Thursday, September 9th, 2010

โลกในมุมมองของ Value Investor            26 มิถุนายน 53
ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
Value Investor หนุ่มสาวหลายคน  โดยเฉพาะที่เริ่มประสบความสำเร็จจากการลงทุนอย่างงดงามนั้น  มักจะมีความฝันที่บรรเจิด  พวกเขามักจะคำนวณตัวเลขความมั่งคั่งที่เขาจะมีในอนาคตโดยอิงจากผลตอบแทนที่ผ่านมาในช่วง 3-4 ปี ซึ่งสูงมากเช่นเฉลี่ยปีละ 40-50%  และบางคนมากยิ่งกว่านั้น
พวกเขารู้ว่าการทำกำไรจากตลาดหุ้นปีละ 40-50% ในระยะยาวนั้นยากมาก  โดยเฉพาะเมื่อภาวะตลาดไม่อำนวยและพอร์ตลงทุนมีขนาดใหญ่ขึ้น  ดังนั้นเขาก็จะลดประมาณการผลตอบแทนลง   อย่างไรก็ตาม  เขาคิดว่าการทำผลตอบแทนปีละ 20-25% นั้นไม่ใช่เรื่องยาก  ว่าที่จริงบางทีผ่านไป 2-3 เดือนเขาก็ได้กำไรมาแล้วทั้ง ๆ  ที่ภาวะตลาดหุ้นก็ไม่ได้ดีนัก
การตั้งเป้าผลตอบแทนที่ 25% ต่อปีในระยะยาวนั้นแปลว่าเขาอาจจะสามารถ  มี “อิสรภาพทางการเงิน” หรือเลิกทำงานประจำได้ภายในอาจจะ 10-15 ปี  สำหรับ VI ที่ไม่ได้มีพ่อแม่ที่ร่ำรวย  และอาจจะทำให้เขามีเงินเป็นหลายสิบหรือร้อยล้านในกรณีที่ทางบ้านมีฐานะดีและเขาเริ่มลงทุนด้วยเงินเป็นหลักหลายล้านบาท
ไม่ว่าในกรณีใด   VI หนุ่มสาวที่ประสบความสำเร็จอย่างงดงามในช่วงต้นของการลงทุนมักจะมีความฝันว่าวันหนึ่งตนเองจะร่ำรวยในระดับ  “เศรษฐี”  มีเงินอย่างน้อยก็น่าจะ “หลายสิบล้านบาท” หรือในกรณีที่เริ่มต้นด้วยเงินมากก็จะมีเงินนับร้อยหรือพันล้านบาท  และนั่นก็จะทำให้เขา  “ฝันข้ามเวลา”  คือฝันที่ยังห่างไกลอีกมากว่า  เขาจะทำอะไรเมื่อวันนั้นมาถึง
หลายคนฝันว่าเขาจะไป  “ท่องโลก”  เพื่อที่จะได้เห็นชีวิตและวัฒนธรรมต่าง ๆ  [...]

โลกในมุมมองของ Value Investor           19  มิถุนายน 53
ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
ปรากฏการณ์เล็ก ๆ อย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ในแวดวงของ Value Investor ก็คือสิ่งที่ผมอยากจะเรียกว่า “VI Effect”   นี่คือปรากฏการณ์ที่หุ้นหลาย ๆ ตัวที่กลุ่ม Value Investor “มืออาชีพ” ซื้อลงทุนและได้รับการกล่าวขวัญถึงในเว็บไซ้ต์หรือสื่อต่าง ๆ  มีราคาปรับตัวขึ้นค่อนข้างเร็วและมาก
ก่อนที่จะพูดถึงเหตุผล  ผมคงต้องทำความเข้าใจถึงความหมายของคำว่า “Effect” เสียก่อนว่ามันหมายถึงอะไรเวลาพูดเกี่ยวกับเรื่องของการลงทุน
คำว่า Effect นั้น  หมายถึงผลกระทบ  หรืออิทธิพลอันเนื่องมาจากการกระทำของคนหรือกลุ่มของนักลงทุนที่มีต่อราคาหุ้นซึ่งอาจจะไม่นับหรือยังไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องของพื้นฐานของบริษัท  แต่เป็นเรื่องที่การกระทำของคนหรือกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งที่ส่งผลให้มีคนทำตามจำนวนมาก  ซึ่งส่งผลให้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นหรือลงมากกว่าที่ควรเป็น
ตัวอย่างเช่น  เมื่อมีข่าวว่า  วอเร็น บัฟเฟตต์ เข้าซื้อหุ้นของบริษัทปิโตรไชน่าของจีน  ราคาของหุ้นปิโตรไชน่าก็พุ่งขึ้นหลายเท่าในเวลาอันสั้น  อาจจะเป็นเพราะว่านักลงทุนคิดว่าถ้าบัฟเฟตต์ซื้อ  ก็หมายความว่าหุ้นตัวนี้คงเป็นหุ้นที่ดีและราคาถูก  ดังนั้น  พวกเขาจึงรีบเข้าไปซื้อตามก่อนที่ราคาจะ “ขึ้น” ไปหรือขึ้นไปอีก  นักลงทุนบางคนอาจจะไม่ได้คิดว่าหุ้นตัวนี้เป็นหุ้นที่ดีและถูกเท่าไรนัก   แต่เขาคิดว่าคงมีคนที่จะเข้าไปซื้อหุ้นปิโตรไชน่าตามบัฟเฟตต์  ดังนั้นเดี๋ยวหุ้นก็จะขึ้น  ดังนั้น  เขาต้องเข้าไปซื้อดักหน้าไว้ก่อน  กระบวนการที่คนต่างก็รีบเข้าไปซื้อหุ้นทำให้หุ้นปิโตรไชน่าขึ้นไปเองไม่ว่าพื้นฐานจะดีคุ้มกับราคาหุ้นหรือไม่  ลักษณะของการขึ้นของหุ้นในทันทีที่มีข่าวบัฟเฟตต์เข้าไปซื้อนั้นเรียกว่าเป็น  “Buffett Effect”  และผมคงไม่ต้องพูดต่อว่า  อิทธิพลของบัฟเฟตต์ต่อราคาหุ้นนั้นมากแค่ไหน  [...]

โลกในมุมมองของ Value Investor               12 มิ.ย. 53
ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
การลงทุนในหุ้นมีความเสี่ยงค่อนข้างมากเมื่อเทียบกับการลงทุนในพันธบัตรหรือกองทุนต่าง ๆ   ดังนั้น  เพื่อความปลอดภัย  เราควรจะต้องลดความเสี่ยงให้เหลือน้อยลงเท่าที่จะทำได้  แต่ในขณะเดียวกัน  ยังได้ผลตอบแทนที่ดีมาก  พูดง่าย ๆ  ลงทุนให้ได้ผลตอบแทนสูงแต่ความเสี่ยงต่ำ  และต่อไปนี้คือเกณฑ์หรือกลยุทธง่าย ๆ ที่จะทำให้เราได้ผลลัพธ์แบบนั้น
ข้อ 1)  รู้ว่าคุณกำลังทำอะไรอยู่  นี่เป็นหลักสำคัญ  เพราะความเสี่ยงก็คือการที่คุณ  “ไม่รู้ว่ากำลังทำอะไรอยู่”  หรือเข้าใจผิดว่ารู้แต่จริง ๆ  แล้วไม่รู้  เช่น  คิดว่าการลงทุนในหุ้นของบริษัทขนาดใหญ่ที่ผลิตสินค้าโภคภัณฑ์เช่นปิโตรเคมีนั้น  “ไม่เสี่ยง”
ข้อ 2)  กระจายความเสี่ยงอย่างเหมาะสม  ไม่ถือหุ้นจำนวนน้อยหรือมากตัวเกินไป   จำนวนที่เหมาะสมสำหรับนักลงทุนที่มีเงินลงทุนไม่เกิน 100 ล้านบาทนั้น  ผมคิดว่าไม่ควรถือหุ้นเกิน 5-10 ตัว   การถือหุ้นจำนวนน้อยตัวเช่น 1-2 ตัวนั้นเป็นความเสี่ยงที่อาจจะเกิดการผิดพลาดร้ายแรงได้   เช่นเดียวกัน  การถือหุ้นมากตัวเกินไปก็มีความเสี่ยงในแง่ที่ว่าเราไม่สามารถเข้าใจหรือติดตามมันได้ดีพอซึ่งก็คือความเสี่ยงที่เกิดจากการ “ไม่รู้”
ข้อ 3)  พยายาม  “มองยาว”  คือวิเคราะห์ไปในอนาคต 3-5 ปี และวางแผนว่าจะลงทุนยาวตามกันไป  การมองยาวนั้นช่วยลดความเสี่ยงในการลงทุน  เพราะในระยะยาวราคาหุ้นจะปรับตัวไปตามกำไรของบริษัทเสมอ  [...]

โลกในมุมมองของ Value Investor            5 มิถุนายน 2553
ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
ในการค้นหาว่าหุ้นตัวไหนจะมี Value หรือมีคุณค่า  หรือมีคุณค่ามากขึ้นนั้น  นอกจากกำไรที่ควรจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ แล้ว  ต่อไปนี้คือสัญญาณบางอย่างที่จะช่วยบอกเราว่าหุ้นตัวนั้นจะเป็นหุ้น Value ที่น่าสนใจในอนาคตและเป็นหุ้นที่เราควรพิจารณาลงทุน
สัญญาณแรกก็คือ  Market Share หรือส่วนแบ่งทางการตลาดของสินค้าของบริษัทเพิ่มขึ้นและเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ   นี้เป็นสัญญาณที่ดีมาก  เนื่องจากมันบอกว่าความสามารถในการแข่งขันของบริษัทกำลังเพิ่มขึ้น  และการได้หรือมีธุรกิจมากขึ้นมักจะก่อให้เกิดความได้เปรียบในแง่ของต้นทุนการผลิตและการขายของสินค้าต่อหน่วยซึ่งจะลดลง  และนั่นก็จะทำให้ได้เปรียบในการแข่งขันมากขึ้นไปอีก  ก่อให้เกิด “วงจรแห่งความรุ่งเรือง” ต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ
สัญญาณข้อที่สองก็คือ  บริษัทสามารถควบคุมราคาขายของสินค้าของบริษัทได้ดี  นั่นก็คือ  บริษัทสามารถกำหนดหรือควบคุมราคาขายสินค้าของบริษัทได้ในระดับที่มีเหตุผล  คือมีกำไรที่เพียงพอ  นี่เป็น Value หรือคุณค่าของกิจการ  ถ้าเราพบว่ากิจการไม่สามารถควบคุมราคาขายได้เช่นกิจการที่ขายสินค้าโภคภัณฑ์  หรือกิจการที่มีการแข่งขันกันรุนแรงมาก  แบบนี้เป็นสัญญาณว่ากิจการมีคุณค่าน้อย
สัญญาณที่สามคือ  ลูกค้ามีความภักดีต่อสินค้าหรือยี่ห้อของบริษัท  ถ้าพบว่าลูกค้ามีความภักดีมาก  ไม่เปลี่ยนไปใช้สินค้าหรือบริการของคู่แข่งง่าย ๆ  แบบนี้ก็ถือว่าเป็น  Value ที่มีคุณค่า  ตรงกันข้าม  ถ้าลูกค้ามักจะเปลี่ยนไปซื้อสินค้าหรือบริการจากคู่แข่งอยู่เรื่อย ๆ  ด้วยเหตุผลสารพัดเช่นเวลาที่มีโปรโมชั่นพิเศษ หรือมีสินค้าหรือบริการใหม่ที่แตกต่างจากเดิมเพียงเล็กน้อย  แบบนี้ต้องถือว่าบริษัทไม่ค่อยมี Value เท่าไรนัก
สัญญาณที่สี่ก็คือ  Profit [...]

โลกในมุมมองของ Value Investor             28 พฤษภาคม 53
ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
ในโลกของการลงทุนนั้น  มีแนวความคิดใหญ่ ๆ  น่าจะประมาณ 3 แบบนั่นคือ  Value Investment  ซึ่งเป็น  “โรงเรียน”  ที่เก่าที่สุดนำโดย เบน เกรแฮม  Growth Investment หรือการลงทุนในหุ้นที่เติบโตเร็วนำโดย ฟิลิปส์ ฟิสเชอร์  และ Passive Investment หรือการลงทุนที่ไม่ต้องเลือกหุ้นแต่ซื้อหุ้นทุกตัวที่อยู่ในดัชนีหรือในตลาดซึ่งเป็น  “โรงเรียน”  ล่าสุดที่นำโดยนักวิชาการการเงินแต่คนที่มีชื่อเสียงน่าจะเป็นกองทุนอิงดัชนี Vanguard ที่ก่อตั้งและบริหารโดย จอห์น โบเกิล  ส่วนแนวทางอื่น ๆ  นั้นมักเป็นแนวทางเล็ก ๆ ที่แตกแขนงออกไป  มีคนใช้และศึกษาน้อยเกินกว่าที่จะเรียกว่าเป็น  “โรงเรียน”
แนวทางของ Value Investment นั้น  มีหลักการที่เข้มข้นเป็นเรื่องเป็นราว   เป็นตำราที่ต้องใช้ศาสตร์หลาย ๆ  อย่างเฉพาะอย่างยิ่งทางการเงินในการวิเคราะห์หามูลค่าที่แท้จริงของหลักทรัพย์  ดังนั้น  คนที่ศึกษาจำเป็นต้องมีความรู้หลายอย่างรวมถึงความสามารถในการคำนวณทางการเงินถึงจะเข้าใจได้ลึกซึ้ง  หนังสือที่เป็น  “ไบเบิล” ของ Value [...]

โลกในมุมมองของ Value Investor               15 พฤษภาคม 53
ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
นักลงทุนนั้น  ว่ากันว่าเป็นคนที่มีความทรงจำสั้นมาก  เหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นเขาจะจำได้ติดตา  เช่น  วิกฤติที่ทำให้ตลาดหุ้นตกต่ำอย่างหนักและเหตุผลที่ทำให้เกิดวิกฤตินั้น  เมื่อเวลาผ่านไป  บางทีก็ไม่นานนัก  พวกเขาก็จะลืมเหตุการณ์เลวร้ายนั้นรวมถึงสาเหตุที่ทำให้เกิดขึ้น  พวกเขาซื้อขายหุ้นโดยไม่สนใจประวัติศาสตร์หรือสนใจน้อยมาก  นั่นทำให้ประวัติศาสตร์การเงิน  “ซ้ำรอย”  ครั้งแล้วครั้งเล่า  เราไม่เคยเรียนรู้จากประวัติศาสตร์โดยเฉพาะเมื่อมันผ่านไปนานแล้ว
เพื่อที่จะเรียนรู้จากความผิดพลาดในอดีต  เราจำเป็นที่จะต้องรู้ว่ามันเกิดความผิดพลาดขึ้น  ในเรื่องอื่น ๆ  นั้น   ความผิดพลาดเป็นเรื่องที่เรามักจะมองเห็นได้อย่างชัดเจน  แต่ในเรื่องของการลงทุนนั้น  บางทีเราก็ไม่รู้ว่ามันมีความผิดพลาดขึ้น  เหตุผลก็คือ  มีจิตวิทยาบางอย่างที่อาจจะบดบังความเข้าใจที่ถูกต้องของเรา
จิตวิทยาข้อแรกก็คือ  “ดีเป็นเพราะฝีมือเรา แย่เป็นเพราะคนอื่นหรือเรื่องอื่น”   หรือที่เรียกว่า  Self-Attribution Bias นี่เป็นจิตวิทยาของมนุษย์ทั่ว ๆ  ไป   อย่างเช่นเวลาที่เราเล่นกีฬา  ทีมที่ชนะส่วนใหญ่ก็จะบอกว่าเป็นเพราะฝีมือของทีม  แต่เวลาแพ้  บางทีก็โทษกรรมการหรือโทษโชคชะตา  ทั้ง ๆ  ที่ข้อเท็จจริงก็คือ  ฝีมือสู้เขาไม่ได้หรือใช้กลยุทธ์ในการแข่งขันที่ผิดพลาด  เช่นเดียวกัน  เวลาที่เราลงทุนและได้กำไรดีนั้น  เรามักจะคิดว่าเป็นฝีมือของเรา   แต่เวลาขาดทุน  บางครั้งเราก็คิดว่ามันเป็นสาเหตุอื่นหรือโชคร้ายหรือเหตุบังเอิญที่เราไม่อาจคาดได้   การไม่ยอมรับความผิดพลาดของตนเองนั้น  ย่อมทำให้เราไม่สามารถปรับปรุงแก้ไขข้อบกพร่องนั้นได้
จิตวิทยาข้อสองก็คือสิ่งที่ผมอยากจะใช้สำนวนว่า  “ผมว่าแล้ว”  นี่คือสิ่งที่คนเราเห็นผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นก่อนที่จะกลับไปอธิบายเหตุผลที่ทำให้มันเกิดขึ้นหรือที่เรียกในทางวิชาการว่า  Hindsight [...]

โลกในมุมมองของ Value Investor            8 พฤษภาคม 53
ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
ข้อสังเกตของผมอย่างหนึ่งสำหรับนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จก็คือ  หลาย ๆ คนมีความเชี่ยวชาญในหุ้นบางกลุ่มหรือบางแบบเป็นพิเศษ  บางคนก็เชี่ยวชาญในการเล่นหุ้นด้วยเทคนิคบางอย่าง  ถ้าจะพูดแบบ วอเร็น บัฟเฟตต์ ก็คือ  พวกเขามักลงทุนภายใต้  Circle Of Competence หรือ  “ขอบเขตของความรอบรู้”  ที่ตนมีอยู่หรือได้สร้างขึ้นมา
ลองมาดูว่าขอบเขตของความรอบรู้  (COC) ที่ผมพอจะนึกได้ว่ามีคนใช้และทำเงินให้ได้มากมายในตลาดหุ้นไทยมีอะไรบ้าง
COC แรกที่ผมจะพูดถึงก็คือ  การปั่นหุ้น  นี่คือวิธีทำเงินที่ได้ผลดีมากในช่วงที่ตลาดหุ้นไทยเป็นกระทิงที่ร้อนแรงย้อนหลังไปไม่ต่ำกว่า 15-20 ปี โดยเฉพาะในช่วงที่กฏหมายกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ยังไม่มีผลในการควบคุม   คนที่รวยจากการปั่นหุ้นในยุคนั้น  จำนวนไม่น้อยก็  “เจ๊ง”  ไปจากภาวะวิกฤติ  ความผิดพลาด  และอาจจะเกิดจากการ  “หักหลัง” และอื่น ๆ  แต่ผมคิดว่าหลาย ๆ คนก็ยังรวยอยู่จนถึงทุกวันนี้    ในปัจจุบัน  ผมคิดว่านี่ก็ยังน่าจะเป็น  COC  ที่สามารถทำเงินได้เป็นกอบเป็นกำ  เพียงแต่การปั่นหุ้นในวันนี้อาจจะต้องมีกรรมวิธีที่ซับซ้อนขึ้นและคนที่ทำได้อาจจะต้องมีคุณสมบัติส่วนตัวเฉพาะ  เช่น  เป็นคนมีเงินมากพอสมควรและอาจจะต้องมีความกล้าได้กล้าเสียและกล้าเสี่ยงกับการถูกจับหรือชื่อเสียงส่วนตัวด้วย
COC ที่สองนั้นน่าจะใกล้เคียงกับอันแรก  นั่นก็คือ  การเก็งกำไร   นี่เป็นความเชี่ยวชาญในการ  “เล่นหุ้น” [...]

โลกในมุมมองของ Value Investor           1 พฤษภาคม 2553
ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
ครั้งหนึ่งในที่ประชุมผู้ถือหุ้นของเบิร์กไชร์ แฮททาเวย์  มีคนถามว่าวัน ๆ หนึ่ง วอเร็น บัฟเฟตต์ ทำอะไรบ้าง  บัฟเฟตต์ตอบว่า ส่วนใหญ่เขาอ่านหนังสือและพูดโทรศัพท์  เสร็จแล้วบัฟเฟตต์ก็หันไปถาม ชาร์ลี มังเกอร์ เพื่อนซี้และรองประธานของเบิร์กไชร์ ว่าเขาทำอะไรในแต่ละวัน  มังเกอร์ตอบว่า
“คำถามนี้ทำให้ผมนึกถึงเพื่อนคนหนึ่งในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองที่ประจำการอยู่ในหน่วยของทหารที่ไม่มีอะไรทำ”   มังเกอร์เล่าต่อว่า  “นายพลคนหนึ่งได้เข้ามาพบกับกับตันกลอทซ์ซึ่งเป็นเจ้านายของเพื่อนผมและก็ถามว่า  ‘กับตันกลอทซ์  คุณทำอะไรบ้าง’  เจ้านายของเพื่อนผมตอบว่า ‘ไม่มีอะไรซักอย่างเลยครับ’  ท่านนายพลโกรธมากและหันมาถามเพื่อนผมว่า ‘แล้วแกล่ะทำอะไร’  เพื่อนผมตอบว่า  ‘ผมก็ช่วยงานกับตันกลอทซ์’  และนั่นก็คือคำอธิบายสิ่งที่ผมทำอยู่ที่เบิร์กไชร์ได้ดีที่สุด”
ดูเหมือนว่าวอเร็นบัฟเฟตต์ในฐานะของการเป็นนักลงทุนแบบ VI นั้น  ไม่ค่อยมีงานอะไรทำ   เช่นเดียวกัน  ชาร์ลี มังเกอร์ ซึ่งก็เป็นนักลงทุนระดับเซียนที่ช่วยบัฟเฟตต์ลงทุนก็ไม่ค่อยมีอะไรทำเหมือนกัน   ลองมาดูว่าวัน ๆ หนึ่งบัฟเฟตต์ทำอะไรบ้าง
ปกติบัฟเฟตต์ตื่นประมาณ 6.45 น.  แล้วก็อ่านหนังสือพิมพ์หลายฉบับ  บางครั้งก็เข้าไปอ่านในอินเตอร์เน็ตบ้างเพื่อดูว่ามีอะไรเกิดขึ้น  เขาไปถึงที่ทำงานประมาณ 9.00 น. หรือบางทีก็ 8.00 น. ขึ้นอยู่กับว่าจะมีอะไรต้องทำ  [...]

โลกในมุมมองของ Value Investor           24 เมษายน 53
ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
ความร่ำรวยมหาศาลที่ได้มาอย่างสุจริตนั้น  ในอดีตมักจะมาจากการทำธุรกิจและการซื้อที่ดิน  มีคำพูดที่ว่า  คนจีนนั้นร่ำรวยจากการทำธุรกิจและอาศัยอยู่ในเมือง   ส่วน “แขก” นั้น  จับจองที่ดินผืนใหญ่ชานเมืองเลี้ยงวัวและก็ร่ำรวยมหาศาลจากราคาที่ดินที่เพิ่มขึ้น  มาถึงยุคปัจจุบัน  การทำธุรกิจก็ยังเป็นหนทางที่ทำให้ร่ำรวยได้มหาศาล  แต่ก็ยากขึ้นมากสำหรับคนที่ไม่ได้มีต้นทุนเดิมที่ใหญ่พอ  พูดง่าย ๆ  สำหรับคนไทยที่ไม่ได้มีพ่อแม่ที่มีฐานะร่ำรวย  การเริ่มธุรกิจที่จะสามารถเติบโตมหาศาลก็ยากมาก  เพราะในเมืองไทยเราไม่มีอุตสาหกรรม “ไซเบอร์” ที่มีศักยภาพพอที่จะทำให้คนตัวเล็ก ๆ  สร้างธุรกิจจนร่ำรวยได้ง่ายเหมือนอย่างในอเมริกาหรือจีน  ส่วนเรื่องที่ดินนั้น  สำหรับคนที่มีเงินมาก  การเล่นที่ก็ยังเป็นหนทางสร้างความมั่งคั่งที่น่าจะโดดเด่นไม่แพ้การทำธุรกิจ  อย่างไรก็ตาม  เป็นเรื่องยากมากที่คนมีเงินน้อยจะเข้าไปเล่นที่ได้  การจับจองที่ดินถูก ๆ  เพื่อ “เลี้ยงวัว” ไม่มีอีกแล้ว
โชคดีที่ตลาดหุ้นเกิดขึ้น  คน  “ตัวเล็กตัวน้อย”  นั่นก็คือนักลงทุนที่มีเงินเพียงน้อยนิดสามารถ “ซื้อธุรกิจ”  ในตลาดหลักทรัพย์  เป็นเจ้าของหุ้นบางส่วนของธุรกิจที่มีผลการดำเนินงานที่ดีหรือเป็นธุรกิจที่ดีที่สุดของประเทศได้  ผลก็คือ  นักลงทุนบางคนสามารถที่จะสร้างความมั่งคั่งและร่ำรวยมหาศาลได้ทั้งที่ไม่ได้มีต้นทุนเงินมากมายในตอนเริ่มแรก  และเมื่อเวลาผ่านไปนานกว่านี้อีก  ผมเชื่อว่าจะมีคนร่ำรวยจากการ “ทำธุรกิจ”  ผ่านตลาดหุ้นมากขึ้นเรื่อย ๆ   ผมยังเชื่อด้วยว่า  ในที่สุด  คนที่รวยโดยการทำธุรกิจผ่านตลาดหุ้นจะเป็นเรื่อง  “ปกติ”  เช่นเดียวกับคนที่รวยจากการทำธุรกิจด้วยตนเอง
คนที่รวยจากการเล่นที่นั้น  [...]

โลกในมุมมองของ Value Investor           17 เมษายน 53
ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
นักวิเคราะห์หุ้นแบบ Value นั้น  แตกต่างจากนักวิเคราะห์หุ้น “มืออาชีพ”  ทั่วไปในเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งก็คือ  Value Investor ให้ความสำคัญอย่างมากกับการวิเคราะห์ “กิจการ”  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการตลาดของบริษัท  และด้านการตลาดที่ว่าก็คือ  ความสามารถในการแข่งขันของบริษัทเมื่อเทียบกับคู่แข่งในระยะยาว   การแข่งขัน  หรือถ้าจะพูดให้โก้เก๋ก็คือ  “สงคราม” การตลาดระหว่างบริษัทกับคู่ต่อสู้นั้น  เป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่เราจะต้องวิเคราะห์พิจารณา  เพราะถ้าวิเคราะห์ได้ว่าใครจะเป็นผู้ชนะในสงคราม  เราก็จะรู้ว่าบริษัทไหนจะรุ่งและบริษัทไหนจะร่วง  ในเรื่องนี้ อัล รีส  และแจ๊ค เทร้าท์  กูรูการตลาดระดับเซียนได้เขียนไว้นานแล้วในหนังสือเรื่อง  Marketing Warfare  พวกเขาอธิบายว่าสงครามการตลาดนั้น  ไม่ได้แตกต่างจากสงครามจริงมากนักในด้านของกลยุทธ์ต่าง ๆ  ที่ควรนำมาใช้  กฏของสงคราม  ซึ่งคิดค้นโดย  คาร์ล วอน คลอสวิตซ์  “บิดาแห่งการสงคราม”  สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับการตลาดได้อย่างเยี่ยมยอด  และต่อไปนี้ก็คือกฏที่สำคัญที่สุดบางข้อที่นักลงทุนควรรู้
กฏข้อแรกก็คือ  ฝ่ายที่มีทรัพยากรมากกว่าจะเป็นผู้ชนะ  ในสงครามทุกครั้ง  กองทัพที่มีไพร่พลมากกว่าย่อมเป็นผู้ชนะ  อย่าไปพูดถึงเรื่องของคุณภาพของคน  ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดก็คือสงครามโลกครั้งที่สอง  ที่เยอรมันพ่ายแพ้แก่สัมพันธมิตรที่มีกำลังพลและทรัพยากรต่าง ๆ  มากกว่ามาก [...]