Skip navigation.
Home

นักบริหาร VS นักลงทุน

ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร  5 กุมภาพันธ์ 2551

                ผมเคยเป็นผู้บริหารของบริษัทโดยเฉพาะบริษัทขนาดใหญ่ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์หลายแห่ง   และในขณะนี้ผมเลิกเป็นผู้บริหารและกลายเป็นนักลงทุนเต็มตัวมาได้หลายปีแล้ว   เมื่อมองย้อนกลับไป   ผมคิดว่าการเป็นนักบริหารนั้น   ผมต้องมีคุณสมบัติ   หรืออย่างน้อยต้องทำเป็นว่าผมมีคุณสมบัติหลาย ๆ  อย่างที่แตกต่างจากการเป็นนักลงทุนเพื่อที่ว่าจะสามารถประสบความสำเร็จในชีวิตการงานได้ดี      ผมคงมีคุณสมบัติในการที่จะเป็นนักบริหารที่ดีไม่พอ  ดังนั้น  ผมจึงเลือกที่จะเป็นนักลงทุนซึ่งผมคิดว่าผมมีคุณสมบัติที่เหมาะสมกว่า   และต่อไปนี้คือความแตกต่างระหว่างนักบริหารและนักลงทุน

          ข้อแรกก็คือ  นักบริหารนั้นต้องมีความคิดแบบ Active มีความกระตือรือร้นคิดทำโน้นทำนี้ตลอดเวลาหยุดไม่ได้   นักบริหารที่นั่งคิดใจเย็น ๆ  ในร้านกาแฟหรือในสนามกอล์ฟนั้น    แม้ว่าในความเป็นจริงอาจจะเป็นประโยชน์ต่องานของบริษัทอย่างใหญ่หลวงแต่ก็จะถูกมองจากเจ้านายหรือคนที่เกี่ยวข้องว่าเป็นคนที่ไม่มี  ไฟ  ในการทำงาน   ไม่มี  ความคิดใหม่ ๆ  หรือเป็นคน  ขี้เกียจ  ซึ่งมีคุณค่าต่ำในสายตาของคนที่เกี่ยวข้อง     ในขณะที่นักลงทุนโดยเฉพาะที่เป็น  Value Investor นั้น   การทำอะไรที่รวดเร็ว  ตื่นเต้น  และมี Action ตลอดเวลานั้น  ในที่สุดก็จะนำไปสู่ความล้มเหลวมากกว่าที่จะได้ผลดี    นักลงทุนนั้นจะต้อง  นิ่ง  และใช้ความคิดอย่างรอบคอบโดยที่ไม่ต้องแสดงให้คนเห็น    และเมื่อได้ข้อสรุปแล้วก็จะต้องตัดสินใจทำ   และนั่นก็อาจจะเป็นสิ่งเดียวที่เขาต้องทำอย่างรวดเร็ว   แต่หลังจากนั้นแล้ว   เขาก็จะกลับมาใช้ชีวิตที่  สงบ ต่อไปอีกนานก่อนที่จะมีรายการลงทุนใหม่ซึ่งอาจจะเป็นเดือนหรือปีข้างหน้า

          ข้อสอง   นักบริหารนั้น  มักชอบสิ่งที่  ท้าทาย  ชอบต่อสู้แก้ปัญหา   นักบริหารที่ประสบความสำเร็จสูง ๆ  ทั่วโลกต่างก็เป็นคนที่เคยฝ่าฟันอุปสรรค   ต่อสู้กับคู่แข่ง  และฟื้นฟูกิจการที่มีปัญหาให้กลับมาดีขึ้นได้   นักบริหารไม่ชอบทำอะไรง่าย     ที่ดูเหมือน  ไม่ต้องใช้ฝีมือ   แต่จะชอบทำอะไรที่สลับซับซ้อนที่ดูแล้ว   น่าทึ่ง  ธุรกิจอะไรที่ดูแล้ว   น่าเบื่อ   ไม่ต้องใช้หรือไม่มีความคิดสร้างสรรค์มักจะไม่ได้อยู่ในเส้นทางของนักบริหารไฟแรงที่มีความทะเยอทะยานสูง    ตรงกันข้าม   นักลงทุนนั้น   ไม่ชอบที่จะต่อสู้กับใคร   นักลงทุนนั้น   เมื่อเจออุปสรรค   นั่นก็คือ  เจอหุ้นที่  เลวร้าย   หรือบริษัทที่ลงทุนอยู่มีปัญหา   เรามักจะ   หนี   คือขายหุ้นทิ้ง    ว่าที่จริง   สิ่งที่เราให้ความสำคัญมากที่สุดก็คือ   พยายามหลีกเลี่ยงไม่ให้เจอกับอุปสรรคตั้งแต่แรก   นั่นก็คือ  เลือกลงทุนในหุ้นหรือหลักทรัพย์ที่คาดว่าจะไม่มีปัญหาทั้งในปัจจุบันและอนาคต    วอเร็น บัฟเฟตต์  เคยพูดว่า  ความสำเร็จของเขานั้น  ไม่ใช่การฆ่ามังกรแต่เป็นการหลบหลีกมันให้พ้น

                ข้อสาม   นักบริหารที่จะประสบความสำเร็จนั้น   มักจะต้องตามกระแส   ไม่ว่าจะมีเทคนิคหรือแนวทางอะไรที่   มาใหม่ถอดด้าม   โดยเฉพาะจากกูรูการบริหารชื่อดังจากต่างประเทศที่มักจะมาทุก  3-4  ปี  ไล่ตั้งแต่ยุค  In Search Of  Excellence  หรือตามล่าหาความเป็นเลิศ   มาถึง  Six Sigma  มาถึง  Balance Score Card  และล่าสุด   กลยุทธ์  Blue Ocean  หรือทะเลสีคราม     นักบริหารที่ดีจะต้องพยายามนำมาประยุกต์ใช้เพื่อไม่ให้ ตกเทรนด์      แต่สำหรับ   Value Investor  แล้ว   เรามักยึดหลักการเดียวที่ไม่ยอมเปลี่ยนแปลง   เรามองหาคุณค่าในราคาที่เหมาะสมสำหรับการลงทุน   เราไม่ตามแฟชั่นหรือหุ้นกลุ่มใหม่ ๆ  ที่กำลังมาแรง   เราไม่ตาม  Momentum  หรือ  กระแส  ของหุ้นหรือของตลาดหลักทรัพย์

                ข้อสี่  ซึ่งน่าจะเกี่ยวพันกับข้อสามก็คือ    นักบริหารที่ดีนั้น   มักจะต้อง  เข้ากับคนอื่นได้ดี   ซึ่งนั่นอาจจะหมายความว่า   นักบริหารจะต้องฟังคนอื่นเป็นและแสดงความเห็นสอดคล้องกับคนอื่นมากกว่าที่จะคัดค้าน    นักบริหารจะต้องมีความคิดเป็นบวกและเอาใจใส่ต่อคนอื่นมากกว่าปกติ    พูดง่าย     ก็คือ   นักบริหารที่จะประสบความสำเร็จต้องจัดการ  เรื่องของคนได้ดี    ในขณะที่นักลงทุนนั้น   ไม่ค่อยมีความจำเป็นที่จะต้อง  เก่งทางด้านคน    ว่าที่จริง  คุณสมบัติที่สำคัญที่สุดข้อหนึ่งก็คือ   เขาจะต้องมีความคิดที่เป็น อิสระจากคนอื่นค่อนข้างมาก    เขาจะต้องไม่ใช่คนที่มองโลกในแง่ดีเกินไป   เช่นเดียวกับที่ไม่มองอะไรที่เป็นลบไปหมด    เขาต้องมีใจ  เป็นกลาง   คือไม่มีความลำเอียงกับสิ่งที่เขากำลังพิจารณาถึง   ถ้าจะเปรียบเทียบก็คือ   นักลงทุนที่ดีจะต้องเป็นเหมือน   กรรมการ   ที่  ตัดสิน  คุณค่าธุรกิจต่าง      อย่างยุติธรรมที่สุด

                 สุดท้ายก็คือในมุมมองของเรื่องความเสี่ยง     ผู้บริหารนั้น   มักจะเป็นคนที่  ชอบเสี่ยง  หรือกลัวความเสี่ยงน้อยกว่านักลงทุน    ประเด็นก็คือ   ผู้บริหารจะตัดสินใจทำอะไรต่าง    โดยมักจะ  เล็งผลเลิศ   ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะเขามักจะมีความมั่นใจในตนเองสูงกว่าความเป็นจริง   อีกส่วนหนึ่งก็คือ   ถ้าเขาประสบความสำเร็จ   เขาก็จะได้ผลตอบแทนมาก    แต่ถ้าเกิดความเสียหาย   ผลก็มักจะตกอยู่กับบริษัทและเขามักจะ  โทษ  สถานการณ์หรือองค์ประกอบอื่น     ได้ไม่ยาก     ตรงกันข้าม   นักลงทุนนั้นกลัวความเสี่ยง    เพราะถ้าเขาพลาด  ความเสียหายทั้งหมดจะตกอยู่กับเขา   และเขาไม่สามารถโทษใครได้เลย

                ทั้งหมดนั้นก็เป็นเพียงบางส่วนของความแตกต่างระหว่างนักบริหารกับนักลงทุนที่ผมสังเกตเห็นและประสบกับตัวเอง   ผมเองประสบความสำเร็จจากการเป็นนักลงทุนมากกว่าการเป็นผู้บริหารมากด้วยเหตุผลที่ว่า    คุณสมบัติและนิสัยของผมนั้นอาจจะเหมาะกับการเป็นนักลงทุนมากกว่า    ตรงกันข้าม   คนที่มีคุณสมบัติของการเป็นนักบริหารมากนั้น   ผมเองขอสนับสนุนให้เขาเป็นนักบริหารมากกว่าที่จะเป็นนักลงทุน   เพราะผมเชื่อว่า  คนเราควรที่จะใช้จุดแข็งของตนในการ  แข่งขัน  เพื่อชีวิตมากกว่าที่จะพยายามต่อสู้จากจุดที่อ่อนแอซึ่งจะประสบความสำเร็จได้ยาก        

Copyright (c) Thaivi.com