โลกในมุมมองของ Value Investor 1 พฤษภาคม 2553
ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
ครั้งหนึ่งในที่ประชุมผู้ถือหุ้นของเบิร์กไชร์ แฮททาเวย์ มีคนถามว่าวัน ๆ หนึ่ง วอเร็น บัฟเฟตต์ ทำอะไรบ้าง บัฟเฟตต์ตอบว่า ส่วนใหญ่เขาอ่านหนังสือและพูดโทรศัพท์ เสร็จแล้วบัฟเฟตต์ก็หันไปถาม ชาร์ลี มังเกอร์ เพื่อนซี้และรองประธานของเบิร์กไชร์ ว่าเขาทำอะไรในแต่ละวัน มังเกอร์ตอบว่า
“คำถามนี้ทำให้ผมนึกถึงเพื่อนคนหนึ่งในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองที่ประจำการอยู่ในหน่วยของทหารที่ไม่มีอะไรทำ” มังเกอร์เล่าต่อว่า “นายพลคนหนึ่งได้เข้ามาพบกับกับตันกลอทซ์ซึ่งเป็นเจ้านายของเพื่อนผมและก็ถามว่า ‘กับตันกลอทซ์ คุณทำอะไรบ้าง’ เจ้านายของเพื่อนผมตอบว่า ‘ไม่มีอะไรซักอย่างเลยครับ’ ท่านนายพลโกรธมากและหันมาถามเพื่อนผมว่า ‘แล้วแกล่ะทำอะไร’ เพื่อนผมตอบว่า ‘ผมก็ช่วยงานกับตันกลอทซ์’ และนั่นก็คือคำอธิบายสิ่งที่ผมทำอยู่ที่เบิร์กไชร์ได้ดีที่สุด”
ดูเหมือนว่าวอเร็นบัฟเฟตต์ในฐานะของการเป็นนักลงทุนแบบ VI นั้น ไม่ค่อยมีงานอะไรทำ เช่นเดียวกัน ชาร์ลี มังเกอร์ ซึ่งก็เป็นนักลงทุนระดับเซียนที่ช่วยบัฟเฟตต์ลงทุนก็ไม่ค่อยมีอะไรทำเหมือนกัน ลองมาดูว่าวัน ๆ หนึ่งบัฟเฟตต์ทำอะไรบ้าง
ปกติบัฟเฟตต์ตื่นประมาณ 6.45 น. แล้วก็อ่านหนังสือพิมพ์หลายฉบับ บางครั้งก็เข้าไปอ่านในอินเตอร์เน็ตบ้างเพื่อดูว่ามีอะไรเกิดขึ้น เขาไปถึงที่ทำงานประมาณ 9.00 น. หรือบางทีก็ 8.00 น. ขึ้นอยู่กับว่าจะมีอะไรต้องทำ เขาไม่มีตารางเวลาตายตัว บัฟเฟตต์บอกว่าเขาไม่ต้องการให้ชีวิตตนเองถูกบังคับให้ทำอะไรโดยไม่มีทางเลือก ในที่ทำงาน เวลาประมาณ 75-80% ของเขาหมดไปกับการอ่าน วัน ๆ หนึ่งเขาอ่านหนังสือพิมพ์ 5 ฉบับ รายงานประจำปีของบริษัทจดทะเบียน รายงานรายไตรมาศ แมกกาซีน และอื่น ๆ สารพัด เวลาที่เหลือนั้นเขาใช้ไปกับการพูดคุยโทรศัพท์ สั่งซื้อขายหุ้นหรือเงินตราต่างประเทศ แต่พวกนี้ไม่ได้ใช้เวลามาก หลังจากนั้น เขาก็กลับบ้านซึ่งก็อาจจะประมาณห้าโมงครึ่งหรือหกโมงเย็นไม่ค่อยแน่นอน ในตอนค่ำเขาก็มักจะอ่านหนังสือต่อ หรือไม่บางวันก็เล่นบริดจ์ทางอินเตอร์เน็ต ซึ่งคู่เล่นรวมถึงบิลเกตและน้องสาวของเขาที่อยู่ต่างเมือง และนี่คือความบันเทิงหลักของบัฟเฟตต์
โฮวาร์ด ลูกของบัฟเฟตต์เล่าว่า บัฟเฟตต์นั้น แม้แต่เครื่องตัดหญ้าก็ใช้ไม่เป็น นอกจากนั้น เขาไม่เคยเห็นบัฟเฟตต์ล้างรถ หรือทำงานบ้านอะไรเลย ในตอนเด็กเขารู้สึกแย่แต่เมื่อโตขึ้นและรู้จักคุณค่าของเวลาแล้ว เขาถึงได้ตระหนักว่าทำไมบัฟเฟตต์จึงทำอย่างนั้น นั่นก็คือ เวลาสำหรับบัฟเฟตต์นั้นมีค่ามาก เขาไม่ยอมเสียเวลากับสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์
บัฟเฟตต์บอกว่า การที่เป็นคนดังนั้นไม่ใช่เรื่องดี เพราะมันทำให้เขาได้รับจดหมายและคำถามมากมายเกี่ยวกับการลงทุน แต่ออฟฟิสของเขาซึ่งมีขนาดเล็กมากนั้นไม่สามารถจัดการกับเรื่องเหล่านี้ได้ ดังนั้น เขาจึงไม่ตอบหรือไม่จัดการกับจดหมายเหล่านั้น เพราะถ้าทำเขาก็คงไม่มีเวลาที่จะทำงานได้เลย
แม้ว่าบัฟเฟตต์จะเป็น CEO ของบริษัทใหญ่ระดับโลกอย่างเบิร์กไชร์ แต่เขามีชีวิตการทำงานแตกต่างกับ CEO คนอื่นมาก ครั้งหนึ่ง บิล เกรแฮม ลูกชายของ เค เกรแฮม เจ้าของบริษัทวอชิงตันโพสต์ซึ่งบัฟเฟตต์เข้าไปถือหุ้นและเป็นเพื่อนสนิท ต้องการแวะมาเยี่ยม บัฟเฟตต์ตอบว่า “มาได้เลยทุกเวลา ผมไม่มีตารางนัด” ห้องทำงานของบัฟเฟตต์นั้นเงียบมาก ในห้องไม่มีคอมพิวเตอร์ ไม่มีจอดูหุ้น ไม่มีแม้แต่เครื่องคิดเลข บัฟเฟตต์เคยบอกว่า “ผมก็คือคอมพิวเตอร์” ในช่วงหนึ่ง บิล สก็อต ซึ่งเป็นเทรดเดอร์ซื้อขายหุ้นของเบิร์กไชร์โผล่หน้ามาแล้วก็ถามว่า “สิบล้านดอลลาร์ที่ 125.125 เอาไหม?” โทรศัพท์ในห้องไม่ค่อยดังบ่อยนัก บัฟเฟตต์มีเวลาเหลือมากมายเมื่อเทียบกับ CEO ของบริษัทอื่น ๆ ตารางเวลาในวันหนึ่ง ๆ ของเขานั้น ไม่มีกำหนดการที่เป็นแบบแผนและมีเวลาว่างมากมายสำหรับการดื่มโค๊ก เขามักจะนั่งอ่านหนังสือเป็นชั่วโมง ๆ และติดต่อกับโลกภายนอกด้วยโทรศัพท์ซึ่งเขารับสายเอง นอกจากนั้นเขายังมีโทรศัพท์สายตรงอีกสามสายกับบริษัทหลักทรัพย์ในการซื้อขายหุ้น
ชีวิตประจำวันของบัฟเฟตต์นั้นเรียบง่ายมากจนไม่น่าเชื่อเมื่อเทียบกับตำแหน่งหน้าที่ในฐานะที่เป็น CEO ของบริษัทใหญ่และมีชื่อเสียงมากอย่างเบิร์กไชร์ และในฐานะที่เป็นคนรวยและดังระดับต้น ๆ ของโลกธุรกิจ บัฟเฟตต์นั้นไม่สนใจออกงานที่จะได้หน้าตาหรืออยู่ในแวดวงคนชั้นสูง ครั้งหนึ่งถ้าจำไม่ผิด ทำเนียบขาวเคยเชิญบัฟเฟตต์ให้ไปรับประทานอาหารค่ำกับประธานาธิบดีคลินตันแต่บัฟเฟตต์ปฏิเสธ เขาคงดูว่าไม่รู้จะเสียเวลาบินไปทำไม เขาไม่มีอะไรจะคุยในเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับเขา ตรงกันข้าม บัฟเฟตต์ให้เวลาไปพูดกับนักศึกษาตามมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ทั่วประเทศค่อนข้างมากเช่นเดียวกับการต้อนรับนักศึกษาที่สนใจในเรื่องการลงทุน เขาดูว่านี่เป็นสิ่งที่มีประโยชน์ และการพูดคุยกับคนอายุ 20-25 ปี นั้น “มันอาจช่วยเปลี่ยนชีวิตของพวกเขาบางคนได้”
มองอย่างผิวเผิน บัฟเฟตต์อาจจะไม่ค่อยได้ทำงานอะไรหนักหนา แต่ความเป็นจริงคือ งานการลงทุนนั้น แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับการบริหารธุรกิจ การลงทุนนั้นเป็นเรื่องของความคิดล้วน ๆ คุณภาพของการตัดสินใจเป็นเรื่องที่สำคัญมากที่สุด บางที ปีหนึ่งตัดสินใจครั้งเดียวคุณก็ประสบความสำเร็จมหาศาลได้แล้ว ในขณะที่การบริหารธุรกิจนั้น คุณต้องตัดสินใจอาจจะเป็นสิบ ๆ ครั้งต่อวัน แต่ผลการตัดสินใจส่วนใหญ่นั้นอาจจะไม่มีผลอะไรต่อความสำเร็จมากนัก ดังนั้น คุณมักจะต้องวุ่นวายทั้งวันไม่ว่าคุณจะประสบความสำเร็จหรือไม่ แต่การลงทุนนั้นไม่ได้หมายความว่าคุณไม่ต้องทำงาน เพียงแต่งานนั้นก็คือการเพิ่มคุณภาพของการตัดสินใจขึ้นไปเรื่อย และวิธีการเพิ่มคุณภาพก็คือการอ่าน อ่าน และอ่าน หนังสือและข้อมูลสารพัดอย่างที่ บัฟเฟตต์และมังเกอร์ทำ
เป็นการทำงานที่ใช้ความคิดล้วน ๆ และต้องมองหุ้นหรือธุรกิจที่กำลังลงทุนให้ขาด ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากมาก สำหรับผมที่ทำงาน fulltime
เมื่อพร้อมจงทำประหนึ่งว่าไร้ความสามารถ แต่ข้าน้อยคิดว่าปู่บัพคงจะไม่ได้ต้องการล่อหลอกผู้ใด wonderfull life ^^
Pingback: Tweets that mention หนึ่งวันของบัฟเฟตต์ : thaivi.com -- Topsy.com
เวลา คือสิ่งล้ำค่ามากสำหรับเขา เขาสุดยอดจริงๆ
ขอบคุณครับที่นำสิ่งดีๆมาเผื่อแผ่ จะได้นำมาใช้ให้เกิดประโยชน์
ใช่ครับผมจำคำพูดของBuffettได้ตอนที่มีพูดที่ มหาลัยตอนที่ผมเรียนอยู่ตอนนั้นผมยังไม่รู้จักแกเลยรู้แค่ว่ารวยมากๆ
แกบอกว่าวันนี้หวังว่าจะเปลี่ยนความคิดของเด็กบางคนได้ให้มารู้จักและรักการลงทุนอย่างแก
อย่างน้อยก็ผมคนหนึ่งละแต่หลังจากนั้นสามปีนะผมถึงเริ่มเป็น VI
ดังนั้นคงต้องถามต่อว่าบัฟเฟตต์อ่านหนังสืออะไรบ้าง อ่านอย่างไร และคุยโทรศัพท์กับใคร เรื่องอะไร
ไม่ต้องทำ company visit?
ถ้าเปรียบปู่บัฟให้เห็นภาพ ผมคิดว่าปู่คงเป็นจอมยุทธ์ในตำนานท่านหนึ่งที่มักจะร่ายรำวรยุทธิ์ของตนเองให้ชำนาญอยู่เสมอ เมื่อว่างเว้นจากการร่ายรำก็คงจะนั้งลับกระบี่ให้คมเพื่อใช้งานได้เมื่อต้องการ ขี่พายุทะลุฟ้าไปเลย ^^
ไร้กระบวนท่าคือกระบวนท่า
ผมว่า ชาลี มังเกอร์ น่าจะหมายความว่า เค้าช่วยงาน Buffet
Buffet เลยไม่ต้องทำไรไง แค่อ่านหนังสือ และ คุยโทรศัพท์
ไม่น่าจะแปลว่า แกไม่ต้องทำไรนะ ; )
This is cool! Management VS Investment
ทำให้รู้สึกว่าเวลาในหนึ่งวัน นั้นสั้นจัง…
great idea.
Pingback: CLAUDE