Skip navigation.
Home

ก้นบุหรี่

                สำหรับพวกขี้ยาอย่างผมในสมัยที่ยังไม่ได้ทำงานทำการ ยังไม่มีรายได้แต่ริอยากเท่สูบบุหรี่ ก็เจียดเงินค่าขนมเล็กน้อยมาซื้อบุหรี่สูบทีละ 5 มวน หรือบางทีอับจนสุดๆก็ใช้บุหรี่ตา ข. หรือเก็บเอาก้นบุหรี่เก่าๆที่ผมและเพื่อนๆทิ้งเอาไว้มาจุดสูบกันใหม่พอให้ได้ชื่นใจตามประสาขี้ยา
                ลองนึกดูซิครับว่าตอนอยากสูบบุหรี่แล้วหาไม่ได้ แต่พอหาก้นบุหรี่เก่าๆมาสูบได้มันก็พอให้รู้สึกดีขึ้นบ้าง ไม่ถึงกับชื่นใจสุดๆแบบสูบทั้งมวนแต่ก็พอใช้ได้


                พอมาถึงสมัยทำงานมีรายได้แล้วคราวนี้แทบไม่เคยเก็บก้นบุหรี่สูบเลยครับ เพราะมันมีเงินให้ซื้อซองใหม่ตลอด แต่พอมาเริ่มลงทุนผมก็ได้เห็นการเปรียบเปรยการลงทุนแบบหนึ่งที่ชอบซื้อหุ้นของกิจการโดยพิจารณาจากมูลค่าสินทรัพย์สภาพคล่องของกิจการที่สูงเมื่อเทียบกับราคาหุ้น ผู้ที่เปรียบเปรยแบบเสียดสีพรรคพวกร่วมรุ่นคือ วอร์เร็น บัฟเฟตต์ และเขามักจะเรียกวิธีการแบบนี้ว่า การลงทุนแบบก้นบุหรี่(Cigar Butt investing)


                การลงทุนแบบนี้คือการที่เราซื้อหุ้นในราคาที่ถูกมากเมื่อเทียบกับมูลค่าของสินทรัพย์ของกิจการโดยไม่สนใจว่ากิจการนั้นจะทำอะไร มีโอกาสรอดพ้นจากการล้มละลายหรือไม่ เราสนใจแต่เพียงว่าหากกิจการล้มละลายไปทรัพย์สินของกิจการนั้นก็จะยังคงขายถอดตลาดและคืนกลับมาสู่ผู้ถือหุ้นอย่างเราในจำนวนที่น่าพอใจ


                เราจะเห็นหุ้นเหล่านี้มากมายในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจที่ผ่านมา หุ้นหลายบริษัทมีราคาต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชีมากมาย บางบริษัทสามารถรอดพ้นวิกฤติมาได้ราคาหุ้นก็ปรับตัวขึ้นมามากมาย บางบริษัทก็ไม่สามารถไปต่อได้ บางบริษัทยังคงมีปัญหาที่ต้องสะสางกันจนทุกวันนี้ แต่หากใครกล้าซื้อหุ้นเหล่านี้เอาไว้ในช่วงเวลานั้นและถือมาจนทุกวันนี้รับรองได้ว่ากำไรหลายเท่าตัวทีเดียว


                วอร์เร็น บัฟเฟตต์เองก็เคยลงทุนแบบนี้มาก่อนในช่วงแรกๆของการลงทุนของเขา ซึ่งก็ประสบผลสำเร็จอย่างน่าพอใจ จนกระทั้งเขาเลิกหุ้นส่วนลงทุนของเขาและเริ่มเข้าซื้อกิจการของ Berkshine ซึ่งเป็นกิจการสิ่งทอ และยังได้เข้าซื้อกิจการอื่นๆที่คิดว่าเป็นกิจการที่สร้างแรงเสริมในธุรกิจของBerkshineอีก2-3บริษัท ทั้งหมดนี้เขาซื้อกิจการเหล่านี้ได้ในราคาที่ต่ำกว่ามูลค่าตามบัญชีอย่างมาก และยังได่ผู้บริหารที่ชำนาญงาน ที่ดินที่ลงบัญชีไว้ในราคาเดิมที่ต่ำกว่าราคาใหม่ที่ควรจะเป็น มันเป็นการลงทุนที่เขาคิดว่ายอดเยี่ยมที่สุดในชีวิตการลงทุนทีเดียว แต่หลังจากนั้นสามปีเขาได้ขายกิจการออกไปบางส่วนในราคาเดิม ซึ่งเขาบอกว่ามันยังโชคดีที่ยังขายได้ในราคาที่ไม่ขาดทุน


                และนี่คือบทเรียนที่เขาได้รับจากการลงทุนแบบก้นบุหรี่ และเป็นที่มาของการลงทุนแบบการทำธุรกิจ(Businesslike investing) บัฟเฟตต์ กล่าวว่า “จะดีมากกว่าถ้าเราซื้อธุรกิจที่น่ามหัศจรรย์ในราคาที่ต่ำ แทนที่เราจะซื้อบริษัททั่วๆไปในราคาที่น่ามหัศจรรย์” ซึ่งก็อาจจะแปลความได้ง่ายๆก็คือ ให้เลือกสรรกิจการที่แข็งแกร่งในราคาที่เหมาะสม แทนที่จะสรรหาบริษัทที่แย่ๆในราคาที่ต่ำมากๆ


                ทั้งนี้บัฟเฟตต์เชื่อว่ากิจการที่มีความสามารถในการแข่งขันที่คงทนถาวร จะสามารถสร้างมูลค่าของกิจการได้อย่างต่อเนื่องและราคาหุ้นก็จะสะท้อนออกมาเอง แต่บริษัททั่วๆไปจะต้องต่อสู้ดิ้นรนเพื่อสร้างมูลค่าและบ้างครั้งก็เป็นการทำลายมูลค่าราคาหุ้นของกิจการเหล่านี้ก็จะขึ้นๆลงๆไปตามปัจจัยที่กระทบกับผลประกอบการ แม้ว่าบางครั้งราคาหุ้นของกิจการที่แข็งแกร่งจะตกลงมาเพราะเหตุที่นักลงทุนตกใจหรือเหตุการณ์ร้าแรงต่างๆ นั่นไม่ใช่ปัญหาของธุรกิจแต่เป็นโอกาสในการลงทุนในกิจการที่มหัศจรรย์ในราคาที่มหัศจรรย์เลยทีเดียว

Copyright (c) Thaivi.com