แจ็คผู้ฆ่ายักษ์

โดย วิบูลย์ พึงประเสริฐ 18 เมษายน 2551

นิทาน สมัยเด็กเรื่องหนึ่งเป็นที่นิยมมากคือเรื่อง”แจ็คผู้ฆ่ายักษ์” เรื่องมีอยู่ว่าแจ็คเป็นเด็กตัวเล็กๆคนหนึ่งอาศัยอยู่กับพ่อ วันหนึ่งพ่อให้แจ็คเอาวัวไปขายที่ตลาด แต่แจ๊คกลับแลกวัวกับเมล็ดถั่ว เมื่อกลับถึงบ้านพ่อโกรธมาก ปาเมล็ดถั่วที่ได้มาทิ้งไปนอกบ้าน แจ๊คเสียใจมาก แต่พอวันรุ่งขึ้นปรากฏว่าถั่วที่ทิ้งไป กลายเป็นต้นถั่วขนาดยักษ์สูงขึ้นไปถึงเมฆ แจ๊คยากรู้ว่ามีอะไรอย่ข้างบนจึงปีนต้นถั่วขึ้นไปเจอยักษ์ตนหนึ่ง ยักษ์เห็นแจ๊คเข้ามาในเขตแดนของตนจึงวิ่งไล่ แจ็คปีนลงมาถึงข้างล่างก่อน จึงฟันต้นถั่วทิ้ง ยักษ์เลยตกลงมาตาย

คิดว่า หลายท่านคงเคยได้ยินนิทานเรื่องนี้มาแล้ว ถ้าเปรียบเทียบนักลงทุนในตลาดหุ้นกับนิทานเรื่องนี้จะพบว่า นักลงทุนรายย่อยในตลาดหุ้นบ้านเราคงเปรียบได้กับ”แจ๊ค” ส่วน นักลงทุนสถาบันหรือนักลงทุนต่างชาติที่มีเงินลงทุนมากคงเหมือนกับ”ยักษ์”ใน นิทาน

นักลง ทุนรายย่อยมักคิดว่าตนเองมีเงินลงทุนและข้อมูลน้อยกว่านักลงทุนรายใหญ่ เลยคิดว่าตนเอง”เสียเปรียบ”ในการลงทุน แต่ในความเป็นจริงแล้วแจ๊คสามารถฆ่ายัักษ์ได้ นักลงทุนรายย่อยสามารถเป็นต่อนักลงทุนรายใหญ่ได้ด้วยเช่นเดียวกัน

เหตุผล หนึ่งที่นักลงทุนรายย่อยมีข้อ”ได้เปรียบ”นักลงทุนรายใหญ่อย่างนักลงทุน สถาบันคือนักลงทุนรายย่อยไม่ต้องติดข้อจำกัดของกลต. สำหรับนักลงทุนสถาบันที่ระดมเงินของประชาชนมาลงทุนในตลาดหุ้น เพื่อเป็นการปกป้องผู้ลงทุน กองทุนส่วนใหญ่มักถูกจำกัดด้วยกฏเกณท์ของการลงทุนที่ทางกลต.กำหนดเอาไว้ ทั้งนี้เพื่อไม่ให้กองทุนหรือสถาบันต่างๆนำเงินไปลงทุนที่เสี่ยงเกินไป เช่น บางกองทุนถูกกำหนดให้ถือหุ้นมากกว่า 20 บริษัท เพื่อเป็นการกระจายความเสี่ยง หรือบางครั้งกองทุนต่างๆไม่สามารถถือหุ้นบริษัทใดบริษัทหนึ่งเกิน 5% ได้

การถือ หุ้นหลายๆบริษัทเป็นการกระจายความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น ถ้าราคาหุ้นบริษัทใดบริษัทหนึ่งเกิดตกต่ำอย่างมากก็ไม่มีผลกระทบกับพอร์ตการ ลงทุน แต่ขณะเดียวกันถ้าราคาหุ้นบริษัทใดบริษัทหนึ่งเพิ่มขึ้นมากก็ทำให้พอร์ตการ ลงทุนเติบโตได้ไม่มากนัก การกระจายความเสี่ยงในลักษณะเช่นนี้มักทำผลตอบแทนได้ใกล้เคียงกับดัชนีของ ตลาด โอกาสที่จะชนะตลาดมากๆเป็นไปได้น้อย เช่นเดียวกันโอกาสที่พอร์ตลดลงมากกว่าตลาดมีไม่มากนัก

นักลง ทุนรายย่อยไม่จำเป็นต้องถูกกำหนดให้ถือหุ้นมากเป็นสิบๆบริษัทเหมือนกองทุน จึงสามารถเลือกถือหุ้นกี่บริษัทก็ได้ตามที่ต้องการ การทำผลตอบแแทนให้เหนือกว่าตลาดวิธีหนึ่งคือการถือหุ้นน้อยบริษัท ถ้าบริษัทใดบริษัทหนึ่งในพอร์ตการลงทุนทำผลตอบแทนได้อย่างโดดเด่น ก็เพียงพอที่ทำให้ผลการลงทุนชนะผลตอบแทนรวมของตลาดได้

ตัวอย่าง เช่น ในพอร์ตของกองทุนมีหุ้นทั้งหมด 20 บริษัทในจำนวนเท่าๆกัน สมมุติในปี นั้นหุ้นตัว อื่นๆมีผลตอบแทนเท่ากับศุนย์ แต่มีหุ้นบริษัทหนึ่งทำผลตอบแทนได้ 100% พอร์ ตการลงทุนของกองทุนนี้สามารถทำผลตอบแทนรวมได้เท่ากับ 100/20 = 5% แต่ถ้า นักลงทุนรายย่อยมีหุ้นเพียง 5 บริษัท ถ้าบริษัทใดบริษัทหนึ่งทำผลตอบแทนได้ 100% เหมือนหุ้นของกองทุน ขณะที่หุ้นบริษัทอื่นๆราคาเท่าเดิม พอร์ ตการลงทุนของนักลงทุนรายย่อยทำผลตอบแทนรวมได้ถึง 100/5 = 20% ซึ่งมากกว่า ผลตอบแทนของกองทุนอย่างเห็นได้ชัด

ดัง นั้นนักลงทุนรายย่อยไม่ได้เสียเปรียบนักลงทุนรายย่อยหรือสถาบันอยู่เสมอไป ถ้ารายย่อยเข้าใจและนำจุดอ่อนของตนมาเป็นจุดแข็ง เชื่อแน่ว่าแจ็คตัวเล็กๆสามารถเอาชนะยักษ์ตัวโตได้เช่นเดียวกัน

This entry was posted in Value Way. Bookmark the permalink.

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

*

You may use these HTML tags and attributes: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>