ปีเตอร์ ลินซ์ (PETER LYNCH)

แม้ว่าเราจะไม่สามารถเลียนแบบลักษณะการลงทุนของปีเตอร์ ลินซ์ได้ แต่เขาก็ยืนยันอย่างหนักแน่นว่า นักลงทุนรายย่อยสามารถที่จะวิเคราะห์หุ้นได้มีประสิทธิภาพกว่ามืออาชีพหลายๆ คน เราสามารเลือกที่จะซื้อหรือขายได้อย่างชาญฉลาดกว่า เนื่องจากนักลงทุนรายย่อยมีอิสระในการตัดสินใจมากกว่า ในขณะที่ผู้จัดการกองทุนต้องรับฟังความเห็นของคณะกรรมการ

ลักษณะงาน

ปลด เกษียรแล้ว ลินซ์รักษาชื่อเสียงในการเป็นผู้จัดการกองทุนที่ยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์ ระหว่างที่เขาเป็นผู้จัดการกองทุนที่ Fidelity Magellan fund ระหว่างปี 1977 ถึง 1990

ลักษณะการลงทุน

ลงทุนในหุ้น ที่มีลักษณะโดเด่นหลายชนิด โดยอาศัยการเจริญเติบโตและการฟื้นตัวของธุรกิจ จะถือหุ้นเป็นระยะเวลาตั้งแต่หลายเดือนจนบางครั้งนานเป็นปี
ประวัติ

ลินซ์ ทำงานที่ Fidelity เป็นที่แรกและที่เดียว เริ่มงานในตำเหน่งนักวิเคราะห์ในปี1969 ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยในปี1974 และเข้ารับตำเหน่งผู้จัดการกองทุน Fidelity Magellanในปี1977 ในขณะนั้นมูลค่าของกองทุนประมาณ 22ล้านเหรียญ ในปี1990ซึ่งเป็นปีที่เขาตัดสินใจเกษียรเพื่อให้เวลาแก่ครอบครัวมากขึ้น มูลค่าของกองทุนได้เพิ่มขึ้นเป็น 14พันล้านเหรียล ไม่เคยมีผู้จัดการกองทุนคนใดทำได้อย่างเขามาก่อนในประวัติศาสตร์

ความ ลับในการบริหารกองทุนของเขาคือการทำงานหนัก หกวันหรือบางครั้งเจ็ดวันต่อสัปดาห์ ทั้งนี้เพื่อที่เขาจะได้สามารถพูดคุยกับผู้บริหารของบริษัทต่างๆที่เขาลงทุน พูดคุยกับนักวิเคราะห์ทุกวัน เขามีผู้ช่วยในงานวิเคราะห์เพียงแค่สองคน เขาบริหารหุ้นทั้งหมดเกือบ1400หุ้นในportfolio บางบริษัทเขาซื้อที่จุดเริ่มต้นของการเจริญเติบโตบางบริษัทเริ่มซื้อที่จุด ฟื้นตัว และถือเป็นเวลาหลายปี และหุ้นบางบริษัทที่เขาวิเคราะห์ผิดพลาดจะขายทันทีที่พบ

แม้ว่าเรา จะไม่สามารถเลียนแบบลักษณะการลงทุนของเขาได้ แต่เขาก็ยืนยันอย่างหนักแน่นว่า นักลงทุนรายย่อยสามารถที่จะวิเคราะห์หุ้นได้มีประสิทธิภาพกว่ามืออาชีพหลายๆ คน เราสามารเลือกที่จะซื้อหรือขายได้อย่างชาญฉลาดกว่า เนื่องจากนักลงทุนรายย่อยมีอิสระในการตัดสินใจมากกว่า ในขณะที่ผู้จัดการกองทุนต้องรับฟังความเห็นของคณะกรรมการ

ผลตอบแทนที่ได้รับ

ระหว่าง ที่เขาบริหารกองทุนนั้น เขาสามารถสร้างอัตราผลตอบแทนเฉลี่ย 29%ทบต้นต่อปีเป็นระยะเวลา13ปีติต่อกัน และยังคงเป็นประวัติศาสตร์อยู่จนทุกวันนี้

ความสำเร็จที่สำคัญ

ความสำเร็จที่สำคัญของลินซ์ที่เขาเขียนไว้ในหนังสือของเขามักจะเป็นบริษัทเล็กๆแต่มีอัตราการเจริญเติบโตที่สูงในตอนที่เขาเลือกลงทุน

วิธีการและแนวทางในการลงทุน

อันดับแรก เปิดหูเปิดตาให้กว้างเพื่อรับฟังแนวคิดใหม่ๆ

แนว คิดหลักของลินซ์คือ เราสามารถเลือกลงทุนได้จากสิ่งรอบตัวเรา เช่นถ้าเราเลือกที่จะสนใจในสิ่งที่เรารู้และเข้าใจอยู่แล้ว อาจจะเป็นร้านอาหาร ร้านค้า หรือแม้แต่การสังเกตเพื่อนบ้านที่กำลังถอยรถใหม่ออกมา หรือเห็นโรงงานข้างทางกำลังขยายโรงงาน สิ่งเหล่านี้อาจจะเป็นตัวช่วยให้เราเลือกลงทุนกับบริษัทเหล่านั้นได้อย่าง เหมาะสม.

แหล่งข้อมูลที่คุณสามารถหาได้ดีที่สุด :

งานของคุณ ซึ่งมันทำให้คุณคุ้นเคยกับธุรกิจ และคุณสามารถเข้าใจลูกค้า และผู้ขายวัตถุดิบอยู่แล้ว เช่นหากคุณเป็นแพทย์ คุณจะเข้าใจโรงพยาบาล เข้าใจผู้ป่วย และบริษัทเวชภัณฑ์ ว่าเขาทั้งหมดต้องการอะไร และโรงพยาบาล และบริษัทเวชภัณฑ์สามารถสนองความต้องการของผู้ป่วยได้หรือไม่
งานอดิเรกและ การพักผ่อนของคุณ เช่นกีฬาที่เล่น สถานที่ที่เล่น ห้างสรรพสินค้าและสินค้าที่คุณ และเพื่อนๆของคุณนิยมซื้อกัน

ครอบครัวของคุณและของเพื่อนฝูง พวกเขาก็จะมีงานและงานอดิเรกของเขาซึ่งคุณสอบถามข้อมูลจากเขาได้

การสังเกต และประสบการณ์ของคุณที่มีต่อบริษัทที่คุณรู้จัก

อันดับที่สอง จัดหมวดหมู่ความคิดของคุณ

บริษัทต่างๆสามารถจัดประเภทได้ 6 ประเภทหลักๆ ดังนี้

  • ประเภทอุ้ยอ้าย (Slow growers) การเติบโตของกำไรจะสุงกว่าอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจเล็กน้อย ประมาณ 2-4% ต่อปี
  • ประเภทแข็งแกร่ง(Stalwarts) บริษัทที่ดีมีอัตราการเติบโตประมาณ 10-20% ต่อปี -
    ประเภทโตเร็ว (Fast growers) บริษัทเล็กๆที่มีอัตราการเติบโตที่สูงมากประมาณ 20 -25% ต่อปี
  • ประเภทขึ้นลงตามวัฎจักร (Cyclicals) บริษัทที่กำไรขึ้นลงตามสภาวะเศรษฐกิจ -
    ประเภทเริ่มฟื้นตัว (Turnarounds) บริษัทที่ประสบปัญหา แต่มีสัญญาณแห่งการฟื้นตัวที่ชัดเจน
  • ประเภท สินทรัพย์แฝง (Asset plays) บริษัทที่ราคาหุ้นต่ำกว่ามูลค่าของสินทรัพย์ หรือมูลค่าตามบัญชีที่เราทราบแต่อีกหลายคนในตลาดยังไม่ทราบ เช่นที่ดินที่มีอยู่อาจมีมูลค่าสูงมาก ในบริษัทประกันภัยที่ตั้งสำรองเงินประกันสูงๆ

ที่มา : One Up on Wall Street, P Lynch, 1989

ใช้ ความพยายามที่มีอยู่ในการหาหุ้นประเภทโตเร็ว เพราะหากซื้อที่ราคาที่เหมาะสมอาจทำให้เราได้รับผลตอบแทนสูงถึงสิบเท่าตัว นอกจากนั้นให้มองหาหุ้นประเภทกำลังฟื้นตัว และบางครั้งควรเป็นประเภทมีสินทรัพย์แฝง.

อย่าถือเงินสด ทางที่ดีคือนำเงินสดที่เหลืออยู่ไปลงทุนในหุ้นประเภทที่แข็งแกร่ง (Stalwarts) เพราะคุณจะไม่พลาดเมื่อตลาดหุ้นปรับตัวสูงขึ้น

หลีกเลี่ยง หุ้นประเภทอุ้ยอ้าย(กำไรน้อยเกินไป) กับหุ้นประเภทขึ้นลงตามวัฎจักรที่กำลังแย่ลง

อันดับที่สาม สรุปเรื่องราวต่างๆเกี่ยวกับบริษัทที่เลือกได้

  • เหตุผลที่สนใจในบริษัทนี้
  • อะไรเป็นสิ่งที่ทำให้บริษัทนี้ประสบความสำเร็จ
  • อุปสรรค ที่จะทำให้บริษัทล้มเหลวได้ ต้องแน่ใจว่าเรื่องราวเกี่ยวกับบริษัทนั้น ง่ายต่อการทำความเข้าใจ ถูกต้อง เชื่อถือได้ และสามารถจัดลงในประเภทดังที่กล่าวมาแล้ว ตัวอย่างคำถามง่ายๆที่ควรจะถามตัวเองเสมอเช่น”ถ้าบริษัทนี้จัดเป็นประเภทโต เร็ว แล้วสิ่งใดเป็นตัวที่ทำให้มันเติบโตอย่างต่อเนื่อง?

อันดับที่สี่ ตรวจสอบตัวเลขที่สำคัญ Fourthly, check the key numbers.

  • ถ้าคุณสนใจในสินค้าและบริการใดในบริษัท ให้ตรวจสอบว่ายอดขายต้องมากเท่าไรจึงจะสามารถมีกำไรในจำนวนมากได้ (ตรวจสอบ Profit Margin)
  • ให้ความสำคัญกับบริษัทที่อัตราส่วน P/E ต่ำกว่าอัตราการเจริญเติบโตของกำไรต่อหุ้น (ให้ตรวจสอบ PEG)
  • ให้ความสำคัญกับบริษัทที่มีเงินสดจำนวนมากพอที่จะทำให้ธุรกิจแข็งแกร่ง
  • ให้ ระวังบริษัทที่มีหนี้สินต่อทุนสูง(D/E หรือ Gearing สูง) โดยเฉพาะหนี้ที่มาจากวงเงินเบิกเกินบัญชี ซึ่งจะต้องจ่ายเมื่อถูกทวงถาม ซึ่งไม่เหมือนกับหุ้นกู้ที่มีระยะเวลากำหนดแน่นอน(ถ้าเป็นหนี้ชนิดหุ้นกู้จะ ดีกว่าเพราะตราบใดที่ยังจ่ายดอกเบี้ยได้ เจ้าหนี้จะเอาเงินคืนก่อนกำหนดไม่ได้)
  • หากเป็นบริษัทประเภทแข็ง แกร่งหรือโตเร็ว ให้เลือกบริษัทที่มีกำไรก่อนภาษีสูงๆ หากเป็นบริษัทประเภทเริ่มฟื้นตัว ให้เลือกบริษัทที่ราคาต่ำแต่มีศักยภาพที่จะกลับมาสูง.

อันดับที่ห้า ไม่ต้องไปสนใจการขึ้นลงของตลาด ให้ใช้เหตุผลในการซื้อขายเท่านั้น

  • จำ ไว้เสมอว่า กำไรขาดทุนที่จะได้รับไม่ได้ขึ้นอยู่กับสภาพเศรษฐกิจโดยรวมแต่จะขึ้นอยู่กับ ปัจจัยเฉพาะของธุรกิจที่บริษัทดำเนินการอยู่ ดังนั้นไม่ต้องไปสนใจการขึ้นลงของตลาดหุ้น .
  • ซื้อหุ้นเมื่อแน่ใจในเหตุผลที่อยู่เบื้องหลัง ที่ราคาที่เหมาะสม ลงทุนเต็มที่ตลอดเวลา
  • ขายหุ้นประเภทแข็งแกร่ง เมื่อ PEG สูงประมาณ 1.2 – 1.4 หรือเห็นแนวโน้มว่าการเติบโตเริ่มลดลง
  • ขาย หุ้นประเภทโตเร็ว เมื่อเห็นสัญญาณว่าจะไม่มีทางขยายการลงทุนได้อีกแล้ว หรือการขยายกิจการนั้นเริ่มทำให้การขยายตัวลดลง หรือเมื่อ PEG สูงประมาณ 1.5 – 2.0
  • ขายหุ้นประเภทมีสินทรัพย์แฝง เมื่อมีการซื้อกิจการเกิดขึ้น หรือเมื่อกิจการขายสินทรัพย์ได้ต่ำกว่าราคาที่ควรจะเป็น

ประโยคทอง

  • “If you stay half-alert, you can pick the spectacular performers right from your place of business or out of the neighborhood shopping mall, and long before Wall Street discovers them.”
  • “The very best way to make money in a market is in a small growth company that has been profitable for a couple of years and simply goes on growing.”
  • “The way you lose money in the market is to start off with an economic picture.”
  • “You don’t get hurt by what you do own that goes up. It’s what you do own that kills you.”
This entry was posted in Investment Guru. Bookmark the permalink.

2 Responses to ปีเตอร์ ลินซ์ (PETER LYNCH)

  1. This thaivi.com is a very useful website especially for the new VI invester to learn for stock investment.
    I love it !! Thanks for the founder who established this best investment website.!

  2. kumchai says:

    I like style of Peter Lyne very much as his stype is suite for VI like me .He is alos ideal for me as great investor

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

*

You may use these HTML tags and attributes: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>