Saturday, July 31st, 2010

โลกในมุมมองของ Value Investor           24 กรกฎาคม 53
ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
Value Investor นั้นก็เหมือนกับคนในวงการอื่น ๆ   ที่มีทั้งนักลงทุนประเภท Aggressive หรือพวกที่  “ก้าวร้าว”  กล้าได้กล้าเสีย  ทำงานหนัก  หนุ่มแน่น  ซึ่งในบางช่วงบางสถานการณ์  อย่างเช่นในช่วงนี้  สามารถทำเงินได้เป็นกอบเป็นกำ  หลายคนกลายเป็นเศรษฐีในเวลาไม่นาน  กับอีกกลุ่มหนึ่งหรือที่จริงควรเรียกว่าอีกปีกหนึ่งที่เป็น VI ประเภท  Conservative หรือนักลงทุนแนวอนุรักษ์นิยมที่เน้นความปลอดภัยในการลงทุนเป็นหลัก  ไม่ชอบอะไรที่หวือหวาและอันตราย  คนในกลุ่มนี้ชอบลงทุนในกิจการที่มีความแน่นอนของผลประกอบการของบริษัทแม้ว่ากิจการจะโตช้าและหลายกิจการอาจจะใกล้ที่จะอยู่ในอุตสาหกรรมตะวันตกดิน  เกือบทั้งหมดชอบหุ้นถูกแม้ว่ามันจะถูกมานาน  พวกเขามักจะเป็นคนที่มีอายุมากกว่าพวกแรกและหลายคนมีเงินไม่มากและเหลือเฟือที่จะกล้าเสี่ยง  ผลตอบแทนการลงทุนของพวกเขาดูเหมือนว่าจะไปแบบเนิบ ๆ  ไม่หรูหราและอาจจะไม่เลวร้ายไม่ว่าในสถานการณ์ไหน
สิ่งที่ผมจะพูดต่อไปก็คือ  ถ้าเราจะเป็น VI แบบ Aggressive นั้น  หุ้นประเภทไหนที่เราจะเล่น  หุ้นอะไรที่จะ  “ทำเงินก้อนโต” ให้เราได้
หุ้นกลุ่มแรกก็คือ  หุ้นของกิจการที่มีผลประกอบการที่เป็นวัฎจักรรุนแรง  นี่คือผู้ผลิตหรือให้บริการสินค้าที่เป็นโภคภัณฑ์  เช่น  ปิโตรเคมีต่าง ๆ   การเดินเรือและการบิน  ผลิตภัณฑ์การเกษตรโดยเฉพาะที่หาสินค้าทดแทนได้ยากเช่น ยางพาราและไก่   นอกจากนี้  ยังมีสินค้าที่ไม่ได้เป็นโภคภัณฑ์แต่ก็มีวัฎจักรที่ขึ้นอยู่กับภาวะเศรษฐกิจเพราะเป็นสินค้าคงทนที่คนสามารถเลื่อนการซื้อออกไปได้เช่น  รถยนต์และบ้าน  เป็นต้น  [...]

โลกในมุมมองของ Value Investor            17 กรกฎาคม 53
ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
การแข่งขันฟุตบอลโลกได้จบลงแล้วพร้อมกับชัยชนะและการเป็น  “ฮีโร” ของนักเตะทีมสเปนและ  “หมึกพอล”  ปลาหมึกยักษ์ที่สามารถทำนายผลการแข่งขันฟุตบอลโลกได้ถูกต้องติดต่อกัน 8 ครั้งตลอดการแข่งขัน
หลายคนคงคิดว่าปลาหมึกยักษ์ชื่อพอลดังกล่าวมี  “ญาณ”  พิเศษที่ทำให้มันสามารถทำนายผลได้ถูกต้องแต่ก็อาจจะยังงง ๆ อยู่ว่ามันทำได้อย่างไรเนื่องจากมันเป็นสัตว์ที่ไม่ได้มีความรู้อะไรเกี่ยวกับฟุตบอล  สิ่งที่มันทำอยู่ก็คือการเลือกกินหอยในกล่องใบหนึ่งจากกล่องสองใบที่คนเอาไปวางไว้ให้มันเท่านั้น  สำหรับคนที่  “มีเหตุผล” แล้ว  พวกเขาคิดว่านี่เป็นเรื่องบังเอิญ  หรือ “ฟลุ๊ค”
แต่ถ้าสมมุติว่าแทนที่จะเป็นปลาหมึก  ผู้ที่ทำนายการแข่งขันนั้นเป็นคนจริง ๆ  ที่ชื่อว่า  “พอล” และสามารถทำนายการแข่งขันฟุตบอลโลกถูกต้องถึง 8 ครั้งติดต่อกันแบบหมึกพอล  อะไรจะเกิดขึ้น?
พอลคงเป็น  “ฮีโร” จริง ๆ  ในสายตาของคนทั้งโลกที่  “บ้าฟุตบอล”  และต่างก็ “ทำนาย” กันอยู่ในใจว่าใครจะชนะในแต่ละแมทซ์การแข่งขัน  พอลคงกลายเป็น “เซียน” ฟุตบอลระดับโลกที่นักพนันบอลต้องติดตามเพื่อที่จะ “แทง” บอลตามที่พอลทำนายไว้  เพราะคนคงจะเชื่อว่าพอลมีความสามารถพิเศษในการวิเคราะห์ว่าทีมไหนมีความสามารถสูงกว่าทีมไหนหลังจากทายถูกมาถึง 8 ครั้งติดต่อกัน
แต่พอลเป็นเซียนบอลแน่หรือ?  หรือพอลก็  “ฟลุ๊ค” แบบเดียวกับหมึกพอล  และถ้าเป็นอย่างนั้น  การทำนายบอลในอนาคตของพอลก็จะไม่แม่น  และคนที่แทงบอลหรือเล่นพนันบอลตาม  [...]

โลกในมุมมองของ Value Investor            10 กรกฎาคม 53
ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
พื้นฐานของชีวิตและการเริ่มต้นเป็น Value Investor หรือนักลงทุนของแต่ละคนนั้นบอกอะไรบางอย่างถึงแนวทางหรือกลยุทธการลงทุนของเขา  รวมถึงการคาดการณ์อนาคตที่เขาจะไปถึงได้
วอเร็น บัฟเฟตต์ นั้น  “เกิดมาเพื่อที่จะเป็นนักลงทุนเอกของโลก”  เพราะเขารักการหาเงินและลงทุนตั้งแต่เด็ก  เขาเกิดในช่วงเวลาและในประเทศที่เหมาะสม  และได้พบและเรียนรู้ศาสตร์การลงทุนจาก    เบน เกรแฮม ปรมาจารย์ด้านการลงทุนเอกของโลก  กลยุทธและวิธีการของเขาก็คือ  ลงทุนระยะยาวและโตไปกับเศรษฐกิจที่รุ่งเรืองสุด ๆ  ของอเมริกา  จอร์จ โซรอส นั้น  เป็นเด็กหนุ่มชาวยิวฮังการีที่ต้องหนีนาซีเยอรมันในสงครามโลกครั้งที่สอง  ความคิดของเขาก็คือ  ต้องเร็วและเอาตัวรอดให้ได้  การลงทุนของเขานั้นดูเหมือนจะคล้าย ๆ  กับการต่อสู้หรือสงคราม  นั่นคือ  เข้า “โจมตี”  อย่างรุนแรง  รวดเร็ว  “เผด็จศึก” เป็นครั้ง ๆ   เขาทำกำไรจากหายนะเช่นเดียวกับความรุ่งเรืองของเศรษฐกิจ
ผมเองเริ่มต้นชีวิต VI จากการที่ต้องหาทางเอาตัวรอดจากวิกฤติเศรษฐกิจในปี 2540 ที่ “คุกคาม” ชีวิตการทำงานในฐานะลูกจ้างบริษัทของผม  ในตอนเริ่มต้นชีวิตการลงทุนในครั้งนั้น  ผมไม่ได้วางแผนหรือตระหนักว่าเส้นทางสายนี้จะนำผมไปสู่ความมั่งคั่งและชื่อเสียงในฐานะ VI ชั้นนำ  ผมเพียงแต่คิดว่าการลงทุนในตลาดหุ้นในแนวทาง Value [...]

โลกในมุมมองของ Value Investor         3 กรกฎาคม 53
ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
สำหรับผม  นักลงทุนมืออาชีพหรือคนที่ลงทุนเป็นเรื่องเป็นเรื่องเป็นราวและใช้เวลากับการลงทุนค่อนข้างมากนั้น   เป็นเหมือน  “ศิลปิน”  เช่นเดียวกับคนที่เป็น  ดารา  นักร้อง  นักกีฬา  นักเขียน   นักวาดภาพ  และศิลปินอื่น ๆ  ลองมาไล่ดูว่าเหมือนกันอย่างไร
ข้อแรกก็คือ  นักลงทุนก็เหมือนกับดารา (ต่อไปนี้ผมจะใช้คำว่าดาราเป็นตัวแทนศิลปินอื่น ๆ ทั้งหมด)  ในแง่ที่ว่า  ทั้งคู่ต่างก็เป็นคนที่ใช้ความสามารถเฉพาะตัวในการ “เล่น” หรือ “แสดง” หรือ  “ทำมาหากิน”  หรือสร้างชื่อเสียงและอื่น ๆ   ความสามารถนี้เกิดจากการศึกษาในด้านของ “เบสิค” หรือพื้นฐานของวิชาความรู้  แต่ความสามารถในการกระทำนั้นเกิดจากการฝึกฝนและพรสวรรค์ของแต่ละบุคคล
ข้อสอง  ในแวดวงของดารานั้น  มักมีการแบ่ง Character หรือบทบาทหรือ “ตัวตน”  เฉพาะของแต่ละคน  เช่น  ในกลุ่มนักแสดงนั้นก็จะมีคนที่เชี่ยวชาญหรือรับบทบาทซึ่งอาจจะเกิดจากการ  “สร้างภาพ” เป็นนางเอกแนว “หวาน”  บางคนก็  “ครองตำแหน่ง”  สาว  “เซ็กซี่” ในใจของคนดู  บ้างก็ไปแนวบู๊  บางคนหรือถ้าจะพูดให้ถูกก็คือบางคู่ก็ยึดแนว  [...]

โลกในมุมมองของ Value Investor            26 มิถุนายน 53
ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
Value Investor หนุ่มสาวหลายคน  โดยเฉพาะที่เริ่มประสบความสำเร็จจากการลงทุนอย่างงดงามนั้น  มักจะมีความฝันที่บรรเจิด  พวกเขามักจะคำนวณตัวเลขความมั่งคั่งที่เขาจะมีในอนาคตโดยอิงจากผลตอบแทนที่ผ่านมาในช่วง 3-4 ปี ซึ่งสูงมากเช่นเฉลี่ยปีละ 40-50%  และบางคนมากยิ่งกว่านั้น
พวกเขารู้ว่าการทำกำไรจากตลาดหุ้นปีละ 40-50% ในระยะยาวนั้นยากมาก  โดยเฉพาะเมื่อภาวะตลาดไม่อำนวยและพอร์ตลงทุนมีขนาดใหญ่ขึ้น  ดังนั้นเขาก็จะลดประมาณการผลตอบแทนลง   อย่างไรก็ตาม  เขาคิดว่าการทำผลตอบแทนปีละ 20-25% นั้นไม่ใช่เรื่องยาก  ว่าที่จริงบางทีผ่านไป 2-3 เดือนเขาก็ได้กำไรมาแล้วทั้ง ๆ  ที่ภาวะตลาดหุ้นก็ไม่ได้ดีนัก
การตั้งเป้าผลตอบแทนที่ 25% ต่อปีในระยะยาวนั้นแปลว่าเขาอาจจะสามารถ  มี “อิสรภาพทางการเงิน” หรือเลิกทำงานประจำได้ภายในอาจจะ 10-15 ปี  สำหรับ VI ที่ไม่ได้มีพ่อแม่ที่ร่ำรวย  และอาจจะทำให้เขามีเงินเป็นหลายสิบหรือร้อยล้านในกรณีที่ทางบ้านมีฐานะดีและเขาเริ่มลงทุนด้วยเงินเป็นหลักหลายล้านบาท
ไม่ว่าในกรณีใด   VI หนุ่มสาวที่ประสบความสำเร็จอย่างงดงามในช่วงต้นของการลงทุนมักจะมีความฝันว่าวันหนึ่งตนเองจะร่ำรวยในระดับ  “เศรษฐี”  มีเงินอย่างน้อยก็น่าจะ “หลายสิบล้านบาท” หรือในกรณีที่เริ่มต้นด้วยเงินมากก็จะมีเงินนับร้อยหรือพันล้านบาท  และนั่นก็จะทำให้เขา  “ฝันข้ามเวลา”  คือฝันที่ยังห่างไกลอีกมากว่า  เขาจะทำอะไรเมื่อวันนั้นมาถึง
หลายคนฝันว่าเขาจะไป  “ท่องโลก”  เพื่อที่จะได้เห็นชีวิตและวัฒนธรรมต่าง ๆ  [...]

โลกในมุมมองของ Value Investor           19  มิถุนายน 53
ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
ปรากฏการณ์เล็ก ๆ อย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ในแวดวงของ Value Investor ก็คือสิ่งที่ผมอยากจะเรียกว่า “VI Effect”   นี่คือปรากฏการณ์ที่หุ้นหลาย ๆ ตัวที่กลุ่ม Value Investor “มืออาชีพ” ซื้อลงทุนและได้รับการกล่าวขวัญถึงในเว็บไซ้ต์หรือสื่อต่าง ๆ  มีราคาปรับตัวขึ้นค่อนข้างเร็วและมาก
ก่อนที่จะพูดถึงเหตุผล  ผมคงต้องทำความเข้าใจถึงความหมายของคำว่า “Effect” เสียก่อนว่ามันหมายถึงอะไรเวลาพูดเกี่ยวกับเรื่องของการลงทุน
คำว่า Effect นั้น  หมายถึงผลกระทบ  หรืออิทธิพลอันเนื่องมาจากการกระทำของคนหรือกลุ่มของนักลงทุนที่มีต่อราคาหุ้นซึ่งอาจจะไม่นับหรือยังไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องของพื้นฐานของบริษัท  แต่เป็นเรื่องที่การกระทำของคนหรือกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งที่ส่งผลให้มีคนทำตามจำนวนมาก  ซึ่งส่งผลให้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นหรือลงมากกว่าที่ควรเป็น
ตัวอย่างเช่น  เมื่อมีข่าวว่า  วอเร็น บัฟเฟตต์ เข้าซื้อหุ้นของบริษัทปิโตรไชน่าของจีน  ราคาของหุ้นปิโตรไชน่าก็พุ่งขึ้นหลายเท่าในเวลาอันสั้น  อาจจะเป็นเพราะว่านักลงทุนคิดว่าถ้าบัฟเฟตต์ซื้อ  ก็หมายความว่าหุ้นตัวนี้คงเป็นหุ้นที่ดีและราคาถูก  ดังนั้น  พวกเขาจึงรีบเข้าไปซื้อตามก่อนที่ราคาจะ “ขึ้น” ไปหรือขึ้นไปอีก  นักลงทุนบางคนอาจจะไม่ได้คิดว่าหุ้นตัวนี้เป็นหุ้นที่ดีและถูกเท่าไรนัก   แต่เขาคิดว่าคงมีคนที่จะเข้าไปซื้อหุ้นปิโตรไชน่าตามบัฟเฟตต์  ดังนั้นเดี๋ยวหุ้นก็จะขึ้น  ดังนั้น  เขาต้องเข้าไปซื้อดักหน้าไว้ก่อน  กระบวนการที่คนต่างก็รีบเข้าไปซื้อหุ้นทำให้หุ้นปิโตรไชน่าขึ้นไปเองไม่ว่าพื้นฐานจะดีคุ้มกับราคาหุ้นหรือไม่  ลักษณะของการขึ้นของหุ้นในทันทีที่มีข่าวบัฟเฟตต์เข้าไปซื้อนั้นเรียกว่าเป็น  “Buffett Effect”  และผมคงไม่ต้องพูดต่อว่า  อิทธิพลของบัฟเฟตต์ต่อราคาหุ้นนั้นมากแค่ไหน  [...]

โลกในมุมมองของ Value Investor               12 มิ.ย. 53
ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
การลงทุนในหุ้นมีความเสี่ยงค่อนข้างมากเมื่อเทียบกับการลงทุนในพันธบัตรหรือกองทุนต่าง ๆ   ดังนั้น  เพื่อความปลอดภัย  เราควรจะต้องลดความเสี่ยงให้เหลือน้อยลงเท่าที่จะทำได้  แต่ในขณะเดียวกัน  ยังได้ผลตอบแทนที่ดีมาก  พูดง่าย ๆ  ลงทุนให้ได้ผลตอบแทนสูงแต่ความเสี่ยงต่ำ  และต่อไปนี้คือเกณฑ์หรือกลยุทธง่าย ๆ ที่จะทำให้เราได้ผลลัพธ์แบบนั้น
ข้อ 1)  รู้ว่าคุณกำลังทำอะไรอยู่  นี่เป็นหลักสำคัญ  เพราะความเสี่ยงก็คือการที่คุณ  “ไม่รู้ว่ากำลังทำอะไรอยู่”  หรือเข้าใจผิดว่ารู้แต่จริง ๆ  แล้วไม่รู้  เช่น  คิดว่าการลงทุนในหุ้นของบริษัทขนาดใหญ่ที่ผลิตสินค้าโภคภัณฑ์เช่นปิโตรเคมีนั้น  “ไม่เสี่ยง”
ข้อ 2)  กระจายความเสี่ยงอย่างเหมาะสม  ไม่ถือหุ้นจำนวนน้อยหรือมากตัวเกินไป   จำนวนที่เหมาะสมสำหรับนักลงทุนที่มีเงินลงทุนไม่เกิน 100 ล้านบาทนั้น  ผมคิดว่าไม่ควรถือหุ้นเกิน 5-10 ตัว   การถือหุ้นจำนวนน้อยตัวเช่น 1-2 ตัวนั้นเป็นความเสี่ยงที่อาจจะเกิดการผิดพลาดร้ายแรงได้   เช่นเดียวกัน  การถือหุ้นมากตัวเกินไปก็มีความเสี่ยงในแง่ที่ว่าเราไม่สามารถเข้าใจหรือติดตามมันได้ดีพอซึ่งก็คือความเสี่ยงที่เกิดจากการ “ไม่รู้”
ข้อ 3)  พยายาม  “มองยาว”  คือวิเคราะห์ไปในอนาคต 3-5 ปี และวางแผนว่าจะลงทุนยาวตามกันไป  การมองยาวนั้นช่วยลดความเสี่ยงในการลงทุน  เพราะในระยะยาวราคาหุ้นจะปรับตัวไปตามกำไรของบริษัทเสมอ  [...]

โลกในมุมมองของ Value Investor            5 มิถุนายน 2553
ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
ในการค้นหาว่าหุ้นตัวไหนจะมี Value หรือมีคุณค่า  หรือมีคุณค่ามากขึ้นนั้น  นอกจากกำไรที่ควรจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ แล้ว  ต่อไปนี้คือสัญญาณบางอย่างที่จะช่วยบอกเราว่าหุ้นตัวนั้นจะเป็นหุ้น Value ที่น่าสนใจในอนาคตและเป็นหุ้นที่เราควรพิจารณาลงทุน
สัญญาณแรกก็คือ  Market Share หรือส่วนแบ่งทางการตลาดของสินค้าของบริษัทเพิ่มขึ้นและเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ   นี้เป็นสัญญาณที่ดีมาก  เนื่องจากมันบอกว่าความสามารถในการแข่งขันของบริษัทกำลังเพิ่มขึ้น  และการได้หรือมีธุรกิจมากขึ้นมักจะก่อให้เกิดความได้เปรียบในแง่ของต้นทุนการผลิตและการขายของสินค้าต่อหน่วยซึ่งจะลดลง  และนั่นก็จะทำให้ได้เปรียบในการแข่งขันมากขึ้นไปอีก  ก่อให้เกิด “วงจรแห่งความรุ่งเรือง” ต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ
สัญญาณข้อที่สองก็คือ  บริษัทสามารถควบคุมราคาขายของสินค้าของบริษัทได้ดี  นั่นก็คือ  บริษัทสามารถกำหนดหรือควบคุมราคาขายสินค้าของบริษัทได้ในระดับที่มีเหตุผล  คือมีกำไรที่เพียงพอ  นี่เป็น Value หรือคุณค่าของกิจการ  ถ้าเราพบว่ากิจการไม่สามารถควบคุมราคาขายได้เช่นกิจการที่ขายสินค้าโภคภัณฑ์  หรือกิจการที่มีการแข่งขันกันรุนแรงมาก  แบบนี้เป็นสัญญาณว่ากิจการมีคุณค่าน้อย
สัญญาณที่สามคือ  ลูกค้ามีความภักดีต่อสินค้าหรือยี่ห้อของบริษัท  ถ้าพบว่าลูกค้ามีความภักดีมาก  ไม่เปลี่ยนไปใช้สินค้าหรือบริการของคู่แข่งง่าย ๆ  แบบนี้ก็ถือว่าเป็น  Value ที่มีคุณค่า  ตรงกันข้าม  ถ้าลูกค้ามักจะเปลี่ยนไปซื้อสินค้าหรือบริการจากคู่แข่งอยู่เรื่อย ๆ  ด้วยเหตุผลสารพัดเช่นเวลาที่มีโปรโมชั่นพิเศษ หรือมีสินค้าหรือบริการใหม่ที่แตกต่างจากเดิมเพียงเล็กน้อย  แบบนี้ต้องถือว่าบริษัทไม่ค่อยมี Value เท่าไรนัก
สัญญาณที่สี่ก็คือ  Profit [...]

โลกในมุมมองของ Value Investor             28 พฤษภาคม 53
ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
ในโลกของการลงทุนนั้น  มีแนวความคิดใหญ่ ๆ  น่าจะประมาณ 3 แบบนั่นคือ  Value Investment  ซึ่งเป็น  “โรงเรียน”  ที่เก่าที่สุดนำโดย เบน เกรแฮม  Growth Investment หรือการลงทุนในหุ้นที่เติบโตเร็วนำโดย ฟิลิปส์ ฟิสเชอร์  และ Passive Investment หรือการลงทุนที่ไม่ต้องเลือกหุ้นแต่ซื้อหุ้นทุกตัวที่อยู่ในดัชนีหรือในตลาดซึ่งเป็น  “โรงเรียน”  ล่าสุดที่นำโดยนักวิชาการการเงินแต่คนที่มีชื่อเสียงน่าจะเป็นกองทุนอิงดัชนี Vanguard ที่ก่อตั้งและบริหารโดย จอห์น โบเกิล  ส่วนแนวทางอื่น ๆ  นั้นมักเป็นแนวทางเล็ก ๆ ที่แตกแขนงออกไป  มีคนใช้และศึกษาน้อยเกินกว่าที่จะเรียกว่าเป็น  “โรงเรียน”
แนวทางของ Value Investment นั้น  มีหลักการที่เข้มข้นเป็นเรื่องเป็นราว   เป็นตำราที่ต้องใช้ศาสตร์หลาย ๆ  อย่างเฉพาะอย่างยิ่งทางการเงินในการวิเคราะห์หามูลค่าที่แท้จริงของหลักทรัพย์  ดังนั้น  คนที่ศึกษาจำเป็นต้องมีความรู้หลายอย่างรวมถึงความสามารถในการคำนวณทางการเงินถึงจะเข้าใจได้ลึกซึ้ง  หนังสือที่เป็น  “ไบเบิล” ของ Value [...]

โลกในมุมมองของ Value Investor               15 พฤษภาคม 53
ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
นักลงทุนนั้น  ว่ากันว่าเป็นคนที่มีความทรงจำสั้นมาก  เหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นเขาจะจำได้ติดตา  เช่น  วิกฤติที่ทำให้ตลาดหุ้นตกต่ำอย่างหนักและเหตุผลที่ทำให้เกิดวิกฤตินั้น  เมื่อเวลาผ่านไป  บางทีก็ไม่นานนัก  พวกเขาก็จะลืมเหตุการณ์เลวร้ายนั้นรวมถึงสาเหตุที่ทำให้เกิดขึ้น  พวกเขาซื้อขายหุ้นโดยไม่สนใจประวัติศาสตร์หรือสนใจน้อยมาก  นั่นทำให้ประวัติศาสตร์การเงิน  “ซ้ำรอย”  ครั้งแล้วครั้งเล่า  เราไม่เคยเรียนรู้จากประวัติศาสตร์โดยเฉพาะเมื่อมันผ่านไปนานแล้ว
เพื่อที่จะเรียนรู้จากความผิดพลาดในอดีต  เราจำเป็นที่จะต้องรู้ว่ามันเกิดความผิดพลาดขึ้น  ในเรื่องอื่น ๆ  นั้น   ความผิดพลาดเป็นเรื่องที่เรามักจะมองเห็นได้อย่างชัดเจน  แต่ในเรื่องของการลงทุนนั้น  บางทีเราก็ไม่รู้ว่ามันมีความผิดพลาดขึ้น  เหตุผลก็คือ  มีจิตวิทยาบางอย่างที่อาจจะบดบังความเข้าใจที่ถูกต้องของเรา
จิตวิทยาข้อแรกก็คือ  “ดีเป็นเพราะฝีมือเรา แย่เป็นเพราะคนอื่นหรือเรื่องอื่น”   หรือที่เรียกว่า  Self-Attribution Bias นี่เป็นจิตวิทยาของมนุษย์ทั่ว ๆ  ไป   อย่างเช่นเวลาที่เราเล่นกีฬา  ทีมที่ชนะส่วนใหญ่ก็จะบอกว่าเป็นเพราะฝีมือของทีม  แต่เวลาแพ้  บางทีก็โทษกรรมการหรือโทษโชคชะตา  ทั้ง ๆ  ที่ข้อเท็จจริงก็คือ  ฝีมือสู้เขาไม่ได้หรือใช้กลยุทธ์ในการแข่งขันที่ผิดพลาด  เช่นเดียวกัน  เวลาที่เราลงทุนและได้กำไรดีนั้น  เรามักจะคิดว่าเป็นฝีมือของเรา   แต่เวลาขาดทุน  บางครั้งเราก็คิดว่ามันเป็นสาเหตุอื่นหรือโชคร้ายหรือเหตุบังเอิญที่เราไม่อาจคาดได้   การไม่ยอมรับความผิดพลาดของตนเองนั้น  ย่อมทำให้เราไม่สามารถปรับปรุงแก้ไขข้อบกพร่องนั้นได้
จิตวิทยาข้อสองก็คือสิ่งที่ผมอยากจะใช้สำนวนว่า  “ผมว่าแล้ว”  นี่คือสิ่งที่คนเราเห็นผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นก่อนที่จะกลับไปอธิบายเหตุผลที่ทำให้มันเกิดขึ้นหรือที่เรียกในทางวิชาการว่า  Hindsight [...]