มาสังเกตผลประกอบการกันดีกว่า 1

มนตรี นิพิฐวิทยา  24 สิงหาคม 2550

ขณะนี้ผลประกอบการ ของทุกบริษัทได้ประกาศออกมาหมดแล้ว คงเหลือแต่บริษัทที่มีปัญหาเท่านั้นที่ยังไม่ประกาศออกมา แต่หลังจากประกาศผลประกอบการกลางปีออกมาครบหมดปรากฏว่าหุ้นตกถล่มทลาย เพราะหลายบริษัทประกาศกำไรลดลง แต่เท่าที่เห็นก็ไม่มากเท่าไร แต่เนื่องจากหุ้นตกมาหลายวันก่อนหน้า ดังนั้นผลออกมาผิดคลาดเล็กน้อย จึงพากันขายออกยกใหญ่ประกอบกับตลาดหุ้นทั่วโลกพากันตกแล้วยิ่งหนัก

ที่ จะบอกตอนนี้ก็คือ ตอนนี้หุ้นตกเป็นโอกาสงามเลยครับท่าน รีบเร่งค้นหาของดีราคาย่อมเยาได้แล้วครับ ผมว่าน่าจะมีให้เห็นเยอะขึ้น วันนี้ผมเลยจะมาบอกวิธีสังเกตว่าบริษัทไหนซ่อนตัวงำประกายให้แฟนๆได้ใช้เป็น เครื่องมือเตรียมรับกับเทศกาลลดกระหน่ำ

ก่อน อื่นต้องดูในรายงานผู้สอบบัญชีเสียก่อนว่า ผู้สอบบัญชีได้เตือนอะไรไว้บ้าง ให้สังเกตอะไรเป็นพิเศษหรือไม่ ถ้ามีให้ตรวจสอบจากหมายเหตุประกอบงบให้ดีเสียก่อนนะครับ

ถ้า ดูจนแน่ใจแล้วว่างบนั้นสะอาดแน่นอนแล้วก็เริ่มต้นดูกันได้เลยครับ

ดู ที่บัญชีลูกหนี้การค้า ไปดูในหมายเหตุก่อนว่า มีหนี้ค้างนานๆมากไหม ตั้งสำรองไว้เพียงพอหรือไม่ ถ้าดีแล้วก็ไปดูที่รายได้ในงบกำไรขาดทุน เราจะมาหากันว่าเมื่อบริษัทขายสินค้าไปแล้วเมื่อไรจึงจะเก็บเงินได้ หรือ เมื่อไรลูกหนี้การค้าที่ขายเป็นเครดิตจะกลายเป็นเงินสด โดยการเอารายได้ตั้งหารด้วยบัญชีลูกหนี้ จะได้ อัตราส่วนหมุนเวียนลูกหนี้การค้าดังนี้

อัตราส่วนหมุนเวียนลูกหนี้การค้า = รายได้ / ลูกหนี้การค้า

ระยะเวลาที่เก็บเงินได้ = 365 วัน / อัตรา ส่วนหมุนเวียนลูกหนี้การค้า

ตัวอย่าง คือ

ระยะเวลาที่เก็บ สินค้าคงเหลือจนเป็นรายได้ = 1,052,777,691.81 /     367,287,448.33 = 2.87เท่า

ระยะ เวลาที่เก็บเงินได้ = 365 วัน /2.87 = 127 วัน หรือ 4 เดือน

จาก นั้นมาดูบัญชีสินค้าคงเหลือ ดูว่าบริษัทนี้ต้องเก็บสินค้าไว้นานแค่ไหนถึงจะขายเป็นยอดขายได้ โดยเอาบัญชีสินค้าคงเหลือตั้งหารด้วยต้นทุนสินค้าขาย จะได้อัตราส่วนหมุนเวียนสินค้าคงเหลือดังนี้

อัตราส่วนหมุนเวียนสินค้าคงเหลือ = ต้นทุน สินค้าขาย / สินค้าคงเหลือ

ระยะเวลาที่เก็บสินค้าคงเหลือจนเป็นรายได้ = 365 วัน / อัตรา ส่วนหมุนเวียนสินค้าคงเหลือ

ตัวอย่างคือ

อัตราส่วนหมุน เวียนสินค้าคงเหลือ= 764,676,504.61 /432,076,514.70 = 1.77เท่า

ระยะเวลาที่เก็บสินค้าคงเหลือจนเป็นรายได้ = 365 วัน /1.77 = 206 วัน หรือ 7 เดือน

สรุป เป็นว่า บริษัทนี้เป็นบริษัทซื้อมาปรับปรุงสินค้าแล้วขายไป ซื้อสินค้ามาเป็นเงินสด เก็บสินค้าก่อนขายเฉลี่ย 7เดือน ขายแล้วกว่าจะเก็บเงินได้ปาเข้าไปเกือบปี บริษัทนี้ มีกำไรสุทธิประมาณ 11.33% นับว่าพอสมควร แต่เมื่อมาดูงบกระงบเงินสดกลับเห็นว่าเงินสดไม่ค่อยจะพอใช้ ต้องกู้สั้นกู้ยาวมาชดเชยกันให้วุ่นไปหมด ถ้าวันใดวันหนึ่งเกิดอาการสะดุดขึ้นมา เช่นยอดขาดลดลง เก็บเงินลูกค้าได้ยากขึ้น บริษัทนี้จะเสี่ยงเอาการ

บริษัท อีกประเภทหนึ่ง บริษัทกลุ่มนี้จะซื้อมาขายไปเหมือนกัน แต่ซื้อเงินเชื่อขายเงินสด เน้นขายเร็ว อัตราส่วนหมุนเวียนลูกหนี้การค้าน้อยมาก แต่อัตราส่วนหมุนเวียนสินค้าคงเหลือสูงเช่น 3 เท่าขึ้นไป พอหาระยะเวลาที่เก็บสินค้าคงเหลือจนเป็นรายได้ออกมาจะได้ประมา95วัน หรือประมาณ 3 เดือน แต่อัตรากำไรสุทธิประมาณ 3-4% แต่อาศัยขายมาก ขายไว แต่ธุรกิจนี้จะมีเกระแสเงินสดเหลือสูงมากเพราะถ้าเราหาอัตราส่วนหมุนเวียน เจ้าหนี้การค้า เพื่อหาระยะเวลาจ่ายหนี้ดังนี้

อัตราส่วนหมุนเวียนเจ้าหนี้การค้า = เจ้าหนี้ การค้า / สินค้าคงเหลือ

อัตราส่วนหมุนเวียนเจ้าหนี้การค้า = 20,532,538 / 6,755,808 = 3.04 เท่า

ระยะ เวลาจ่ายเจ้าหนี้การค้า = 365/3.04 = 120 วัน หรือ 4 เดือน

ถ้าให้เลือก ผมเลือกบริษัทกลุ่มหลังมากกว่า ซื้อเงินเชื่อจ่าย 120วัน ขายได้เป็นเงินสดภายใน95วัน ทำให้มีเงินมาหมุนเวียนฟรีๆ 25วัน และยิ่งขายมากยิ่งมีเงินสดจากผู้ขายวัตถุดิบมาหมุนเวียนใช้มากขึ้นต่อเนื่อง ขึ้น

เอาละครับ นี่เป็นข้อสังเกตและคิดคำนวณง่ายๆ เอาไว้สังเกตบริษัทดีๆ แล้วคราวหน้าผมจะมาขยายวิธีการสังเกตเพิ่มเติมครับ

This entry was posted in Value Way. Bookmark the permalink.

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

*

You may use these HTML tags and attributes: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>