Wednesday, September 8th, 2010

ชายกลางกับครูกุ๊ก

6

โลกในมุมมองของ value Investor                    22  ธันวาคม 52

ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

การเป็น Value Investor ที่ดีนั้น  นอกจากการเรียนรู้และติดตามภาวะเศรษฐกิจและการเมืองแล้ว   เราต้องรู้และเข้าใจกระแสหรือแนวโน้มของสังคมด้วย   ว่าที่จริงสังคมนั้นเป็นพลังสำคัญที่สุดในการกำหนดเรื่องของภาวะและระบบเศรษฐกิจและการเมือง   ดังนั้น   ถ้าเราเข้าใจสังคม  ก็มีแนวโน้มว่าเราจะสามารถพยากรณ์ทิศทางของเศรษฐกิจและการเมืองได้แม่นยำขึ้น   สำหรับผม  การติดตามความเคลื่อนไหวทางสังคมที่ให้ภาพชัดเจนที่สุดก็คือ   การดูหนังดูละครและติดตาม  “ข่าวดารา”  ที่เดี๋ยวนี้มีหนังสือพิมพ์วางแผงจำหน่ายทุกวัน  เช่นเดียวกับละครที่ออกอากาศวันละหลายเรื่อง

แนวโน้มของสังคมที่ผมสังเกตเห็นว่าเปลี่ยนไปมากนับย้อนหลังไปสัก 40 ปีก่อนขณะที่ผมยังเป็นวัยรุ่นก็คือสถานะของผู้คนในสังคม  ในสมัยก่อนนั้นสังคมไทยค่อนข้างจะจัดลำดับของคนเป็นชั้น ๆ  ตามลำดับที่อาจจะเรียกว่า  “ศักดินา” หรือตามตำแหน่งอำนาจที่กำหนดเป็นทางการ  โดยคนที่มีฐานะทางสังคมสูงก็คือคนที่มีอำนาจที่เป็นทางการหรืออำนาจทางวัฒนธรรมสูงและคนที่อยู่ต่ำก็คือคนที่ไม่มีอำนาจที่เป็นทางการหรือทางวัฒนธรรมเลยและมีอาชีพที่ไม่ได้สังกัดบริษัทหรือกิจการขนาดใหญ่   ในสมัยนั้นละครที่ออกอากาศก็มักจะมีพระเอกที่เป็นผู้ดีมีตระกูลทำงานเป็นข้าราชการ  ละครที่ฮิตที่สุดเรื่องหนึ่งก็คือ “บ้านทรายทอง” ซึ่งพระเอกเป็น  “ชายกลาง”  เดี๋ยวนี้ละครเปลี่ยนไปมาก  พระเอกหรือตัวเอกส่วนใหญ่เป็นนักธุรกิจ  หลาย ๆ  เรื่องก็เป็นชาวบ้านธรรมดา  และละครที่กำลังฮิตมากก็คือ “สูตรเสน่หา”  ซึ่งพระเอกเป็น  “ครูกุ๊ก”  เรื่องของชนชั้นในสังคมนั้น  ถ้าจะยังมีอยู่ก็เป็นเรื่องว่า  “ใครมีเงินมากกว่ากัน”  เพราะฉะนั้น  นักธุรกิจหรือเจ้าของกิจการซึ่งมักจะมีเงินมากจึงเป็นคนที่มีสถานะค่อนข้างโดดเด่นในสังคม

พูดถึงเรื่องของดารา  ซึ่งผมหมายรวมถึงนักร้องด้วยนั้น  สมัยก่อน  ดาราเป็นอาชีพ  “เต้นกินรำกิน”  ซึ่งหมายถึงการเป็นอาชีพที่ต่ำต้อยในสายตาของสังคม   ดังนั้น  คนที่เรียนสูงระดับจบปริญญาตรีนั้นมักจะไม่ยอมทำอาชีพหรือเป็นดารา   เดี๋ยวนี้คนอยากเป็นดารากันทั้งนั้น  แม้แต่คนที่เรียนจบจากฮาร์วาดหรือเรียนจบปริญญาเอกจากต่างประเทศก็ยังอยากเป็นดารา   ดาราที่สมัยก่อนมักจะเป็นลูก  “ชาวบ้านธรรมดา”  นั้น   เดี๋ยวนี้  จำนวนมากเป็นลูก  “ไฮโซ”  อาชีพดาราสมัยก่อนนั้นแทบไม่มีเงินเหลือเก็บทั้งที่แสดงเป็นสิบหรือร้อยเรื่อง  สมัยนี้ดาราหลายคนมีเงินมากเป็นเศรษฐีร้อยล้านบาทก็มี   นอกจากเงินแล้ว   ดาราเป็นคนที่มีชื่อเสียงและสามารถสร้างชื่อเสียงให้กับคนที่มาเกี่ยวข้องได้  ดังนั้น  ดาราจึงเป็นที่หมายปองของคนหลาย ๆ  คนหรือหลาย ๆ  กลุ่ม เช่นนักการเมืองหรือกลุ่มนักธุรกิจที่ต้องการคนที่มาช่วยในการประชาสัมพันธ์งานของตนเอง

การหาคู่ครองของดาราสะท้อนภาพของสังคมได้ค่อนข้างชัดเจน  ดาราผู้หญิงเดี๋ยวนี้ไม่ชอบคู่ที่เป็นตำรวจทหารหรือข้าราชการอย่างในสมัยก่อน  หรือถ้าจะชอบผู้ชายก็มักจะเป็นลูกของข้าราชการชั้นผู้ใหญ่หรือนักการเมืองที่มีเงินมหาศาล  ดาราหญิงชื่อดังส่วนใหญ่ชอบนักธุรกิจหรือลูกเจ้าของกิจการขนาดใหญ่หรือดาราชื่อดังด้วยกัน   ว่าที่จริงสมัยนี้ดาราหญิงนั้นแข่งขันหรือวัดกันว่าใครจะมีแฟนหรือมีคู่ที่รวยกว่ากัน  เพราะการมีแฟนที่รวยจะทำให้ดารามีหรือรักษาสถานะที่โดดเด่นในสังคมได้ยาวนาน  การมีแฟนจนหรือไม่รวยนั้นจะทำให้รู้สึกน้อยหน้าเพื่อนฝูง  ทั้งหมดนั้นแตกต่างกับดาราสมัยก่อนอย่างสิ้นเชิง  เพราะดาราสมัยก่อนนั้นแทบไม่มีโอกาสมีคู่ที่มีฐานะเป็นเศรษฐี  ว่าที่จริง  ดาราสมัยก่อนนั้นไม่กล้าแม้แต่จะบอกว่าตนเองมีคู่แล้วเนื่องจากกลัวว่าผู้คนจะไม่ดูหนังที่ตนเองเล่นถ้ารู้ว่ามีคู่แล้ว

ดาราแต่งหรือเป็นคู่กับเศรษฐีหรือไฮโซนั้น   แม้ว่าในสังคมดูเหมือนจะมองว่าดารายังเป็น  “เบี้ยล่าง”  เห็นได้จากการที่ต้องได้รับการ  “Approve” หรือได้รับการยอมรับจากว่าที่แม่สามี  แต่ไม่เคยมีข่าวว่า ว่าที่ลูกเขยที่ร่ำรวยได้รับการอนุมัติจากว่าที่แม่ยายแล้ว  แต่ดาราเองนั้นเดี๋ยวนี้ก็  “ไม่แคร์”    เหนือสิ่งอื่นใด  คนในสังคมไม่ค่อยสนับสนุน  “ผู้ดีเก่า” ที่อาจจะแสดงอาการเหยียดดารา  ตรงกันข้าม  ดารานั้น  มีทั้งชื่อเสียงและเงินและด้วยอิทธิพลของสื่อที่รวดเร็วกว้างขวางในปัจจุบัน  ดารากำลังจะกลายเป็นไฮโซเหมือนอย่างที่พวกเขาเป็นในต่างประเทศ

ผมเขียนมายืดยาวเกี่ยวกับเรื่องของหนังและดารา  ดูเหมือนว่าจะไม่เกี่ยวอะไรกับเศรษฐกิจและการเมือง  และถ้าดูเรื่องของสังคมก็เป็นสังคมของดารา  ไม่เกี่ยวอะไรกับสังคมทั่วไปไม่ต้องพูดถึงหุ้น  แต่ผมคิดว่าเรื่องของดารานั้นเป็นภาพสะท้อนของสังคมส่วนรวม   เป็นเรื่องของความเชื่อและความนึกคิดของคนทั่วไปที่แสดงออกผ่านทางดาราและภาพยนต์หรือละคร  และสิ่งที่ผมสรุปจากการดูพัฒนาการของวงการนี้ผมเห็นว่า   สังคมไทยนั้น   กำลังปรับเปลี่ยนไปตามอย่างตะวันตกอย่างไม่อาจหวลกลับได้นั่นคือ

สังคมไทยกำลังถอยห่างจาก  Establishment  หรือการกำหนดมาตรฐานประจำชาติหรือกลุ่มคนที่มีอำนาจหรือมีอิทธิพลที่เป็นทางการ  ประชาชนทั่วไปมีความมั่นใจในตนเองมากขึ้นและแสดงออกใน “สังคม” ของตนเอง  พวกเขา “ไม่แคร์” ว่าใครจะอยู่  “ชั้นไหน”  ในสังคมเก่าสมัยก่อน   สิ่งที่เขาสนใจและแสวงหาก็คือ  ใครมีเงินมากกว่า  พูดง่าย ๆ  เงินเป็นตัววัดความสำเร็จ   เงินเป็นสิ่งที่คนแสวงหา  ถ้าจะพูดว่าสังคมไทยนั้นเป็นสังคมของทุนนิยมเต็มที่ก็ไม่น่าจะผิด  อย่างน้อยก็ในด้านของสังคมและเศรษฐกิจ  และแม้ว่าอาจจะมีพลังบางอย่างจากคนบางกลุ่มที่พยายามขัดขวางกระบวนการนี้ผ่านทางการเมือง  มันก็จะไม่มีทางสำเร็จเพราะคนส่วนใหญ่ไม่ยอมรับ

ผมเองมักจะถูกถามว่า  ถ้ามีกฎหมายหรือมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่ทำให้การทำธุรกิจของบริษัทที่เราลงทุนอยู่ประสบอุปสรรคอย่างแรงเราจะทำอย่างไร   คำตอบของผมก็คือ  ถ้าสิ่งที่บริษัทเราทำนั้นมีประโยชน์และคนต้องการ  กฎหมายนั้นย่อมไม่สามารถขวางได้  โดยนัยก็คือ  มันไม่น่าจะเกิดได้  หรือถ้าเกิดได้ก็ต้องมีทางแก้  ชีวิตประชาชนนั้น  เหมือนกับชีวิตของดารา  ถึงวันนี้พวกเขากำหนดแนวทางชีวิตของเขาได้แม้ว่าจะมีคนหรือกฏเกณฑ์ที่คอยขัดขวางหรือบอกว่าห้ามทำ  ดังนั้น  ถ้าประชาชนบอกว่าเขาต้องการใช้สินค้าของบริษัทเราและเขาพร้อมที่จะจ่ายเงิน  อย่ากลัวว่าจะถูกขัดขวางโดยนักการเมือง  อย่างมากต้นทุนของบริษัทก็จะเพิ่มขึ้นบ้างเท่านั้น  ในโลกของทุนนิยมนั้น  เงินเป็น  “คะแนนโหวต” ที่ตัดสินเสมอ

Comments

6 Responses to “ชายกลางกับครูกุ๊ก”
  1. appendix says:

    คนเรามักใช้ “เงินและอำนาจ” ในการตัดสินฝ่ายตรงข้ามต่อหน้า แต่ใช้ “คุณธรรมและความดี” ตัดสินกันลับหลัง ดังนั้นหากอยากจะได้รับความเคารพทั้งต่อหน้าและลับหลังก็จะต้องสะสมทั้ง ความมั่งคั่งและคลังความดี นะครับ ปีใหม่นี้ขอให้ร่ำรวยอย่างมีสติเช่ยเคยครับ

  2. zee says:

    problems in thai soceity should be resolve by capitalism ,it is simple and easy

  3. waichi says:

    อ่านหัวเรื่อง แล้วต้องรีบเข้ามาอ่านเลย ว่าคืออะไร 555+

  4. weera says:

    สุดยอด! ชื่นชมๆ ชอบมาก ขออีกๆ เจาะลึกได้อีกนะเนี่ย

  5. มีครูกุ๊กแล้วถ้ามีละครเรื่องครูหุ้นคงจะต้องเอาชีวิตจริงของท่านอ.ไปทำเป็นละครครับถ้าจะสุดยอด

  6. golf says:

    แหมมม หยิบหนังสือซุบซิบดารามาก็สามารถเขียนเป็นบทความ เป็นเงินเป็นทองได้ ^_^

    ตอนท้ายๆผมเห็นด้วยเรื่องกฎหมายที่ออกมาขัดกับวิถีที่มันควรจะเป็น
    ที่ว่าไม่สามารถหยุดยั้งสิ่งที่มันควรจะเป็น

    ที่นึกออกตอนนี้ก็คือ กฎหมายค้าปลีก ทีออกมาสกัดกั้นไม่ให้คนได้ซื้อของที่ราคาถูกลง หรือว่า ได้รับความสะดวกมากขึ้น

Speak Your Mind

Tell us what you're thinking...
and oh, if you want a pic to show with your comment, go get a gravatar!