Valuation 1
มนตรี นิพิฐวิทยา 7 มีนาคม 2551
มีคำถามจากนักลงทุนอยู่บ่อยครั้งที่ว่า “หุ้น บริษัทนี้มีมูลค่าเท่าไร?” และทำอย่างไรถึงจะ ประเมินมูลค่าของมันได้ คำถามเหล่านี้มีขึ้นตลอดเวลาทั้งจากนักลงทุนรุ่นเก่าและรุ่นใหม่
ถ้าจะตอบกันจริงๆแล้วนั้นการประเมินมูลค่าสินทรัพย์ทุกอย่างในโลก นี้หาได้จากการคิดลดกระแสเงินสดในอนาคต (Discounted Future Cash flow) หรือกล่าวอีกแบบหนึ่งคือสินทรัพย์ใดๆจะมีมูลค่าได้นั้น สินทรัพย์นั้นจะต้องสามารถสร้างกระแสเงินสดให้แก่เจ้าของได้ในอนาคต สำหรับหุ้นของบริษัทจดทะเบียนก็เช่นเดียวกัน จะมีมูลค่า(เพิ่มจากมูลค่าตามบัญชี)ได้ บริษัทนั้นจะต้องสามารถสร้างเงินสดในอนาคตให้แก่ผู้ถือหุ้นได้สูงกว่าต้นทุน ของเงินสดที่ผู้เอามาซื้อหุ้นในวันนี้ได้
นักลงทุนหลายท่านที่ไม่เชื่อเรื่องนี้ก็อาจจะบอกว่าไม่จริง ไม่เกี่ยวกันหรอก หุ้นขึ้นลงเพราะมีคนมาซื้อหรือขาย มีกระแสเงิน(Fund Flow) จากต่างชาติเข้ามาซื้อ เข้ามาเก็งกำไร มีรายย่อยผสมโรง ดังนั้นสำหรับท่านที่ไม่เชื่อ ไม่คิดว่าเราจะหามูลค่าหุ้นจากวิธีที่ผมกล่าวได้ก็ไม่เป็นไรครับ ของอย่างนี้ไม่ว่ากันทางใครทางมัน แต่ผมมีคำถามฝากไปให้คิด คือ ย้อนกลับไปในสมัยวิกฤติเศรษฐกิจในบ้านเรา ตลาดหุ้นบ้านเราก่อนหน้านั้นรู้กันว่าเป็นตลาดที่ราคาหุ้นซื้อขายกันเกิน มูลค่ามาก (Overvalue) หรือขณะนั้นเรียกว่าเกิดฟองสบู่ ผมเชื่อเหลือเกินว่ามีคนบางคนบางกลุ่มทราบครับว่าตลาดหุ้นไทยกำลังมีราคา หุ้นเกินมูลค่า และได้ค่อยๆลดการลงทุนออกไป แต่ที่เราเห็นกันชัดเจนเลยคือต่างชาติขายอย่างเดียว ผมถามว่าใครรับซื้อครับ ขณะนั้นผมเชื่ออีกว่าหมู่เฮาคนไทยนี่แหละรับซื้อหมด ไม่ใช่แค่นักลงทุนธรรมดาๆหรอกครับ ระดับมีชื่อเสียงยังเดี้ยงกันเป็นแถว หลังจากฝุ่นจาง นักลงทุนใหญ่น้อยทำใจกันได้แล้ว สิ่งที่เราพบเห็นก็คือ มีหุ้นกลุ่มหนึ่งราคากลับมายืนและปรับตัวสูงขึ้น นั่นคือหุ้นกลุ่มส่งออก ถามว่ากระแสเงินของฝรั่งออกไปจนเกือบหมด และไม่ค่อยมีคนอยากซื้อหุ้น เพราะบางคนหมดตัว เข็ดขยาดกันไปหมดแล้ว แต่ทำไมเจ้าหุ้นกลุ่มนี้มันยังขึ้นได้ขึ้นดี?
คำตอบของผมคือบริษัทในกลุ่มนี้ได้ประโยชน์จากค่าเงินที่อ่อนค่าลง แน่นอนส่งผลให้ขายของได้มากขึ้นเมื่อเปลี่ยนเป็นเงินตราต่างประเทศแล้วของ ถูกลงมาก กำไรก็มากขึ้น แนวโน้มการทำกำไรในอนาคตก็ดีขึ้น ราคาหุ้นก็ปรับตัวขึ้น แน่นอนครับคนที่รู้และเข้าใจเรื่องการประเมินมูลค่านั้น รอดจากวิกฤติและสามารถหาประโยชน์จากวิกฤติได้ตลอดเวลา
เอาละครับท่านที่เชื่อก็อ่านต่อครับ ส่วนท่านที่ไม่เชื่อจะอ่านต่อก็ได้ไม่ว่ากัน !!!
มีนักลงทุนถามต่อว่า การประเมินมูลค่านั้นทำได้แต่เฉพาะการคิดลดกระแสเงินสดหรือ Discounted Cash Flow เท่านั้นหรือ?
ตอบ ได้เต็มปากเต็มคำเลยครับว่าใช่!!!
แล้ว ที่เห็นว่าใช้ PE Ratio, PBV Ratioนั่นไม่เห็นจะไป คิดลดกระแสเงินสดอะไรเลยนี่ วิธีนี้ก็เห็นว่าใช้กันโดยทั่วไป เข้าใจง่ายใช้ง่าย หุ้นที่PE, PBV ratio ต่ำๆก็มักจะเป็นหุ้น ที่ราคาต่ำกว่ามูลค่า หุ้นที่PE Ratioคือหุ้นที่ราคาสูงหรือ เรียกว่าหุ้นที่แพงไปแล้ว
จริงๆมีคำตอบอธิบาย เรื่องเหล่านี้ได้ครับ แต่ก่อนจะตอบคงต้องถามเป็นคำถามให้คิดกันก่อน ผมถามว่าหุ้นบางบริษัทที่ PE Ratio ต่ำบางที่มันก็ต่ำอยู่อย่างนั้นไม่เห็นมันสูงขึ้นเลยเป็นเวลานาน บางบริษัท PE Ratio สูง มันก็สูงอยู่อย่างนั้นไม่ค่อยลงมาให้ซื้อกันถูกๆซะที ทำไมละครับ?ถ้าหากเราเข้าใจว่า PE Ratio มันไม่ใช่แค่เอาราคาปัจจุบันของหุ้นหารด้วยกำไรต่อหุ้น เราจะตอบคำถามข้างบนของผมได้ไม่ยาก แต่ก่อนที่ผมจะอธิบายถึงรายละเอียดเกี่ยวกับ PE, PBV Ratioนั้น เราคงต้องกล่าวถึงพื้นฐาน สมมุติฐานกันค่อนข้างยืดยาว ซึ่งต้องค่อยๆว่ากันไปที่ละเรื่องและคงต้องใช้ตัวอย่างประกอบไปตลอดเรื่อง ครับ ในการนี้เราจะได้เรียนรู้เรื่องการประเมินมูลค่าทุกวิธี การรู้ที่มาของแต่ละวิธีนั้นจะทำให้เรานำเอาวิธีต่างๆนั้นไปใช้ประโยชน์ได้ อย่างถูกต้อง ถูกกับลักษณะการทำธุรกิจของบริษัท และที่สำคัญถูกเวลา
ก่อน จบผมขอประชาสัมพันธ์การสัมมนาเรื่อง Investment Valuation วันเสาร์ที่ 15 และวันอาทิตย์ที่ 16 มีนาคม 2551 เวลา 09.00 – 16.00 น. วิทยากรคุณธนเดช มหโภไคย กรรมการ สมาคมส่งเสริมผู้ลงทุนไทย และคุณ วิศิษฐ์ องค์พิพัฒนกุล รองกรรมการผู้จัดการ บล.ทรีนีตี้ (ประเทศไทย) จำกัด ค่าสัมมนา 5,500 บาท รายละเอียดดูได้ที่http://www.thaiinvestors.com/news/show_announcement.php?announce_id=89