Skip navigation.
Home

หอเกียรติยศ

ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร  8 เมษายน 2551

                ในธรรมเนียมของฝรั่งนั้น   คนที่มีฝีมือและประสบความสำเร็จสูงมากมักจะได้รับการยกย่อง    ตัวอย่างเช่น   นักกีฬาที่มีผลการแข่งขันน่าประทับใจเป็นเวลายาวนาน   เขาก็จะจารึกชื่อไว้ใน   Hall Of Fame  หรือที่ภาษาไทยเราเรียกว่าหอเกียรติยศ   ซึ่งถ้าผมจำไม่ผิด   นักมวยแชมป์โลกชาวไทยคือ   เขาทราย  แกแลกซี่  ก็เป็นคนหนึ่งที่ได้รับการจารึกชื่อไว้ใน  Hall Of Fame ของสภามวยโลก    ในวงการนักลงทุน  เราไม่มีหอเกียรติยศที่ยกย่องนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง   สาเหตุหนึ่งก็อาจจะเป็นเพราะการลงทุนนั้น   ไม่มีการ  แข่งขัน  ระหว่างนักลงทุนด้วยกัน    การวัดผลการลงทุนของแต่ละคนก็เปรียบเทียบกันได้ยากเพราะแต่ละคนมักจะเริ่มไม่พร้อมกันและก็ไม่รู้ว่าจะจบลงเมื่อไร   สถานการณ์แวดล้อมของแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน  เช่นอยู่กันคนละประเทศ   เม็ดเงินที่ลงทุนก็ไม่เท่ากัน   ดังนั้น   สำหรับการลงทุนแล้ว   การวัดว่าใครประสบความสำเร็จจึงเป็นเรื่องที่เป็นอัตวิสัยค่อนข้างมาก   เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ      ไม่มีสมาคมหรือสภา  การลงทุน  อะไรที่จะมาคัดเลือกคนที่จะเข้ามาอยู่ใน  Hall Of Fame ของการลงทุน

          การที่ไม่มี  Hall Of Fame ในการลงทุนนั้น   ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่รับรู้หรือไม่สามารถบอกได้ว่าใครเป็นนักลงทุนที่มีผลงานยอดเยี่ยม  อย่างน้อยคนที่เก่งจริง ๆ  อย่าง   วอเร็น  บัฟเฟตต์   ปีเตอร์ ลินช์    บิล  มิลเลอร์   หรือ  จอห์น  เนฟฟ์   ก็เป็นที่แน่นอนว่าต้องอยู่ในหอเกียรติยศ  ในใจของคนในวงการลงทุนอย่างแน่นอน    แต่ปัญหาก็คือ  แล้วนักลงทุนคนอื่น ๆ   อีกจำนวนมากที่มีผลงานโดดเด่นแต่อาจจะมีเม็ดเงินลงทุนน้อยกว่าซึ่งทำให้ไม่มีชื่อเสียงในสังคมพอที่จะทำให้ผู้คนรู้จัก   คนเหล่านั้นไม่สมควรที่จะถูกจารึกชื่อให้เข้าไปอยู่ใน  Hall Of Fame  ในใจ บ้างหรือ?

                ในการวัดความสำเร็จของการลงทุนที่จะทำให้เราบอกได้ว่านักลงทุนคนไหนประสบความสำเร็จและประสบความสำเร็จมากน้อยแค่ไหนนั้นไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ง่าย    มาตรวัดอันหนึ่งก็คือ   ผลตอบแทนต่อปีของการลงทุน    แต่จริง    แล้ว  ผลตอบแทนการลงทุนนั้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้นและบ่อยครั้งไม่ใช่สิ่งสำคัญมาก   เพราะถ้าลองมาคิดดูว่า   วอเร็น  บัฟเฟตต์  ที่คนจำนวนมากคิดว่าเขาเป็น  มือหนึ่ง  ของการลงทุนของโลกนั้น  ทำผลตอบแทนได้เพียงปีละ  20%  ต้น ๆ   ในขณะที่หลายคน   รวมถึงนักลงทุนไทยจำนวนมากทำผลตอบแทนได้ถึงปีละ 50%  หรือ  100%  ต่อปีก็มี    แต่ประทานโทษ   เราทำผลตอบแทนได้ต่อกันเพียงไม่กี่ปีและด้วยเม็ดเงินเพียงไม่กี่แสนหรือล้านบาท   ในขณะที่บัฟเฟตต์ทำมาเกือบ  50 ปีและด้วยเม็ดเงินเป็นแสนเป็นล้านล้านบาท    ดังนั้น   การวัดผลสำเร็จของการลงทุนต้องมีอะไร ๆ  มากกว่านั้น  และต่อไปนี้คือสิ่งที่ผมพยายามทำ  โดยจะตั้งเป็นมาตรฐานสำหรับนักลงทุนไทยว่า   ถ้าเราจะประสบความสำเร็จจากการลงทุนสูงมาก   และสมควรจะติดอยู่ในรายชื่อ หอเกียรติยศในใจ  เราควรที่จะมีคุณสมบัติและมีผลการลงทุนอย่างไร

                  เงื่อนไขที่จะทำให้นักลงทุนมีชื่ออยู่ใน  Hall Of Fame  การลงทุนของไทยได้นั้น  ผมคิดว่ามีอยู่  4-5 ข้อ   ซึ่งถ้าใครผ่านได้ต้องถึงว่าเป็นคนที่มีฝีมือสุดยอด  เงื่อนไขเหล่านี้จะตัดปัญหาเรื่องของการ  ลำเอียงต่าง ๆ  ที่เกิดขึ้น    เช่น   ไม่ว่าคุณจะมีเงินน้อยหรือมีเงินมากในช่วงเริ่มต้นลงทุน   มันก็ผ่านเงื่อนไขได้ยากพอกัน เป็นต้น

                เงื่อนไขข้อแรกก่อนที่นักลงทุนจะเข้าหอเกียรติยศได้ก็คือ   คุณจะต้องมีเม็ดเงินลงทุนสุทธิ(นั่นคือหักหนี้ทั้งหมด)  ในวันนั้นอย่างน้อยไม่ต่ำกว่า  40  ล้านบาท   เงื่อนไขข้อนี้เพื่อเป็นหลักประกันว่า   ในวันที่คุณประสบความสำเร็จในการลงทุน   คุณควรที่จะมีอิสรภาพทางการเงินและเป็นเศรษฐี  เงินล้าน  เหรียญสหรัฐ    เงื่อนไขข้อนี้ผมคิดว่ามีเหตุผลและจำเป็น   หลายคนอาจจะบอกว่า  แบบนี้ คนจน  ที่มีเงินเริ่มต้นน้อยก็ยากที่จะเข้าหอเกียติยศได้   แต่ช้าก่อน   ผมมีเงื่อนไขที่สองที่ทำให้คนรวยมีเงินมากก็ลำบากพอกันนั่นคือ

                เงื่อนไขข้อสอง   วันที่คุณจะเข้าหอได้นั้น  เม็ดเงินในพอร์ตของคุณจะต้องโตเป็นอย่างน้อย  10 เท่า ของเม็ดเงินที่คุณลงทุนลงไปไม่ว่าคุณจะลงไปตอนไหน   เงื่อนไขข้อนี้ทำให้คนที่มีเงินลงทุนมากตั้งแต่เริ่มแรก   หรือมีเงินลงทุนเติมเข้าไปเรื่อย    ทำได้ลำบาก   เพราะยิ่งคุณมีเงินมากคุณก็ต้องสร้างเม็ดเงินเพิ่มขึ้นอีกอย่างน้อย 9 เท่า   สิ่งนี้เป็นการบอกว่าคุณกำไรจริง ๆ  จากการลงทุน   คุณไม่ได้มีพอร์ตใหญ่เพียงเพราะคุณเป็นเศรษฐีอยู่แล้วตั้งแต่วันแรกที่ลงทุนหรือคุณมีการเพิ่มเงินลงไปมากในตอนหลัง

          เงื่อนไขข้อสาม   ผลตอบแทนต่อปีแบบทบต้นของเม็ดเงินก้อนแรก (หรือน่าจะเป็นปีแรกมากกว่า) ที่คุณลงทุนจนถึงวันที่คุณจะเข้าอยู่ใน Hall Of Fame  ได้จะต้องไม่น้อยกว่า  15%   ต่อปี    การที่ผมกำหนดผลตอบแทนเฉพาะเงินก้อนแรกก็เพราะว่านักลงทุนส่วนใหญ่นั้น   น่าจะมีการลงทุนเพิ่มเมื่อมีเงินจากแหล่งอื่น  เช่น  เงินเดือนที่เข้ามาลงทุนเพิ่มตลอดเวลา   การคำนวณเม็ดเงินทุกก้อนนั้น   ในทางปฏิบัติจะค่อนข้างยุ่งยาก    แต่เรื่องนี้หลายคนอาจจะบอกว่าไม่ยุติธรรม   เพราะบางคนลงทุนในปีแรกน้อย  ดังนั้นอาจจะสามารถสร้างผลงานได้เป็นหลายร้อยเปอร์เซ็นต์  แต่หลังจากนั้นในปีต่อ ๆ มา  เมื่อเริ่มลงทุนมากกลับได้ผลตอบแทนน้อย  แบบนี้จะไม่ลำเอียงหรือ?     ผมคิดว่าอาจจะลำเอียงบ้าง  แต่เงื่อนไขข้ออื่นน่าจะช่วยป้องกัน  ความลำเอียง  ข้อนี้ได้

                เงื่อนไขข้อสี่   ระยะเวลาที่จะวัดผลสำเร็จในการลงทุนนั้น   จะต้องมีช่วงเวลาอย่างน้อย  10 ปีติดต่อกัน    เงื่อนไขข้อนี้   เพื่อที่จะป้องกันว่าความสำเร็จของเรานั้นมาจาก  ฝีมือ  จริง ๆ  ไม่ใช่เรื่องฟลุ้กหรือบังเอิญ    การลงทุนเป็นเรื่องระยะยาว  และ  10  ปีน่าจะเป็นขั้นต่ำ    บางคนอาจจะบอกว่าถ้าเขาสามารถบรรลุเงื่อนไขทั้ง 3 ข้อไปแล้วก็ไม่น่าจะจำเป็นที่จะต้องรอให้ครบ 10 ปีถึงจะเข้า  Hall Of Fame  ข้อนี้ผมคิดว่า   ถ้าเราบรรลุเร็วกว่ากำหนด  แล้วเราอยากมีชื่อว่าสำเร็จก็ต้องย้ายเงินไปลงทุนในตราสารที่ปลอดภัยมากเพื่อที่ว่าเมื่อครบ  10 ปีแล้วเราก็จะมีคุณสมบัติครบทั้ง 4  เงื่อนไข  และเป็น  เซียน  อย่างสมบูรณ์

                ผมเองก็ยังไม่มั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าเงื่อนไขทั้ง 4 ข้อนั้นดีพอ  และเพียงพอที่จะบอกได้ว่านักลงทุนประสบความสำเร็จสูงสุด  อย่างไรก็ตาม  นี่เป็นเกณฑ์ที่ค่อนข้าง  หิน  และสำหรับคนที่ลงทุนแบบมุ่งมั่น  เอาจริง เอาจัง   ส่วนใหญ่  น่าจะนำไปใช้วัดความสำเร็จของตนเองได้                

Copyright (c) Thaivi.com