วิบูลย์ พึงประเสริฐ 21กันยายน 2550
ใน หนังสือ “การลงทุนแบบเน้นคุณค่า หลักสูตรมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย” หรือในภาษาอังกฤษชื่อ “Value Investing – From Graham to Buffet and Beyond” แปลโดยคุณพรชัย รัตนนนทชัยสุข ส่วนแรกของหนังสือจะกล่าวถึงหลักการการลงทุนแบบเน้นคุณค่าคืออะไร ทำไมต้องลงทุนแบบเน้นคุณค่า และต่างจากการลงทุนแบบอื่นๆอย่างไรผู้เขียนได้แบ่งนักลงทุนในตลาดหุ้นได้ดังต่อไปนี้
หนึ่ง นักวิเคาระห์ทางเทคนิค นักวิเคาระห์ทางเทคนิคจะมองข้ามการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานทุกประเภท นักลงทุนประเภทนี้จะไม่สนใจงบดุลหรืองบกำไรขาดทุนของบริษัท, สินค้าและบริการของบริษัท, ตลาดเป้าหมายของบริษัท หรือปัจจัยอื่นๆที่นักลงทุนแบบปัจจัยพื้นฐานใส่ใจเลย พวกเขาเหล่านี้ไม่สนใจมูลค่าพื้นฐาน แต่จะมุ่งเน้นไปยังข้อมูลการซื้อขาย หรือความเคลื่อนไหวของราคาหุ้นและปริมาณการซื้อขาย พวกเขาเชื่อว่าประวัติความเคลื่อนไหวของราคาหุ้นจะสะท้อนถึงอุปสงค์และอุป ทานของหลักทรัพย์ ซึ่งมีรูปแบบที่สามารถวิเคราะห์ถึงราคาหุ้นในอนาคตได้ พวกเขาจะสร้างกราฟจากข้อมูลการซื้อขาย และจะตรวจสอบหาสัญญาณซึ่งทำให้สามารถทำนายทิศทางของราคาหุ้น รวมทั้งทำกำไรจากการเทรดหุ้นได้ บางครั้งพวกเขาอาจใช้การเปรียบเทียบราคาหุ้นในปัจจุบันกับเส้นแนวโน้มที่ เกิดขึ้นจากราคาเฉลี่ยในช่วง 30, 90, หรือ 150 วันที่ผ่านมา การทะลุผ่านเส้นแนวโน้มไม่ว่าจะเป็นทางด้านบนหรือด้านล่างจะบ่งชึ้ถึงการ เปลี่ยนแปลงทิศทาง แน่นอนว่าพวกเขาต้องการซื้อถูกขายแพง ซึ่งราคาถูกหรือแพงจะเชื่อมโยงกับราคาหุ้นในอดีตและราคาในอนาคตของหลัก ทรัพย์ สำหรับนักลงทุนที่ใช้การวิเคาระห์ทางเทคนิค เกมของพวกเขาคือการซื้อขายระยะสั้น
สอง นักลงทุนแนวเศรษฐศาสตร์มหภาค นักลงทุนประเภทนี้จะใส่ใจต่อปัจจัยทางเศรษฐกิจ ซึ่งส่งผลต่อหลักทรัพย์ทั้งหมดหรือหลักทรัพย์กลุ่มใหญ่ ปัจจัยดังกล่าวจะรวมถึงอัตราเงินเฝ้อ, อัตราดอกเบี้ย, อัตราแลกเปลี่ยน, อัตราการว่างงาน และอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจทั้งระดับประเทศและระดับโลก พวกเขาจะจับตาการตัดสินใจของผู้กำหนดนโยบายอย่างธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) รวมถึงอารมณ์ผู้บริโภคและนักลงทุนโดยรวม ข้อมูลต่างๆจะถูกนำมาทำนายแนวโน้มทางเศรษฐกิจ และคาดการณ์ว่าหลักทรัพย์กลุ่มไหนมีโอกาสได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงมาก ที่สุด แนวทางนี้มักเรียกกันว่า แนวทางจากบนลงล่าง (Top Down) ซึ่งเริ่มต้นจากการดูภาพรวมทางเศรษฐกิจ และไล่ไปจนถึงหลักทรัพย์แต่ละตัว พวกเขาก็เหมือนนักลงทุนคนอื่นๆที่ตั้งใจซื้อถูกขายแพง โดยคิดว่า การคาดการณ์ที่เหนือกว่าของพวกเขาจะสามารถทำให้ชิงลงมือก่อนที่ตลาดโดยรวมจะ รับรู้ถึงสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น พวกเขาจะไม่คำนวณมูลค่าของหลักทรัพย์แต่ละตัวโดยตรง นักลงทุนที่มีชื่อเสียงหลายคนใช้หลักการลงทุนแบบมหภาคนี้
สาม นักลงทุนที่พิจารณาลงทุนเป็นรายบริษัทนักลงทุนประเภทนี้จะศึกษาประวัติของบริษัทเพื่อดูว่า ราคาหลักทรัพย์เคลื่อนไหวอย่างไรในการตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของปัจจัย ต่างๆ เช่น ผลกำไร, สภาพธุรกิจ, การแนะนำผลิตภัณท์ใหม่ๆ, การเปลี่ยนแปลงผู้บริหาร,การลงทุน,การซื้อกิจการและอื่นๆ พวกเขาจะคาดการณ์ว่า ปัจจัยใดบ้างที่มีโอกาสเกิดการเปลี่ยนแปลง โดยพิจารณาข้อมูลของบริษัทและอุตสาหกรรม รวมถึงการใช้ความรู้ทั่วไปของตนเอง
การคาดการณ์ส่วนใหญ่จะเน้นไปที่ผลกำไรของบริษัท โดยทั่วไปราคาหุ้นจะสะท้อนการคาดการณ์ผลกำไรในอนาคตของบริษัทเอาไว้แล้ว หากนักลงทุนเหล่านี้พบว่าการประมาณการและตัวแปรอื่นๆของตนเองอยู่ในระดับที่ สูงกว่าการคาดการณ์ของตลาด พวกเขาจะเข้าซื้อหลักทรัพย์นั้นๆ พวกเขาตั้งสมมุติฐานว่าเมื่อข้อมูลใหม่ถูกเปิดเผยออกมา ราคาของหลักทรัพย์ดังกล่าวจะสูงขึ้น คนกลุ่มนี้หวังจะซื้อหุ้นในราคาต่ำและขายออกไปในราคาสูง โดยอาศัยการคาดการณ์อนาคตที่เหนือกว่า
จะเห็นว่านักลงทุนในตลาดหุ้นทั้งสามประเภทถึงแม้จะ กล่าวถึงนักลงทุนในต่างประเทศ แต่ก็ไม่แตกต่างจากนักลงทุนในตลาดหุ้นบ้านเรามากนัก ไม่ว่าจะเป็นนักลงทุนแบบวิเคาระห์ทางเทคนิค นักลงทุนที่ใช้เศรษฐศาตร์มหภาค หรือนักลงทุนรายบริษัทต่างก็มีให้้เห็นอยู่เสมอในตลาดหุ้นไทย เมื่อเป็นเช่นนี้หลักการการลงทุนแบบเน้นคุณค่าตามหนังสือเล่มนี้คงใช้กับ ตลาดหุ้นไทยได้เช่นเดียวกัน