Skip navigation.
Home

นักลงทุนขาโจ๋

ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร  17 พ.ค. 51

                 ในช่วงนี้เรามักได้ยินหรือพบเห็นนักเล่นหุ้นหรือนักลงทุนที่มีอายุน้อยแต่มีพอร์ตหุ้นใหญ่โต   เป็นนักลงทุนที่  Aggressive  หรือ  ดุดัน   กล้าได้กล้าเสียบางคนอาจจะใกล้เป็น   ขาใหญ่หรือ  นักปั่น ส่วนใหญ่ที่เป็นข่าวก็ดูเหมือนว่าจะประสบความสำเร็จสูงมาก   และบางคนร่ำรวยอย่างไม่น่าเชื่อ  ที่สำคัญ  เขาเหล่านั้นมักไม่ได้ทำงานประจำที่เป็นลูกจ้างแต่ยึดอาชีพการลงทุนเป็นหลักตั้งแต่อายุอาจจะไม่ถึง 30 ปี    ในแวดวงของนักเล่นหุ้นหรือนักลงทุน  คนเหล่านี้อาจจะเป็นฮีโร่หรือเป็นแบบอย่างที่คนอยากเป็น   อยากเลียนแบบ     และมักเป็นที่อิจฉาของนักเล่นหุ้นหรือนักลงทุนอื่นที่ยัง   ไม่ประสบความสำเร็จ  คำถามก็คือ   การลงทุนซื้อขายหุ้นนั้นเป็นศาสตร์หรือศิลป์ที่เราควรเริ่มต้นทำตั้งแต่อายุยังน้อย   เช่น  ตั้งแต่เข้ามหาวิทยาลัยหรือไม่?    และ   เราควรเป็นนักลงทุน  มืออาชีพ  คือลงทุนเป็นหลักตั้งแต่เรียนจบหรืออายุยังไม่ถึง 30 ปีหรือไม่?   การลงทุนจะเหมือนกับการเล่นกีฬาหรือการเป็นศิลปินอื่นหรือเปล่าที่คนที่จะประสบความสำเร็จจะต้องเริ่มตั้งแต่อายุน้อย   ยิ่งน้อยเท่าไรก็ยิ่งดีหรือเปล่า?

          คำตอบของผมก็คือ   ประการแรก  คนที่จะสามารถเลือกได้ว่าจะเป็นนักลงทุนอาชีพตั้งแต่เรียนจบมหาวิทยาลัยหรือตั้งแต่อายุไม่ครบ 30 ปีนั้น    ผมคิดว่าทางบ้านจะต้องค่อนข้างมีฐานะดีและพร้อมที่จะเอาเงินมาให้เราลงทุนอย่างน้อยต้องเป็นหลักล้านหรือหลายล้านบาทได้    ความเห็นของผมก็คือ   ทางบ้านจะต้อง  รวย  คือน่าจะมีเงินเป็นหลัก 20-30 ล้านบาทขึ้นไปอยู่แล้วก่อนที่เราจะได้สิทธิที่จะลงทุนเป็นอาชีพตั้งแต่อายุยังน้อย   เพราะผมคิดว่า   ถ้าคุณมีเงินลงทุนไม่พอในตอนแรก   ผลตอบแทนการลงทุนที่ได้นั้น  แม้ว่าจะคิดเป็นเปอร์เซ็นต์สูงมาก   แต่โอกาสที่เม็ดเงินจะมากพอให้คุณอยู่ได้และร่ำรวยเพิ่มขึ้นนั้นค่อนข้างจะยากมาก   ดังนั้น   การทำงานกินเงินเดือนน่าจะได้เงินมากกว่าการที่จะให้เงินที่มีอยู่น้อยไป  ทำงาน  แทนเรา   ดังนั้น  กลยุทธ์ที่จะเป็นนักลงทุนอาชีพตั้งแต่อายุยังน้อยนั้น   น่าจะเป็นเรื่องของคนที่มีพ่อแม่ค่อนข้างรวยหรือรวยมาก   ไม่ใช่เรื่องของคนที่มีพ่อแม่เป็นคนจนหรือคนชั้นกลางที่มีเงินแค่พอกินพอใช้

                เรื่องที่สองก็คือ  การลงทุนเป็นสิ่งที่ต้องเริ่มเรียนรู้ตั้งแต่อายุยังน้อยหรือไม่เพื่อที่จะเก่งและประสบความสำเร็จ?   ข้อนี้เราต้องมาดูว่าการลงทุนนั้นต้องอาศัยทักษะอะไรและมันคล้าย ๆ  กับกีฬาหรือดนตรีหรืองานศิลป์อย่างอื่นที่ต้องอาศัยการเคลื่อนไหวของร่างกายหรือไม่?   คำตอบของผมก็คือ  การลงทุนนั้น   มันอาจจะเป็นศิลปะสัก 70%  และอาจจะเป็นวิทยาศาสตร์สัก 30%  แต่คำว่าศิลปะนั้นไม่ใช่ศิลปะของการใช้ร่างกายที่จะต้องฝึกฝนตั้งแต่อายุยังน้อยมาก    แต่มันเป็นเรื่องของศิลปะในการใช้ศาสตร์ต่าง ๆ   เกือบทั้งหมดในโลกนี้โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับคนและเศรษฐกิจมาประกอบกัน   ดังนั้น   ศิลปะของการลงทุนเองจริง ๆ  นั้นไม่มีหรือมีน้อยมาก   ด้วยเหตุดังกล่าว   ผมเชื่อว่า   ถ้าเราเข้าห้องค้าหุ้นตั้งแต่อายุน้อยมากและวัน     เอาแต่  ศึกษาจากการซื้อขายหุ้น   เราจะไม่มีหรือไม่ได้  ศิลปะในการลงทุน   ซึ่งอันนี้จะแตกต่างจากเด็กที่เข้าห้องและซ้อมเปียโนทั้งวันหรืออยู่ในสนามกอล์ฟมาแทบจะชั่วชีวิตในวัยเด็ก

                ผมคิดว่า  การเรียนรู้เรื่องการลงทุนนั้น   แน่นอน  ยิ่งเรียนรู้เร็วก็ยิ่งมีทักษะมากขึ้น   แต่ทักษะการลงทุนนั้น  ส่วนใหญ่แล้วเราก็เรียนในห้องเรียนอยู่แล้ว   มันคือวิชาการที่เรียกว่า  Liberal Arts  ซึ่งก็คือวิชาที่เรารู้สึก  น่าเบื่อทั้งหลาย  เช่น  ประวัติศาสตร์  ปรัชญา   สังคม  จิตวิทยา  และเศรษฐศาสตร์  อะไรเหล่านี้    ประเด็นของผมก็คือ   การเรียนรู้เรื่องของการลงทุนนั้น   เราควรเริ่มลงทุนตั้งแต่อายุยังน้อยด้วยเหตุผลสำคัญที่ไม่ใช่เรื่องของผลตอบแทนทางการเงิน    แต่เป็นเรื่องของการที่เราจะได้มี  แกน  ที่จะทำให้เราศึกษาวิชาการต่าง    อย่างมีเป้าหมายและทิศทางชัดเจน   นั่นก็คือ   ถ้าเราไม่ลงทุนเลย   เราก็อาจจะไม่รู้ว่าจะศึกษาประวัติศาสตร์ไปทำไม  หรือเศรษฐศาสตร์มันเกี่ยวข้องอะไรกับหุ้น   การที่เราลงทุน   มีการได้เสียอยู่จะเป็นแรงจูงใจที่ทำให้เราอ่าน  คิด  และศึกษา  เรื่องราวต่าง ๆ  ในสังคม   และนี่จะเป็นประโยชน์และสร้างทักษะการลงทุนโดยที่เราไม่รู้ตัว

             ด้วยเหตุดังกล่าว  ผมจึงสนับสนุนให้เริ่มลงทุนตั้งแต่อายุน้อย    สำหรับคนที่ทางบ้านไม่รวย  ผมคิดว่าควรเริ่มการลงทุนเมื่อเรียนจบและมีงานทำมีรายได้ของตนเองแล้ว    การใช้เงินของทางบ้านเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำเพราะถ้าเกิดความเสียหายจะทำให้ภาพของการเป็นนักลงทุนเสียหายตั้งแต่แรก    สำหรับคนที่ทางบ้านร่ำรวย   ผมเองคิดว่าการลงทุนตั้งแต่ยังเรียนก็น่าจะทำได้   แต่ไม่ควรเริ่มก่อนประมาณปีสามหรือปีสี่ในมหาวิทยาลัยและเป็นการใช้เงินจำนวนน้อยเป็นหลักแสนบาทเท่านั้นเพื่อเรียนรู้กระบวนการในการซื้อขายและตลาดหุ้น   การลงทุนเป็นเรื่องเป็นราวควรจะเป็นหลังจากเรียนจบแล้ว

                ประเด็นสำคัญก็คือ   ถ้าที่บ้านรวยพอ  เราควรเป็น  นักลงทุนอาชีพ  ตั้งแต่อายุยังน้อยหรือไม่?   นี่เป็นคำถามที่ค่อนข้างยากที่จะตอบ   คนที่ทางบ้านรวยมากบางคนอาจจะคิดว่าการทำงานเป็นลูกจ้างกินเงินเดือนเดือนละหมื่นสองหมื่นบาทนั้น   ดูไปแล้วแทบไม่มีความหมายเลยเมื่อเทียบกับการลงทุนในตลาดหุ้นที่เขาอาจจะได้เป็นแสนเป็นล้านบาทในเวลาอันสั้นจากเม็ดเงินที่ทางบ้านให้มาและเขาพร้อมที่จะเล่นอย่าง  ดุดัน  เพราะสำหรับเขาแล้ว   เขาเสี่ยงได้   ถ้าพลาดก็ขอใหม่   หรือในกรณีเลวร้ายที่สุด  เขาก็ไปหางานอะไรก็ได้ทำแม้ว่างานนั้นจะไม่ท้าทายหรือสนุกเหมือนกับการลงทุนหรือเล่นหุ้น    ในกรณีแบบนี้   ผมเองไม่เห็นด้วย   เพราะดูเหมือนว่าการลงทุนจะกลายเป็นข้ออ้างของคนที่ขี้เกียจทำงาน   และโอกาสที่เขาจะประสบความสำเร็จก็มักจะน้อย

                คนที่จะเป็นนักลงทุนอาชีพเต็มตัวตั้งแต่อายุยังน้อยนั้น   ผมคิดว่าเขาควรพิสูจน์ว่าตนเองมีความสามารถในการลงทุนเพียงพอและมีเม็ดเงินที่มากพอทำให้เขามีอิสระทางการเงินแล้ว    คำว่ามีความสามารถเพียงพอนั้น   หมายความว่าผลตอบแทนในการลงทุนของเขาสูงพอ   อย่างน้อยปีละ15%  ทบต้นอย่างน้อย 5 ปีขึ้นไปโดยที่เม็ดเงินที่ใช้ลงทุนมากพอ  อย่างน้อยอาจจะต้องเป็น  10 ล้านขึ้นไป   และการลงทุนของเขามีการป้องกันความเสี่ยง  เช่นมีการกระจายการลงทุนเพียงพอ  นอกจากนั้น   ผลตอบแทนการลงทุนปีต่อปีก็ควรจะไม่ผันผวนเกินไป  ประเภทกำไรบางปีเป็นร้อยเปอร์เซ็นต์  แต่บางปีขาดทุน 40-50%  แบบนี้ก็แสดงว่าผลตอบแทนอาจจะเกิดจากความบังเอิญมากกว่าฝีมือ   ถ้าทำได้แบบนี้   ผมคิดว่า  การเป็นนักลงทุนอาชีพก็เป็นสิ่งที่เหมาะสม

                โดยสรุปแล้ว   นอกเหนือจากเงื่อนไขเฉพาะสำหรับบางคน  ผมคิดว่า  เราไม่ควรเป็นนักลงทุนอาชีพตั้งแต่อายุน้อย  ความจำเป็นที่จะต้องใช้เวลาเพื่อศึกษาวิชาการลงทุนนั้นมีน้อย   นั่นคือ  เราศึกษาการลงทุนได้โดยที่ไม่จำเป็นต้องเป็นนักลงทุนอาชีพ   วิธีที่ดีกว่าสำหรับคนทั่วไปก็คือ  เริ่มลงทุนตั้งแต่อายุน้อยและศึกษาการลงทุนพร้อม ๆ  กับการทำงานประจำอื่น ๆ  จนถึงวันที่เรามีเงินมากพอและเรามั่นใจในความสามารถของเราแล้ว   ถึงวันนั้นเราอาจจะอยากเป็นนักลงทุนอาชีพที่ชีวิตมีอิสรเสรีและมีความสุขกว่าการทำงานประจำที่เราไม่ชอบ   การเป็นนักลงทุนอาชีพ  ขาโจ๋ไม่ได้รับประกันว่าจะทำให้เราเก่งกว่าคนอื่นที่เริ่มอาชีพการลงทุนทีหลังหลังจากเป็นนักลงทุน  สมัครเล่นมานาน 

Copyright (c) Thaivi.com