ปราสาททราย

โลกในมุมมองของ Value Investor            27 พฤศจิกายน 2552

ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

สัปดาห์ก่อนนักลงทุนต้องตกอกตกใจกับข่าวเกี่ยวกับเศรษฐกิจ 2 เรื่อง คือ  เรื่องแรก  เวียตนามประกาศลดค่าเงินด่องลงมาประมาณ 5% เมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐซึ่งก็อ่อนค่าลงอยู่แล้วเมื่อเทียบกับค่าเงินอื่น ๆ  ของโลก   เวียตนามลดค่าเงินลงเนื่องจากกำลังมีปัญหาเงินสำรองต่างประเทศขาดแคลนและภาวะการเงินของประเทศน่าจะเข้าใกล้วิกฤต  นี่เป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจเมื่อดูว่าเศรษฐกิจเวียตนามในช่วงปีที่ผ่านมามีการเติบโตที่น่าประทับใจเป็น “ดารา” ประเทศหนึ่งในขณะที่ประเทศอื่น ๆ ส่วนใหญ่แล้วเศรษฐกิจติดลบเพราะผลจากวิกฤติของอเมริกา   อย่างไรก็ตาม  เนื่องจากเศรษฐกิจที่ยังเล็กมาก  ปัญหาของเวียตนามจึงไม่ได้ส่งผลอะไรกับประเทศอื่นนักและผมเชื่อว่าเวียตนามก็จะผ่านภาวะยุ่งยากนี้ไปได้ไม่ยากนัก  เผลอ ๆ  จะแข็งแกร่งขึ้นไปอีกเมื่อสินค้าของเวียตนามมีราคาถูกลงและสามารถแข่งขันได้มากขึ้นในตลาดโลก  โดยเฉพาะกับสินค้าเกษตรจากประเทศไทย

เรื่องที่สองนั้นน่ากลัวกว่ามาก   เพราะเป็นเรื่องที่บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ยักษ์ใหญ่ของรัฐดูไบคือ  ดูไบเวิลด์ ประสบปัญหาทางการเงินไม่สามารถชำระหนี้ได้  หนี้หลายหมื่นล้านเหรียญที่อาจจะต้องเป็นหนี้สูญของสถาบันการเงินที่ให้ดูไบเวิลด์กู้นั้น   เป็นหนี้ของสถาบันการเงินใหญ่ ๆ  ของโลกที่กระจายอยู่ในประเทศพัฒนาแล้วเป็นส่วนใหญ่  ดังนั้น  ผลกระทบกับสถาบันการเงินคงต้องมีไม่น้อยหลังจากที่เคยประสบมาแล้วจากวิกฤติซับไพร์มของอเมริกา   แต่นี่ยังไม่จบ  ที่จริงมันอาจจะเพิ่งเริ่ม  เพราะผมเชื่อว่าในไม่ช้าก็จะมีบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ของดูไบขาดสภาพคล่องและล้มละลายเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ   เหตุผลก็น่าจะเป็นเรื่องเดียวกับดูไบเวิลด์นั่นคือ  เป็นเรื่องของ  “ฟองสบู่”  อสังหาริมทรัพย์ที่  “เฟื่องฟู” มาหลาย  ๆ  ปีตั้งแต่ที่ราคาน้ำมันปรับตัวขึ้นและทำให้ดูไบร่ำรวยและเริ่มหันมา  “สร้างเมือง”  อย่างที่ไม่เคยมีใครจินตนาการได้ว่าจะเกิดขึ้นได้ในโลกนี้

ผมเคยไปดูไบเมื่อ 2-3 ปีก่อน  โดยแรงจูงใจลึก ๆ  ก็เพื่อที่จะได้ไปเห็นกับตาว่าเมืองนี้  “มหัศจรรย์” อย่างไร  สิ่งที่ได้พบก็คือ  มันเต็มไปด้วยอาคารสูงขนาดใหญ่และแพงที่สุดของโลกจำนวนมากกำลังถูกสร้างขึ้นกลางทะเลทราย  โดยที่ผู้ปกครองหวังว่าจะทำให้ดูไบเป็นเมืองพักผ่อนและท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวทั่วโลกโดยเฉพาะที่มาจากประเทศอาหรับที่ร่ำรวยจากการขายน้ำมัน   ดังนั้น  อาคารและสิ่งก่อสร้างต่าง  ๆ  จึงถูกสร้างขึ้นเพื่อรองรับ  “วิสชั่น”  นี้   เช่น  ในท่ามกลางทะเลทรายที่ดูไบจะมีลานหิมะสำหรับเล่นสกี   จะมีสนามกอล์ฟที่ออกแบบโดยคนระดับ “ไทเกอร์วูด”   นอกจากนั้น  เพื่อให้ดูหรูหราสุด ๆ  ดูไบยังถมทะเลเพื่อสร้างหมู่บ้านที่ทุกบ้านเป็นเกาะเล็ก ๆ เรียงกันในทะเลมองจากอากาศจะเป็นรูปต้นปาล์ม  ทั้ง ๆ  ที่พื้นดินที่เป็นทะเลทรายก็ยังมีอีกมาก  ทั้งหมดนี้ยังไม่ได้รวมตึกที่สูงที่สุดในโลกที่กำลังใกล้เสร็จโดยที่ผมเองก็ไม่รู้ว่าตึกนี้จะใช้ทำอะไรและทำไมต้องสร้างให้สูงอย่างนั้น   แต่ทั้งหมดที่ผมรู้ก็คือ  ทุกตึกหรือทุกสิ่งก่อสร้างที่กำลังทำอยู่นับพัน ๆ  แห่งนั้น  จะต้องทำให้หรูหราและยิ่งใหญ่ที่สุด

ประชากรของดูไบนั้นมีน้อยนิดน่าจะไม่เกิน 2-3 ล้านคน  แต่คนนอกที่เข้าไปหากินและทำงานโดยเฉพาะที่เกี่ยวกับการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์นั้นกลับมีมากกว่า   เศรษฐกิจของดูไบเองนั้น  ยกเว้นน้ำมันแล้วก็ไม่มีอะไรที่มีนัยสำคัญ   การท่องเที่ยวนั้น  ถ้าดูไปก็ยังมีไม่มากแม้ว่านั่นจะคือเป้าหมายหลักของผู้ปกครองที่อยากเห็น   อย่างไรก็ตาม  ในกระบวนการที่กำลังสร้างเมืองนั้นก็ทำให้เศรษฐกิจเฟื่องฟูมาก  คนดูไบเองรู้สึกว่าผู้ปกครองของตนนั้นมี  “วิสชั่น”  และความสามารถระดับ “เทพ”  ที่สามารถทำให้ดูไบที่ไม่ค่อยมีอะไร  กลายเป็นเมืองที่คนทั้งโลกรู้จักและกล่าวขวัญถึง  อนาคตของดูไบนั้นดูสดใสมากจนกระทั่งถึงสัปดาห์ที่แล้วที่ความคิดนี้น่าจะเริ่มเปลี่ยนไป   ไม่มีใครรู้ว่าสุดท้ายดูไบจะเป็นอย่างไร  แต่ ณ. นาทีนี้   คนจำนวนไม่น้อยคงจะเริ่มเชื่อสิ่งที่ก่อนหน้านี้มีคนเคยเตือนเอาไว้ว่า  ดูไบกำลังทำสิ่งที่อยู่ในจินตนาการที่เป็นไปไม่ได้  สิ่งเดียวที่ทำให้เมืองนี้เกิดขึ้นได้ก็คือเงินที่ได้จากน้ำมันบวกกับ  “จินตนาการสุดขอบฟ้า”  ของผู้ปกครอง  ในที่สุดแล้วมันก็คือ  “ปราสาททราย”  ที่จะล่มสลายลง

ปัญหาฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์ของอเมริกานั้น  ผมคิดว่าในไม่ช้าก็จะหมดไป  เพราะความต้องการในด้านของที่อยู่อาศัยในอเมริกาคงจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ  และดูดซับบ้านที่เกินความจำเป็นไปได้หมด  แต่ปัญหาในดูไบนั้น   ผมคิดว่าน่าจะเลวร้ายกว่ามาก  ผมยังนึกไม่ออกว่าใครจะมารับตึกที่ยังสร้างไม่เสร็จจำนวนมหาศาลไปสร้างต่อ  แม้แต่ตึกที่สร้างเสร็จและมีคนอยู่แล้วก็อาจจะมีปัญหาถ้าคนเริ่มเปลี่ยนมุมมองต่อดูไบไป  ราคาของอสังหาริมทรัพย์ในดูไบตกลงไปหลายสิบเปอร์เซ็นต์ในเวลาอันสั้นและนี่น่าจะก่อปัญหาในด้านของ NPL ของสถาบันการเงินต่าง ๆ  ทั่วโลก   จริงอยู่  ดูไบนั้นเล็กกว่าอเมริกามาก  แต่นี่อาจจะเป็น  “อาฟเตอร์ช็อค”  ที่ทำให้วิกฤตเศรษฐกิจที่กำลังฟื้นตัวชะลอออกไป  ซึ่งผลที่ตามมาก็คือ  ราคาหุ้นที่ได้ปรับตัวขึ้นไปมากอาจจะหยุดหรือถดถอยลง

วิกฤติการณ์ฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์ของดูไบนั้น   เป็นอีกบทเรียนหนึ่งที่ย้ำให้เห็นถึงอันตรายและความล้มเหลวที่มักจะตามมาจากความ  “เพ้อฝัน”  บวกกับ  “ความมั่งคั่ง” ที่ไม่ได้มาจากฝีมือและการทำงานหนัก  นอกจากนั้น  มันช่วยเตือนเราด้วยว่า  อะไรที่ดูแล้วไม่น่าจะเป็นไปได้วิเคราะห์จากเหตุผลแบบชาว VI  ในที่สุดแล้วมันก็เป็นไปไม่ได้จริง ๆ   แม้ว่าในระยะสั้นมันดูเหมือนกับว่าทุกอย่างจะไปได้ด้วยดี         กลับมาในเรื่องของหุ้น  ผมคิดว่าผลกระทบไม่น่าจะรุนแรงโดยเฉพาะกับตลาดหุ้นไทย  เหนือสิ่งอื่นใด  ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างดูไบกับไทยนั้นมีน้อยมาก  ผลกระทบกับไทยจริง ๆ  นั้นน่าจะเป็นทางอ้อมผ่านทางด้านตลาดหุ้นทั่วโลก  และถ้าดัชนีหุ้นไทยตกต่ำลงตามภาวะดัชนีหุ้นโลก  ผมก็คิดว่ามันจะเป็นโอกาสอีกครั้งหนึ่งในการซื้อหุ้นเช่นเดียวกับเมื่อคราวเกิดวิกฤติซับไพร์มของอเมริกา

This entry was posted in โลกในมุมมองของ Value Investor. Bookmark the permalink.

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

*

You may use these HTML tags and attributes: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>