จำกัดความเสี่ยง (2)
วิบูลย์ พึงประเสริฐ 1 มิถุนายน 2550
บทความที่แล้วได้กล่าวถึงการ”จำกัดความ เสี่ยง”จากการลงทุนในตลาดหุ้นด้วยการลงทุนในกองทุนดัชนี (Index Fund) ซึ่งช่วยลดความเสี่ยง จากการผันผวนของราคาหุ้นให้เป็นไปตามดัชนีตลาดหุ้น
แต่ถึงอย่างไรก็ตาม เราคงไม่สามารถทำให้ความเสี่ยงที่มีนั้นหมดไปได้ ดังคำกล่าวที่ว่า “ความเสี่ยงจากการลงทุนนั้นไม่สามารถ”กำจัด”ได้ แต่เราสามารถ”จำกัด”ได้” อาทิตย์นี้จะกล่าวถึงวิธีการในการ”จำกัดความเสี่ยง”จากการลงทุนอีกหนึ่งวิธี
ในทางทฤษฎีการลงทุนมักกล่าวถึง”ความเสี่ยง ”ว่าเป็นเรื่องของ”ราคาหุ้น”ที่มีราคาเปลี่ยนแปลงไปมาอยู่ตลอดเวลาของการ ซื้อขาย ถ้าหุ้นนั้นมีนักลงทุนขายออกมามาก ราคาหุ้นจะลดลง ในทางกลับกันถ้าหุ้นนั้นมีคนซื้อมาก ราคาหุ้นจะปรับตัวสูงขึ้น การเข้าซื้อหุ้นของนักลงทุนในตลาดหุ้นมักเรียกกันว่า “แรงซื้อ” ส่วนการขายเรียกกันว่า “แรงขาย”
ในเวลาปกติ ถ้า”แรงซื้อ”มากกว่า”แรงขาย” หุ้นจะขึ้น แต่ถ้า”แรงขาย”มากกว่า”แรงซื้อ” หุ้นนั้นจะมีราคาลดลง นักเก็งกำไรในตลาดหุ้นได้ใช้หลักการของ”แรงซื้อ” และ “แรงขาย”ในการ”จำกัดความเสี่ยง”ในการลงทุน
นักเก็งกำไรมักมอง”เทรนด์”หรือ”แนวโน้ม”ของ ตลาดหุ้นเป็นสิ่งสำคัญ ถ้าเมื่อใดที่แนวโน้มหุ้นเป็น”ขาขึ้น” เนื่องจากมี”แรงซื้อ”เข้ามามาก นักเก็งกำไรจะทำการ”ซื้อ”หุ้น และถือไว้ตราบที่แนวโน้มตลาดยังเป็นขาขึ้นอยู่ แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่ตลาดเริ่มมี”แนวโน้ม”เป็น”ขาลง”แล้ว นักเก็งกำไรจะ”ขาย”หุ้นที่ถืออยู่และออกจากตลาดไปชั่วคราว
กลยุทธในการลงทุนเช่นนี้ดูเหมือนจะเป็น เรื่องง่ายๆ แต่ในทางปฏิบัติแล้วถือว่าเป็นสิ่งที่ทำได้”ยาก”พอสมควร โดยเฉพาะนักลงทุนมือใหม่ เพราะการมองแนวโน้มของหุ้นนั้นจำเป็นต้องใช้ประสบการณ์อย่างมาก บางครั้งนักลงทุนคิดว่าแนวโน้มหุ้นเริ่มเป็น”ขาลง”แล้วจึง”ขาย”หุ้นออกไป แต่เมื่อขายไปแล้ว ราคาหุ้นกลับยังปรับตัวสูงขึ้นไปเรื่อยๆ ในตลาดหุ้นเรียกอาการนี้ว่าเป็นการ”ขายหมู” ขายหุ้นทีไร หุ้นกลับวิ่งทุกที
เมื่อเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้น นักลงทุนส่วนใหญ่มักคิดว่าไม่เป็นไร เดี๋ยวตลาดคงปรับตัวลดลงและราคาหุ้นคงลดลงกลับมาที่เดิมใหม่ แต่ในความเป็นจริงบางครั้ง ราคาหุ้นไม่ลดลงอย่างที่นักลงทุนคิด แถมปรับตัวขึ้นไปอีกเรื่อยๆ จนเมื่อถึงระยะหนึ่ง นักลงทุนกลัวว่าตนเองจะ”ตกรถไฟ”จึงกลับไปซื้อหุ้นอีกครั้ง แต่ไม่ทันไร ราคาหุ้นกลับลดลง จนทำให้”ขาดทุน”ได้
เรื่องเช่นนี้ไม่ใช่ สิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้น แต่เป็นสิ่งที่มีอยู่คู่กับตลาดหุ้นทั่วโลกมาโดยตลอด มีเรื่องเล่าว่า ในปี ค.ศ. 1720 เซอร์ไอแซค นิวตัน นักฟิสิกส์ที่ฉลาดที่สุดคนหนึ่งของโลกในยุคนั้น ถือหุ้นของบริษัทเซาส์ซี (South Sea Company) ซึ่งเป็นหุ้นที่ร้อนแรงที่สุดในอังกฤษ นิวตันได้ตัดสินใจขายหุ้นบริษัทนี้ออกไปโดยได้กำไรถึง 100 เปอร์เซนต์รวมเป็นเงิน 7,000 ปอนด์ อย่างไรก็ตามในอีกไม่กี่เดือนต่อมา เมื่อนิวตันถูกครอบงำโดยความกระตือรือร้นแบบสุดขั้วของตลาดหุ้น เขากลับเข้าไปซื้อหุ้นบริษัทเซาท์ซีอีกครั้ง ในระดับราคาที่สูงกว่าเดิม ซึ่งเป็นผลให้เขาต้องขาดทุนมากกว่า 20,000 ปอนด์ (คิดเป็นเงินกว่า 3 ล้านดอลลาร์ในปัจจุบัน) ตลอดช่วงชีวิตที่เหลือ เขาจะห้ามไม่ให้ใครพูดว่า “เซาส์ซี” ให้เขาได้ยิน
จากตัวอย่างดังกล่าวจะเห็นว่าการขาดทุนจากตลาดหุ้น ถือว่าเป็นเรื่อง”ปกติ”ของนักลงทุน ดังนั้นการมีประสบการณ์ในการมอง”แนวโน้ม”หุ้นให้ถูกต้องถือว่าเป็นการ”จำกัด ความเสี่ยง”ในการลงทุนวิธีหนึ่งโดยเฉพาะนักเก็งกำไร