โลกในมุมมองของ Value Investor 19 มิถุนายน 53
ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
ปรากฏการณ์เล็ก ๆ อย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ในแวดวงของ Value Investor ก็คือสิ่งที่ผมอยากจะเรียกว่า “VI Effect” นี่คือปรากฏการณ์ที่หุ้นหลาย ๆ ตัวที่กลุ่ม Value Investor “มืออาชีพ” ซื้อลงทุนและได้รับการกล่าวขวัญถึงในเว็บไซ้ต์หรือสื่อต่าง ๆ มีราคาปรับตัวขึ้นค่อนข้างเร็วและมาก
ก่อนที่จะพูดถึงเหตุผล ผมคงต้องทำความเข้าใจถึงความหมายของคำว่า “Effect” เสียก่อนว่ามันหมายถึงอะไรเวลาพูดเกี่ยวกับเรื่องของการลงทุน
คำว่า Effect นั้น หมายถึงผลกระทบ หรืออิทธิพลอันเนื่องมาจากการกระทำของคนหรือกลุ่มของนักลงทุนที่มีต่อราคาหุ้นซึ่งอาจจะไม่นับหรือยังไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องของพื้นฐานของบริษัท แต่เป็นเรื่องที่การกระทำของคนหรือกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งที่ส่งผลให้มีคนทำตามจำนวนมาก ซึ่งส่งผลให้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นหรือลงมากกว่าที่ควรเป็น
ตัวอย่างเช่น เมื่อมีข่าวว่า วอเร็น บัฟเฟตต์ เข้าซื้อหุ้นของบริษัทปิโตรไชน่าของจีน ราคาของหุ้นปิโตรไชน่าก็พุ่งขึ้นหลายเท่าในเวลาอันสั้น อาจจะเป็นเพราะว่านักลงทุนคิดว่าถ้าบัฟเฟตต์ซื้อ ก็หมายความว่าหุ้นตัวนี้คงเป็นหุ้นที่ดีและราคาถูก ดังนั้น พวกเขาจึงรีบเข้าไปซื้อตามก่อนที่ราคาจะ “ขึ้น” ไปหรือขึ้นไปอีก นักลงทุนบางคนอาจจะไม่ได้คิดว่าหุ้นตัวนี้เป็นหุ้นที่ดีและถูกเท่าไรนัก แต่เขาคิดว่าคงมีคนที่จะเข้าไปซื้อหุ้นปิโตรไชน่าตามบัฟเฟตต์ ดังนั้นเดี๋ยวหุ้นก็จะขึ้น ดังนั้น เขาต้องเข้าไปซื้อดักหน้าไว้ก่อน กระบวนการที่คนต่างก็รีบเข้าไปซื้อหุ้นทำให้หุ้นปิโตรไชน่าขึ้นไปเองไม่ว่าพื้นฐานจะดีคุ้มกับราคาหุ้นหรือไม่ ลักษณะของการขึ้นของหุ้นในทันทีที่มีข่าวบัฟเฟตต์เข้าไปซื้อนั้นเรียกว่าเป็น “Buffett Effect” และผมคงไม่ต้องพูดต่อว่า อิทธิพลของบัฟเฟตต์ต่อราคาหุ้นนั้นมากแค่ไหน เพราะหุ้นแทบจะทุกตัวที่บัฟเฟตต์ซื้อนั้น หลังปรากฏข่าวหรือแม้แต่ข่าวลือก็มักจะ “วิ่งกระจาย”
Effect หรืออิทธิพลระดับ “โลก” นั้น แน่นอน ไม่ใช่มีแต่เฉพาะจากบัฟเฟตต์ซึ่งเป็นแนวของ Value Investor นักเก็งกำไรอย่างจอร์จ โซรอส นั้นก็มี Effect ไม่แพ้กันหรืออาจจะมากกว่า ว่ากันว่าถ้าจอร์จ โซรอส เข้าไปเล่นอะไร คนแห่ตามกันเพียบ ตัวอย่างเช่นสมัยที่มีการเก็งกำไรค่าเงินบาทเมื่อปี 2540 ที่ทำให้ค่าเงินบาทล่มสลายนั้น คนที่ทำจริง ๆ คงเป็น “สาวก” ของโซรอสมากกว่าตัวเขาเอง
ในเมืองไทยนั้น Effect ก่อนหน้านี้เท่าที่เห็นก็จะมีเฉพาะที่มาจากนักเก็งกำไรหรือ “นักปั่น” หุ้นรายใหญ่ที่มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับ ในสมัยก่อนนั้น พอมีข่าวว่า เซียนหรือรายใหญ่กำลังเข้ามาเล่นหุ้นตัวไหน หุ้นตัวนั้นก็ “วิ่งกันกระจาย” เพราะคนเชื่อว่าต้องรีบซื้อก่อนที่มันจะวิ่ง พอคนจำนวนมากคิดแบบนั้น หุ้นก็ต้องขึ้นทั้ง ๆ ที่พื้นฐานบริษัทอาจจะแย่มาก อย่างไรก็ตาม Effect เนื่องจากขาใหญ่นั้น ในระยะหลังก็เริ่ม “เลือนลาง” ไปเนื่องจากคนที่ “ซื้อตาม” นั้นจำนวนมาก “หนีไม่ทัน” และมักจะขาดทุน จึงเลิกเชื่อถือ ผลก็คือ Effect เหล่านั้นก็หมดไปพร้อม ๆ กับความนิยมในการเล่นหุ้นเก็งกำไรที่ไม่มีพื้นฐาน และนั่นคงเป็นจุดเริ่มต้นของการลงทุนแบบ Value Investment ที่เริ่มแพร่หลายและได้รับการยอมรับมากขึ้น
กลุ่ม Value Investor ที่ได้เริ่มเข้ามาลงทุนมากขึ้นเรื่อย ๆ ในตลาดหุ้นตั้งแต่ช่วงหลังวิกฤติปี 2540 นั้น มาถึงปัจจุบันผมอยากจะพูดว่าเติบโตขึ้นมากแบบก้าวกระโดดและน่าจะกลายเป็นกลุ่มที่มีพลังและอิทธิพลมากพอสมควรและกำลังสร้างปรากฏการณ์ที่เรียกว่า VI Effect โดยมีเหตุผลต่อไปนี้
ข้อแรกก็คือ “พลังเงิน” ถึงแม้ว่าเม็ดเงินที่มีในตลาดหุ้นของ VI จะยังน้อยกว่านักลงทุนต่างประเทศหรือนักลงทุนสถาบัน แต่ก็มีนัยสำคัญในตลาด มองคร่าว ๆ ผมคิดว่าเม็ดเงินรวมของกลุ่ม VI นั้นน่าจะอยู่ในหลัก “หลายหมื่นล้านบาท” ซึ่งเพียงพอที่จะ “ขับเคลื่อนราคาหุ้น” ของบริษัทขนาดเล็กหรือกลางบางบริษัทได้ไม่ยาก
ข้อสอง ผลงานและความรอบรู้ในตัวกิจการของ VI ระดับ “เซียน” นั้น สามารถสร้างความประทับใจและน่าเชื่อถือกับนักลงทุนอื่น ๆ โดยเฉพาะที่เป็น VI ด้วยกัน ดังนั้น เวลาที่ VI ระดับเซียนซื้อหุ้น จึงมักมีคนซื้อตามกันมาก พลังเงินจำนวนมากบวกกับตัวหุ้นที่มักจะเป็นบริษัทเล็กและมีหุ้นกระจายอยู่ในตลาดน้อย ทำให้หุ้นตัวดังกล่าววิ่งแรงมาก และนี่ก็ยิ่งดึงดูดให้นักลงทุนรายใหม่เข้ามาซื้อหุ้นเพิ่มขึ้นไปอีก Effect ก็เกิดขึ้น
ข้อสามก็คือ พลังของการสื่อสาร นี่คือวิวัฒนาการของการลงทุนที่ไม่มีในสมัยก่อน ในยุคปัจจุบันนั้น การสื่อสารกว้างขวาง รวดเร็ว แพร่หลาย และถูกมาก นักลงทุนส่วนบุคคลสามารถส่งข้อมูลถึงคนอื่นผ่านสื่อต่าง ๆ ได้ด้วยตนเองและทันทีและสามารถผ่านถึงผู้รับทางโทรศัพท์มือถือได้ สื่อทางสังคมเช่น เฟซบุค ทวิตเตอร์ หรือบล็อกส่วนตัวทำให้การตอบสนองของนักลงทุนนั้นรวดเร็วและรุนแรง
ข้อสี่ พลังของความคิดและความเชื่อที่คล้ายคลึงกันของ VI นี่เป็นเรื่องที่ทำให้เกิด Effect ง่ายขึ้นเข้าทำนอง “สามัคคีคือพลัง” VI จำนวนมากอ่านหรือรับรู้ข้อมูลผ่านเวบไซ้ต์เดียวกัน ไปสัมนาที่เดียวกัน ไปชุมนุมจัดเลี้ยงในกลุ่มเดียวกัน หรืออ่านหนังสือเล่มเดียวกัน ดังนั้น เวลาได้รับรู้การซื้อขายหุ้นของ “ผู้นำ” หรือ “เซียน VI” และไปศึกษาเพิ่มเติม การตัดสินใจหรือปฏิบัติจึงออกมาในแนวเดียวกัน
ทั้งหมดนั้นก็เป็นเพียงเหตุผลบางส่วนที่ทำให้เริ่มเกิด VI Effect ในตลาดหุ้นไทย ในระยะสั้น VI Effect ยังน่าจะมีต่อเนื่องไปซึ่งน่าจะเป็นผลจาก “Success beget Success” หรือความสำเร็จก่อให้เกิดความสำเร็จตามมา อย่างไรก็ตาม ในที่สุด “อิทธิพล” จะยังคงอยู่ได้หรือไม่อยู่ที่ว่าในระยะยาวแล้ว หุ้นที่เกิดจาก Effect ยังมีราคายืนอยู่และเติบโตขึ้นไปได้หรือไม่ ถ้าปรากฏว่าหุ้นขึ้นไปโดยเกิดจากผลกระทบระยะสั้น แต่หลังจากนั้นหุ้นกลับตกลงมาเนื่องผลประกอบการบริษัทไม่เป็นอย่างที่คิด สุดท้ายความเชื่อถือก็จะหมดไป และ Effect ต่าง ๆ จะหมดไป ในอีกด้านหนึ่ง คนที่ซื้อหุ้นตามก็ต้องระวังว่า การซื้อตามนั้น ไม่ใช่หลักการของ VI ที่เน้นว่าเราต้อง “คิดเอง” และถ้าเราคิดแล้วมีคนตาม นั่นก็แปลว่า ฝีมือเราอาจจะก้าวขึ้นมาอีกขั้นหนึ่งและเราน่าจะประสบความสำเร็จสูงขึ้น
นิเวศน์ Effect ก็ไม่เบาน่ะครับ
Vi must create not only follow… i love this quote
thx for reminding me…
ขอบคุณสำหรับบทความดีๆ และออกมาตรงกับจังหวะที่เป็นอยุ่จริงๆ คับ
บทความนี้คงใช้กับ jmart effect แน่นอนครับ
ขอบคุณครับ
เพราะให้ควมรู้แบบไม่มีกั๊กอย่างนี้ไง เราถึงได้เรียก ดร.นิเวศ ว่า “อาจารย์”
ขอบคุณ ดร. นิเวศน์ มากครับ ที่ทำให้ ผมหล่ะ คนหนึ่งได้ ตาสว่าง กับการลงทุน ตามแนวทางของ VI
ตั้งแต่ผมเริ่มติดตามบทความ และ แนวคิด ของ ดร.นิเวศน์ ผมก็ได้เริ่ม ลองลงมือศึกษาและเดินทางตามแนวทาง
ของ VI ผลตอบแทนที่ได้ดีขึ้นและ ถือหุ้น อย่างสบายใจมากขึ้น (ซึ่งก็ไม่ง่ายครับ เหมือนหักดิบ แต่ต้องพยายาม
ต่อไป …)…. และท้ายนี้ ขอบคุณ พี่ VI ทุกคน ด้วยครับ ที่แนะนำแนวทางดี ดีให้ ดร.ไพบูลย์ คุณพรชัย คุณวิบูลย์ คุณมนตรี คุณฉัตรชัย … และ VI อีก หลาย ๆ คน ….
ขอบคุณครับ
Cheer for VI way ….