ชีวิตหลังเกษียณ

โลกในมุมมองของ Value Investor               10 ตุลาคม 2552

ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

เดือนนี้สำหรับหลาย ๆ คนที่มีอายุครบ 60 ปีคงจะเป็นช่วงเวลาที่ชีวิตเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญเนื่องจากเขา  “เกษียณอายุ”  นั่นคือ  เขาไม่ต้องตื่นแต่เช้าเพื่อไปทำงานประจำที่เขาทำมาหลายสิบปี  เขาไม่ต้องรับผิดชอบงานในหน้าที่ที่ต้องทำให้สำเร็จในเวลาที่กำหนด  เขาไม่ต้องเข้าประชุมถกเถียงกับเพื่อนร่วมงานหรือลูกค้าอีกต่อไป  ความเครียดในการทำงานดูเหมือนจะหายไป  แต่ในอีกด้านหนึ่ง  เขาคงเริ่มคิดถึงชีวิตสังคมในที่ทำงาน  ต่อไปนี้เขาจะคุยกับใคร  เขาจะได้ฟังหรือเล่าเรื่องซุบซิบนินทาให้ใครฟัง   เขาจะมีงานสังสรรเหมือนเดิมที่ไหน  และสำหรับหลายคนที่เคยเป็นผู้บริหาร  เขาจะสั่งหรือใช้ใครพิมพ์งานหรือติดต่อส่งข่าวต่าง ๆ ในเมื่อเลขาที่เขาเคยมีหายไป  ใครจะขับรถไปรับตัวเองหรือลูกเมียหรือวิ่งงานสารพัดในเมื่อคนขับรถก็จะหายไปด้วย  นั่นเป็นเรื่องที่  “น่าใจหาย” สำหรับหลาย ๆ  คน  แต่สำหรับคนจำนวนมากนั้น  เรื่องที่จะต้องคิดและน่าห่วงมากยิ่งกว่าก็คือ  เขาจะจัดการกับเรื่องการเงินหลังจากนี้อย่างไรในเมื่อเงินรายได้ประจำเดือนนั้นจะไม่มีอีกต่อไป

ผมเชื่อว่าคนที่อ่านบทความนี้และถึงวัยเกษียณแล้วคงต้องมีเงินเก็บสะสมไว้บ้าง  หลาย ๆ  คนมีเงินมากพอที่จะใช้ชีวิตได้อย่างสะดวกสบาย  ดังนั้น  ผมคงพูดโดยอิงกับคนสองกลุ่มนี้เท่านั้น  ส่วนคนที่แทบไม่มีเงินเก็บสะสมเลยหรือมีน้อยมากนั้น  ผมคิดว่าทางเดียวที่ทำได้ก็คือ  หางานทำต่อไปไม่ว่าจะเป็นงานประจำหรืองานอิสระ   ส่วนคนที่เกษียณแล้วจริง ๆ    ต่อไปนี้คือความคิดและคำแนะนำของผมซึ่งเป็นคนที่สมัครใจ  “เกษียณ”  ก่อนกำหนดตั้งแต่อายุ 50 ปีเศษ ๆ  และใช้ชีวิต  “อิสระ” มาได้ 5-6 ปีแล้ว

ก่อนอื่นผมคงต้องบอกว่า  การเกษียณนั้นไม่ควรจะเป็นการเลิกทำงานทุกอย่าง  สำหรับผม  การเกษียณคือการเลิกจากการทำงานที่เราทำเพื่อเงินเป็นหลัก   หลัง  “เกษียณ”  เราควรจะทำงานต่อไป  แต่งานที่ทำนั้นควรเป็นงานที่เราชอบและมีประโยชน์ต่อตัวเราและ/หรือสังคมโดยส่วนรวม   งานนั้นอาจจะเป็นสิ่งที่เราทำอยู่แล้วเป็นงานอดิเรกหรืองานเสริมแต่เมื่อเราเกษียณจากงานประจำเราจึงหันมาทำงานนั้นอย่างเป็นเรื่องเป็นราว    งานนั้นอาจจะเป็นงานใหม่ที่เราเพิ่งเริ่มทำและมันเป็นงานที่เราเคยคิดอยากทำแต่ไม่มีเวลาหรือไม่มีโอกาสที่จะทำในขณะที่เรายังทำงานประจำอยู่   อย่าไปห่วงว่าเราจะทำไม่ได้หรือยากลำบากเกินไปเพราะถ้าทำแล้วเราไม่ชอบหรือไม่ประสบความสำเร็จเราก็เลิกทำได้เสมอ   ประเด็นสำคัญที่สุดก็คือ  อายุ 60 ปีที่เราเกษียณนั้น  ไม่ได้แก่เกินไปที่จะเริ่มทำสิ่งใหม่  เพราะสำหรับคนทั่วไปผมคิดว่าอายุที่จะเสียชีวิตนั้นน่าจะถึง 80 ปี ซึ่งทำให้มีเวลาอีกตั้ง 20 ปีที่จะทำสิ่งที่เราต้องการทำ   ดังนั้น  การเกษียณนั้นไม่ใช่เวลาสิ้นสุดแต่เป็นเวลาที่เพิ่งเริ่มต้นสำหรับสิ่งใหม่ที่ท้าทายของชีวิต

การทำงานในช่วงเวลาหลังเกษียณนั้น  ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่การทำงานเพื่อเงินเป็นหลัก  แต่ผมคิดว่าการทำงานแล้วได้เงินด้วยก็เป็นสิ่งที่ดี  เพราะเงินนั้น  อย่างน้อยมันเป็นเครื่องวัดว่างานที่เราทำ  “มีค่า”  ในสายตาของคนในสังคม   การทำงานแล้วได้เงินนั้นมันจะทำให้งานไม่น่าเบื่อหรือไม่มีจุดหมาย  ว่าที่จริง  หลายคนอาจจะทำงานได้เงินมากกว่าในช่วงที่ยังทำงานปกติก็เป็นไปได้   เพราะหลังจากการเกษียณแล้ว  เขาก็เป็นอิสระในการเลือกทำเฉพาะงานที่มีค่ามากและไม่ทำงาน  “ขยะ”  เช่นงานประชุมบางอย่างที่เสียเวลามากและไม่ได้ประโยชน์   อย่างไรก็ตาม  อย่าทำงาน  “เพื่อเงิน”  เพราะนั่นจะกลายเป็นว่าเรากลับเข้าไปอยู่ในวังวนของการทำงานที่ผูกมัดชีวิตของเราจนไม่มีความสุข   พูดอีกนัยหนึ่งก็คือ  งานหลังเกษียณนั้น   ไม่ควรเป็นงานที่หนักเท่ากับงานประจำเดิม  แต่ควรเป็นงานที่มีค่าและมีประโยชน์ทำแล้วมีความสุข  ส่วนเงินนั้นเป็นผลพลอยได้ที่พึงปราถนา  ยิ่งมากก็ยิ่งดี  แต่เราไม่ไล่หามัน

หลังเกษียณเป็นเวลาที่ร่างกายเรามักจะเสื่อมโทรมลงอย่างรวดเร็ว  สิ่งที่เราควรทำอย่างยิ่งก็คือการดูแลรักษาสุขภาพให้แข็งแร็ง  ดังนั้น  การออกกำลังกายเป็นสิ่งที่จำเป็นและว่าที่จริงทำให้เรามีความสุขไม่น้อยกว่าสิ่งอื่น ๆ   ผมเอง  หลังจาก “เกษียณ”  ตัวเองก็เริ่มหัดเล่นกอล์ฟ  เพราะกอล์ฟนั้นช่วยให้เราได้เดินค่อนข้างมากในบรรยากาศที่เป็นธรรมชาติ   คุณไม่จำเป็นต้องเล่นกอล์ฟเพื่อเป็นการออกกำลังกายแต่ไม่ควรเล่นกีฬาที่ต้องใช้พลังงานสูงหรือหักโหมเกินไป  ไม่ว่าจะเป็นแบบไหน   การออกกำลังกายสม่ำเสมอที่เหมาะสมกับร่างกายเป็นสิ่งที่คนหลังวัยเกษียณควรทำเป็นอย่างยิ่ง

นอกจากการออกกำลังหรือกีฬาแล้ว   การทำงานอดิเรกหรือการทำงานเพื่อสังคมเช่นการเป็นอาสาสมัครในเรื่องต่าง ๆ  ก็เป็นอีกสิ่งที่น่าสนใจทำสำหรับคนหลังเกษียณ  การสอนหนังสือหรือเผยแพร่ประสบการณ์ให้กับคนอื่นเป็นสิ่งที่จะทำให้เราไม่รู้สึกล้าหลังหรือกลายเป็นคนแก่ที่ไร้ความหมาย  ดังนั้น  ลองมองหาดูว่าอะไรที่เราพอทำได้แล้วไม่รู้สึกหนักแต่เพลิดเพลินและได้สังคมกับคนต่างวัยกันด้วย

สุดท้ายซึ่งสำคัญมากก็คือเรื่องของเงินทอง  การเกษียณนั้นแปลว่าเงินที่จะได้จากน้ำพักน้ำแรงจะค่อนข้างน้อยลงหรือหมดไปแต่เรายังต้องใช้เงินในการดำรงชีวิตอยู่  คนที่มีเงินมากเหลือเฟืออาจจะไม่ต้องคิดอะไรมาก  แต่คนที่มีเงินพอสมควรแต่ก็ไม่สามารถรับประกันได้ว่าจะสามารถใช้ได้ตลอดชีวิตอย่างสะดวกสบายจะต้องรู้จักการบริหารเงิน   การบริหารเงินของคนเกษียณนั้นไม่ใช่ไม่ยอมเสี่ยงเลยและทำแค่ฝากเงินไว้กับธนาคาร   เพราะดอกเบี้ยที่ต่ำมากเพียง 1-2% ต่อปีในขณะที่ยังมีเงินเฟ้ออยู่นั้นจะทำให้ค่าของเงินลดลงในอนาคตซึ่งทำให้ความมั่งคั่งลดลงและอาจทำให้เรามีปัญหาทางการเงินได้

สูตรการบริหารเงินสำหรับคนเกษียณนั้นผมคิดว่าคล้าย ๆ กับคนทั่วไปเพียงแต่การลงทุนอาจจะลงในหลักทรัพย์ที่มีความเสี่ยงน้อยกว่านั่นก็คือ   ควรแบ่งกระจายการลงทุนในสินทรัพย์ใหญ่ ๆ  สามอย่างคือ  หุ้น  พันธบัตร  และเงินสดในธนาคาร  โดยสัดส่วนการลงทุนในหุ้นนั้นให้เอา  80 ตั้งลบด้วยอายุตัวเองเช่น  60 ปี ก็จะได้ว่าเราควรลงทุนในหุ้น 20%   ส่วนการลงทุนในเงินฝากธนาคารทั้งฝากประจำและออมทรัพย์รวมกันไม่เกิน 20%  ที่เหลือ 60% ให้ลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลหรือตราสารหนี้ที่มั่นคง  โดยที่การลงทุนในหุ้นและพันธบัตรนั้น  ถ้าเรายังไม่รู้วิธีหรือเทคนิคที่ถูกต้องก็สามารถลงทุนในกองทุนรวมซึ่งบริหารโดยมืออาชีพได้  การลงทุนเป็นพอร์ตโฟลิโอของสินทรัพย์หลายกลุ่มแบบนี้จะทำให้เราได้ผลตอบแทนสูงขึ้นโดยน่าจะได้ถึงปีละ 5% โดยเฉลี่ยและความเสี่ยงอยู่ในเกณฑ์ที่รับได้อย่างสบาย

ทั้งหมดนั้นก็เป็น  “ชีวิตหลังเกษียณ” แนวทางหนึ่ง   แต่จริง ๆ  แล้วหัวใจของมันก็คือ  การเกษียณนั้น  ไม่ใช่  Last Stop หรือ  “รถเมล์ป้ายสุดท้าย”  ก่อนตาย  แต่เป็นจุดเริ่มต้นของชีวิตที่อิสระและมีความหมายเต็มเปี่ยม  เป็นปีทองของชีวิต

This entry was posted in โลกในมุมมองของ Value Investor. Bookmark the permalink.

7 Responses to ชีวิตหลังเกษียณ

  1. alo5guy says:

    ทราบมาว่า ดร.วิ่งออกกำลังกายบ่อย อยากให้ ดร.เขียนบทความเกี่ยวกับการวิ่งออกกำลังกายแบบแอโรบิค ว่าในตอนเริ่มวิ่งใหม่ๆมีความยากลำบากยังไง หลักการวิ่งออกกำลังกายแบบแอโรบิคมีหลักการยัง(วิ่งไปให้ถึงเป้าหมายที่เราตั้งไว้ หรือ วิ่งให้เร็วที่สุด) และหลักในการวิ่งแบบแอโรบิคสามารถนำมาใช้ในการลงทุนในหุ้นของเราได้อย่างไร และสุดท้ายเคยมีคนตายจากการวิ่งหรือไม่ สาเหตุของการตายเกิดจากอะไร

    ขอเยอะไปไหมครับ ขอบคุณที่เขียนบทความดีๆให้อ่านครับ

  2. San Chuapanyavit says:

    I am now over 60, I start to invest after my retirefment since I was 61 years old.
    My portfolio is 100% in stock. Your proportion of investment as you suggested is good
    for people who prefer more conservative of which I agree with and appreiciate your sharing
    experience with us. Thank you Dr. Nivet.

  3. jedtou says:

    ยังแค่30แต่ผมเห็นด้วยมากๆกับที่ว่า การเกษียณนั้นไม่ใช่เวลาสิ้นสุดแต่เป็นเวลาที่เพิ่งเริ่มต้นสำหรับสิ่งใหม่ที่ท้าทายของชีวิต

    ผมเองถ้าเกษียณจะไปเป็นครูเด็ก ประถม รึ อนุบาล

  4. jedtou says:

    ขอบคุณ ดร.นิเวศ มากครับสำหรับบทความดีๆ

  5. kitticat says:

    เกือบ 100 % เป็นหุ้นและกองทุนรวมค่ะ คิดว่าจะประมาณนี้ไปจนตลอด อาจนำกำไรบางส่วน ซื้อทอง หรือ ที่ดิน แต่จะทยอยซื้อ

  6. นายวิลาศ จันทรัตน์ says:

    กระผมรับราชการมา 30 กว่า ปี อีก 2 ปีกระผมก็ต้องเกษียณทั้งยังอยากทำงานต่อ ผมคงตายแน่ถ้าอยู่เฉยๆ ได้อ่านบทความ ดร.นิเวศน์แล้วประทับใจ กระผมอยากไปทำงานช่วยโครงการหลวงของในหลวง ไม่ทราบสมัครเข้าร่วมโครงการได้หรือไม่กระผมรับราชการทางการศึกษา ทำงานด้านวางแผน ด้านงบประมาณ และเคยเป็นครู 10 กว่าปีใครทราบข้อมูลช่วยแนะนำด้วยนะขอรับ เพราะดูจาก web แล้วมีรับเฉพาะเข้าเป็นข้าราชการเท่านั้น ขอบคุณครับ

  7. Kanitta says:

    ชอบบทความนี้จังค่ะ ให้แนวคิดดีมากเลยขอบคุณ ดร. นิเวศน์มากๆค่ะ และจะขอนำไปแบ่งปันให้ผู้อื่นด้วยนะคะ ตอนนี้อายุ 40 ปลายๆ อยากจะ early retire และกำลังมองหาช่องทางทำรายได้เลี้ยงตัวหลังเกษียณอยู่ค่ะ ใครมีคำแนะนำดีๆช่วยชี้แนะ ขอบคุณล่วงหน้านะคะ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

*

You may use these HTML tags and attributes: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>