Wednesday, September 8th, 2010

GT 200 กับการเล่นหุ้น

6

โลกในมุมมองของ Value Investor            20 กุมภาพันธ์ 53

ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

เรื่องราวของเครื่องตรวจจับระเบิดที่ชื่อว่า GT 200 ซึ่งมีการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์แล้วว่าไม่สามารถตรวจระเบิดได้จริงแต่คนที่ใช้เองก็ยังยืนยันว่าใช้ได้ผลและจะยังใช้ต่อไปตราบที่ยังไม่มีเครื่องมืออื่นมาทดแทนนั้น   ผมคิดว่าไม่ใช่เรื่องที่ผิดปกติแต่อย่างใด  เพราะว่าที่จริงเรายังมีเรื่องอื่น ๆ  อีกมากที่คนมีพฤติกรรมแบบเดียวกับเรื่องของ GT 200 แม้ว่ารายละเอียดจะต่างกัน

สมัยหนึ่งเมื่อโรคเอดส์เพิ่งจะโด่งดังและมีผู้คนเป็นกันมาก  เราก็มียาซึ่งอ้างว่าทำจากสมุนไพรและเป็นสูตรลับซึ่งผู้ผลิตบอกว่าสามารถรักษาคนที่เป็นให้หายได้อย่างน่ามหัศจรรย์  ผู้คนแห่กันไปขอซื้อมาใช้กันอย่างล้นหลาม   แต่ต่อมาก็มีการพิสูจน์โดยวิชาการแพทย์มาตรฐานว่าเป็นยาที่ใช้ไม่ได้  อย่างไรก็ตาม  ช่วงนั้นคนที่เป็นเอดส์จำนวนมากก็ยังยืนยันที่จะใช้อยู่

เรื่องยารักษาโรคเอดส์นั้นก็เป็นเพียงอีกเรื่องหนึ่งที่มาแล้วก็หายไปเช่นเดียวกับเรื่อง “ยามหัศจรรย์” ของ  “ป้าเช็ง” ที่นอกจากไม่สามารถรักษาให้โรคหายแล้ว  บางรายยังมีปัญหารุนแรงขนาดทำให้ตาบอดได้   อย่างไรก็ตาม ถึงวันนี้ผมคิดว่าถ้าเปิดขายก็น่าจะยังมีคนมาซื้อไปใช้อยู่

เรื่องที่กล่าวมาข้างต้นนั้น  ผมคิดว่าเมื่อเวลาผ่านไปมันก็คงจะล้มหายไป   แต่ยังมีเรื่องทำนองแบบนี้อีกมากที่จะยังอยู่กับเราไปเรื่อย  ตัวอย่างที่ชัดเจนก็น่าจะรวมถึงการ  “ดูหมอ”  โดยเฉพาะหมอดัง ๆ  อย่างหมอดู “อีที” ที่พม่า  เรื่องของความมหัศจรรย์ของเทคนิคในการสร้างพลังทางจิตใจหรือใช้ความคิดที่จะทำให้เราประสบความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่หรือแก้ปัญหาที่รุนแรงบางอย่างได้เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่มีมาอยู่เรื่อย ๆ พร้อมกับชื่อที่เปลี่ยนไป  และสุดท้ายที่เกี่ยวกับหุ้นก็คือ  สูตรหรือเครื่องมือในการเล่นหุ้นที่จะได้กำไรเป็นกอบเป็นกำเช่น  เครื่องมือ  “ทางเทคนิค” หรือการวิเคราะห์ทางเท็คนิค  หรือการใช้กฏเกณฑ์แน่นอนที่อิงกับข้อมูลพื้นฐานของกิจการแนว VI  มาทำการซื้อหรือขายหุ้นที่เรียกว่า  Mechanical Rule เพื่อทำกำไรมากกว่าปกติ  เหล่านี้คือสิ่งที่เกิดขึ้นและดังเป็นระยะ ๆ แต่ไม่สามารถพิสูจน์ประสิทธิผลของสิ่งเหล่านั้นได้อย่างเป็นวิทยาศาสตร์

คำถามก็คือ  ทำไมคนจึงยังยืนยันที่จะใช้เครื่องมือหรืออะไรก็แล้วแต่ทั้ง ๆ  ที่ไม่มีข้อพิสูจน์ว่ามันใช้ได้ผล   หรือบางเรื่องมีการพิสูจน์ที่เป็นวิทยาศาสตร์แล้วว่ามันใช้ไม่ได้ผล  ต่อไปนี้คือคำอธิบายของผมที่จะบอกว่า   เรื่องเหล่านั้นเกิดขึ้นเพราะอะไร  ถ้าจะเกิดขึ้นมันมักจะต้องมีเงื่อนไขอย่างไรเพื่อที่ว่า  เมื่อมันเกิดขึ้น   เราจะได้  “รู้ทัน”  และไม่ตกเป็นเหยื่อของมัน

ข้อแรก  มันมักเป็นเรื่องที่มี  “การได้เสียสูง”  เช่นเป็น  “ความเป็นความตาย”  เรื่องของระเบิดและเรื่องของโรคเอดส์เป็นตัวอย่างที่ชัดเจน  เรื่องของหมอดูอีทีนั้นถ้าเป็นเรื่องของ “นักปฏิวัติ”  ก็ชัดเจนว่าเป็นเรื่องใหญ่ได้เสียสูงสำหรับคนทำ  และสุดท้ายก็เรื่องของการเล่นหุ้นซึ่งก็ “ได้เสียสูง” ในแง่เงินทอง  ดังนั้น  คนต้องหาทางแก้ปัญหาหรือลดความเสี่ยงในทุกทางที่ทำได้  แม้ว่าสิ่งนั้นยังไม่ได้รับการพิสูจน์หรือแม้แต่พิสูจน์แล้วแต่การพิสูจน์นั้นก็  “อาจจะผิด”  ก็ได้  เหนือสิ่งอื่นใดสำหรับคนไทยที่มักจะเชื่อเรื่องของไสยาศาสตร์แล้ว  เขาก็มักจะคิดว่า  “ไม่เชื่อก็อย่าลบหลู่” บางทีอาจจะมีสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์ไม่รู้ก็ได้

ข้อสอง  “สิ่งมหัศจรรย์”  นั้นเกิดขึ้นกับคนบางคนหรือเกิดขึ้นในบางครั้ง  และแน่นอน  คนเอาไปพูดต่อกันมากเป็นที่โจษจัน  เช่น  เครื่องสามารถชี้จุดที่อยู่บนคานหลังคาแล้วพบว่ามีระเบิดจริง ๆ  หรือ  คนเป็นโรคเอดส์อยู่แต่ตรวจแล้วไม่พบเชื้อหลังจากกินยาไปได้ไม่นาน  หรือ  หุ้นวิ่งไปไกลมากหลังจากทะลุ  “Golden Cross”  แต่สิ่งที่  “ไม่มหัศจรรย์”  ที่อาจจะมีมากกว่ามากนั้น   เกิดขึ้นโดยที่ไม่มีใครพูดถึงหรือพูดถึงน้อยมาก  นั่นก็คือ คนเอาไปใช้แล้วไม่เกิดผลอะไรเลย  แต่คนเหล่านั้นอาจจะคิดว่าเขาใช้มันผิดวิธี  หรือยานั้นอาจจะใช้ไม่ได้กับทุกคนขึ้นอยู่กับร่างกายของแต่ละคน  และเหตุผลอีกร้อยแปด  พูดง่าย ๆ  เขาคิดว่าเขาเป็นข้อยกเว้น  ในขณะที่เครื่องมือหรือยานั้นเป็นสิ่งที่ใช้ได้จริง

สุดท้าย  เรื่องที่เกิดขึ้นนั้นมีคนได้ประโยชน์  โดยเฉพาะที่เป็นการได้เงินจากการขายสินค้าหรือเครื่องมือที่ใช้การไม่ได้จริงเหล่านั้น  ในบางเรื่องก็ดูเหมือนว่าจะไม่ได้มีคนได้ประโยชน์อะไร  เป็นเรื่องบอกให้  “เอาบุญ”  แต่ถ้าวิเคราะห์หรือมองให้ลึกซึ้งลงไปก็จะมีคนได้ประโยชน์ทางอ้อมอยู่ไม่น้อย

ในฐานะของ VI นั้น  เราจะต้องตระหนักว่าในโลกและโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเมืองไทยนั้น   เราจะพบกับสถานการณ์แบบ “TG 200” อยู่เรื่อย ๆ  หน้าที่ของเราก็คือ  พิจารณาอย่างลึกซึ้งด้วยเหตุผล  ประเด็นสำคัญก็คือ  ถ้าเป็นเรื่องของเราเองนั้น  จะต้องมั่นใจว่าเราจะไม่ตกเป็นเหยื่อหรือเดือดร้อนในการที่จะใช้มัน  เรื่องที่เป็นรูปธรรมที่สุดในฐานะนักลงทุนนั้น  แน่นอน  ก็คือเรื่องของเท็คนิคที่ใช้ในการลงทุนที่มักจะมีการอ้างว่าใช้ได้ผลโดยเพียงแต่ดูเส้นอะไรบางอย่างและไม่ต้องวิเคราะห์อะไรอย่างอื่นอีก  แบบนี้เราอาจจะต้องระวังว่าถ้าเราใช้มันโดยที่จริง ๆ  แล้วมันใช้ไม่ได้  โอกาสก็อาจจะเหมือนกับการใช้ GT 200 ในดงระเบิด  นั่นคือ  เราขาดทุนไม่เป็นท่า

ในอีกด้านหนึ่ง  ถึงแม้ว่าเครื่องมือมันจะใช้ไม่ได้ผล  แต่เราก็อาจจะไม่เสียอะไรมากในการใช้มัน   หรืออาหารเสริมบางอย่างที่อาจจะไม่ให้ผลอะไรเลยกับร่างกายแต่โทษก็ไม่มีอะไรยกเว้นว่าจะเสียเงินบ้าง   แบบนี้  การใช้ก็ไม่มีอะไรที่จะทำให้เราเสียหายหนัก   ว่าที่จริง  ส่วนตัวผมก็กินยาหรืออาหารเสริมหลายอย่างที่อาจจะไม่มีผลอะไรเลยแต่ก็ยังกินอยู่  เหตุผลก็คือ  สุขภาพนั้น  เป็นเรื่องที่มีการ “ได้เสียสูง”  และผมเคยอ่านหรือพบว่าการกินยานั้น  ก่อให้เกิด  “สิ่งมหัศจรรย์” ขึ้นกับคนบางคน   เหนือสิ่งอื่นใด  ผมค่อนข้างมั่นใจว่าการกินยาหรืออาหารเสริมนั้นไม่ได้ก่อให้เกิดผลเสียอะไรยกเว้นต้องจ่ายเงินซื้อ  ซึ่งผมคิดว่าเป็นเรื่องเล็กน้อยมากเมื่อเปรียบเทียบกับสุขภาพของผม  ดังนั้นผมจึงกิน   แต่สำหรับเรื่องการลงทุนแล้ว  ผมไม่ยอมใช้อะไรที่ผมไม่เชื่อว่าจะใช้ได้  เพราะความเสียหายหรือต้นทุนนั้นสูงมาก

Comments

6 Responses to “GT 200 กับการเล่นหุ้น”
  1. Jonathan Job says:

    ผมคิดว่าอาจารย์ท่านน่าจะสะกด GT200 ผิดเป็น TG200 หรือเปล่าครับ
    หรือ หากอาจารย์มีนัยยะให้มันเป็น TG200 รบกวนช่วยชี้แนะด้วยครับ

  2. ปุ๊เอง says:

    แซวไปคราวที่แล้ว คราวนี้ ‘ที่จริง’ มา 3 ครั้งเลย 555

  3. kumchai says:

    เป็นความคิดเห็นที่ดีเยี่ยม ผมชื่นชมอาจารนิเวศมาก อยากรู้ว่าวัน ๆ ท่านทำอะไรบ้าง เพื่อเป็นแนวทางในการลงทุนของผม

  4. udom says:

    ปัญหาก็คือว่า คนเราเมื่อยิ่งอยู่นานขึ้นก็มักจะนึกว่า สิ่งที่ตนเองรู้นั้นมันถูก และด้วยความที่คิดว่าสิ่งที่ตนไม่เคยเข้าใจและใช้ไม่ได้ผลนั้นมันไม่ดี และไม่เชื่อว่ามันจะทำกำไรได้จริงๆ ซึ่งบางที ก็อาจจะเหมือนกำแพงที่บังตัวเองไว้ และประกอบกับทิฐิมานะในตนเอง ทำให้ในชีวิตอาจจะพลาดอะไรบางอย่างไปครับ ศาสตร์และศิลป์อย่างใดอย่างหนึ่ง มีจุดแข็ง จุดอ่อน ในตัวของมันเอง การที่เราไม่ได้พบเจอหรือมีประสบการณ์ที่ดีกับมัน ไม่ได้หมายความว่า สิ่งอัน อันนั้น ใช้ไม่ได้ เพียงแต่อาจจะยังไม่ได้เข้าไปศึกษาอย่างจริงจังต่างหาก เพียงหากแต่การปิดกั้นตนเอง อาจจะทำให้ชีวิตถูกปิดกั้นจากโลกภายนอกอีกมากมายครับ

  5. kitticat says:

    การใช้เทคนิกจะพลาดในเรื่องของภาวะวิกฤตที่มักจะมาแบบแผ่นดินไหว และต้องรับความเสี่ยงจากการไม่มองปัจจัยแวดล้อม ก็ดูทั้งสองอย่างแล้วลงทุนให้ยาวที่สุด แต่อดใจไม่ไหวขายไปบ้างก็มี แต่ส่วนตัวคิดเหมือนอ. ค่ะ มีตัวแปรที่มองไม่เห็นซ่อนอยู่เสมอ แม้แต่การรักษาคนก็ไม่มีอะไรแน่นอนใน medicine ต้องหาวิธีป้องกันความเสี่ยงในผลตอบแทนที่เรายอมรับได้ เพราะการวิจัยเพื่อหากลยุทธในการลงทุนให้ได้ผลตอบแทนสูงสุด ภายใต้ความเสี่ยงต่ำสุดนั้นไม่น่าจะทำได้แบบ Double blind -randomized control trial
    ในตลาดจริงๆ เช่นเปิดสองพอร์ต เลือกหุ้นตัวเดียวกันทั้งชุด ซื้อเท่ากันทุกครั้งในเงินต้นเท่ากันเป็นเวลา ยาวนานพอ เช่น สามสิบปี โดยพอร์ตแรก ซื้อๆขายๆตามเทคนิก อีกพอร์ตถือยาวแบบ VI แล้ววัดผลตอบแทน เฮ้อ ยากค่ะ เพราะจะซื้อตัวอื่นในเวลาต่อไปก็จะไม่ ได้ระยะเวลาเดียวกันอีก เวลานั้นอาจเป็นหุ้นตายเน่าไปแล้ว ทำให้อีกพอร์ตไม่กล้าซื้อ หรือถ้าจะให้เลือกหุ้นเสรีก็เปรียบเทียบกันยาก คงต้องตั้ง inclusion criteria แคบๆๆ
    แต่ที่แน่ๆ เราไม่รู้อนาคต ทำกำไรแล้วเจอหมีครั้งเดียวอาจตายได้ เพราะไม่รู้เมื่อไรตลาดฟื้น ถือยาวอาจจะดีกว่า
    ถ้าใครทำวิจัยกลยุทธทางเทคนิกก็ช่วยทำเร็วๆหน่อย เอาแค่หุ้นกลุ่มเล็กๆที่เรารู้ธรรมชาติ รู้รอบและบอกสมการ หรือกราฟที่ใช้ทำนายได้ผลมาด้วยจะดีมาก รอพิสูจน์อยู่เหมือนกัน จะแบ่งสัก 20 %. ในพอร์ตลองบ้าง

  6. bodin says:

    ผมได้มีโอกาสอ่านหนังสือของท่าน มีประโยชน์ในความคิดที่ผมไม่เคยได้ทราบมาก่อน ขอบคุณมากครับ

    ยิ่งเป็นรุ่นพี่โรงเรียนผมยิ่งรู้สึกนับถือมากครับ ถึงแม้ผมเพิ่งจะจบการศึกษาปีนี้

Speak Your Mind

Tell us what you're thinking...
and oh, if you want a pic to show with your comment, go get a gravatar!