โลกในมุมมองของ Value Investor 3 เมษา 53
ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
ตั้งแต่ปี 2539 ผมได้ลงทุนเงินทั้งหมดหรือเกือบทั้งหมดที่มีอยู่ในหุ้น ในช่วงแรก ๆ นั้น แน่นอน ผมต้องเก็บเงินสดไว้จำนวนหนึ่งเป็นสภาพคล่องสำหรับใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน เงินจำนวนนั้นถ้าคิดคำนวณก็อาจจะประมาณเท่ากับ 10% ของเงินทั้งหมดที่มีอยู่ เงินอีก 90% ผมลงในหุ้นทั้งหมด เหตุผลที่ผมลงทุนในหุ้นนั้น เป็นเพราะผมเห็นว่าหุ้นที่ผมลงทุนนั้นเป็นบริษัทที่มั่นคง มีกำไรที่สม่ำเสมอ มีปันผลที่ค่อนข้างแน่นอนประมาณไม่ต่ำกว่า 4-5% ต่อปี ผมลงเพราะผมเห็นว่าหุ้นเป็นการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงสุดที่ผมจะทำได้ ผมไม่คิดว่าผมรับความเสี่ยงมากเกินไป เพราะผมถือหุ้นต่าง ๆ เกือบสิบบริษัท ถ้าบริษัทหนึ่งมีปัญหา บริษัทอื่นก็ยังดีอยู่และทำผลตอบแทนชดเชยได้
ผ่านมาประมาณ 14 ปี ผมก็ยังคงถือเงินสดเป็นสภาพคล่องประมาณเท่าเดิม แต่เนื่องจากเงินลงทุนในหุ้นของผมเติบโตขึ้นมาก เงินสภาพคล่องที่เคยเป็น 10% ของพอร์ต ตอนนี้จึงเป็นเพียง 1% ของเงินทั้งหมด การถือหุ้น “ร้อยเปอร์เซ็นต์” ของผม “ตลอดเวลา” เป็นเวลา 14 ปีนั้น ได้ผ่านเหตุการณ์ “เลวร้าย” ต่าง ๆ รวมถึงวิกฤติเศรษฐกิจที่ร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ 2 ครั้ง การปฏิวัติรัฐประหาร การถล่มทลายของตึกเวิร์ลเทรดจากการก่อการร้าย การประกาศควบคุมเงินทุนไหลเข้าของธนาคารแห่งประเทศไทย และเหตุการณ์ร้ายแรงอื่น ๆ ซึ่งนั่นก็เป็นการพิสูจน์ว่า การลงทุนระยะยาวแบบ Value Investment นั้น ไม่ได้อิงหรือขึ้นอยู่กับเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในระยะสั้นและก็จะจบลงไปในระยะเวลาไม่นาน
การถือหุ้น 100% นั้น นักวิชาการต่างก็พูดว่าเป็นเรื่องที่เสี่ยงมากโดยเฉพาะสำหรับคนที่มีอายุมากที่จะไม่สามารถรับได้หากเกิดการขาดทุนและตนเองไม่สามารถทำงานหาเงินมาชดเชยได้ การถือหุ้นร้อยเปอร์เซ็นต์นั้น อาจจะเหมาะก็เฉพาะคนที่ยังเป็นหนุ่มสาวที่รับความเสี่ยงได้มากเท่านั้น แต่สำหรับผมแล้ว ผมมีเหตุผลที่จะถือหุ้นร้อยเปอร์เซ็นต์แม้ว่าอายุกำลังใกล้เกษียณ เหตุผลของการถือหุ้น 100% นั้นมีมากมาย
ข้อแรก หุ้นนั้น ในระยะยาวมักให้ผลตอบแทนที่ดีและน่าจะดีที่สุดในบรรดาการลงทุนในตราสารการเงิน จากสถิติทั้งในและต่างประเทศพบว่าหุ้นให้ผลตอบแทนทบต้นปีละประมาณ 8-10% ซึ่งสูงกว่าเงินฝากหรือพันธบัตรที่ให้ดอกเบี้ยประมาณ 3-5% เท่านั้น และคำว่าระยะยาวนั้น น่าจะมีความหมายว่าประมาณ 10-20 ปี ดังนั้น สำหรับผมซึ่งอายุยังไม่ถึง 60 ปี และคิดว่าตนเองน่าจะอยู่ได้ถึง 80 ปีซึ่งจะทำให้ผมมีเวลาลงทุนอีก 20 ปี ผมจึงเห็นว่าการลงทุนในหุ้นทั้งหมดน่าจะให้ผลตอบแทนสูงสุด
ข้อสอง ถึงแม้ว่าเวลาจะผ่านไป จนผมมีอายุ 70 ปี ถ้าผมยังมีความสามารถในการวิเคราะห์พิจารณาอยู่ ผมเองก็จะยังคงลงทุนในหุ้นร้อยเปอร์เซ็นต์อยู่ดี เหตุผลก็คือ เงินของผมที่มีอยู่ในขณะนี้นั้น มันมีอยู่มากเกินพอที่ผมไม่สามารถใช้ได้หมดอยู่แล้ว เงินส่วนใหญ่นั้นคงจะส่งผ่านต่อไปที่ลูก ดังนั้นสิ่งที่ต้องดูจริง ๆ ก็คืออายุของลูกไม่ใช่อายุของผม และถ้าเป็นอย่างนั้น เราก็ควรลงทุนในหุ้นร้อยเปอร์เซ็นต์ ประเด็นในเรื่องนี้ก็คือ ผมไม่มีความเสี่ยงที่จะมีเงินไม่พอใช้จ่ายในยามที่มีอายุมากขึ้น จึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเก็บเป็นเงินฝากหรือพันธบัตรที่ให้ผลตอบแทนน้อยนิดแต่อย่างใด
ข้อสาม ถ้าไม่มองในด้านของอายุหรือระยะเวลาในการลงทุน แต่ดูที่อัตราดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารในปัจจุบันก็จะพบว่ามันต่ำมากจนไม่คุ้มกับอัตราเงินเฟ้อ ด้วยอัตราดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ที่ต่ำกว่า 1% ต่อปีนั้น ยิ่งเราเก็บไว้นานเราก็ยิ่ง “ขาดทุน” ตรงกันข้าม ถ้าเราลงทุนในหุ้นด้วยการเลือกหาหุ้นที่ดีในราคาที่ต่ำหรือราคายุติธรรม เราก็อาจจะสามารถทำเงินเพิ่มเป็นเท่าตัวได้ในระยะเวลาอาจจะไม่เกิน 5-6 ปี หรือถ้าพลาด ราคาหุ้นไม่เพิ่มเลยในช่วงเวลาหลายปีแต่ปันผลที่ได้ในแต่ละปีที่ประมาณ 3-4% ก็ยังคุ้มค่ากว่าการฝากเงินอยู่ดี ดังนั้น การถือหุ้นร้อยเปอร์เซ็นต์นั้น เป็นเรื่องที่มีข้อดีและควรพิจารณาเป็นอย่างยิ่งโดยเฉพาะคนที่เป็น Value Investor ผู้มุ่งมั่น
เหตุผลข้อสุดท้ายของการถือหุ้นร้อยเปอร์เซ็นต์นั้น เป็นเรื่องที่ว่า มันมีโอกาสที่จะทำให้เรา “รวย” ได้ โดยที่มีความเสี่ยงต่ำและไม่เหนื่อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับคนที่มีเวลาลงทุนที่ยาวนานเช่นคนหนุ่มสาวทั้งหลาย ว่าที่จริง คนที่อายุยังไม่ครบ 30 ปี และมีเงินเดือนหรือรายได้ในระดับคนชั้นกลางที่ไม่มีภาระมากเกินไป และมีความมุ่งมั่นในการลงทุนเต็มเปี่ยมนั้น น่าจะสามารถรวยในระดับร้อยล้านบาทก่อนที่จะตายได้ไม่ยาก หลักการใหญ่ก็คือ เขาจะต้องลงทุนถือหุ้นชั้นนำไม่น้อยกว่า 5-6 ตัวและไม่ควรเกิน 10 ตัว ด้วยเงินร้อยเปอร์เซ็นต์ตลอดเวลา
ที่เขียนมาทั้งหมดนั้น หลายคนอาจจะไม่แน่ใจ เพราะดูเหมือนมันจะ “ง่ายเกินไป” ความเสี่ยงดูเหมือนจะ “น้อยเกินไป” ถ้ามันดีอย่างนั้นทำไมคนจึงไม่ทำกันหมด เรื่องนี้ผมคงไม่สามารถตอบได้ในเวลาอันน้อยนิด ผมเพียงแต่อยากจะบอกว่า พอร์ตหุ้นของ วอเร็น บัฟเฟตต์ นั้นก็เปิดเผย เขาถือหุ้นเหล่านั้นในระยะยาวมาก พอร์ตหุ้นมีการเปลี่ยนแปลงน้อย แล้วเขาก็รวย คำถามก็คือ ทำไมคนจึงไม่ถือหุ้นเหล่านั้นตามบัฟเฟตต์?
เรื่องของการรวยจากการถือหุ้นร้อยเปอร์เซ็นต์ หรือมากกว่าร้อยเปอร์เซ็นต์นั้น ว่าที่จริงผมได้พบ Value Investor ผู้มุ่งมั่นหลายคนทีเดียวที่ทำได้สำเร็จร่ำรวยเป็นเศรษฐีด้วยเวลาที่สั้นมากอย่างไม่น่าเชื่อ คนเหล่านั้นค้นพบ “ขุมทอง” ในตลาดหุ้นและขุดมันอย่างรวดเร็ว ในขณะที่หลายคนยังไม่เชื่อว่ามีขุมทองจริง ประเด็นก็คือ เขายังไม่ได้ลองเข้ามาสำรวจ ยังไม่ได้ลงมือจับจอบเสียมและ “ขุด” พื้นดินจริง ๆ ความหมายของผมก็คือ ถ้าคุณหวังจะรวยจากตลาดหุ้น สิ่งที่จะต้องทำก็คือ ลงทุนซื้อหุ้นในวิธีที่ถูกต้อง ไม่มีทางอื่น เริ่มเดี๋ยวนี้
สวัดดีครับ ผมอายุ 18 ปี มีเงินเก็บจากการลงทุนประมาณแสน 1 ครับ ควรลงทุนหมดเลยดีไหมครับ
ผมอ่านบทความของอาจารย์ทุกเรื่อง ทุกสัปดาห์ ตีแตก อ่านแล้วไม่ต่ำกว่า 10 รอบ วางอยู่บนหัวเตียงตลอด
ความหวัง ก็คือ อิสระภาพ ครับ กำลังเดินไปอย่าง ช้า ๆ ครับ
คนที่เป็นแรงจุงใจ ตอนนี้ คือ อาจารย์ คุณหมอสามัญชนครับ
ตอบน้องบดินทร์ครับ
การจะประสบความสำเร็จในการลงทุนแบบเน้นคุณค่า จะตัดสินกันที่ “ความรู้”
หากน้องสามารถทำความเข้าใจด้วยตนเองว่า
- ธุรกิจหนึ่งมีคุณค่ามากกว่าราคาที่กำลังขายอยู่
- จุดแข็งของธุรกิจนั้น และ (ที่สำคัญกว่า) จุดอ่อนของธุรกิจนั้น
- ทนถือหุ้นได้แม้ว่าราคาจะลงไปครึ่งหนึ่ง แต่จุดแข็งจุดอ่อนของธุรกิจนั้นยังเหมือนเดิม
ฯลฯ
น้องก็สามารถลงทุน 100% ได้ แต่ถ้าน้องยังมีความรู้ไม่พอ พี่ขอแนะนำให้เข้าไปหาอ่านกระทู้ในส่วนเวปบอร์ด จากลิ้งค์คำว่า Webboard ที่อยู่ด้านบนของหน้านี้ อ่านไปทดลองลงทุนไปทีละหมื่นจนถึงครึ่งหนึ่งของเงินที่น้องมีก็พอ แล้วเรียนรู้อย่างน้อย 1 ปี ก่อนตัดสินใจว่าจะลงทุนเพิ่มทั้งหมดหรือไม่
หากเวลาแค่ 1 ปีน้องไม่สามารถทนรอเพิ่มความรู้ให้ตัวเองได้ ก็ยากที่น้องจะประสบความสำเร็จแบบนักลงทุนเน้นคุณค่าได้ เพราะ Value Investor ตัวจริงต้องอดทนต่อจิตใจตนเองมาก ไม่ให้หวั่นไหวไปตามกระแสสังคม (เพราะคนในสังคมส่วนมาก ลงทุนแล้วขาดทุน)
ลองพิจารณาดูนะครับ
เป็นบทความที่ถูกใจผม ที่สุดเท่าที่ได้ติดตามอ่านมา
เป็นทั้งคำชี้แนะ ตัวอย่าง ให้กับคนที่ไม่เคยลงทุนหุ้นได้เปลี่ยน
ทัศนคติ และ เป็นกำลังใจนักลงทุนรุ่นใหม่อย่างพวกเราครับ
ขอขอบพระคุณอารจารย์ อย่างสูงครับ
Pingback: Kylie Batt
เมื่อมีเวลาก็มักจะเข้ามาอ่านบทความเสมอ เพื่อเป็นกำลังใจให้ตัวเอง
ผมลงทุนในเพื่อนผู้มีคุณค่า100%เต็มพอร์ต
หุ้นชื่อนิเวศน์นี่มีจังหวะซื้อหมดตัวครับผม
ช่วยแปลsecurity analysisขายด้วยครับ
ไม่ถนัดภาษาประกิต
ขอบคุณครับ
ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งนะครับ
ขอแสดงความเห็นตามประสาคนรู้น้อย
จำได้ว่า หุ้นไป ตอนสมัยผมเรียน ขึ้นไปสูงสุด ราว 1700 จุด ถ้าผมถือ 100% นับจากวันนั้น จนวันนี้
รวมปันผลทั้งหลายแล้ว SET เต็มที่ก็เสมอตัว อาจจะขาดด้วยซ้ำ
เว้นแต่ว่า ผมต้องเลือกหุ้นได้อย่างเทพ ชนะ SET แบบขาดลอย ก็อาจจะพอมีกำไรบ้าง
แต่โดยทั่วไป ไม่ค่อยได้เห็น กองทุนไหนชนะ SET เลย
จึงน่าจะเดาได้ว่า นักลงทุนส่วนใหญ่ ไม่น่ากำไร ถ้าไปเริ่มเล่นที่ แถว 1500 – 1700 นั้น
ตามที่อ่าน Intel Investor
Passive Investor – Dollar cost average ถ้าเอาใช้กับตลาดในช่วง 15 ปีมานี้ ก็ไม่น่ากำไรได้มากนัก
คือ หลักๆ
มันน่าอยู่ที่ว่า เราเข้าไปเริ่มเล่นตอนไหน
คือถ้าเข้าไป ตอน SET 200 กว่าจุด หลับตาเล่นท่าไหน Buy&Hold, technical, VI ก็กำไร โลด
แต่ถ้าเข้า ตอน 1700 เล่นท่า Buy&Hold แต่หมดตัวแน่ๆ technical อาจเสียน้อย
คนซื้อหุ้นไทยที่ 1700 ไม่ใช้ VI แน่ๆ
VI อาจจะรอดเพราะคงไม่ซื้ออยู่ดี
ถ้าเชื่อตามหนังสือ Intel Invester ซึงระบุตลอดว่า ไม่มีใครสามารถทำนายราคาในอนาคตได้
ดังนั้น แม้จะเป็น VI วิเคราะห์ ดีเยี่ยมเพียงใด Intelligent investor ไม่ควรคิดว่า หุ้นที่เราเลือกจะขึ้นอย่างเดียว
ดังนั้น การลงทุนที่ฉลาด จึงต้องมีทั้งใน Fix income และ หุ้น และควรลงทุนแบบ Dollar cost average เสมอ
ทั้งนี้ ไม่เกี่ยวกับ ฐานะการเงินของผู้ลงทุนแต่อย่างใด เพราะเราสนใจที่การได้ maximum return เป็นหลัก
ทั้งนี้ ผมไม่ได้เห็นว่า การลงทุน 100% ไม่ควรทำ แต่คนที่จะทำต้องรู้ตัว ว่ารับความเสี่ยงสูงเพียงใดอยู่ มีความเข้าใจหุ้นที่ถือดีเพียงใด อย่างที่เป็นที่ทราบกันว่า ทศวรรตที่ผ่านมา return ของ หุ้นในสหรัฐ ติดลบนะจ้ะ