวครับ

    แล้วก็วางแผนว่า ต่อไปจะอยู่บ้านแม่ยายตามอย่าง ปรมาจารย์ 555

  8. JJ says:

    เยี่ยมครับ เขียม ดี จริงๆ

  9. Jiew says:

    ขอคารวะเป็นศิษย์ด้วยค่ะ เจอตัวเป็น ๆ เมื่อไร จะเข้าไปขอลายเซ็นต์นะคะ เกิดมาหลายสิบปี เข้าวัยกลางคน เพิ่งเจออาจารย์นี่แหละ ที่ความคิดตรงกันเปี๊ยบ ๆ แต่หนูไม่ได้อยู่บ้านผู้ใหญ่นะคะ ซื้ออยู่เอง ไม่ถูก แต่ก็ไม่แพงมาก ยึดหลักสะดวกสบาย ใกล้บุพการี สภาพแวดล้อมเป็นรอง ไม่ซื้อสาธารณูโภคสวยงามแต่ไม่ได้ใช้ เน้นในบ้านเป็นหลัก ไม่เน้นรับแขก แต่ไม่ถึงกับไม่มีที่รับแขกค่ะ บ้านหนูคงใหญ่กว่าอาจารย์ เพราะสมาชิกเยอะกว่า แต่เงินหนูน้อยกว่าอาจารย์ค่ะ 5555 สอนลูกน้องแบบนี้ ไม่ค่อยมีคนสนใจ คนส่วนมากชอบหน้าตา หาบ้านหลังใหญ่

  10. ongkung says:

    เห็นด้วยอย่างยิ่งครับ

    ผมเกือบตัดสินใจเอาเงินเก็บ ไปดาวน์แล้ว ครับ ตอนนี้ ลงทุนในหุ้น ได้กำไร ดีครับ
    คง ค่อยๆ หาบ้านเล็กๆ ดีกว่า

  11. jaychou says:

    จริงๆด้วยครับพี่ซีเค

  12. app.mac says:

    อ.เขียนได้ดีมาก โดยเฉพาะวรรคทองของ อ. “มันไม่มีที่จะวาง” ขนาดบ้านที่เล็กทำให้เราประหยัดต้นทุนซื้อของเข้าบ้านที่ไม่จำเป็นได้เยอะ ตอนซื้อก็เป็นอารมณ์พาไปหรือคิดว่าจะใช้ประโยชน์ได้บ่อยแต่มันไม่ได้คุ้มค่ากับการลงทุนขนาดนั้น

Speak Your Mind

Tell us what you're thinking...
and oh, if you want a pic to show with your comment, go get a gravatar!