คดี ปตท. (2)

วิบูลย์ พึงประเสริฐ   มกราคม 2551

ผลการ ตัดสินของศาลปกครองสูงสุดเกี่ยวกับเรื่องการฟ้องร้องของกลุ่มมูลนิธิเพื่อ ผู้บริโภคในการเพิกถอนการแปรรูปของบริษัท ปตท จำกัด(มหาชน) ออกจากการเป็นบริษัทในตลาดหุ้นนั้นได้รับการวินิจฉัยตั้งแต่วันที่ 14 ธันวาคม 2550

การดำเนินการฟ้องร้องของกลุ่มมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคใน ครั้งนี้เพราะผู้ฟ้องให้เหตุผลว่า การแปรรูปของปตทไม่โปร่งใสและไม่ถูกต้องตามหลักกฏหมาย จึงขอให้ศาลยกเลิกการแปรรูปบริษัทปตท.และให้กลับไปเป็นรัฐวิสาหกิจเช่นเดิม

ใน ที่สุดศาลปกครองสูงสุดตัดสินให้บริษัทปตท.ยังคงสภาพบริษัทมหาชนในตลาดหุ้น ไว้ได้ แต่ในขณะเดียวกันต้องคืนทรัพย์สินที่เป็นของรัฐคืนให้กับกระทรวงการคลังโดย เฉพาะท่อแกสธรรมชาติที่ใช้อำนาจการเวนคืนที่ดินตามอำนาจของรัฐวิสาหกิจ โดยคณะรัฐมนตรีต้องพิจารณาว่าบริษัทปตท.ต้องคืนทรัพย์สินอะไรบ้างจำนวน เท่าใด

จากผลของการประชุมของคณะรัฐมนตรี บริษัทปตท.ต้องคืนทรัพย์สินในส่วนที่เป็นท่อแกสธรรมชาติและสิทธิเหนือที่ดิน ของการวางท่อแกสดังกล่าวให้กับกระทรวงการคลังในส่วนที่เป็นท่อแกสบนบก ขณะเดียวกันต้องจ่ายค่าเช่าที่ดินและค่าใช้ท่อแกสให้กับรัฐซึ่งยังไม่ได้ถูก กำหนดว่าเป็นเท่าไหร่ ส่วนท่อแกสที่อยู่ในทะเลไม่จำเป็นต้องคืนทรัพย์สินส่วนนั้นให้กับรัฐเพราะ ไม่ได้ใช้อำนาจในการเวนคืน

ดังนั้นผลกระทบกับบริษััทปตท.คงไม่มากนัก เพราะมูลค่าทรัพย์สินของท่อแกสที่เป็นส่วนที่อยู่บนบกที่ต้องคืนรัฐนั้นมี มูลค่าเพียง 1.5 หมื่นล้านบาท เมื่อเทียบกับมาร์เกตแคปของปตท.ที่ 1ล้านล้านบาทแล้วถือว่าน้อยมาก ส่วนค่าเช่าที่ดินและค่าเช่าท่อแกสที่ต้องจ่ายให้กับกระทรวงการคลังนั้น ถ้าค่าเช่าสูงคงมีผลกับธุรกิจแกสธรรมชาติของปตท.อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่รายได้ของบริษัทปตท.นั้นมาจากบริษัทลูกที่ดำเนินกิจการในธุรกิจขุดเจาะ ปิโตรเคมีและโรงกลั่นนำ้มันอีกเป็นจำนวนมาก ค่าเช่าท่อแกสคงไม่กระทบกับรายได้รวมทั้งหมดของบริษัทมากนักเช่นเดียวกัน

ใน ส่วนของราคาหุ้นปตท.ที่เคยขึ้นไปสูงสุดที่ 440 บาท เมื่อหลายเดือนก่อน ปัจจุบันราคาหุ้นซื้อขายกันที่ 370 บาทต่อหุ้นซึ่งลดลงจากราคาสูงสุดอยู่พอสมควร แสดงว่าที่ราคาหุ้นปัจจุบันได้รับรู้ข่าวการฟ้องร้องในครั้งนี้ไปแล้ว

สำหรับ ผลการวินิจฉัยของศาลปกครองในครั้งนี้ถือว่าเป็นทางออกที่เหมาะสมและไม่ รุนแรงจนเกินไป เพราะถ้าศาลตัดสินให้เพิกถอนการแปรรูปของปตท.และต้องถอนบริษัทปตท.ออกจาก ตลาดหุ้นจริงๆ คาดว่าจะเกิดความโกลาหลอย่างมากต่อตลาดทุนไทย โดยเฉพาะจากนักลงทุนต่างชาติที่จะขาดความเชื่อมั่นต่อการแปรรูปเข้าตลาดหลัก ทรัพย์ของรัฐวิสาหกิจอื่นๆในอนาคต คงมีการถอนเงินลงทุนออกจากตลาดหุ้นไทยเป็นจำนวนมาก ดัชนีราคาหุ้นของตลาดหลักทรัพย์ไทยคงอยู่ในภาวะชะงักงัน เนื่องด้วยมาร์เกตแคปของบริษัทปตท. คิดเป็นถึงกว่า 15% ของตลาดหุ้นไทย

อีก เหตุผลหนึ่งที่จะเกิดความสับสนตามมาคือการซื้อหุ้นบริษัทปตท.คืนจากนักลงทุน ตามหลักของตลาดหลักทรัพย์ไทยในการซื้อหุ้นคืน ผู้ซื้อต้องซื้อคืนในราคายุติธรรม หรือคิดจากราคาย้อนหลังเฉลี่ย ถ้าในกรณีของปตท.นั่นหมายความว่ากระทรวงการคลังต้องใช้เงินถึง 4 แสนล้านบาท หรือเกือบ 40% ของงบประมาณประเทศไทยในการซื้อหุ้นคืนซึ่งคงไม่สามารถทำได้ในทางปฏิบัติ

นับ ว่ายังเป็นโชคดีของนักลงทุนที่ศาลปกครองมีคำพิพากษาคงบริษัทปตท.ไว้ในตลาด หุ้นต่อไป แต่วิบากกรมของบริษัทปตท.ยังไม่จบ เพราะกลุ่มมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคยังคงประกาศที่จะฟ้องร้องปตท.ต่อไปในเรื่อง ของการคืนทรัพย์สินให้กับรัฐที่น้อยเกินไป ในฐานะนักลงทุนผู้อ่านทุกท่านคงต้องติดตามตอนต่อไปของละครเรื่องนี้อย่าง ใกล้ชิด

This entry was posted in Value Way. Bookmark the permalink.

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

*

You may use these HTML tags and attributes: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>