Wednesday, September 8th, 2010

สูตรเศรษฐี

6

โลกในมุมมองของ Value Investor               5 ธันวาคม 52

ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

ความมั่งคั่ง  ความร่ำรวย  หรือการเป็นเศรษฐีสำหรับคนที่ไม่ได้มีพ่อแม่ร่ำรวยมาก่อนนั้น  สำหรับคนจำนวนมากดูเป็นเรื่องที่ทำได้ยากมาก  บางคนอ่านหนังสือเกี่ยวกับการออมก็มักได้รับคำแนะนำที่ทำได้ยาก  เช่น  บอกว่าให้กันเงินจากเงินเดือนหรือรายได้ 10-20% เก็บไว้ก่อน  ไม่ใช่ใช้ก่อนเหลือแล้วค่อยเก็บ   ปัญหาก็คือ  รายได้นั้นไม่ค่อยพอใช้อยู่แล้วแม้ว่าจะไม่ได้ใช้อย่างฟุ่มเฟือย  เพราะค่าใช้จ่ายจำนวนมากเป็นค่าใช้จ่ายที่ลดไม่ค่อยได้  เช่น  ค่าผ่อนบ้าน  ค่าผ่อนรถ  ค่าอาหาร  เป็นต้น  ซึ่งผมเองเห็นด้วย  วิธีการที่จะทำให้เรามั่งคั่งนั้นถ้าจะให้ปฏิบัติได้จริงต้องไม่ทำให้เรารู้สึกลำบากหรือรู้สึกว่าความสุขหายไปมากและเป็นเวลานาน  เหนือสิ่งอื่นใด  ความอยากรวยนั้นก็เพื่อที่จะทำให้มีความสุข  ดังนั้น  การเสียสละความสุขเพราะต้องลดค่าใช้จ่ายเป็นเวลานานนั้นจึงไม่มีเหตุผล

ต่อไปนี้เป็นแนวทางหรือจะเรียกให้เท่ก็คือเป็นสูตรที่จะช่วยให้เรามีความมั่งคั่ง  ร่ำรวย  หรือแม้แต่เป็นเศรษฐีโดยเราไม่จำเป็นต้องรู้สึก  “อดอยาก”  และเป็นสูตรที่เหมาะมากโดยเฉพาะกับคนที่เพิ่งเริ่มชีวิตการทำงานหลังจากที่จบการศึกษาใหม่ ๆ   อย่างไรก็ตาม  คนที่มีอายุมากขึ้นแล้วก็สามารถประยุกต์ใช้ได้เท่าที่จะทำได้

ข้อแรกก็คือ  ถ้าคิดว่าเรายังไม่รวย   อย่าซื้อรถ  การซื้อรถยนต์ส่วนตัวใช้นั้น  เท่ากับเรากำลังสร้างรายจ่ายที่ลดได้ยากมาก  และทุกเดือน  เราจะมีรายจ่ายเป็นหมื่นหรือหลายหมื่นเป็นค่าผ่อนรถ  ค่าน้ำมัน  ค่าประกัน ค่าซ่อม  และอื่น ๆ   บางทีรายจ่ายนั้นอาจจะไม่เป็นตัวเงินจริงเนื่องจากเราซื้อรถด้วยเงินสด  เราไม่เสียค่าผ่อนรถ  แต่จริง ๆ  แล้วเราก็มี  “ค่าเสื่อม”  ซึ่งก็เป็นค่าใช้จ่ายที่สูงไม่ต่างกับค่าผ่อนรถนัก  หลายคนอาจจะเถียงว่าเขาสามารถประหยัดค่ารถเมล์  ค่ารถไฟฟ้า หรือค่าแท๊กซี่ ลง  แต่ถ้าคิดคำนวณค่าใช้จ่ายทุกด้านของการมีรถยนต์ส่วนตัวแล้ว  ผมคิดว่าการใช้รถสาธารณะนั้นประหยัดกว่ามากและจะทำให้เรามีเงินเหลือเก็บและลงทุนได้มากกว่า

ข้อสอง  อย่าซื้อบ้านถ้าไม่จำเป็น  และถ้าจำเป็นก็ซื้อบ้านที่เล็กที่สุดที่จะเพียงพออยู่สำหรับตนเองและคู่ครอง  และลูกที่มีอยู่หรือที่วางแผนที่จะมีในอนาคต  ทำเลของบ้านควรอยู่ในที่ที่การเดินทางไปทำงานและ/หรือไปเรียนสะดวกและไม่ต้องต่อรถหลาย ๆ  ต่อซึ่งจะทำให้  “ค่าใช้จ่ายในการอยู่อาศัยและเดินทาง” ต่ำที่สุด  คำว่าค่าใช้จ่ายในการอยู่อาศัยนั้น  บางคนอาจจะไม่รู้สึกว่ามีเพราะเขาไม่ต้องเสียค่าเช่า  แต่จริง ๆ แล้วการมีบ้านที่ใหญ่จะทำให้ค่าบ้านสูงซึ่งทำให้ต้องจ่ายค่าผ่อนบ้านแต่ละเดือนมากขึ้นไม่นับรายจ่ายอื่น ๆ  ที่ตามมาจากการมีบ้านที่ใหญ่ขึ้น   นี่เป็นความคิดที่อาจจะแย้งกับอีกหลายคนที่บอกว่าควรซื้อบ้านใหญ่ที่สุดที่สามารถผ่อนได้  เพราะบ้านนั้นเป็นเหมือน  “การลงทุน”  และการอยู่บ้านใหญ่นั้น “มีความสุข”  มากกว่า   แต่จากประสบการณ์ส่วนตัวผมเองนั้นพบว่า  บ้านอยู่อาศัยนั้นราคามักจะไม่ค่อยขึ้น  เช่นเดียวกัน  บ้านที่ใหญ่เกินความจำเป็นนั้น  ถ้าจะเพิ่มความสุขได้ก็น่าจะน้อยและไม่คุ้มกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น

ข้อสาม  มีลูกให้น้อย  อย่าเกินสองคนก็ดี   เพราะลูกนั้นเป็นค่าใช้จ่ายที่สูงมากในการเลี้ยงดูและให้การศึกษา   คำสมัยก่อนก็คือ  มีลูกหนึ่งคนจนไปเจ็ดปี   แต่สมัยนี้ผมคิดว่ายาวกว่านั้น   คนในสมัยก่อนมีลูกเพราะคิดว่าเป็น  “การลงทุน”   นั่นคือ  หลังจากที่ลูกโต  เขาก็กลับมาเลี้ยงเรา  ดังนั้นเขาจึงมีลูกมากแต่ในปัจจุบันความคิดนี้ก็ใกล้หรือกำลังหมดไป  เราไม่หวังให้ลูกมาเลี้ยงเราแล้ว  ดังนั้น  ถ้าอยากรวย  อย่ามีลูกมาก

ข้อสี่  รายจ่ายค่าสมาชิกทั้งหลาย  เช่น  สมาชิกสถานออกกำลังกาย  สมาชิกเคเบิลทีวีราคาแพง  สมาชิกที่สามารถพักตามเครือข่ายโรงแรมตากอากาศหลายแห่ง  เหล่านี้เป็นความบันเทิงหรือการดูแลสุขภาพที่เราสามารถหาซื้อได้ในราคาที่ถูกกว่ามาก  เช่น  แทนที่จะเข้าฟิตเนส  เราสามารถไปสวนสาธารณะที่มีการเต้นแอโรบิคที่สนุกสนานทุกวันโดยที่ไม่ต้องเสียเงิน  เคเบิลทีวีราคาถูกเดี๋ยวนี้บางแห่งมีรายการดีมากเกือบเท่าแบบที่มีราคาแพงแต่เสียค่าใช้จ่ายแค่เดือนละ 200 บาทก็มี   พูดถึงเรื่องการพักผ่อนต่างจังหวัดแล้วก็ทำให้ผมมีข้อแนะนำอีกว่า   “อย่าซื้อคอนโดหรือบ้านพักในสถานที่ท่องเที่ยว”  เพราะนี่เป็นต้นทุนค่าใช้จ่ายที่สูงมากเทียบกับการที่เราไปเช่าโรงแรมอยู่   คนอาจคิดว่านี่เป็น  “การลงทุน”  แต่จริง ๆ  แล้วราคาก็มักจะไม่ค่อยขึ้นหรือถึงขึ้นเราก็มักจะไม่ขาย  ในระหว่างนั้นเราก็ต้องผ่อนส่งรายเดือนหรือต้องเสีย “ค่าเสื่อม”   ไปเรื่อย ๆ  เหนือสิ่งอื่นใด  การพักโรงแรมนั้นเราไม่ต้องดูแลทำความสะอาดและเราจะไปพักสถานที่ไหนก็ได้ซึ่งทำให้เรามีความสุขมากกว่า

ข้อห้า  ถ้าอยากรวย  นอกจากปฏิบัติตามแนวทางข้างต้นแล้ว  จะต้องไม่ใช้จ่ายฟุ่มเฟือยและเก็บออมเงินให้มากที่สุดโดยไม่จำเป็นต้องประหยัดเกินความจำเป็นจนทำให้เรารู้สึกไม่สบาย  สิ่งนี้ทำไม่ยากถ้าเรารู้จักซื้อของแบบเน้น  “คุณค่า”  นั่นคือ  ใช้เงินน้อยแต่สามารถตอบสนองความต้องการเกิน 90%  ตัวอย่างง่ายที่สุดก็คือ  การซื้อของไม่มียี่ห้อที่มีคุณภาพดีหรือซื้อของมียี่ห้อในช่วงที่มีการลดราคามาก ๆ เป็นต้น

สุดท้าย  ก็คือ  ถ้าคุณต้องการแค่ว่าคุณจะสามารถอยู่อย่างสบายมีเงินพอสมควร  แต่ไม่ต้องการความผันผวนของความมั่งคั่ง  คุณจะต้องบริหารเงินโดยการจัดสรรทรัพย์สินให้อยู่ในหลักทรัพย์หลาย ๆ  อย่างรวมถึงพันธบัตรและหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ไม่ว่าจะบริหารเองหรือมอบให้  “มืออาชีพ” ซึ่งก็คือบริษัทจัดการการลงทุนทำ  แต่ถ้าคุณอยากรวยหรือเป็นเศรษฐีละก็  คุณควรลงทุนเงินที่เหลือเก็บไว้ในหุ้นเพียงอย่างเดียว   การลงทุนในหุ้นในระยะยาวมาก ๆ  นั้น   ความเสี่ยงจะไม่สูงและผลตอบแทนจะสูงกว่าการลงทุนในตราสารการเงินอื่นมาก   ดังนั้น  ถ้าคุณมีเวลาในการเก็บเงินและลงทุนยาวเป็น 20-30 ปี  ผมแนะนำว่าให้ลงทุนเงินทุกบาททุกสตางค์ในหุ้น  ไม่ว่าจะลงเองหรือใช้มืออาชีพลงให้  นอกจากนั้น  ในการลงทุน   ถ้าได้ผลประโยชน์ทางภาษีด้วย  เช่น  การลงทุนใน LTF หรือ RMF  ก็ควรใช้สิทธินั้นอย่างเต็มที่

และเช่นเคย  สิ่งที่แนะนำมาทั้งหมดนั้น  ไม่รับประกันว่าคุณต้องรวยแน่นอน  แต่ผมคิดว่ามันเพิ่มโอกาสการเป็นเศรษฐีให้คนที่ปฏิบัติขึ้นมาก  เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ  ถ้าไม่ได้เป็นเศรษฐีคุณก็คงไม่จนและความสุขเพิ่มขึ้นแน่นอน

Comments

6 Responses to “สูตรเศรษฐี”
  1. golf says:

    ผมรู้สึกจริงๆ ว่า เก็บเงินอย่างไรก็ไม่มีทางเป็นเศรษฐีได้

    ดร. เริ่มบทความ ด้วยความสงสัยของผมจริงๆ

    ชอบครับ

  2. wila says:

    กราบเรียนอาจารย์ ดร. ที่เคารพ ขออนุญาตเรียนปรึกษา ค่ะ

    คือจากเรื่องที่อาจารย์ได้กล่าวมา หนูได้พยายามปฏิบัติตามคำแนะนำ ของอาจารย์ ยกเว้นก็แต่ การซื้อบ้าน

    ซึ่งทำให้หนูเป็นหนี้ก้อนโต มากจนกระทั่งทำให้หนูไม่อยากเป็นหนี้อะไรเลย แม้กระทั่งการซื้อรถยนต์ส่วนตัว

    (คาดว่าถ้าผ่อนบ้านหมดแล้ว จะเก็บเงินสดซื้อรถสักครั้ง ) จึงอยากจะขอเรียนปรึกษา ว่าถ้าสมมุติว่า

    1 หนูมีเงินเหลือจากการหักการชำระหนี้บ้านรายเดือน ควรนำเงินที่เหลือก้อนนั้นไปชำระเงินต้น ของ ค่าบ้าน

    หรือ มาลงทุนในกองทุน ต่างๆๆดีค่ะ

    รบกวนอาจารย์ด้วยค่ะ

  3. Kullanop says:

    นับถืออาจารย์ อย่างสูง

  4. ชวกร says:

    อยากให้ อ.นิเวศน์ แปล หนังสือ security Analysis ฉบับ 6th Edition ด้วยครับ

  5. GeneraX says:

    เนิ้อหาตอนนี้ ดร.น่าจะ apply มาจากหนังสือ Outlier ของ Malcolm Gladwell นะครับ ใครสนใจลองไปอ่านดูได้ : )

  6. phatcha says:

    thank you kha, master

Speak Your Mind

Tell us what you're thinking...
and oh, if you want a pic to show with your comment, go get a gravatar!