Thursday, September 9th, 2010

มาสังเกตผลประกอบการ 3 : ผลตอบแทนจากการใช้เงินลงทุน

0

มนตรี นิพิฐวิทยา 26 ตุลาคม 2550

ใน ครั้งที่แล้วเราคุยกันเรื่องผลตอบแทนจากสินทรัพย์ หรือ ROA จากนั้น เราก็แยกตัวแปรออกมาเป็น Profit Margin กับ Assets Turnover เพื่อดูความสามารถในการทำกำไร กับ ประสิทธิภาพในการใช้สินทรัพย์

ถ้าเราคำนวณ ได้ค่าROA ออกมาเดี่ยวๆ โดยไม่มีค่าอะไรมาเปรียบเทียบเลยเราก็ไม่สามารถรู้ได้ว่า ผลตอบแทนของสินทรัพย์ของบริษัทที่เราลงทุนอยู่นั้นคุ้มค่ากับการลง ทุนหรือไม่ ถึงแม้ว่าค่าROA ที่คำนวณได้นั้นจะออกมาสูงมากก็ตาม เราะค่าค่านี้ไม่ได้มีมาตรฐานบอกไว้ชัดเจนว่าเท่าไรจึงจะดี

เมื่อ เกิดปัญหานี้เกิดขึ้นเราก็จำเป็นจะต้องมาดูว่า สินทรัพย์ของบริษัทนั้นใช้เงินทุนมาจากแหล่งใด สำหรับบริษัททั่วๆไปแล้ว เงินทุนมักจะมาจากสองส่วนคือ เงินกู้ซึ่งเป็นการก่อหนี้ อีกส่วนหนึ่งมาจากส่วนทุนของผู้ถือหุ้น เงินทั้งสองส่วนนี้มีต้นทุนทั้งสิ้น

เงิน กู้นั้นมีต้นทุนเป็นดอกเบี้ยที่จะต้องจ่ายให้เจ้าหนี้ ส่วนเงินทุนของผู้ถือหุ้นมาจากผลตอบแทนที่ผู้ถือหุ้นคาดหวังว่าจะได้

สำหรับ ต้นทุนจากการก่อหนี้นั้นหาได้ไม่ยากเพราะมันคืออัตราดอกเบี้ยที่บริษัทต้อง จ่ายให้แก่เจ้าหนี้ ส่วนต้นทุนของผู้ถือหุ้นนั้นหายากเอาการครับ ทั้งนี้เพราะผู้ถือหุ้นแต่ละคนมีความคาดหวังในผลตอบแทนไม่เหมือนกัน แต่ทั้งนี้เราก็พอจะประเมินกันได้บ้าง

ผล ตอบแทนที่ผู้ถือหุ้นคาดหวังนั้นมักจะมาจากสองส่วนคือ ค่าเสียโอกาส และ ค่าชดเชยความเสี่ยง สำหรับค่าเสียโอกาสนั้นถ้าเราไม่เอาเงินก้อนนี้มาลงทุนเราเอาไปซื้อพันธบัตร เราก็น่าจะได้ผลตอบแทนที่แน่นอนตามอัตราอ้างอิงขณะนั้น สำหรับค่าชดเชยความเสี่ยงนั้นขึ้นอยู่กับว่าเรารู้และเข้าใจบริษัทนั้นดีแค่ ไหน รู้ถึงความสามารถสามารถในการทำกำไร ประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจ ประเมินอัตราการเติบโตของบริษัทได้ รวมไปถึงเข้าใจความเสี่ยงในด้านต่างๆของบริษัท หากเข้าใจมากเราก็ให้ค่าความชดเชยความเสี่ยงน้อย แต่ถ้ารู้น้อยก็ควรจะเผื่อไว้สูงๆหน่อย

มา ดูตัวอย่างง่ายๆกันสักตัวอย่างหนึ่งครับ นายเต่า มีเงินทุนเป็นของตัวเองอยู่ 5 ล้านบาท ต้องการจะผลิตน้ำดื่มขาย ซึ่งต้องลงทุนทั้งสิ้น 10ล้านบาท นายเต่าจึงต้องกู้มาลงทุนอีก 5ล้านบาท รวมเป็นสิบล้านบาท นายเต่าประเมินว่า เขาจะสามารถขายน้ำดื่มนั้นได้กำไรก่อนดอกเบี้ยและภาษีปีละ1.2 ล้าน บาท ก่อนหักดอกเบี้ย 350,000 บาท และภาษีอีก 255,000 บาท สรุปว่ากำไรสุทธิ 595,000 บาท คำนวณ ROA ได้ 1.2 ลบ. /10 ลบ. = 12% ส่วนต้นทุนเงิน ทุนถัวเฉลี่ย = สัดส่วนเงินกู้ x อัตราดอกเบี้ย + สัดส่วนทุนจากผู้ถือหุ้น x ผลตอบแทนที่ผู้ถือหุ้นคาด หวัง = 0.5 x7% + 0.5 x(7+7) = 10.5%(กำหนดให้อัตราดอกเบี้ย ที่บริษัทจ่ายเท่ากับ 7% ผลตอบแทนจากพันธบัตร 7% และค่าชดเชยความเสี่ยง 7%)

จะเห็นว่าต้น ทุนของเงิน10ล้านบาทที่นำเอามาลงทุนนี้เท่ากับ 10.5% ต่อปี ถ้าคิดเป็นเงินก็ประมาณ 10ลบ.X 10.5% = 1.05 ลบ. ส่วนหนึ่งจ่ายเป็นค่าดอกเบี้ยจ่ายเท่ากับ 350,000 บาท และผลตอบแทนที่ผู้ถือหุ้นอีก 1.15 ล้านบาท สินทรัพย์ที่ใช้เงินสิบล้านนี้มาลงทุนให้ผลตอบแทน 12% หรือ 1.2 ลบ.ต่อปี แสดงว่ามีส่วนเกิน (ROA – ต้นทุนเงินทุน)อยู่ 150,000 บาท และนี่คือเงินที่เหลือเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่บริษัทต่อไป หรือที่เรียกว่า ผลตอบแทนจากการใช้เงินลงทุน Return on Capital Employed, ROCE

หาก ค่า ROCEนี้ติดลบ ไม่ว่าROAจะสูงเท่าใดก็ตาม นั่นเป็นการบอกว่าการลงทุนนี้ไม่คุ้มกับต้นทุนเงินทุน แต่ถ้าค่าค่านี้มีค่าเป็นบวกมากขึ้นเท่าใด บริษัทนั้นมีการสร้างมูลค่าเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น

พอ มาถึงตรงนี้เราก็จะสามารถรู้ได้แล้วว่า บริษัทที่เราถือหุ้นนั้นมีการลงทุนที่คุ้มค่าเงินลงทุนหรือไม่ สร้างมูลค่าเพิ่มหรือไม่ ทั้งนี้ทั้งนั้นให้สังเกตว่าตัวแปรที่กำหนดค่าต้นทุนเงินทุนนั้นคืออัตรา ดอกเบี้ยที่บริษัทจ่ายให้แก่เจ้าหนี้และอัตราผลตอบแทนพันธบัตร(ค่าเสียโอกาส ของนักลงทุน)และค่าชดเชยความเสี่ยง หากค่าทั้งสามนี้เพิ่มสูงขึ้นต้นทุนเงินทุนก็จะสูงขึ้น โอกาสที่ ROCEจะเป็น บวกนั้นก็จะลดลง ดังนั้นเราจะเห็นได้ว่าบริษัทชั้นดีทั้งหลายจะพยายามสร้างและรักษาธรรมาภิ บาลไว้อย่างสูง และพยายามจัดสัดส่วนเงินทุน (เงินกู้และส่วนผู้ถือหุ้น) ให้เหมาะสมกับสภาวะการเพื่อลดต้นทุนเงินทุน คือถ้าดอกเบี้ยถูกก็เพิ่มหนี้ในสัดส่วนที่ไม่เสี่ยง และพยายามบริหารบริษัทให้ได้กำไรและประสิทธิภาพการใช้สินทรัพย์ที่สูง เพื่อเพิ่ม ROA

คราว หน้าเราจะมาคุยกันต่อเรื่องผลตอบแทนของผู้ถือหุ้นหรือ ROE ครับ

Speak Your Mind

Tell us what you're thinking...
and oh, if you want a pic to show with your comment, go get a gravatar!