Thursday, March 11th, 2010

โลกในมุมมองของ Value Investor           6 มีนาคม 53
การลงทุนแบบ Value Investment ในเมืองไทยนั้นน่าจะเริ่มขึ้นอย่างเป็นจริงเป็นจังหลังจากปี 2540 ซึ่งเป็นปีวิกฤติเศรษฐกิจไทยและหลังจากการตีพิมพ์หนังสือเรื่อง  “ตีแตก”  ของผมในราวปี 2542   นั่นเป็นปีเริ่มต้นที่  “เข้าตำรา”  โหร  นั่นคือ  ดวง “ตกฟาก”  ของ VI เหมาะสม  เป็น “ดวง” ที่ดีมาก  เพราะหลังจากการตกต่ำอย่างหนักของตลาดหุ้นในช่วงนั้นทำให้ตลาดเต็มไปด้วยหุ้นที่มีราคาถูกอย่างไม่น่าเชื่อ  ผมยังจำได้ว่ามีหุ้นของกิจการที่มั่นคงแข็งแกร่ง  เป็นผู้นำอันดับหนึ่งในอุตสาหกรรมอาหารที่เป็นสิ่งจำเป็นในชีวิต  ที่ยังมียอดขายดีมากในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจ  มีกำไรและปันผลที่สูงมาก  ฐานะการเงินแข็งแกร่งไม่มีหนี้สินจากสถาบันการเงิน   แต่ราคาของมันคิดเป็นค่า PE แค่  5  เท่า  ค่า PB  ไม่เกิน 1 เท่า  และจ่ายปันผลเมื่อเทียบกับราคาหุ้นถึง 10%  ต่อปี  ดังนั้น  การลงทุนซื้อหุ้นแบบนี้ซึ่งก็คือหุ้นแบบ VI จึงเป็นการลงทุน  “ในฝัน”  และเมื่อเวลาผ่านไป  มันก็พิสูจน์ให้เห็นว่าเป็นการลงทุนที่ดีและได้ผลตอบแทนที่งดงามมาก
ว่าไปแล้ว  ดวงตกฟากของ  VI ในเมืองไทยก็เหมือนกับดวงตกฟากของ [...]

โลกในมุมมองของ Value Investor          28 กุมภาพันธ์ 53
ประเทศไทยในช่วงหลายปีที่ผ่านมาดูเหมือนว่าจะตกอยู่ในภาวะยุ่งเหยิงทางการเมืองอย่างไม่มีที่สิ้นสุด  หลาย ๆ  คนมองว่าถ้าแก้ไม่ตก  เราอาจจะกลายเป็น  Failed State หรือ  “รัฐที่ล้มเหลว”  นั่นคือ  บ้านเมืองไม่มีขื่อมีแป  ประชาชนแตกแยกและต่อสู้ทำร้ายกันเองและไม่มีใครสามารถปกครองหรือรักษาความสงบเรียบร้อยกันได้  และถ้าเป็นอย่างนั้น  เศรษฐกิจก็จะพังทลาย   มองมาที่หุ้นและตลาดหุ้น  นักวิเคราะห์และคอมเม้นเตเตอร์จำนวนมากต่างก็พูดถึงเหตุการและสถานการณ์ทางการเมืองที่  “รุนแรง”  ที่เกิดขึ้นว่าจะทำให้ตลาดหุ้น  “ตกอย่างหนัก”  และแนะนำว่าควร  “ลดพอร์ตลงทุน”  หลีกเลี่ยงการถือหุ้นจนกว่าสถานการณ์ทางการเมืองจะ  “ชัดเจนกว่านี้”  แต่สถานการณ์ทางการเมืองก็ไม่เคยชัดเจนและไม่ดีขึ้น  เช่นเดียวกัน  ประเทศก็ไม่ได้กลายเป็นรัฐที่ล้มเหลว  เช่นเดียวกัน  เศรษฐกิจก็ไม่ได้พังทลาย   และเช่นเดียวกัน  ตลาดหุ้นก็ไม่ได้ตกอย่างหนัก    ดูเหมือนว่าทุกอย่างก็ดำเนินไปตามครรลองของมัน   ยกเว้นแต่เรื่องของการเมืองที่ก็ยัง  “ล้าหลัง”  อยู่เหมือนเดิม
เรื่องของการเมืองที่จะมีผลกระทบต่อตลาดหุ้นนั้น   ดูเหมือนว่าคนจะเชื่อกันว่ามันมีผลกระทบที่รุนแรง  เราถูกสอนหรือถูกทำให้ฝังใจกันมานานว่า   การเมืองคือปัจจัยสำคัญในการกำหนดทุกอย่างในประเทศ  ถ้าการเมืองมีปัญหาหรือมี  “วิกฤติ”   เศรษฐกิจก็ไปไม่ได้  และแน่นอน  ตลาดหุ้นก็จะต้องตกอย่างรุนแรง  ดังนั้น  พอเกิดปัญหาทางการเมืองขึ้น  คนก็มีแนวโน้มจะขายหุ้นทิ้ง  ทำให้หุ้นตก   แต่ถ้าปัญหาการเมืองนั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับภาวะเศรษฐกิจหรือการดำเนินการของบริษัทจดทะเบียนโดยตรง  เมื่อเวลาผ่านไปนักลงทุนก็เริ่มเห็นและกลับเข้ามาซื้อหุ้นใหม่  หุ้นและตลาดหุ้นก็จะปรับตัวขึ้น  ผลก็คือ  [...]

โลกในมุมมองของ Value Investor            20 กุมภาพันธ์ 53
ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
เรื่องราวของเครื่องตรวจจับระเบิดที่ชื่อว่า TG 200 ซึ่งมีการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์แล้วว่าไม่สามารถตรวจระเบิดได้จริงแต่คนที่ใช้เองก็ยังยืนยันว่าใช้ได้ผลและจะยังใช้ต่อไปตราบที่ยังไม่มีเครื่องมืออื่นมาทดแทนนั้น   ผมคิดว่าไม่ใช่เรื่องที่ผิดปกติแต่อย่างใด  เพราะว่าที่จริงเรายังมีเรื่องอื่น ๆ  อีกมากที่คนมีพฤติกรรมแบบเดียวกับเรื่องของ GT 200 แม้ว่ารายละเอียดจะต่างกัน
สมัยหนึ่งเมื่อโรคเอดส์เพิ่งจะโด่งดังและมีผู้คนเป็นกันมาก  เราก็มียาซึ่งอ้างว่าทำจากสมุนไพรและเป็นสูตรลับซึ่งผู้ผลิตบอกว่าสามารถรักษาคนที่เป็นให้หายได้อย่างน่ามหัศจรรย์  ผู้คนแห่กันไปขอซื้อมาใช้กันอย่างล้นหลาม   แต่ต่อมาก็มีการพิสูจน์โดยวิชาการแพทย์มาตรฐานว่าเป็นยาที่ใช้ไม่ได้  อย่างไรก็ตาม  ช่วงนั้นคนที่เป็นเอดส์จำนวนมากก็ยังยืนยันที่จะใช้อยู่
เรื่องยารักษาโรคเอดส์นั้นก็เป็นเพียงอีกเรื่องหนึ่งที่มาแล้วก็หายไปเช่นเดียวกับเรื่อง “ยามหัศจรรย์” ของ  “ป้าเช็ง” ที่นอกจากไม่สามารถรักษาให้โรคหายแล้ว  บางรายยังมีปัญหารุนแรงขนาดทำให้ตาบอดได้   อย่างไรก็ตาม ถึงวันนี้ผมคิดว่าถ้าเปิดขายก็น่าจะยังมีคนมาซื้อไปใช้อยู่
เรื่องที่กล่าวมาข้างต้นนั้น  ผมคิดว่าเมื่อเวลาผ่านไปมันก็คงจะล้มหายไป   แต่ยังมีเรื่องทำนองแบบนี้อีกมากที่จะยังอยู่กับเราไปเรื่อย  ตัวอย่างที่ชัดเจนก็น่าจะรวมถึงการ  “ดูหมอ”  โดยเฉพาะหมอดัง ๆ  อย่างหมอดู “อีที” ที่พม่า  เรื่องของความมหัศจรรย์ของเทคนิคในการสร้างพลังทางจิตใจหรือใช้ความคิดที่จะทำให้เราประสบความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่หรือแก้ปัญหาที่รุนแรงบางอย่างได้เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่มีมาอยู่เรื่อย ๆ พร้อมกับชื่อที่เปลี่ยนไป  และสุดท้ายที่เกี่ยวกับหุ้นก็คือ  สูตรหรือเครื่องมือในการเล่นหุ้นที่จะได้กำไรเป็นกอบเป็นกำเช่น  เครื่องมือ  “ทางเทคนิค” หรือการวิเคราะห์ทางเท็คนิค  หรือการใช้กฏเกณฑ์แน่นอนที่อิงกับข้อมูลพื้นฐานของกิจการแนว VI  มาทำการซื้อหรือขายหุ้นที่เรียกว่า  Mechanical Rule เพื่อทำกำไรมากกว่าปกติ  เหล่านี้คือสิ่งที่เกิดขึ้นและดังเป็นระยะ ๆ [...]

โลกในมุมมองของ Value Investor              13 กุมภาพันธ์ 53
ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
ในการวิเคราะห์หุ้นแบบ VI นั้น   เราจำเป็นต้องวิเคราะห์ธุรกิจของบริษัท  ในการวิเคราะห์ธุรกิจของบริษัทนั้น   เราจำเป็นต้องวิเคราะห์การแข่งขันระหว่างบริษัทกับบริษัทอื่นในอุตสาหกรรมหรือธุรกิจเดียวกัน   ในการวิเคราะห์การแข่งขันเราต้องวิเคราะห์ว่าบริษัทและคู่แข่งต่าง ๆ  นั้นอยู่ใน  “ตำแหน่งทางการตลาด หรือมี  “Positioning” อย่างไร  คำว่า Positioning นั้นก็คือตำแหน่งของผลิตภัณฑ์  “ในจิตใจ” ของลูกค้า  เช่น  “รถยี่ห้อนี้เป็นรถที่หรูที่สุด”  “ยาสีฟันยี่ห้อนี้แก้เสียวฟันดีที่สุด”  “ผลิตภัณฑ์นี้ขายดีเป็นอันดับหนึ่ง”  “ร้านเครือข่ายสรรพสินค้านี้ขายดีเป็นอันดับสอง”  เป็นต้น  การวิเคราะห์เรื่อง Positioning นี้  จะทำให้รู้ว่าบริษัทไหนจะชนะหรือแพ้   กลยุทธอันไหนของบริษัทจะประสบความสำเร็จหรือล้มเหลว  พูดให้ง่ายก็คือ  ถ้าบริษัทหรือสินค้าของบริษัทอยู่ในตำแหน่งทางการตลาดที่ดีแล้วละก็  การแข่งขันก็จะได้เปรียบ  กำไรก็มักจะต้องดี  และที่สำคัญก็คือคู่แข่งจะเข้ามาแย่งตำแหน่งได้ยาก  และนี่คือแนวความคิดทางการตลาดที่นำเสนอโดย  แจ็ค เทร้า  กูรูทางการตลาดชื่อดัง
ประเด็นที่ผมจะพูดถึงต่อไปนี้ก็คือเรื่องคำว่า  “ในจิตใจ”  นั่นคือ  เรื่องของ Positioning นั้น  เป็นเรื่องของความเชื่อ  หรือความรู้สึก  ที่อาจจะไม่ใช่เรื่องจริงก็ได้  แต่นั่นไม่ใช่ประเด็น  ผลิตภัณฑ์ของคุณอาจจะดีที่สุดหรือปลอดภัยที่สุด  [...]

ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร           6 กุมภาพันธ์ 53
นักลงทุนที่รักความปลอดภัยแต่อยากได้ผลตอบแทนที่ดีมักจะมองหา  กองทุนอสังหาริมทรัพย์  เหตุผลก็คือ  กองทุนอสังหาริมทรัพย์นั้นเป็นเจ้าของหรือถือสิทธิ์การเช่าระยะยาวในอสังหาริมทรัพย์ที่มักจะมีรายได้อยู่แล้ว   รายได้ที่ได้ก็มักเป็นรายได้ที่ค่อนข้างจะ  “แน่นอน”  เพราะมักเป็นรายได้ค่าเช่า  “ระยะยาว”  ลูกค้าที่มาเช่าก็มักจะ “อยู่ยาว”   และที่สำคัญ   กำไรที่อสังหาริมทรัพย์ทำได้นั้น  จะส่งต่อให้กับผู้ถือหน่วยลงทุนโดยไม่ต้องเสียภาษี  คิดแล้วเป็นผลตอบแทนปีละประมาณ  7-8 % หรือมากกว่านั้น  และนี่เป็นผลตอบแทนในปีแรก ๆ  เท่านั้น   อนาคตค่าเช่าอาจจะปรับเพิ่มขึ้นและผลตอบแทนก็อาจจะสูงขึ้น  ฟังดูแล้วมีแต่เรื่องดี ๆ   ความเสี่ยงในการลงทุนต่ำกว่าหุ้นมากขณะที่ผลตอบแทนดูเหมือนจะพอ ๆ  กัน  แต่ผมเองก็ยังมีข้อที่ยังไม่ค่อยแน่ใจตามประสา Value Investor ที่ไม่ยอมเชื่ออะไรง่าย ๆ  และต้องระมัดระวัง  โดยเฉพาะกับอะไรที่  “ดีเกินไป”  ข้อสังเกตและความคิดของผมก็คือ
หนึ่ง  ถ้ามันดีมากจริง ๆ  เจ้าของอสังหาริมทรัพย์ทำไมเอาทรัพย์สินมาขายให้กองทุน  เก็บเอาไว้  “กินเอง”  ไม่ดีกว่าหรือ  อย่างไรก็ตาม  ข้อนี้ก็มีข้อโต้เถียงได้ว่า  เจ้าของอาจจะต้องการเงินเพื่อเอาไปพัฒนาอสังหาริมทรัพย์โครงการใหม่และไม่อยากจะกู้เงินมากเกินไป  นอกจากนั้น  การขายเข้ากองทุนทำให้ไม่ต้องเสียภาษีนิติบุคคลซึ่งทำให้โครงการมีมูลค่าเพิ่มขึ้น  เหนือสิ่งอื่นใด  เจ้าของก็มักจะยังตามไปถือหน่วยลงทุนประมาณ 30% ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นว่า  [...]

มนตรี นิพิฐวิทยา  20 มิถุนายน 2551
เมื่อ เอ่ยถึงการลงทุนในบริษัทเกิดใหม่ เราต่างก็นึกถึงความเสี่ยงที่สูงที่สุดคือการที่บริษัทเกิดใหม่นั้นมักจะไป ไม่รอดในช่วง 3-5 ปีแรกของการดำเนินงาน แต่ก็มีบริษัทไม่น้อยที่ผ่านช่วงยากลำบากมาได้ และกลายเป็นบริษัทที่ใหญ่ติดอันดับโลก
บริษัทเกิดใหม่เหล่านี้ หากเป็นบริษัทที่มีการดำเนินธุรกิจที่น่าสนใจ และอาจเตะตาเหล่ากองทุนที่ยอมเสี่ยงไปกับบริษัทด้วย (Venture Capital) บริษัทเล็กๆที่เกิดใหม่นั้นอาจกลายเป็นบริษัทที่ใหญ่โตและมีชื่อเสียงได้ สิ่งที่ผมอยากนำมาเล่ากันในครั้งนี้คือ เหล่าผู้จัดการกองทุนที่บริษัทกองทุนร่วมเสี่ยง (Venture Capitalists) มีหลักการและเหตุผลอย่างไรในการเลือกที่จะทุ่มเงินลงทุน ไปในบริษัทที่เกิดใหม่ และมีความเสี่ยงที่สูง ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง การผลิต การตลาด และเรื่องบุคลากร ผมเชื่อว่าหลักการเดียวกันนี้สามารถนำมาใช้ได้กลับบริษัทที่มีอยู่แล้วใน บ้านเราได้เช่นกัน
จากการ สัมภาษณ์ผู้จัดการกองทุน Venture Capital 4 คนโดย Harvard Business School ด้วยคำถามเดียวกัน สาม [...]

โดย วิบูลย์ พึงประเสริฐ 6 มิถุนายน 2551
เท่าที่อ่านบทวิเคาระห์เกี่ยว กับตลาดหุ้นไทยมาหลายปี นักวิเคาระห์ดัชนีตลาดหุ้นไทยมักออกมาฟันธงว่าหุ้นไทยจะไป 1,000 จุดเป็นประจำทุกปี เป็นเวลาอย่างน้อย 4-5 ปีติดต่อกัน นับตั้งแต่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจในปี 2540 เป็นต้นมา ดัชีหุ้นไทยไม่เคยขึ้นไปสูงเกิน 1,000 จุดสักครั้งเดียว จุดที่ใกล้เคียงที่สุดคือในช่วงปลายปี 2547 ที่ผ่านมา ดัชนีหุ้นขึ้นไปถึง 920 จุดก่อนที่เกิดปัญหาซับไพร์มต้นปีจนดัชนีร่วงลงไปถึง 720 จุดก่อนที่ปรับตัวกลับมาที่ 870 จุดในเดือนพฤษภาคม และลงมาเหลือ 800 จุดในปัจจุบันภายในเวลาสองสามอาทิตย์
เมื่อเทียบกับตลาดหุ้นใน ประเทศอาเซียนที่เกิดวิกฤตค่าเงินด้วยกันแล้ว ดัชนีหุ้นประเทศอื่นๆในแถบนี้ต่างปรับตัวเกิน1,000 จุดไปนานแล้ว ไม่นับตลาดหุ้นจีนที่กำลังร้อนแรง หรือตลาดหุ้นเวียดนามที่เพิ่งเปิดดำเนินการต่างมีดัชนีแซงหน้าตลาดหุ้นไทยไป กันแทบทุกประเทศ ตัวอย่างเช่น [...]

มนตรี นิพิฐวิทยา  30 พฤษภาคม 2551
ฉบับ ที่แล้วเราคุยกันเรื่อง PE Ratio มาคราวนี้ขอคุยเรื่อง PBV Ratio กันบ้าง เพราะอัตราส่วนสองตัวนี้นักลงทุนมักนำมาใช้ร่วมกันเสมอๆ
BV หรือ Book Value แปลเป็นไทยคือ มูลค่าตามบัญชี ซึ่งก็คือมูลค่าส่วนผู้ถือหุ้น หรือถ้าความหมายจริงๆก็คือ มูลค่าของทรัพย์สินที่หักด้วยหนี้สินแล้ว เหลือเป็นมูลค่าของผู้ถือหุ้นเท่าไร
เนื่องจากเป็นมูลค่าทางบัญชี มันจึงเกิดปัญหาขึ้นมาคือ การลงบัญชีนั้นแต่ละบริษัทอาจบันทึกสินทรัพย์และหนี้สินแตกต่างกันไป เช่นสินทรัพย์ถูกกำหนดให้บันทึกมูลค่าที่ราคาทุน คือราคาที่ได้สินทรัพย์นั้นมา บางบริษัทมีที่ดินที่บันทึกไว้เมื่อ 20ปี ที่แล้ว พอมาถึงปัจจุบันมูลค่าของที่ดินเพิ่มขึ้นมาหลายเท่าตัว แต่มูลค่าที่บันทึกลงในบัญชีนั้นยังมีมูลค่าเท่ากับเมื่อ20ปี ที่แล้ว หากไม่มีการประเมินมูลค่าและบันทึกบัญชีใหม่มูลค่าก็ยังคงบันทึกเอาไว้เท่า เดิม            มูลค่า ทางบัญชีนี้ถ้าหากเราเข้าใจลึกซึ้งก็สามารถช่วยให้เราค้นพบบริษัทที่น่าลง ทุนได้ไม่ยาก ยกตัวอย่างเช่น บริษัทมีเครื่องจักรผลิตสินค้าอยู่เครื่องหนึ่ง สามารถผลิตสินค้าที่เป็นที่ต้องการของตลาดในขณะนั้นได้เป็นอย่างดี พอเวลาผ่านไป [...]

มนตรี นิพิฐวิทยา 9 พฤษภาคม 2551
เข้าใจความหมายของ PE Ratio
นักลงทุนเกือบทุกคนถูกสอนให้เชื่อว่า หุ้นที่PE ต่ำๆ(ต่ำกว่า 10 เท่า) ถือเป็นหุ้นที่มีราคาถูก ยิ่งPE ต่ำยิ่งถูก น่าซื้อมาก แต่ทำไมหุ้นที่PEต่ำก็ยังคงต่ำอยู่อย่างนั้น? หุ้นที่ PE สูงก็ยังคงสูงอยู่อย่างนั้น?
ความ เข้าใจเรื่องค่าPE นี้ไม่ได้ผิดครับ แต่ยังขาดส่วนประกอบที่สำคัญในการพิจารณาค่าๆนี้ ไม่เช่นนั้นเราจะใช้ค่านี้กันแบบไม่เข้าใจ และยังคงคิดกันอยู่ว่าหุ้นที่PEต่ำ เป็นหุ้นที่มีราคาถูกกว่ามูลค่า
การ คำนวณPE Ratio อย่างที่เราๆทำกันแบบง่ายๆคือ
PE สำหรับปีที่ผ่านมาเราจะใช้ ราคาปัจจุบันหารด้วยกำไรต่อหุ้นในปีที่ผ่านมา
PE สำหรับปีปัจจุบันเราจะต้อง ประเมินกำไรต่อหุ้นในปีปัจจุบัน แล้วเอาราคาหุ้นปัจจุบันหารด้วยกำไรต่อหุ้นที่ประเมินได้
ที่เราควรใช้คือ PE ปีปัจจุบัน ซึ่งจำเป็นต้องประเมินกำไรต่อหุ้นไปจนถึงสิ้นปี ความยากก็อยู่ที่การประเมินกำไรต่อหุ้นนี่แหละครับ
และนี่เองคือค่าPE Ratioที่เราๆท่านๆนิยมใช้กัน อย่างแพร่หลาย แต่เดี๋ยวเราจะมาดูว่าส่วนประกอบที่เป็นตัวกำหนดให้PEนั้น สูงหรือต่ำประกอบไปด้วยปัจจัยอะไรบ้าง
มูลค่าหุ้นนั้นจะถูกกำหนดโดยกระแสเงิน สดที่กิจการสร้างขึ้นในอนาคตของสินทรัพย์เดิมที่บริษัทมีอยู่ [...]

โดย วิบูลย์ พึงประเสริฐ 18 เมษายน 2551
นิทาน สมัยเด็กเรื่องหนึ่งเป็นที่นิยมมากคือเรื่อง”แจ็คผู้ฆ่ายักษ์” เรื่องมีอยู่ว่าแจ็คเป็นเด็กตัวเล็กๆคนหนึ่งอาศัยอยู่กับพ่อ วันหนึ่งพ่อให้แจ็คเอาวัวไปขายที่ตลาด แต่แจ๊คกลับแลกวัวกับเมล็ดถั่ว เมื่อกลับถึงบ้านพ่อโกรธมาก ปาเมล็ดถั่วที่ได้มาทิ้งไปนอกบ้าน แจ๊คเสียใจมาก แต่พอวันรุ่งขึ้นปรากฏว่าถั่วที่ทิ้งไป กลายเป็นต้นถั่วขนาดยักษ์สูงขึ้นไปถึงเมฆ แจ๊คยากรู้ว่ามีอะไรอย่ข้างบนจึงปีนต้นถั่วขึ้นไปเจอยักษ์ตนหนึ่ง ยักษ์เห็นแจ๊คเข้ามาในเขตแดนของตนจึงวิ่งไล่ แจ็คปีนลงมาถึงข้างล่างก่อน จึงฟันต้นถั่วทิ้ง ยักษ์เลยตกลงมาตาย
คิดว่า หลายท่านคงเคยได้ยินนิทานเรื่องนี้มาแล้ว ถ้าเปรียบเทียบนักลงทุนในตลาดหุ้นกับนิทานเรื่องนี้จะพบว่า นักลงทุนรายย่อยในตลาดหุ้นบ้านเราคงเปรียบได้กับ”แจ๊ค” ส่วน นักลงทุนสถาบันหรือนักลงทุนต่างชาติที่มีเงินลงทุนมากคงเหมือนกับ”ยักษ์”ใน นิทาน
นักลง ทุนรายย่อยมักคิดว่าตนเองมีเงินลงทุนและข้อมูลน้อยกว่านักลงทุนรายใหญ่ เลยคิดว่าตนเอง”เสียเปรียบ”ในการลงทุน แต่ในความเป็นจริงแล้วแจ๊คสามารถฆ่ายัักษ์ได้ นักลงทุนรายย่อยสามารถเป็นต่อนักลงทุนรายใหญ่ได้ด้วยเช่นเดียวกัน
เหตุผล หนึ่งที่นักลงทุนรายย่อยมีข้อ”ได้เปรียบ”นักลงทุนรายใหญ่อย่างนักลงทุน สถาบันคือนักลงทุนรายย่อยไม่ต้องติดข้อจำกัดของกลต. สำหรับนักลงทุนสถาบันที่ระดมเงินของประชาชนมาลงทุนในตลาดหุ้น เพื่อเป็นการปกป้องผู้ลงทุน กองทุนส่วนใหญ่มักถูกจำกัดด้วยกฏเกณท์ของการลงทุนที่ทางกลต.กำหนดเอาไว้ [...]