Skip navigation.
Home

ธรรมะกับการลงทุน

โดย วิบูลย์ พึงประเสริฐ 14 มีนาคม 2551

ผู้คนส่วนใหญ่มักมองว่าธรรมะของพระพุทธเจ้าเป็นเรื่องเก่าล้าสมัย และไม่คิดใส่ใจที่จะศึกษาถึงแก่นแท้ของศาสนา ถึงแม้ว่าในทางปฏิบัติชาวไทยส่วนใหญ่จะนับถือศานาพุทธ ไหว้พระ และนับถือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ แต่ในความเป็นจริงคนที่เข้าใจในความจริงของพระพุทธศานานั้นหาได้ไม่ง่ายนัก

สำหรับนักลงทุนในตลาดหุ้นนั้นคงไม่ต่างจากคนส่วนใหญ่ทั่วไปมากนักในเรื่องนี้ ถ้าเราศึกษาในเรื่องของศาสนาจริงๆแล้วจะพบว่ามีหลายเรื่องสามารถนำมาใช้ในชีวิตประจำวันได้เป็นอย่างดี รวมถึงในเรื่องการลงทุนด้วยเช่นเดียวกัน

ธรรมะหัวข้อหนึ่งซึ่งนำมาใช้ในการลงทุนได้ดีมากคือเรื่องของ”โลภ โกรธ หลง” ซึ่งชาวไทยเรียนเกี่ยวกับเรื่องนี้มาตั้งแต่สมัยเรียนประถมศึกษา แต่ไม่ได้สนใจนำมาประยุกต์ใช้จริงๆ ดังนั้นจึงไม่สายที่จะนำหลักธรรมอายุมากกว่า 2,500 ปีมาใช้ในการลงทุน

ความโลภเป็นศัตรูหมายเลขหนึ่งของนักลงทุน คนส่วนใหญ่เมื่อเห็นนักลงทุนคนอื่นทำกำไรได้มากๆจากการเก็งกำไร จึงเกิด”ความโลภ”อยากได้เงินเยอะๆบ้าง แล้วหันไปเก็งกำไรโดยที่ไม่มีประสบการณ์มากเพียงพอ สุดท้ายก็”ขาดทุน”เพราะหุ้นเก็งกำไรส่วนใหญ่มีราคาเปลี่ยนแปลงหวือหวา เมื่อราคาหุ้นซื้อไว้ตกอย่างมากและขายไม่ทันเจ้ามือ จะทิ้งก็เสียดาย จะถือไว้ก็ไม่รู้ว่าจะมีโอกาสได้เงินต้นคืนหรือเปล่า

อีกตัวอย่างหนึ่งของ”ความโลภ”คือนักลงทุนส่วนใหญ่เมื่อได้กำไรจากการลงทุนในช่วงแรกๆ มักคิดว่าตนเองเริ่มเข้าขั้น”เซียน” พอลงทุนไปได้ไม่นานก็ทุ่มเงินสุดตัว เพราะ”ความโลภ”ที่อยากได้เงินมากๆ แต่แล้วทุกอย่างหลับตาลปัตร หุ้นที่ซื้อไว้มีราคาลดลงเรื่อยๆ จนสุดท้ายต้องขายขาดทุน หรือ Cut Loss ไป เพราะไม่ได้เผื่อสำหรับเหตุการณ์ที่ไม่คิดไม่ถึง

ความโกรธเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้นักลงทุนไม่ประสบความสำเร็จ นักลงทุนส่วนใหญ่เมื่อขาดทุนมักเกิด”ความโกรธ”และเสียใจที่ขาดทุน และเมื่อมีความโกรธเกิดขึ้นจึงอยากจะ”เอาคืน” จึงลงทุนโดยขาด”สติ”หรือมีความรอบคอบน้อยลง สังเกตได้จากเมื่อขาดทุน นักลงทุนมักจะทุ่มเงินซื้อหุ้นเข้าไปอีก เพื่อจะได้กำไรกลับคืนมาอย่างรวดเร็ว ในความเป็นจริง ตลาดหุ้นอาจปรับตัวลง ทำให้ราคาหุ้นที่ซื้อไว้ลดลงต่ำกว่าเิดิมก็ได้ หุ้นที่ซื้อไว้อาจทำให้”ขาดทุน”มากกว่าเดิม

นักเก็งกำไรมืออาชีพมักให้คำแนะนำว่า เมื่อเล่นเสียควรจะ”หยุด”มากกว่าที่จะเล่นต่อเพื่อเอาทุนคืน เพราะในช่วงเวลานั้นจิตใจของเราจะพวักพวงและเสียสมาธิไปแล้ว

สุดท้ายคือความหลง นักลงทุนจำนวนมากมักมีทิฐิคิดว่า”ความคิด”ของตนถูกต้องอยู่ตลอดเวลา เมื่อซื้อหุ้นตัวใดแล้วอาจเกิดอาการ”หลง”ในหุ้นนั้น และคิดว่าเป็นหุ้นที่ดี ไม่ยอมขาย ถึงแม้ในความเป็นจริงพื้นฐานของหุ้นนั้นได้เปลี่ยนไปแล้ว และราคาหุ้นอาจไม่กลับมาที่เดิมอีก เช่น หุ้นของบริษัทอสังหาริมทรัพย์บริษัทหนึ่ง ในช่วง 4-5 ปีก่อนถือว่าเป็นดาวรุ่งของธุรกิจ มีการซื้อกิจการเพิ่มยอดขายผ่านทางบริษััทลูกจำนวนมาก ราคาหุ้นเพิ่มขึ้นไปหุ้นละกว่า 10 บาท แต่ปัจจุบันกลับพบว่าบริษัทดังกล่าวเต็มไปด้วยหนี้สินและยอดขายที่ลดลงจากสภาพเศรษฐกิจ ถ้านักลงทุนยังถือหุ้นบริษัทนี้อยู่จะพบว่าราคาหุ้นลดลงเหลือไม่ถึงหุ้นละ 1 บาท

ดังนั้นธรรมะในพระพุทธศาสนาไม่ใช่เรื่องล้าสมัยแต่อย่างใด นักลงทุนสามารถนำหลักธรรมมาใช้ในการลงทุนได้ ซึ่งจะช่วยให้การลงทุนประสบความสำเร็จมากขึน และนักลงทุนเองมีจิตใจที่สงบเยือกเย็นมากขึ้นด้วยเช่นกัน

Copyright (c) Thaivi.com