โภคภัณฑ์ร้อน ๆ
ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร 1 เม.ย. 51
ในระยะนี้ สิ่งที่ดูเหมือนว่าจะมีราคาเพิ่มขึ้นมากที่สุดก็คือ สินค้าโภคภัณฑ์ ก่อนหน้านี้ก็เป็น สินค้าโภคภัณฑ์ที่ไม่สามารถผลิตขึ้นได้เช่นพวกแร่ธาตุต่าง ๆ เช่น ทอง เหล็ก รวมถึงน้ำมันดิบและถ่านหิน หรือที่เรียกว่า Hard Commodities ต่อมาโดยเฉพาะในช่วงนี้ก็คือโภคภัณฑ์ที่มนุษย์สามารถผลิตขึ้นได้ ได้แก่สินค้าเกษตรทั้งหลายเช่น ข้าว ข้าวโพด ถั่วเหลืองน้ำตาล กาแฟ หรือที่เรียกกันว่า Soft Commodities
เหตุผลที่ทำให้สินค้าโภคภัณฑ์ทั้งหลายมีราคาเพิ่มขึ้นมากนั้น มักจะมาจากเหตุผลเดียวนั่นคือ Demand กับ Supply ในตลาดโลกไม่สัมพันธ์กัน หรือพูดแบบง่าย ๆ ก็คือ ความต้องการในการบริโภคของสินค้ามีมากกว่ากับกำลังการผลิตหรือปริมาณการผลิตของโลก สิ่งนี้มักเกิดขึ้นเป็นช่วง ๆ เป็นวัฎจักร นั่นก็คือ ก่อนจะเกิดความขาดแคลนสินค้านั้นหลายปี ราคาของสินค้ามักจะตกต่ำมากเพราะกำลังการผลิตมีมากเกินไป ดังนั้นผู้ผลิตจะหยุดขยายกำลังการผลิต อย่างไรก็ตาม ความต้องการสินค้าก็ยังเพิ่มไปเรื่อย ๆ จนมาถึงจุดหนึ่งที่ความต้องการเริ่มจะมากกว่ากำลังการผลิต ราคาสินค้าก็จะปรับตัวขึ้น ในอดีตนั้น ราคาของโภคภัณฑ์แต่ละอย่างมักจะปรับตัวไม่ค่อยจะพร้อมกัน อาจจะเพราะว่าความต้องการกับกำลังการผลิตของสินค้าแต่ละตัวมีความสมดุลต่างกัน แต่ในช่วงเวลานี้ หรือถ้าจะพูดให้ถูกต้องมากขึ้นก็คือ ในช่วงทศวรรษนี้ มีเหตุการณ์ผิดปกติเกิดขึ้นที่ทำให้สมดุลของ Supply กับ Demand ผิดเพี้ยนไป
ความผิดเพี้ยนนั้น เกิดขึ้นเนื่องจากความต้องการสินค้าโภคภัณฑ์ที่มาจากจีนและอินเดียที่เพิ่มขึ้นมหาศาลอันเป็นผลจากการเติบโตของเศรษฐกิจที่รวดเร็วอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน ทำให้สินค้าโภคภัณฑ์เกือบทุกอย่างขาดแคลนลงในเวลาที่ใกล้เคียงกัน เริ่มตั้งแต่น้ำมัน โลหะมีค่า เหล็ก และต่อมาในขณะนี้ก็คือ อาหาร ในขณะที่กำลังการผลิตไม่สามารถที่จะเพิ่มขึ้นได้ทัน ดังนั้น ราคาสินค้าต่าง ๆ จึงปรับตัวขึ้นจนกว่าการผลิตใหม่ ๆ จะเข้ามาลดความไม่สมดุลนั้น
ในฐานะของนักลงทุน การที่จะสามารถฉกฉวยโอกาสในการทำกำไรจากการปรับตัวขึ้นของสินค้าโภคภัณฑ์นั้น อยู่ที่ว่าเราสามารถที่จะคาดการณ์ Demand และ Supply ของสินค้าโภคภัณฑ์ได้ถูกต้องหรือไม่นั้นเป็นข้อหนึ่ง อีกข้อหนึ่งก็คือ เราต้องสามารถกำหนดเป้าหมายการที่เราจะเข้าลงทุนได้ถูกต้อง ตัวอย่างเช่นเรื่องของการขาดแคลนน้ำมัน คนที่ทำกำไรได้ก็คือ คนที่รู้ว่าความต้องการยังมีมากกว่ากำลังการผลิตน้ำมัน และกำลังการผลิตที่ขาดแคลนนั้นเกิดขึ้นทั้งในด้านของผู้ขุดหาน้ำมันและโรงกลั่น แต่ปั๊มน้ำมันที่ทำหน้าที่จัดจำหน่ายน้ำมันนั้นไม่ได้ขาดแคลนไปด้วย ดังนั้น คนที่ลงทุนในหุ้นอย่าง ปตท. หรือ ปตท.สผ. จึงได้กำไรเป็นกอบเป็นกำ ขณะที่คนซื้อหุ้นบริษัทที่ทำปั๊มเป็นหลักอาจจะไม่ได้กำไรอะไรเลย
เรื่องของ Hard Commodities นั้น ราคาสินค้าต่างก็เพิ่มขึ้นไปมากและติดต่อกันมาหลายปี คนที่เข้าไปลงทุนต่างก็ได้กำไรกันมหาศาล คนที่คิดว่าสินค้าเหล่านั้นจะมีราคาเพิ่มขึ้นไปอีกมากน่าจะมีน้อยลงมาก โดยกลไกทางเศรษฐกิจเอง เมื่อราคาเพิ่มขึ้น คนก็จะต้องหาทางเพิ่มกำลังการผลิตหรือหาสินค้าที่มาทดแทน และนี่จะทำให้โภคภัณฑ์ที่มีราคาสูงขึ้นไปมากจะมีราคาลดลงหรือไม่เพิ่มขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป และนี่ก็คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับน้ำมัน นั่นก็คือ น้ำมันดิบนั้นเราไม่สามารถผลิตขึ้นได้และการค้นหาก็ทำได้จำกัด แต่สินค้าโภคภัณฑ์ทางการเกษตรจำนวนมาก เช่น ข้าวโพด อ้อย มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน สามารถนำมาแปรสภาพเป็นเอททานอลหรือสกัดเป็นน้ำมันเพื่อนำมาใช้ทดแทนน้ำมันปิโตรเลียมได้ ดังนั้น ความต้องการสินค้าโภคภัณฑ์ทางการเกษตรจึงมีเพิ่มขึ้นมากในขณะที่กำลังหรือปริมาณการผลิตเพิ่มขึ้นไม่ทันส่งผลให้ราคาสินค้าประเภท Soft Commodities มีราคาเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
การขาดแคลนที่ดูเหมือนว่าจะเพิ่ง “เริ่มต้น” ของโภคภัณฑ์การเกษตรนั้น ทำให้นักลงทุนหลายคนคิดถึงการที่จะทำกำไรจากสถานการณ์นี้ พวกเขาอาจจะคิดว่าราคาสินค้าจะต้องเพิ่มขึ้นอีกเช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นกับ Hard Commodities และโดยส่วนตัวผมเองก็เชื่อว่าราคาสินค้าเกษตรหลายตัวก็น่าจะปรับตัวขึ้นไปได้อีก แต่ปัญหาของผมก็คือ การหาเป้าหมายในการลงทุนนั้น ดูเหมือนจะค่อนข้างยากหรือมีความเสี่ยงสูง
วิธีที่พอจะนึกได้ก่อนเลยก็คือ การซื้อสินค้าโภคภัณฑ์ในตลาดล่วงหน้า แต่วิธีนี้ก็มีข้อจำกัดที่ว่ามีสินค้าโภคภัณฑ์เพียงไม่กี่ตัวที่มีการซื้อขาย นอกจากนั้น การซื้อล่วงหน้านั้น มีช่วงเวลาที่แน่นอนว่าเราจะซื้อล่วงหน้ากี่วัน ถ้าครบช่วงเวลาแล้วราคาไม่เพิ่มขึ้นหรือกลับลดลงเราอาจจะขาดทุนได้ เราไม่สามารถซื้อแล้วนั่งรอไปเรื่อย ๆ จนกว่าราคาจะขึ้นเหมือนอย่างที่เราซื้อหุ้น อีกวิธีหนี่งที่จะทำกำไรจากการปรับเพิ่มขึ้นของ Soft Commodities ก็คือ การซื้อกองทุนโภคภัณฑ์ที่มีขายในตลาดต่างประเทศผ่านกองทุนรวมในประเทศซึ่งผมไม่แน่ใจว่ามีการเสนอขายกันหรือยัง อย่างไรก็ตาม วิธีนี้ผมก็ยังไม่ค่อยจะเข้าใจกลไกการทำงานของกองทุนรวมจริง ๆ สุดท้ายก็คือ การหาหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ที่น่าจะได้ประโยชน์จากการปรับตัวขึ้นของ Soft Commodities ซึ่งถ้าพบ น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีและสะดวกที่สุดสำหรับนักลงทุน ว่าที่จริง หุ้นหลายตัวในกลุ่มการเกษตรและอาหารที่เป็นโภคภัณฑ์ก็มีการปรับตัวขึ้นไปบ้างแล้วเหมือนกัน
ข้อที่ต้องระวังสำหรับการเล่น Soft Commodities ก็คือ สินค้าเหล่านี้ ส่วนใหญ่สามารถเพิ่มกำลังการผลิตหรือปริมาณการผลิตได้ค่อนข้างรวดเร็ว บางอย่างไม่ถึงปีก็สามารถผลิตหรือออกผลแล้ว ดังนั้น การคาดการณ์ระยะเวลาของวัฎจักรอาจผิดพลาดได้ง่าย และด้วยเหตุผลหลาย ๆ อย่างดังกล่าว ผมเองจึงยังไม่สามารถและไม่กล้าที่จะเสี่ยง “เก็งกำไร” ในสินค้าโภคภัณฑ์ ผมคิดว่า อย่างมากที่ผมอาจจะทำก็คือ หาหุ้นที่มีพื้นฐานที่ดีในระยะยาวและราคาค่อนข้างถูกอยู่แล้วที่อาจจะได้ประโยชน์จากการปรับราคาเพิ่มขึ้นของสินค้าโภคภัณฑ์ด้วย



