บ้าน VI
1 กันยายน 2552
บ้านคือวิมานของเรา… นั่นคือเริ่มต้นของเนื้อร้องของเพลงเกี่ยวกับบ้านที่คนรุ่นเก่ามักจะจำและร้องได้ มันสะท้อนให้เห็นถึงความรู้สึกของคนต่อบ้านที่พักอาศัยว่า บ้านนั้นเป็น “ความฝัน” ที่ทุกคนอยากมี และไม่ใช่แค่อยากมี แต่อยากมีบ้านที่ใหญ่และสวยที่สุดที่เขามีปัญญาจะซื้อได้ ดังนั้น บ้านจึงมักเป็นทรัพย์สินชิ้นใหญ่ที่คนต้องทุ่มเทเงินออมรวมทั้งรายได้จำนวนมากลงไปเพื่อที่จะได้มี “บ้านในฝัน” ที่ต้องการ สำหรับคนจำนวนมาก การผ่อนบ้านเป็นรายจ่ายประจำเดือนที่สูงมากจนทำให้ไม่เหลือเงินเก็บเพื่อการลงทุนอย่างอื่นเลย แต่เขาก็มักจะไม่กังวลอะไรนัก เพราะสำหรับเขา การซื้อบ้านก็คือการลงทุนที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่ง และถ้าจะว่าไป บ้านนั้น ราคาแทบจะไม่เคยตกลงเลย ดังนั้น การซื้อบ้านจึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด
ก่อนที่จะเป็น Value Investor ผมเองก็คิดอย่างนั้น ว่าที่จริงผมเคยซื้อบ้านหรูใหญ่โตอยู่นอกเมืองและต้องจ่ายเงินก้อนใหญ่มากเมื่อเทียบกับความมั่งคั่งส่วนตนในขณะนั้นเพื่อที่จะเป็นเงินดาวน์ และต้องผ่อนค่างวดให้กับสถาบันการเงินคิดเป็นรายจ่ายต่อเดือนที่สูงเมื่อเทียบกับเงินเดือนของตนเอง ผมซื้อทั้ง ๆ ที่มีบ้านหลังเล็ก ๆ ของแม่ยายที่ผมอาศัยอยู่แล้วกลางใจเมืองโดยที่ไม่ต้องซื้อหรือเช่า บ้านหรูหลังนั้นผมไม่เคยได้เข้าอยู่อาศัยเลยเพราะมัน “ไม่มีความสะดวก” เลย เนื่องจากมัน “ไกล” และ “ใหญ่” เกินไป ผมปล่อยบ้านให้เช่าในราคาที่ “ไม่คุ้มค่า” อยู่หลายปี
หลังจากที่เป็น VI แล้ว ผมก็เห็นว่าบ้านหลังนั้นคงจะไม่ใช่ “วิมาน” อีกต่อไป และโอกาสที่จะย้ายเข้าไปอยู่ในระยะเวลาอันใกล้ก็คงมีน้อย ในที่สุดผมก็ขายมันไปและนำเงินมาลงทุนในหุ้น ราคาขายบ้านที่ลงทุนมานับสิบปีแทบจะไม่มีกำไร แต่เงินที่ได้รับและนำมาลงทุนในหุ้นนั้น หลังจากผ่านไป 6-7 ปีเติบโตขึ้นมาก และถ้าผมขายหุ้นและนำกลับไปซื้อบ้านในเวลานี้ ผมอาจจะซื้อบ้านแบบเดียวกันได้ 2 หลัง แต่ผมก็คงไม่ทำ ผมมีบทเรียนแล้ว ถ้าผมจะซื้อบ้านใหม่ ผมจะคิดอีกแบบหนึ่ง และต่อไปนี้คือคำแนะนำสำหรับ VI โดยเฉพาะคนหนุ่มสาวที่กำลังคิดจะซื้อบ้าน
ข้อแรกก็คือ ถ้ายังมีบ้านอยู่ เช่นอาศัยอยู่กับพ่อแม่และไม่ได้มีปัญหาเดือดร้อนหรือหนักอกหนักใจหรืออึดอัดใจอะไร ก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องรีบหาซื้อบ้าน อย่ากลัวว่าถ้าไม่ซื้อในวันนี้แล้วราคาบ้านจะขึ้นไปสูงจนไม่มีปัญญาที่จะซื้อได้ในอนาคต เพราะราคาบ้านที่อยู่อาศัยนั้น โดยทั่วไปราคาจะปรับตัวขึ้นไปช้า โดยเฉลี่ยไม่น่าจะสูงกว่าเงินเฟ้อมากนักและไม่น่าจะเกินปีละ 3 – 4% ต่อปีโดยเฉลี่ย ในทางตรงกันข้าม การมีบ้านนั้น ทำให้รายจ่ายตามมา บ้านยิ่งใหญ่ก็ยิ่งมีรายจ่ายมาก และการมีรายจ่ายมากนั้นทำให้ความมั่งคั่งลดลง และโอกาสที่จะนำเงินไปลงทุนที่ให้ผลตอบแทนดีกว่าก็จะหายไป ดังนั้น ข้อแนะนำของผมก็คือ “พยายามอยู่บ้านฟรีหรือมีค่าใช้จ่ายน้อยให้ยาวนานที่สุด”
ข้อสอง ถ้าจะซื้อบ้าน หลักเกณฑ์การเลือกนั้นต้องเน้นว่า บ้านนั้นต้อง “อย่าไกล” หรือห่างจากที่ทำงานหรือสถานที่ที่คนในครอบครัวต้องเดินทางไปทุกวันมาก เพราะการเสียเวลาเดินทางทุกวันนั้น เป็นต้นทุนที่สูงมากทั้งในด้านของเงินค่าเดินทาง การเสียโอกาสในการทำงานหารายได้ และเรื่องของสุขภาพกายใจ ดังนั้น ทำเลของบ้านจึงเป็นหัวใจสำคัญที่สุดของการเลือกบ้าน และในกรณีที่เราเลือกคอนโดแทนที่จะเป็นบ้านเดี่ยว เราควรเลือกคอนโดที่อยู่ใกล้สถานีรถไฟฟ้าทั้งใต้ดินหรือบนดิน โดยที่คำว่าใกล้นั้น ควรจะไม่เกิน 500 เมตร อย่าเลือกที่ระยะทาง “แค่หนึ่งกิโลเมตรจากสถานี” เพราะถ้าเราต้องเดินทุกวัน ค่าเสียเวลาต่อเดือนหรือต่อปีจะสูงมาก
ข้อสาม ซื้อบ้านขนาดที่ “พอดีใช้” นั่นคือมีจำนวนห้องที่เหมาะสมกับสมาชิกในปัจจุบันและอนาคต เช่น ถ้ามีสามี ภรรยา และลูกอีกสองคน ก็เอาแค่ 3 ห้องนอนและอาจจะมีห้องทำงานเล็ก ๆ อีกหนึ่งห้องก็พอแล้ว การมีบ้านที่ใหญ่เกินความจำเป็นนั้น จะทำให้เราต้องลงเงินไปมากในช่วงที่ซื้อและหลังจากนั้นก็จะมีค่าใช้จ่ายในการดูแลที่จะตามมาตลอดโดยที่เราอาจจะไม่ได้ผลตอบแทนอะไรเลย การมีบ้านใหญ่เกินความจำเป็นยังมักจะทำให้เราต้องจ่ายเงินซื้อของเข้าบ้านมากขึ้นโดยไม่จำเป็นด้วย นี่คือความจริงที่หลายคนอาจจะไม่ได้ตระหนัก แต่ประสบการณ์การมีบ้านเล็กนั้นทำให้ผมพบว่า เราไม่สามารถซื้อเครื่องใช้หรืออุปกรณ์หลาย ๆ อย่างได้ด้วยเหตุผลประการเดียวก็คือ “มันไม่มีที่จะวาง” ดังนั้น การมีบ้านขนาดพอดีใช้จะทำให้เราประหยัดเงินในระยะยาวอีกมาก
ข้อคิดสุดท้ายสำหรับการซื้อบ้านของผมก็คือ อย่าพยายามสร้าง “สาธารณูปโภค” เช่น สระว่ายน้ำหรือสวน ขึ้นใช้เองในบ้าน เพราะมันแพงมากและการดูแลรักษาก็ทำได้ยากและต้นทุนสูง ควรเลือกบ้านที่อยู่ใกล้สาธารณูปโภคที่เราต้องการใช้ซึ่งเป็นของรัฐหรือของคนอื่นที่เราสามารถหาซื้อได้เมื่อเราต้องการใช้จริง ด้วยเหตุนี้ บ้านที่อยู่ใกล้สวนสาธารณะที่เราสามารถพักผ่อนออกกำลังกายได้ทุกวันโดยไม่เสียเวลาเดินทางและไม่เสียเงินจึงเป็นบ้านที่มีคุณค่าสูงและเราอาจจะต้องยอมจ่ายแพงขึ้นได้ และนี่ก็เป็นการเลือกบ้านแบบ VI อีกข้อหนึ่ง
ทั้งหมดนั้นก็เป็นเพียงข้อพิจารณาบางประการที่ VI ที่กำลังคิดที่จะซื้อบ้านจะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ การซื้อบ้านนั้น เป็นการตัดสินใจที่สำคัญที่จะส่งผลกระทบต่อความมั่งคั่งและความสุขในระยะยาว ดังนั้น เราต้องให้เวลาในการเสาะแสวงหาและจะต้องไม่รีบร้อนถ้าเราต้องบ้านที่เป็น “วิมาน” จริง ๆ
เห็นด้วยจริงๆ เลยนะครับ
จริงๆ แล้ว “บ้าน” เป็นค่าใช้จ่าย ไม่ใช่การลงทุน
หลายคนชอบคิดว่าการซื้อและผ่อนบ้านคือการลงทุน
มีแต่บ้านที่ปล่อยเช่าได้ถึงจะเรียกว่าลงทุน
นอกนั้นถือเป็น “ภาระ” ทั้งนั้น
บทความของอาจารย์โดนใจมากเลยค่ะ หนูอายุ 25 กำลังวางแผนจะซื้อ แต่ก็มีคนที่ก็แนะนำแบบนี้ ตอนแรกก็ไม่เข้าใจ แต่ก็ฟังๆ และตัวเราเองก็ยังต้องใช้เวลาเก็บ วางแผนอีกมาก อีกอย่างก็ต้องการสร้างความมั่นคงให้กับตัวเองก่อน
ขอบคุณบทความดีๆ จาก ดร. ครับ
ช่วยตอกย้ำความคิดผมให้หนักแน่นขึ้น
ผมขอ copy บทความนี้ไปแปะบนเวปผมเพื่อเตือนใจหน่อยนะครับ
ขอบคุณครับ
ในที่สุดผมก็เข้าใจความหมายที่แท้จริงของ “บ้าน VI” นั่นก็คือ บ้านแม่ยายนั่นเอง
กำลังจะหาซื้อบ้านแต่พอได้อ่าน เอาไปลงทุนในหุ้นทั้งหมดก่อนแล้วผลตอบแทนค่อยหาบ้านก็ได้นะเนี่ยะ
บ้านผมอยู่ตรงข้ามสวนส่วนกลางพอดี ก็เป็นบ้านVIเหมือนกัน ฮาฮา
บ้านที่ผมอยู่ตอนนี้เป็น แฟลต ข้าราชการครับ เก็บเงินไว้ลงทุน
แบบนี้ พอจะเข้าข่าย vi ป่าวครับ
แล้วก็วางแผนว่า ต่อไปจะอยู่บ้านแม่ยายตามอย่าง ปรมาจารย์ 555
เยี่ยมครับ เขียม ดี จริงๆ
ขอคารวะเป็นศิษย์ด้วยค่ะ เจอตัวเป็น ๆ เมื่อไร จะเข้าไปขอลายเซ็นต์นะคะ เกิดมาหลายสิบปี เข้าวัยกลางคน เพิ่งเจออาจารย์นี่แหละ ที่ความคิดตรงกันเปี๊ยบ ๆ แต่หนูไม่ได้อยู่บ้านผู้ใหญ่นะคะ ซื้ออยู่เอง ไม่ถูก แต่ก็ไม่แพงมาก ยึดหลักสะดวกสบาย ใกล้บุพการี สภาพแวดล้อมเป็นรอง ไม่ซื้อสาธารณูโภคสวยงามแต่ไม่ได้ใช้ เน้นในบ้านเป็นหลัก ไม่เน้นรับแขก แต่ไม่ถึงกับไม่มีที่รับแขกค่ะ บ้านหนูคงใหญ่กว่าอาจารย์ เพราะสมาชิกเยอะกว่า แต่เงินหนูน้อยกว่าอาจารย์ค่ะ 5555 สอนลูกน้องแบบนี้ ไม่ค่อยมีคนสนใจ คนส่วนมากชอบหน้าตา หาบ้านหลังใหญ่
เห็นด้วยอย่างยิ่งครับ
ผมเกือบตัดสินใจเอาเงินเก็บ ไปดาวน์แล้ว ครับ ตอนนี้ ลงทุนในหุ้น ได้กำไร ดีครับ
คง ค่อยๆ หาบ้านเล็กๆ ดีกว่า
จริงๆด้วยครับพี่ซีเค
อ.เขียนได้ดีมาก โดยเฉพาะวรรคทองของ อ. “มันไม่มีที่จะวาง” ขนาดบ้านที่เล็กทำให้เราประหยัดต้นทุนซื้อของเข้าบ้านที่ไม่จำเป็นได้เยอะ ตอนซื้อก็เป็นอารมณ์พาไปหรือคิดว่าจะใช้ประโยชน์ได้บ่อยแต่มันไม่ได้คุ้มค่ากับการลงทุนขนาดนั้น