<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>thaivi.com &#187; Investment Guru</title>
	<atom:link href="http://www.thaivi.com/category/value-investing/investment-guru/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.thaivi.com</link>
	<description>Thai Value Investors</description>
	<lastBuildDate>Tue, 27 Jul 2010 04:17:12 +0000</lastBuildDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.8.4</generator>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
			<item>
		<title>เซอร์จอห์น เทมป์เพลตัน SIR JOHN TEMPLETON</title>
		<link>http://www.thaivi.com/2010/02/143/</link>
		<comments>http://www.thaivi.com/2010/02/143/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 05 Feb 2010 04:00:30 +0000</pubDate>
		<dc:creator>oatty</dc:creator>
				<category><![CDATA[Investment Guru]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.thaivi.com/?p=143</guid>
		<description><![CDATA[เกษียรแล้ว เคยเป็นหัวหน้า Templeton Investment Management.
รูป แบบการลงทุน เน้นการลงทุนแบบเน้นคุณค่ากระจายทั่วโลก
จอห์น  เทมป์เพลตัน เกิดในครอบครัวที่ยากจน  เขาเริ่มงานครั้งแรกกับบริษัทหลักทรัพย์ก่อนมีสงครามไม่นาน  การลงทุนครั้งแรกของเราเริ่มต้นจากเงินที่ยืมจากเจ้านายจำนวน 10,000 ดอลล่า  เขาสามารถลงทุนให้เกิดเป็นเงินทั้งสิ้น40,000 ดอลล่าภายในเวลา4ปี  โดยเขานำเงินจำนวนนั้นไปซื้อหุ้นจำนวน104บริษัทระหว่างที่สงครามกำลังรุนแรง  และขายออกหลังสงครามเลิก&#8230;&#8230;&#8230;..
หลังจากทำงาน แรกไม่นานเขาก็ก่อตั้งบริษัทที่ปรึกษาการลงทุนของเขาเอง และเมื่ออายุได้ 56  ปีเขาได้ขายมันไปและเริ่มต้นก่อตั้งกองทุนฃึ้นใหม่ชื่อว่า Templeton  Growth  กองทุนนี้สามารถสร้างผลดำเนินการได้ในระดับที่สูงติดอันดับตลอดระยะเวลา20ปี ทีเดียว  จากความสำเร็จนี้เกิดจากการที่เขาสามารถมองเห็นโอกาสในการลงทุนก่อนใคร  เช่นโอกาสในญี่ปุ่นช่วงยุค60  และการบูมธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในคานาดาช่วงปี70
ผลตอบแทนที่เคยทำได้
จาก ปี 1954-2000, กองทุนTempleton Growth สามารถสร้างผลตอบแทนได้โดยเฉลี่ย  15%ต่อปี
ความสำเร็จที่สำคัญ
เนื่องจากการใช้แนว การลงทุนแบบเน้นคุณค่าทำให้เขาลงทุนในหุ้นจำนวนมาก โดยเขามองว่า  ผลตอบแทนจากหุ้นเพียงบริษัทเดียวไม่สำคัญเท่าผลตอบแทนโดยรวมของทั้งportลง ทุน  อาจเป็นได้ว่าความสำเร็จที่สำคัญของเขาเกิดจากการลงทุนอย่างมากในตลาดหุ้น ญี่ปุ่นในช่วงปี1962 [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>เกษียรแล้ว เคยเป็นหัวหน้า Templeton Investment Management.</p>
<p><strong>รูป แบบการลงทุน</strong> เน้นการลงทุนแบบเน้นคุณค่ากระจายทั่วโลก</p>
<p>จอห์น  เทมป์เพลตัน เกิดในครอบครัวที่ยากจน  เขาเริ่มงานครั้งแรกกับบริษัทหลักทรัพย์ก่อนมีสงครามไม่นาน  การลงทุนครั้งแรกของเราเริ่มต้นจากเงินที่ยืมจากเจ้านายจำนวน 10,000 ดอลล่า  เขาสามารถลงทุนให้เกิดเป็นเงินทั้งสิ้น40,000 ดอลล่าภายในเวลา4ปี  โดยเขานำเงินจำนวนนั้นไปซื้อหุ้นจำนวน104บริษัทระหว่างที่สงครามกำลังรุนแรง  และขายออกหลังสงครามเลิก&#8230;&#8230;&#8230;..<br />
หลังจากทำงาน แรกไม่นานเขาก็ก่อตั้งบริษัทที่ปรึกษาการลงทุนของเขาเอง และเมื่ออายุได้ 56  ปีเขาได้ขายมันไปและเริ่มต้นก่อตั้งกองทุนฃึ้นใหม่ชื่อว่า Templeton  Growth  กองทุนนี้สามารถสร้างผลดำเนินการได้ในระดับที่สูงติดอันดับตลอดระยะเวลา20ปี ทีเดียว  จากความสำเร็จนี้เกิดจากการที่เขาสามารถมองเห็นโอกาสในการลงทุนก่อนใคร  เช่นโอกาสในญี่ปุ่นช่วงยุค60  และการบูมธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในคานาดาช่วงปี70<br />
ผลตอบแทนที่เคยทำได้<br />
จาก ปี 1954-2000, กองทุนTempleton Growth สามารถสร้างผลตอบแทนได้โดยเฉลี่ย  15%ต่อปี<br />
<strong>ความสำเร็จที่สำคัญ<br />
</strong>เนื่องจากการใช้แนว การลงทุนแบบเน้นคุณค่าทำให้เขาลงทุนในหุ้นจำนวนมาก โดยเขามองว่า  ผลตอบแทนจากหุ้นเพียงบริษัทเดียวไม่สำคัญเท่าผลตอบแทนโดยรวมของทั้งportลง ทุน  อาจเป็นได้ว่าความสำเร็จที่สำคัญของเขาเกิดจากการลงทุนอย่างมากในตลาดหุ้น ญี่ปุ่นในช่วงปี1962  ซึ่งเป็นช่วงที่ตลาดญี่ปุ่นเป็นตลาดที่โตเร็วมากในยุคนั้นจนถึงปี1990</p>
<p><strong>วิธี การและแนวทางการลงทุน<br />
</strong>เขาได้สรุปหลักการลงทุนของเขาเป็นทั้ง สิ้นหลักปฎิบัติ10ประการ  ซึ่งยังคงใช้เป็นหลักการในการลงทุนและการเลือกพิจารณาหุ้นอยู่ในบริษัทของ เขาจนทุกวันนี้</p>
<p>- ลงทุนเพื่อผลตอบแทนที่แท้จริง  วัตถุประสงค์หลักในการลงทุนระยะยาว  คือการสร้างผลตอบแทนหลังหักภาษีให้สูงที่สุด</p>
<p>-  เปิดใจให้กว้างตลอดเวลา เขาไม่เคยใช้หลักการลงทุนใดอย่างถาวร  เขามักมีการปรับวิธีการลงทุนให้ยืดหยุ่นเหมาะสมกับสถานการณ์  และเปิดใจให้กว้างเพื่อรับแนวความคิดใหม่ๆเสมอ</p>
<p>- ไม่ตามคนหมู่มาก  หากซื้อหุ้นตามคนหมู่มาก  เราก็มักจะได้รับผลตอบแทนแบบเดียวกันกับคนเหล่านั้น  การซื้อหุ้นควรทำเมื่อคนส่วนใหญ่เกิดความกลัว  และขายเมื่อคนส่วนใหญ่กำลังหึกเหิม  การจะทำอย่างนี้ได้ต้องอาศัยความอดทนที่ยิ่งใหญ่  แต่รางวัลที่ได้รับก็มักจะยิ่งใหญ่ไม่แพ้กัน</p>
<p>-  ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมมีการเปลี่ยนแปลง ตลาดที่ซบเซามักจะมีเป็นการชั่วคราว  หลังจากนั้นจะเป็นตลาดขาขึ้น</p>
<p>- หลีกเลี่ยงหุ้นที่กำลังเป็นที่นิยม  เพราะนักลงทุนเหล่านั้นอาจกำลังเลือกหุ้นที่ผิดพลาดหรือผิดจังหวะเวลาก็เป็น ได้</p>
<p>- เรียนรู้จากความผิดพลาดของตัวเอง</p>
<p>-  ซื้อหุ้นในช่วงที่ตลาดปกคลุ่มไปด้วยข่าวร้ายช่วงเวลาที่ตลาดปกคลุ่มไปด้วย ข่าวร้ายเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการซื้อ  และช่วงที่ตลาดปกคลุ่มไปด้วยข่าวดีเป็นช่วงที่ควรขายที่สุด</p>
<p>-  มองหาคุณค่าและราคาที่ถูกเมื่อเทียบกับมูลค่าแล้ว  ในตลาดหุ้นนั้นการที่จะซื้อหุ้นได้ในราคาที่ถูกมากๆคือตอนที่นักลงทุนส่วน ใหญ่ขายหุ้นออกมา</p>
<p>- มองหาโอกาสทั่วโลก  ถ้าเราสามารถหาโอกาสการลงทุนได้ทั่วโลกเราจะพบว่ามีหุ้นที่ถูกๆมากกว่าการลง ทุนในประเทศเดียว<br />
ไม่มีใครรู้ไปซะทุกเรื่อง</p>
<p>-  ผู้ที่สามารถตอบได้ทุกเรื่องเขาอาจจะไม่เข้าใจคำถามก็ได้<br />
<strong>สี่ ปัจจัยหลักในการพิจารณาลงทุน<br />
</strong>-P/E ratio  เทียบกับบริษัทที่มีลักษณะเดียวกัน<br />
-Operating profit margins  โดยเฉพาะถ้ามีการเพิ่มขึ้น<br />
-Liquidating value,  มูลค่าที่บริษัทจะสามารถขายได้ทันที<br />
-อัตราการเติบโตของกำไรเฉลี่ย  และที่สำคัญอัตราการเติบโตต้องมีความสม่ำเสมอ  โดยทั่วไปแล้วให้ระวังบริษัทที่มีการลดลงของการเติบโต2ปีติดต่อกัน</p>
<p><strong>ประโยค ทอง<br />
</strong>&#8220;History shows that time, not timing, is the key to  investment success. Therefore, the best time to buy stocks is when you  have money.&#8221;<br />
&#8220;I never made money for clients by buying anything  expensive.&#8221;</p>
<p>ที่มา : Templeton Maxims, published by Templeton  Investment Management Limited</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.thaivi.com/2010/02/143/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ฟิลลิป ฟิชเชอร์ (PHILIP A. FISHER)</title>
		<link>http://www.thaivi.com/2009/09/60/</link>
		<comments>http://www.thaivi.com/2009/09/60/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 22 Sep 2009 07:34:24 +0000</pubDate>
		<dc:creator>oatty</dc:creator>
				<category><![CDATA[Investment Guru]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.thaivi.com/?p=60</guid>
		<description><![CDATA[

&#8220;ในหมู่นักลงทุนที่ขึ้นชื่อของโลก นั้นมีหลายท่านด้วยกัน ในแต่ละท่านนั้นก็จะมีแนวทางและวิธีการลงทุนที่คล้ายคลึงกันบ้างแตกต่างกัน บ้าง หากเราได้เรียนรู้และเลือกใช้แนวทางและวิธีการลงทุนของแต่ละท่านให้เหมาะสม กับตัวเรานั้นจะเป็นการดีหรือไม่ Thai Value Investor.com จึงได้นำเสนอประวัติ แนวคิดและวิธีการของนักลงทุนแต่ละท่านเป็นลำดับไป&#8221;

Warren Buffett เคยพูดอยู่เสมอว่าวิธีการลงทุนของเขานั้น 70% มาจาก Benjamin Graham อีก 30%มาจาก Phil Fisher เขาผู้นี้เป็นใคร ทำไม่นักลงทุนระดับ Warren Buffett ถึงได้กล่าวไว้เช่นนั้น เราลองมามาดูประวัติ และแนวทางการลงทุนของเขากัน


 ลักษณะงาน
ที่ปรึกษาการลงทุนในบริษัทของเขาเอง
 รูปแบบการลงทุน
เป็นนักลงทุนที่ลงทุนในหุ้นเทคโนโลยีโดยการซื้อและถือยาวมาก
 ประวัติ 
หลัง จากผ่านการอบรบนักวิเคราะห์ ที่ธนาคาร ซานฟานซิสโก เขาก็เริ่มเป็นที่ปรึกษาการลงทุนในบริษัทของเขาเองเมื่อปี 1931 เขาจะเชี่ยวชาญในการลงทุนในธุรกิจที่เขารู้จักดี ซึ่งมักจะเป็นบริษัทที่มีนวัตกรรมทางเทคโนโลยีใหม่ๆที่ได้จากการวิจัยและ พัฒนาของบริษัท เขาเริ่มใช้กลยุทธ์การลงทุนนี้ก่อนการเกิดของ Silicon Valley ถึง 40 ปี.
บริษัทที่เขามักแนะนำให้ลูกค้าซื้อมักเป็นบริษัท Low-tech เช่นบริษัทเคมีภัณฑ์ใหญ่ๆ หรือบริษัทผลิตเครื่องจักรอาหาร หลังจากนั้นเขาก็ได้ชื่อว่าเป็นนักลงทุนที่เห็นถึงคุณค่าของหุ้นในกลุ่ม Hi-techอย่าง Motorola และ Texas Instruments
ขณะที่เขามีอายุได้ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div>
<div>
<div><strong>&#8220;ในหมู่นักลงทุนที่ขึ้นชื่อของโลก นั้นมีหลายท่านด้วยกัน ในแต่ละท่านนั้นก็จะมีแนวทางและวิธีการลงทุนที่คล้ายคลึงกันบ้างแตกต่างกัน บ้าง หากเราได้เรียนรู้และเลือกใช้แนวทางและวิธีการลงทุนของแต่ละท่านให้เหมาะสม กับตัวเรานั้นจะเป็นการดีหรือไม่ Thai Value Investor.com จึงได้นำเสนอประวัติ แนวคิดและวิธีการของนักลงทุนแต่ละท่านเป็นลำดับไป&#8221;</strong></div>
<div>
<span style="text-decoration: underline;"><strong>Warren Buffett</strong></span> เคยพูดอยู่เสมอว่าวิธีการลงทุนของเขานั้น 70% มาจาก Benjamin Graham อีก 30%มาจาก Phil Fisher เขาผู้นี้เป็นใคร ทำไม่นักลงทุนระดับ Warren Buffett ถึงได้กล่าวไว้เช่นนั้น เราลองมามาดูประวัติ และแนวทางการลงทุนของเขากัน</div>
</div>
<div>
<div><strong><img src="http://thaivi.com/archives/dotanim.gif" border="0" alt="" width="10" height="10" /> </strong><span style="font-family: MS Sans Serif;"><span style="color: #4477aa;"><strong>ลักษณะงาน</strong></span><br />
ที่ปรึกษาการลงทุนในบริษัทของเขาเอง<br />
</span><strong><img src="http://thaivi.com/archives/dotanim.gif" border="0" alt="" width="10" height="10" /> </strong><span style="font-family: MS Sans Serif;"><span style="color: #4477aa;"><strong>รูปแบบการลงทุน</strong></span><br />
เป็นนักลงทุนที่ลงทุนในหุ้นเทคโนโลยีโดยการซื้อและถือยาวมาก<br />
</span><strong><img src="http://thaivi.com/archives/dotanim.gif" border="0" alt="" width="10" height="10" /> </strong><span style="font-family: MS Sans Serif;"><span style="color: #4477aa;"><strong>ประวัติ </strong></span><br />
หลัง จากผ่านการอบรบนักวิเคราะห์ ที่ธนาคาร ซานฟานซิสโก เขาก็เริ่มเป็นที่ปรึกษาการลงทุนในบริษัทของเขาเองเมื่อปี 1931 เขาจะเชี่ยวชาญในการลงทุนในธุรกิจที่เขารู้จักดี ซึ่งมักจะเป็นบริษัทที่มีนวัตกรรมทางเทคโนโลยีใหม่ๆที่ได้จากการวิจัยและ พัฒนาของบริษัท เขาเริ่มใช้กลยุทธ์การลงทุนนี้ก่อนการเกิดของ Silicon Valley ถึง 40 ปี.<br />
บริษัทที่เขามักแนะนำให้ลูกค้าซื้อมักเป็นบริษัท Low-tech เช่นบริษัทเคมีภัณฑ์ใหญ่ๆ หรือบริษัทผลิตเครื่องจักรอาหาร หลังจากนั้นเขาก็ได้ชื่อว่าเป็นนักลงทุนที่เห็นถึงคุณค่าของหุ้นในกลุ่ม Hi-techอย่าง Motorola และ Texas Instruments<br />
ขณะที่เขามีอายุได้ 90ปี เขายังคงทำงานในลักษณะเดิมอย่างที่เคยทำ เขาเป็นคนที่ใช้เหตุผล และยึดหลักปฎิบัติอย่างเข้มงวด เขาเป็นคนเดียวที่จะเลือกลงทุนในบริษัทที่เขาได้ทำการศึกษาอย่างละเอียดรอบ ครอบ โดยศึกษาจากแหล่งความรู้ต่างๆ การสัมภาษณ์ผู้บริหารและคู่แข่งของบริษัท และสิ่งนี้ทำให้เขาเข้าถึงมูลค่าที่แท้จริงของบริษัทได้ก่อนใคร<br />
</span><strong><img src="http://thaivi.com/archives/dotanim.gif" border="0" alt="" width="10" height="10" /> </strong><span style="font-family: MS Sans Serif;"><span style="color: #4477aa;"><strong>ความสำเร็จที่สำคัญ</strong></span><br />
ฟิชเชอร์ ได้เข้าซื้อหุ้นในบริษัท เท็กซัส อินสทรูเม้นต์ ในปี 1956 นานมากก่อนที่บริษัทนี้จะเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ในปี1970 ราคาเมื่อเริ่มซื้อขายที่ 2.7 เหรียล และหลังจากนั้นราคาก็ขึ้นไปถึง 200 เหรียล เพิ่มขึ้น 7400% โดยที่ไม่เคยจ่ายปันผลเลย เขาได้รับผลตอบแทนที่สูงมากจากการลงทุนในบริษัทนี้<br />
</span><strong><img src="http://thaivi.com/archives/dotanim.gif" border="0" alt="" width="10" height="10" /> </strong><span style="font-family: MS Sans Serif;"><span style="color: #4477aa;"><strong>วิธีการ และแนวทางในการลงทุน</strong></span> Methods and guidelines<br />
ให้ความสนใจในหุ้นบริษัทใหม่ที่มีการเติบโต (Young growth stock)<br />
เพื่อให้ได้มาซึ่งความชัดเจน นักลงทุนควร<br />
- <span style="text-decoration: underline;">อ่านข้อมูลทุกอย่างที่หาได้</span> ทั้งจากวารสาร รายงานของบริษัทหลักทรัพย์<br />
- <span style="text-decoration: underline;">สนทนากับบุคคลที่เกี่ยวข้องกับกิจการ</span> เช่นผู้จัดการ พนักงาน โดยเฉพาะกับผู้ป้อนวัตถุดิบ ลูกค้า คู่แข่ง<br />
- <span style="text-decoration: underline;">เยี่ยมชม สถานที่ทำงานในจุดต่างๆของบริษัท</span>เช่นโรงงาน สาขา ถ้าเป็นไปได้ ไม่ควรไปแค่สำนักงานใหญ่<br />
- <span style="text-decoration: underline;">ก่อนที่จะซื้อหุ้นของบริษัทนั้นๆ จะต้องแน่ใจว่าสามารถตอบคำถามทั้ง15ข้อดังต่อไปนี้ได้</span></span></div>
<div><span style="font-family: MS Sans Serif;"><br />
1.บริษัทนี้มีสินค้า หรือบริการที่มีศักยภาพทางการตลาด ที่สามารถทำยอดขายให้เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนในอีกหลายๆปีข้างหน้าได้หรือไม่?<br />
2.ผู้ บริหารของบริษัทมีแนวทางในการพัฒนาสินค้าใหม่ หรือขบวนการใหม่ๆที่ช่วยเพิ่มศักยภาพในการขายสินค้า ในขณะที่สิ้นค้าชนิดเดิมก็ยังคงมีศักยภาพในการเติบโตที่สูง<br />
3.การวิจัยและพัฒนาของบริษัทมีประสิทธิภาพมากแค่ไหนเมื่อเทียบกับขนาดของบริษัท?<br />
4.บริษัทนี้มีหน่วยงานขายที่อยู่สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานหรือไม่?<br />
5.บริษัทนี้มีกำไรขั้นต้นสูงหรือไม่ ?<br />
6.บริษัทมีกลยุทธ์อะไรในการรักษาหรือเพิ่มกำไรขั้นต้นให้สูงขึ้น?<br />
7.บริษัทมีหน่วยงานแรงงานสัมพันธ์ที่ดีหรือไม่?<br />
8.ผู้บริหารภายในบริษัทมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันหรือไม่<br />
9.การจัดการของบริษัทมีความซับซ้อนหรือไม่<br />
10.บริษัทมีการวิเคราะห์และควบคุมต้นทุน และบัญชีดีแค่ไหน<br />
11.บริษัทมีแนวทางในการสร้างความแตกต่างของสินค้าและบริการเมื่อเทียบกับคู่แข่งขันอย่างไร<br />
12.บริษัทมีทัศนะทั้งในระยะสั้นและระยะยาวต่อการทำกำไรของบริษัทอย่างไร?<br />
13.ใน อนาคตที่ไม่สามารถคาดเดาได้นั้น หากบริษัทต้องการเงินทุนด้วนการระดมทุนเพิ่มเพิ่มเพื่อสร้างการเติบโตให้สูง ขึ้น การที่มีหุ้นเพิ่มสูงขึ้นจะกระทบผลประโยชน์ผู้ถือหุ้นมากน้อยอย่างไร?<br />
14.ให้สังเกตว่า เมื่อยามที่กิจการไปได้ดีผู้บริหารของบริษัทยินดีที่จะพูดคุยอย่างตรงไปตรง มากับนักลงทุน แต่ในยามที่มีเหตูการเลวร้ายผู้บริหารจะหายตัวไปหรือไม่?<br />
15.บริษัทมีผู้บริหารที่ซื่อสัตย์หรือไม่<br />
<span style="color: #6898d0;">ที่มา : Common Stocks and Uncommon Profits, P Fisher, 1958</span><br />
</span></div>
<div><span style="font-family: MS Sans Serif;">- เขามีเหตุผลเพียงสามประการที่จะตัดสินใจขายหุ้นออก<br />
- เกิดความผิดพลาดอย่างใหญ่หลวงในการวิเคราะห์หุ้นที่ซื้อมาแล้ว<br />
- บริษัทนั้นมีแนวโน้มที่จะไม่สามารถผ่านหลักเกณฑ์ทั้ง15ข้างต้นได้เหมือนที่เคยเป็น<br />
- สามารที่จะนำเงินลงทุนในบริษัทเดิมไปลงทุนในบริษัทอื่นที่สามารถสร้างผลตอบ แทนได้สูงกว่ามากๆ และก่อนจะตัดสินใจลงไปต้องแน่ใจว่ามีเหตุผลที่หนักแน่นพอ</p>
<p></span><strong><img src="http://thaivi.com/archives/dotanim.gif" border="0" alt="" width="10" height="10" /> </strong><span style="font-family: MS Sans Serif;"><span style="color: #4477aa;"><strong>ประโยคทอง</strong></span> Key sayings<br />
“ผมไม่ต้องการการลงทุนที่ดีจำนวนมากๆ แต่ผมต้องการบริษัทที่ดีที่สุดจำนวนไม่มากนัก”<br />
&#8220;I don&#8217;t want a lot of good investments; I want a few outstanding ones.&#8221;<br />
“รางวัล อันยิ่งใหญ่จากการลงทุน นั้นมาจากบุคคลที่โชค หรือมีความรู้สึกพิเศษในการเลือกลงทุนในบริษัทที่สามารถสร้างการเติบโตของ ยอดขายและกำไรได้อย่างยาวนาน และเหนือกว่าคู่แข่งในอุตสาหกรรมทั้งหมด”<br />
&#8220;The greatest investment reward comes to those who by good luck or good sense find the occasional company that over the years can grow in sales and profits far more than industry as a whole.&#8221;<br />
&#8220;The business &#8216;grapevine&#8217; is a remarkable thing. It is amazing what an accurate picture of the relative points of strength and weakness of each company in an industry can be obtained from a representative cross-section of the opinions of those who in one way or another are concerned with any particular company.&#8221;<br />
“ถ้าหากการวิเคราะห์บริษัทได้ทำลงไปอย่างถูกต้องสมบูรณ์แล้ว เวลาที่จะขายหุ้นนั้นคือ ไม่มีระยะเวลา”<br />
&#8220;If the job has been correctly done when a common stock is purchased, the time to sell it is &#8211; almost never.&#8221;</span></div>
</div>
</div>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.thaivi.com/2009/09/60/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ปีเตอร์ ลินซ์ (PETER LYNCH)</title>
		<link>http://www.thaivi.com/2009/09/58/</link>
		<comments>http://www.thaivi.com/2009/09/58/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 22 Sep 2009 07:33:42 +0000</pubDate>
		<dc:creator>oatty</dc:creator>
				<category><![CDATA[Investment Guru]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.thaivi.com/?p=58</guid>
		<description><![CDATA[แม้ว่าเราจะไม่สามารถเลียนแบบลักษณะการลงทุนของปีเตอร์ ลินซ์ได้ แต่เขาก็ยืนยันอย่างหนักแน่นว่า นักลงทุนรายย่อยสามารถที่จะวิเคราะห์หุ้นได้มีประสิทธิภาพกว่ามืออาชีพหลายๆ คน เราสามารเลือกที่จะซื้อหรือขายได้อย่างชาญฉลาดกว่า เนื่องจากนักลงทุนรายย่อยมีอิสระในการตัดสินใจมากกว่า ในขณะที่ผู้จัดการกองทุนต้องรับฟังความเห็นของคณะกรรมการ
ลักษณะงาน
ปลด เกษียรแล้ว ลินซ์รักษาชื่อเสียงในการเป็นผู้จัดการกองทุนที่ยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์ ระหว่างที่เขาเป็นผู้จัดการกองทุนที่ Fidelity Magellan fund ระหว่างปี 1977 ถึง 1990
ลักษณะการลงทุน
ลงทุนในหุ้น ที่มีลักษณะโดเด่นหลายชนิด โดยอาศัยการเจริญเติบโตและการฟื้นตัวของธุรกิจ จะถือหุ้นเป็นระยะเวลาตั้งแต่หลายเดือนจนบางครั้งนานเป็นปี
ประวัติ
ลินซ์ ทำงานที่ Fidelity เป็นที่แรกและที่เดียว เริ่มงานในตำเหน่งนักวิเคราะห์ในปี1969 ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยในปี1974 และเข้ารับตำเหน่งผู้จัดการกองทุน Fidelity Magellanในปี1977 ในขณะนั้นมูลค่าของกองทุนประมาณ 22ล้านเหรียญ ในปี1990ซึ่งเป็นปีที่เขาตัดสินใจเกษียรเพื่อให้เวลาแก่ครอบครัวมากขึ้น มูลค่าของกองทุนได้เพิ่มขึ้นเป็น 14พันล้านเหรียล ไม่เคยมีผู้จัดการกองทุนคนใดทำได้อย่างเขามาก่อนในประวัติศาสตร์
ความ ลับในการบริหารกองทุนของเขาคือการทำงานหนัก หกวันหรือบางครั้งเจ็ดวันต่อสัปดาห์ ทั้งนี้เพื่อที่เขาจะได้สามารถพูดคุยกับผู้บริหารของบริษัทต่างๆที่เขาลงทุน พูดคุยกับนักวิเคราะห์ทุกวัน เขามีผู้ช่วยในงานวิเคราะห์เพียงแค่สองคน เขาบริหารหุ้นทั้งหมดเกือบ1400หุ้นในportfolio บางบริษัทเขาซื้อที่จุดเริ่มต้นของการเจริญเติบโตบางบริษัทเริ่มซื้อที่จุด ฟื้นตัว และถือเป็นเวลาหลายปี และหุ้นบางบริษัทที่เขาวิเคราะห์ผิดพลาดจะขายทันทีที่พบ
แม้ว่าเรา จะไม่สามารถเลียนแบบลักษณะการลงทุนของเขาได้ แต่เขาก็ยืนยันอย่างหนักแน่นว่า นักลงทุนรายย่อยสามารถที่จะวิเคราะห์หุ้นได้มีประสิทธิภาพกว่ามืออาชีพหลายๆ คน เราสามารเลือกที่จะซื้อหรือขายได้อย่างชาญฉลาดกว่า เนื่องจากนักลงทุนรายย่อยมีอิสระในการตัดสินใจมากกว่า ในขณะที่ผู้จัดการกองทุนต้องรับฟังความเห็นของคณะกรรมการ
ผลตอบแทนที่ได้รับ
ระหว่าง ที่เขาบริหารกองทุนนั้น เขาสามารถสร้างอัตราผลตอบแทนเฉลี่ย 29%ทบต้นต่อปีเป็นระยะเวลา13ปีติต่อกัน [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>แม้ว่าเราจะไม่สามารถเลียนแบบลักษณะการลงทุนของปีเตอร์ ลินซ์ได้ แต่เขาก็ยืนยันอย่างหนักแน่นว่า นักลงทุนรายย่อยสามารถที่จะวิเคราะห์หุ้นได้มีประสิทธิภาพกว่ามืออาชีพหลายๆ คน เราสามารเลือกที่จะซื้อหรือขายได้อย่างชาญฉลาดกว่า เนื่องจากนักลงทุนรายย่อยมีอิสระในการตัดสินใจมากกว่า ในขณะที่ผู้จัดการกองทุนต้องรับฟังความเห็นของคณะกรรมการ</p>
<p><strong>ลักษณะงาน</strong></p>
<p>ปลด เกษียรแล้ว ลินซ์รักษาชื่อเสียงในการเป็นผู้จัดการกองทุนที่ยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์ ระหว่างที่เขาเป็นผู้จัดการกองทุนที่ Fidelity Magellan fund ระหว่างปี 1977 ถึง 1990</p>
<p><strong>ลักษณะการลงทุน</strong></p>
<p>ลงทุนในหุ้น ที่มีลักษณะโดเด่นหลายชนิด โดยอาศัยการเจริญเติบโตและการฟื้นตัวของธุรกิจ จะถือหุ้นเป็นระยะเวลาตั้งแต่หลายเดือนจนบางครั้งนานเป็นปี<br />
ประวัติ</p>
<p>ลินซ์ ทำงานที่ Fidelity เป็นที่แรกและที่เดียว เริ่มงานในตำเหน่งนักวิเคราะห์ในปี1969 ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยในปี1974 และเข้ารับตำเหน่งผู้จัดการกองทุน Fidelity Magellanในปี1977 ในขณะนั้นมูลค่าของกองทุนประมาณ 22ล้านเหรียญ ในปี1990ซึ่งเป็นปีที่เขาตัดสินใจเกษียรเพื่อให้เวลาแก่ครอบครัวมากขึ้น มูลค่าของกองทุนได้เพิ่มขึ้นเป็น 14พันล้านเหรียล ไม่เคยมีผู้จัดการกองทุนคนใดทำได้อย่างเขามาก่อนในประวัติศาสตร์</p>
<p>ความ ลับในการบริหารกองทุนของเขาคือการทำงานหนัก หกวันหรือบางครั้งเจ็ดวันต่อสัปดาห์ ทั้งนี้เพื่อที่เขาจะได้สามารถพูดคุยกับผู้บริหารของบริษัทต่างๆที่เขาลงทุน พูดคุยกับนักวิเคราะห์ทุกวัน เขามีผู้ช่วยในงานวิเคราะห์เพียงแค่สองคน เขาบริหารหุ้นทั้งหมดเกือบ1400หุ้นในportfolio บางบริษัทเขาซื้อที่จุดเริ่มต้นของการเจริญเติบโตบางบริษัทเริ่มซื้อที่จุด ฟื้นตัว และถือเป็นเวลาหลายปี และหุ้นบางบริษัทที่เขาวิเคราะห์ผิดพลาดจะขายทันทีที่พบ</p>
<p>แม้ว่าเรา จะไม่สามารถเลียนแบบลักษณะการลงทุนของเขาได้ แต่เขาก็ยืนยันอย่างหนักแน่นว่า นักลงทุนรายย่อยสามารถที่จะวิเคราะห์หุ้นได้มีประสิทธิภาพกว่ามืออาชีพหลายๆ คน เราสามารเลือกที่จะซื้อหรือขายได้อย่างชาญฉลาดกว่า เนื่องจากนักลงทุนรายย่อยมีอิสระในการตัดสินใจมากกว่า ในขณะที่ผู้จัดการกองทุนต้องรับฟังความเห็นของคณะกรรมการ</p>
<p><strong>ผลตอบแทนที่ได้รับ</strong></p>
<p>ระหว่าง ที่เขาบริหารกองทุนนั้น เขาสามารถสร้างอัตราผลตอบแทนเฉลี่ย 29%ทบต้นต่อปีเป็นระยะเวลา13ปีติต่อกัน และยังคงเป็นประวัติศาสตร์อยู่จนทุกวันนี้</p>
<p><strong>ความสำเร็จที่สำคัญ</strong></p>
<p>ความสำเร็จที่สำคัญของลินซ์ที่เขาเขียนไว้ในหนังสือของเขามักจะเป็นบริษัทเล็กๆแต่มีอัตราการเจริญเติบโตที่สูงในตอนที่เขาเลือกลงทุน</p>
<p><strong>วิธีการและแนวทางในการลงทุน</strong></p>
<p>อันดับแรก เปิดหูเปิดตาให้กว้างเพื่อรับฟังแนวคิดใหม่ๆ</p>
<p>แนว คิดหลักของลินซ์คือ เราสามารถเลือกลงทุนได้จากสิ่งรอบตัวเรา เช่นถ้าเราเลือกที่จะสนใจในสิ่งที่เรารู้และเข้าใจอยู่แล้ว อาจจะเป็นร้านอาหาร ร้านค้า หรือแม้แต่การสังเกตเพื่อนบ้านที่กำลังถอยรถใหม่ออกมา หรือเห็นโรงงานข้างทางกำลังขยายโรงงาน สิ่งเหล่านี้อาจจะเป็นตัวช่วยให้เราเลือกลงทุนกับบริษัทเหล่านั้นได้อย่าง เหมาะสม.</p>
<p>แหล่งข้อมูลที่คุณสามารถหาได้ดีที่สุด :</p>
<p>งานของคุณ ซึ่งมันทำให้คุณคุ้นเคยกับธุรกิจ และคุณสามารถเข้าใจลูกค้า และผู้ขายวัตถุดิบอยู่แล้ว เช่นหากคุณเป็นแพทย์ คุณจะเข้าใจโรงพยาบาล เข้าใจผู้ป่วย และบริษัทเวชภัณฑ์ ว่าเขาทั้งหมดต้องการอะไร และโรงพยาบาล และบริษัทเวชภัณฑ์สามารถสนองความต้องการของผู้ป่วยได้หรือไม่<br />
งานอดิเรกและ การพักผ่อนของคุณ เช่นกีฬาที่เล่น สถานที่ที่เล่น ห้างสรรพสินค้าและสินค้าที่คุณ และเพื่อนๆของคุณนิยมซื้อกัน</p>
<p>ครอบครัวของคุณและของเพื่อนฝูง พวกเขาก็จะมีงานและงานอดิเรกของเขาซึ่งคุณสอบถามข้อมูลจากเขาได้</p>
<p>การสังเกต และประสบการณ์ของคุณที่มีต่อบริษัทที่คุณรู้จัก</p>
<p>อันดับที่สอง จัดหมวดหมู่ความคิดของคุณ</p>
<p>บริษัทต่างๆสามารถจัดประเภทได้ 6 ประเภทหลักๆ ดังนี้</p>
<ul>
<li>ประเภทอุ้ยอ้าย (Slow growers) การเติบโตของกำไรจะสุงกว่าอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจเล็กน้อย ประมาณ 2-4% ต่อปี</li>
<li>ประเภทแข็งแกร่ง(Stalwarts) บริษัทที่ดีมีอัตราการเติบโตประมาณ 10-20% ต่อปี -<br />
ประเภทโตเร็ว (Fast growers) บริษัทเล็กๆที่มีอัตราการเติบโตที่สูงมากประมาณ 20 -25% ต่อปี</li>
<li>ประเภทขึ้นลงตามวัฎจักร (Cyclicals) บริษัทที่กำไรขึ้นลงตามสภาวะเศรษฐกิจ -<br />
ประเภทเริ่มฟื้นตัว (Turnarounds) บริษัทที่ประสบปัญหา แต่มีสัญญาณแห่งการฟื้นตัวที่ชัดเจน</li>
<li>ประเภท สินทรัพย์แฝง (Asset plays) บริษัทที่ราคาหุ้นต่ำกว่ามูลค่าของสินทรัพย์ หรือมูลค่าตามบัญชีที่เราทราบแต่อีกหลายคนในตลาดยังไม่ทราบ เช่นที่ดินที่มีอยู่อาจมีมูลค่าสูงมาก ในบริษัทประกันภัยที่ตั้งสำรองเงินประกันสูงๆ</li>
</ul>
<p>ที่มา : One Up on Wall Street, P Lynch, 1989</p>
<p>ใช้ ความพยายามที่มีอยู่ในการหาหุ้นประเภทโตเร็ว เพราะหากซื้อที่ราคาที่เหมาะสมอาจทำให้เราได้รับผลตอบแทนสูงถึงสิบเท่าตัว นอกจากนั้นให้มองหาหุ้นประเภทกำลังฟื้นตัว และบางครั้งควรเป็นประเภทมีสินทรัพย์แฝง.</p>
<p>อย่าถือเงินสด ทางที่ดีคือนำเงินสดที่เหลืออยู่ไปลงทุนในหุ้นประเภทที่แข็งแกร่ง (Stalwarts) เพราะคุณจะไม่พลาดเมื่อตลาดหุ้นปรับตัวสูงขึ้น</p>
<p>หลีกเลี่ยง หุ้นประเภทอุ้ยอ้าย(กำไรน้อยเกินไป) กับหุ้นประเภทขึ้นลงตามวัฎจักรที่กำลังแย่ลง</p>
<p>อันดับที่สาม สรุปเรื่องราวต่างๆเกี่ยวกับบริษัทที่เลือกได้</p>
<ul>
<li>เหตุผลที่สนใจในบริษัทนี้</li>
<li>อะไรเป็นสิ่งที่ทำให้บริษัทนี้ประสบความสำเร็จ</li>
<li>อุปสรรค ที่จะทำให้บริษัทล้มเหลวได้ ต้องแน่ใจว่าเรื่องราวเกี่ยวกับบริษัทนั้น ง่ายต่อการทำความเข้าใจ ถูกต้อง เชื่อถือได้ และสามารถจัดลงในประเภทดังที่กล่าวมาแล้ว ตัวอย่างคำถามง่ายๆที่ควรจะถามตัวเองเสมอเช่น”ถ้าบริษัทนี้จัดเป็นประเภทโต เร็ว แล้วสิ่งใดเป็นตัวที่ทำให้มันเติบโตอย่างต่อเนื่อง?</li>
</ul>
<p>อันดับที่สี่ ตรวจสอบตัวเลขที่สำคัญ Fourthly, check the key numbers.</p>
<ul>
<li>ถ้าคุณสนใจในสินค้าและบริการใดในบริษัท ให้ตรวจสอบว่ายอดขายต้องมากเท่าไรจึงจะสามารถมีกำไรในจำนวนมากได้ (ตรวจสอบ Profit Margin)</li>
<li>ให้ความสำคัญกับบริษัทที่อัตราส่วน P/E ต่ำกว่าอัตราการเจริญเติบโตของกำไรต่อหุ้น (ให้ตรวจสอบ PEG)</li>
<li>ให้ความสำคัญกับบริษัทที่มีเงินสดจำนวนมากพอที่จะทำให้ธุรกิจแข็งแกร่ง</li>
<li>ให้ ระวังบริษัทที่มีหนี้สินต่อทุนสูง(D/E หรือ Gearing สูง) โดยเฉพาะหนี้ที่มาจากวงเงินเบิกเกินบัญชี ซึ่งจะต้องจ่ายเมื่อถูกทวงถาม ซึ่งไม่เหมือนกับหุ้นกู้ที่มีระยะเวลากำหนดแน่นอน(ถ้าเป็นหนี้ชนิดหุ้นกู้จะ ดีกว่าเพราะตราบใดที่ยังจ่ายดอกเบี้ยได้ เจ้าหนี้จะเอาเงินคืนก่อนกำหนดไม่ได้)</li>
<li>หากเป็นบริษัทประเภทแข็ง แกร่งหรือโตเร็ว ให้เลือกบริษัทที่มีกำไรก่อนภาษีสูงๆ หากเป็นบริษัทประเภทเริ่มฟื้นตัว ให้เลือกบริษัทที่ราคาต่ำแต่มีศักยภาพที่จะกลับมาสูง.</li>
</ul>
<p>อันดับที่ห้า ไม่ต้องไปสนใจการขึ้นลงของตลาด ให้ใช้เหตุผลในการซื้อขายเท่านั้น</p>
<ul>
<li>จำ ไว้เสมอว่า กำไรขาดทุนที่จะได้รับไม่ได้ขึ้นอยู่กับสภาพเศรษฐกิจโดยรวมแต่จะขึ้นอยู่กับ ปัจจัยเฉพาะของธุรกิจที่บริษัทดำเนินการอยู่ ดังนั้นไม่ต้องไปสนใจการขึ้นลงของตลาดหุ้น .</li>
<li>ซื้อหุ้นเมื่อแน่ใจในเหตุผลที่อยู่เบื้องหลัง ที่ราคาที่เหมาะสม ลงทุนเต็มที่ตลอดเวลา</li>
<li>ขายหุ้นประเภทแข็งแกร่ง เมื่อ PEG สูงประมาณ 1.2 – 1.4 หรือเห็นแนวโน้มว่าการเติบโตเริ่มลดลง</li>
<li>ขาย หุ้นประเภทโตเร็ว เมื่อเห็นสัญญาณว่าจะไม่มีทางขยายการลงทุนได้อีกแล้ว หรือการขยายกิจการนั้นเริ่มทำให้การขยายตัวลดลง หรือเมื่อ PEG สูงประมาณ 1.5 – 2.0</li>
<li>ขายหุ้นประเภทมีสินทรัพย์แฝง เมื่อมีการซื้อกิจการเกิดขึ้น หรือเมื่อกิจการขายสินทรัพย์ได้ต่ำกว่าราคาที่ควรจะเป็น</li>
</ul>
<p><strong> ประโยคทอง</strong></p>
<ul>
<li>&#8220;If you stay half-alert, you can pick the spectacular performers right from your place of business or out of the neighborhood shopping mall, and long before Wall Street discovers them.&#8221;</li>
<li>&#8220;The very best way to make money in a market is in a small growth company that has been profitable for a couple of years and simply goes on growing.&#8221;</li>
<li>&#8220;The way you lose money in the market is to start off with an economic picture.&#8221;</li>
<li>&#8220;You don&#8217;t get hurt by what you do own that goes up. It&#8217;s what you do own that kills you.&#8221;</li>
</ul>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.thaivi.com/2009/09/58/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>วิลเลี่ยม โอนิล WILLIAM O&#8217;NEIL</title>
		<link>http://www.thaivi.com/2009/09/56/</link>
		<comments>http://www.thaivi.com/2009/09/56/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 22 Sep 2009 07:32:44 +0000</pubDate>
		<dc:creator>oatty</dc:creator>
				<category><![CDATA[Investment Guru]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.thaivi.com/?p=56</guid>
		<description><![CDATA[ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร William O&#8217;Neil and Company เป็นบริษัทที่ปรึกษาตั้งอยู่ที่ลอสเองเจอริส อเมริกา
สไตล์การลงทุน ลงทุนในหุ้นโตเร็ว ถือหุ้นในระยะกลาง 2 – 5 ปี
ประวัติการทำงาน 
O’Neil เริ่มงานเป็นนายหน้าขายหลักทรัพย์ในปี 1958 สามปีที่เขาทำงานกับบริษัทนี้เขาได้เรียนรู้การบริหารกองทุนรวมที่เด่นๆใน ขณะนั้น ซึ่งเขาได้ค้นพบว่ากองทุนเหล่านี้ประสบผลสำเร็จก็เพราะว่า เลือกซื้อหุ้นที่ราคาทำจุดสูงสุดใหม่ หรือทางเทคนิคอลเรียกว่า &#8216;breaking out&#8217; หุ้นหลายตัวที่มีลักษณะแบบนี้มักจะปรับตัวสูงขึ้นต่อมากกว่า100%&#8230;&#8230;
O’Neil ได้เลียนแบบการลงทุนแบบนี้ ภายในหนึ่งปีผ่านไปเขาสามารถเพิ่มเงินของเขาจาก 5,000 เหรียญเป็น200,000เหรียญ เขาเป็นผู้จัดการกองทุนที่จัดว่ามีผลการดำเนินงานดีเด่นในยุค’60เลยทีเดียว O’Neilเป็นผู้บุกเบิกการเลือกหุ้นโดยอาศัยข้อมูลทางสถิติ และบริษัทของเขาก็ยังคงให้บริการข้อมูลเหล่านี้แก่ผู้ลงทุนจนทุกวันนี้
ผลตอบแทนที่ได้รับ 
ผล การดำเนินงานของเขามีทั้งขึ้นและลงโดยเฉพาะในช่วงที่หลังการปรับตัวที่ดีของ ตลาดหุ้นในช่วงยุค ’60 ผลตอบแทนที่เขาได้รับจะอยู่ในอัตราเฉลี่ย 40% ในรอบสิบปี
ความสำเร็จที่สำคัญ 
หุ้นที่เขา ลงทุนแล้วประสบความสำเร็จอย่างมากเป็นหุ้นบริษัทยา SYNTEX บริษัทนี้เป็นบริษัทแรกที่ผลิตยาคุมกำเนิดในช่วงที่มีการพัฒนาเรื่องทาง เพศอย่างมาก ขณะนั้นบริษัทประกาศผลกำไรโตขึ้นมาถึง300% ทำให้ราคาหุ้นปรับตัวจาก 100 เหรียญ เป็น 550 เหรียญ ทำให้เขามีกำไรมากพอที่จะเริ่มธุรกิจส่วนตัว
วิธีการและแนวทางการลงทุน
คล้ายๆ กับ จิม สแลตเตอร์ เขาให้ส่วนผสมของข้อมูลเชิงคุณภาพและข้อมูลเชิงปริมาณเป็นเกณฑ์ในการเลือก [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร William O&#8217;Neil and Company เป็นบริษัทที่ปรึกษาตั้งอยู่ที่ลอสเองเจอริส อเมริกา</p>
<p><strong>สไตล์การลงทุน</strong> ลงทุนในหุ้นโตเร็ว ถือหุ้นในระยะกลาง 2 – 5 ปี</p>
<p><strong>ประวัติการทำงาน </strong></p>
<p>O’Neil เริ่มงานเป็นนายหน้าขายหลักทรัพย์ในปี 1958 สามปีที่เขาทำงานกับบริษัทนี้เขาได้เรียนรู้การบริหารกองทุนรวมที่เด่นๆใน ขณะนั้น ซึ่งเขาได้ค้นพบว่ากองทุนเหล่านี้ประสบผลสำเร็จก็เพราะว่า เลือกซื้อหุ้นที่ราคาทำจุดสูงสุดใหม่ หรือทางเทคนิคอลเรียกว่า &#8216;breaking out&#8217; หุ้นหลายตัวที่มีลักษณะแบบนี้มักจะปรับตัวสูงขึ้นต่อมากกว่า100%&#8230;&#8230;<br />
O’Neil ได้เลียนแบบการลงทุนแบบนี้ ภายในหนึ่งปีผ่านไปเขาสามารถเพิ่มเงินของเขาจาก 5,000 เหรียญเป็น200,000เหรียญ เขาเป็นผู้จัดการกองทุนที่จัดว่ามีผลการดำเนินงานดีเด่นในยุค’60เลยทีเดียว O’Neilเป็นผู้บุกเบิกการเลือกหุ้นโดยอาศัยข้อมูลทางสถิติ และบริษัทของเขาก็ยังคงให้บริการข้อมูลเหล่านี้แก่ผู้ลงทุนจนทุกวันนี้</p>
<p><strong>ผลตอบแทนที่ได้รับ </strong></p>
<p>ผล การดำเนินงานของเขามีทั้งขึ้นและลงโดยเฉพาะในช่วงที่หลังการปรับตัวที่ดีของ ตลาดหุ้นในช่วงยุค ’60 ผลตอบแทนที่เขาได้รับจะอยู่ในอัตราเฉลี่ย 40% ในรอบสิบปี</p>
<p><strong>ความสำเร็จที่สำคัญ </strong></p>
<p>หุ้นที่เขา ลงทุนแล้วประสบความสำเร็จอย่างมากเป็นหุ้นบริษัทยา SYNTEX บริษัทนี้เป็นบริษัทแรกที่ผลิตยาคุมกำเนิดในช่วงที่มีการพัฒนาเรื่องทาง เพศอย่างมาก ขณะนั้นบริษัทประกาศผลกำไรโตขึ้นมาถึง300% ทำให้ราคาหุ้นปรับตัวจาก 100 เหรียญ เป็น 550 เหรียญ ทำให้เขามีกำไรมากพอที่จะเริ่มธุรกิจส่วนตัว</p>
<p><strong>วิธีการและแนวทางการลงทุน</strong></p>
<p>คล้ายๆ กับ จิม สแลตเตอร์ เขาให้ส่วนผสมของข้อมูลเชิงคุณภาพและข้อมูลเชิงปริมาณเป็นเกณฑ์ในการเลือก หุ้นลงทุน แนวคิดที่สำคัญในการลงทุนคือ “มองหาหุ้นที่โตเร็วที่มีศักยภาพในการที่ราคาจะพุ่งขึ้นอย่างรุนแรง” นั้นคือ ซื้อหุ้นเมื่อบริษัทแข็งแกร่ง ขายออกเมื่อบริษัทอ่อนแอลง</p>
<p>เขาแนะนำนักลงทุนให้ใช้แนวทาง 7ประการในการลงทุน โดยมีตัวย่อ C-A-N-S-L-I-M ดังนี้</p>
<p>C = ผลกำไรไตรมาสก่อน (Current quarterly earnings)<br />
มองหาบริษัทมีเพิ่งประกาศผลการดำเนินงานเพิ่มขึ้น 40 – 500%</p>
<p>A = กำไรต่อปีเพิ่มขึ้น (Annual earnings increases)<br />
มอง หาบริษัทที่มีความเติบโตติดต่อกันห้าปี โดยมีอัตราเติบโตที่ไม่ต่ำกว่า 25%ต่อปี ถ้าหุ้นมีลักษณะอย่างนี้เราไม่จำเป็นต้องสนใจ PE Ratio ซึ่งช่วงของ PE อาจจะอยู่ที่ 20 ขึ้นไป</p>
<p>N = สินค้าใหม่ ทีมบริหารใหม่ จุดสูงสุดใหม่ (New products, new management, new highs)<br />
หุ้น ที่ดีมักจะมีเรื่องราวใหม่ๆอยู่เบื้องหลังมัน เช่น สินค้าใหม่ที่น่าสนใจ หรือ ผู้บริหารคนใหม่ ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะทำให้เกิดจุดสูงสุดใหม่</p>
<p>S = อุปสงค์ และ อุปทาน (Supply and demand)<br />
หากหุ้นที่มีขนาดเล็กมีปริมาณการซื้อขายสูงๆ จะทำให้โอกาสที่ราคาหุ้นจะถูกขับเคลื่อนสูงขึ้นได้</p>
<p>L = ผู้นำ และ ผู้ตาม (Leaders and laggards)<br />
เลือก ลงทุนในหุ้นที่มีความเข้มแข็งในอันดับต้นของหมวดนั้นๆซัก 2 -3 บริษัท หุ้นเหล่านี้มักจะปรับตัวดีกว่าหุ้นอื่นๆในหมวดเดียวกันในอัตรา 80 – 90% ภายใน 12 เดือน อยู่ให้ห่างหุ้นที่ปรับตัวแย่ลงในระยะ 7 เดือน</p>
<p>I = ได้รับการสนับสนุนจากนักลงทุนสถาบัน (Institutional sponsorship)<br />
หา ให้ได้ว่าหุ้นตัวใดที่นักลงทุนสถาบันนิยมซื้อ หากเป็นหุ้นที่มีผลตอบแทนดีและนักลงทุนสถาบันยังมีอยู่น้อย เราอาจจะนำมาเป็นหุ้นที่เราจะเข้าซื้อ</p>
<p>M = ทิศทางของตลาด (Market direction)<br />
ตรวจสอบตลาดทุกวันเพื่อหาสัญณาณของการปรับตัวลง และให้ระวังการเข้าซื้อในขณะนั้น</p>
<p>ตัดขาดทุน เขาแนะนำให้ทำการขายหุ้นออกเมื่อหุ้นนั้นตกลงต่ำกว่า 7-8% จากราคาที่ซื้อมาโดยไม่ต้องมีคำถาม</p>
<p>ขายหุ้นที่ขึ้นไม่ถึง 20%ภายใน13 สัปดาห์ ให้ถือหุ้นที่ขึ้นเกิน 20% ภายใน 4 – 5 สัปดาห์ หุ้นพวกนี้มักจะเป็นหุ้นที่ทำกำไรมากที่สุด</p>
<p>ใน กรณีที่หุ้นที่คุณซื้อมาและมีการปรับตัวขึ้น 25%อย่างรวดเร็วภายใน 1-2สัปดาห์ ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่าอาจจะมีข่าวดีทำให้นักลงทุนในตลาดแห่กันเข้าเก็บ หุ้นอย่างเร่งร้อน เราควรรีบทำกำไรในช่วงนี้.</p>
<p><strong>ประโยคทอง</strong></p>
<p>&#8220;The whole secret to winning and losing in the stock market is to lose the least amount possible when you&#8217;re not right.&#8221;</p>
<p>&#8220;Always sell your worst stock first.&#8221;</p>
<p>&#8220;What seems too high and risky to the majority generally goes higher and what seems low and cheap generally goes lower.&#8221;</p>
<p>&#8220;History will repeat itself.&#8221;</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.thaivi.com/2009/09/56/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>จอห์น เนฟฟ์ (JOHN NEFF)</title>
		<link>http://www.thaivi.com/2009/09/52/</link>
		<comments>http://www.thaivi.com/2009/09/52/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 22 Sep 2009 07:29:11 +0000</pubDate>
		<dc:creator>oatty</dc:creator>
				<category><![CDATA[Investment Guru]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.thaivi.com/?p=52</guid>
		<description><![CDATA[“การเพิ่มขึ้นของเงินปันผลเป็นผลตอบแทนที่ได้เพิ่ม การได้เพิ่มนี้คือผลตอบแทนที่นักลงทุนได้รับนอกเหนือจากผลตอบแทนที่คาดไว้ แต่แรก……..”
“โอกาสทำกำไรดีๆมักจะเกิดหลังจากการตื่นตระนก(Panic)ของตลาด”
-จอห์น เนฟฟ์ (JOHN NEFF)
ลักษณะงาน ผู้จัดการกองทุน Vanguard Windsor
รูปแบบการลงทุน เน้น หนักไปในการลงทุนแบบเน้นคุณค่า เน้นการลงทุนในธุรกิจที่ดี มีการเจริญเติบโตต่อเนื่อง ปันผลสูง ขายเมื่อราคาเกินกว่ามูลค่าที่ควรจะเป็น
ประวัติ
เนฟฟ์ ได้ชื่อว่าเป็นมืออาชีพของมืออาชีพทีเดียว ทั้งนี้เพราะผู้จัดการกองทุนหลายคนไว้วางใจให้เขาไปบริหารเพราะเชื่อว่าเขา สามารถบริหารมันได้ดีและปลอดภัย ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะผลงานที่ผ่านมาของเขาตลอด30ปีที่ผ่านมา Windsor Fund สามารถครองอันดับสูงสุดห้าอันดับแรกมาตลอด
เนฟฟ์จบการศึกษาการตลาด อุตสาหกรรม และเข้าศึกษาวิชาการเงินการธนาคารภาคค่ำในปี1954 เขาเริ่มงานเป็นนักวิเคราะห์หลักทรัพย์กับ the National City Bank of Cleveland จากนั้นก็ทำงานกับ Wellington Management เขายึดหลักการลงทุนแบบเน้นคุณค่าตามแบบของ Ben Grahamมาโดยตลอด
ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่
เนฟฟ์ ลงทุนอย่างหนักในหุ้นFORDในปี1984 ในขณะที่ทุกคนกลัวว่าบริษัทกำลังจะไปไม่รอด ขณะนั้นP/Eของบริษัทเท่ากับ2.5 เขาซื้อหุ้นFORDในราคา 14เหรียลต่อหุ้น ภายในสามปีราคาหุ้นขึ้นไปสูงถึง 50เหรียลต่อหุ้น ทำผลตอบแทนได้สูงถึง500ล้านเหรียญให้กับกองทุนที่เขาบริหาร
วิธีการและแนวทางการลงทุน
เนฟฟ์ อธิบายว่าตัวเขาคือ”นักลงทุนที่เน้นในหุ้นที่มีP/Eต่ำ” เขาเข้าซื้อหุ้นที่ราคาถูกเมื่อเทียบกับผลตอบแทนของผลรวมของการเติบโตของราย ได้บวกกับผลตอบแทนจากเงินปันผล เขามักจะเรียกค่านี้ว่า the &#8216;terminal relationship&#8217; or, more colloquially [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><em>“การเพิ่มขึ้นของเงินปันผลเป็นผลตอบแทนที่ได้เพิ่ม การได้เพิ่มนี้คือผลตอบแทนที่นักลงทุนได้รับนอกเหนือจากผลตอบแทนที่คาดไว้ แต่แรก……..”</em></p>
<p><em>“โอกาสทำกำไรดีๆมักจะเกิดหลังจากการตื่นตระนก(Panic)ของตลาด”</em></p>
<p><em>-จอห์น เนฟฟ์ (JOHN NEFF)</em></p>
<p><strong>ลักษณะงาน </strong>ผู้จัดการกองทุน Vanguard Windsor</p>
<p><strong>รูปแบบการลงทุน </strong>เน้น หนักไปในการลงทุนแบบเน้นคุณค่า เน้นการลงทุนในธุรกิจที่ดี มีการเจริญเติบโตต่อเนื่อง ปันผลสูง ขายเมื่อราคาเกินกว่ามูลค่าที่ควรจะเป็น</p>
<p><strong>ประวัติ<br />
</strong>เนฟฟ์ ได้ชื่อว่าเป็นมืออาชีพของมืออาชีพทีเดียว ทั้งนี้เพราะผู้จัดการกองทุนหลายคนไว้วางใจให้เขาไปบริหารเพราะเชื่อว่าเขา สามารถบริหารมันได้ดีและปลอดภัย ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะผลงานที่ผ่านมาของเขาตลอด30ปีที่ผ่านมา Windsor Fund สามารถครองอันดับสูงสุดห้าอันดับแรกมาตลอด<br />
เนฟฟ์จบการศึกษาการตลาด อุตสาหกรรม และเข้าศึกษาวิชาการเงินการธนาคารภาคค่ำในปี1954 เขาเริ่มงานเป็นนักวิเคราะห์หลักทรัพย์กับ the National City Bank of Cleveland จากนั้นก็ทำงานกับ Wellington Management เขายึดหลักการลงทุนแบบเน้นคุณค่าตามแบบของ Ben Grahamมาโดยตลอด</p>
<p><strong>ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่<br />
</strong>เนฟฟ์ ลงทุนอย่างหนักในหุ้นFORDในปี1984 ในขณะที่ทุกคนกลัวว่าบริษัทกำลังจะไปไม่รอด ขณะนั้นP/Eของบริษัทเท่ากับ2.5 เขาซื้อหุ้นFORDในราคา 14เหรียลต่อหุ้น ภายในสามปีราคาหุ้นขึ้นไปสูงถึง 50เหรียลต่อหุ้น ทำผลตอบแทนได้สูงถึง500ล้านเหรียญให้กับกองทุนที่เขาบริหาร</p>
<p><strong>วิธีการและแนวทางการลงทุน<br />
</strong>เนฟฟ์ อธิบายว่าตัวเขาคือ”นักลงทุนที่เน้นในหุ้นที่มีP/Eต่ำ” เขาเข้าซื้อหุ้นที่ราคาถูกเมื่อเทียบกับผลตอบแทนของผลรวมของการเติบโตของราย ได้บวกกับผลตอบแทนจากเงินปันผล เขามักจะเรียกค่านี้ว่า the &#8216;terminal relationship&#8217; or, more colloquially หรือ &#8216;what you pay for what you get&#8217;. หรือเราสามารถเรียกค่านี้ได้ว่า อัตราส่วน GYP (Growth &amp; Yield:P/E) ratio<br />
GYP (Growth &amp; Yield:P/E) ratio = (Earnings Growth + Dividend Yield) / P/E ratio<br />
เนฟฟ์แนะนำให้เทียบอัตราส่วน GYPบนหุ้นของเราและทั้งPortของเรากับตลาด</p>
<p>ระวัง การนำหุ้นใหม่เข้ามาในportแล้วจะทำให้ความน่าสนใจของportลดลง ควรกำหนดราคาที่เราจะเข้าซื้อหุ้นในราคาที่ต่ำพอเพื่อที่จะทำให้GYPมีค่าที่ ดี ถ้ามีบริษัทให้เลือกสองบริษัท คือบริษัท ก มีการเติบโตของกำไร 14%ไม่มีการจ่ายปันผล แต่บริษัท ข มีการเติบโตของกำไร %จ่ายปันผล7% ให้เลือกบริษัท ข เพราะปันผลจะทำให้ผลตอบแทนมีความแน่นอนขึ้น</p>
<p>เนฟฟ์จะใช้หลักการง่ายๆเพื่อเลือกลงทุน 7 ประการดังนี้<br />
1.อัตราส่วน P/E ต่ำ<br />
2.อัตราการเติบโตของกำไรสูงกว่า 7% ขึ้นไป<br />
3.มีการจ่ายปันผลสม่ำเสมอ และเพิ่มขึ้นตลอด<br />
4.ผลตอบแทนที่ได้รับจะต้องสูงกว่าอัตราส่วน P/E<br />
5.ไม่เป็นธุรกิจที่ขึ้นลงตามรอบที่กำลังจะลง โดยปราศจากการลดลงของอัตราส่วน P/E ที่ต่ำพอจนน่าลงทุน<br />
6. เป็นบริษัทที่มีความแข็งแกร่งในการสร้างการเติบโต<br />
7. เป็นบริษัทที่มีพื้นฐานที่แข็งแกร่งเหมาะกับการลงทุน<br />
<em>ที่มา: John Neff on Investing, J Neff, 1999<br />
</em></p>
<p>ที่ ที่ดีที่สุดในการสรรหาหุ้นดีๆคือหุ้นที่กำลังทำจุดต่ำใหม่ ดูว่าที่มันลงนั้นลงเพราะข่าวร้ายหรือไม่ หากเราเห็นว่ามันเป็นบริษัทที่ดีที่บางครั้งราคาตกลง ให้เรานำหลักการทั้ง7ข้อมาประเมิน ถ้าใช่ก็เป็นโอกาสในการลงทุน</p>
<p>อย่า ไล่ตามหุ้นที่มีการเติบโตสูงที่หลายคนสนใจ อัตราส่วนP/Eที่สูงขึ้นจะผลักดันให้ราคาหุ้นสูงขึ้นจนถึงระดับที่น่าตกใจ และเป็นการเพิ่มความเสี่ยงให้ตัวเอง</p>
<p>มีเหตุผลเบื้องต้น2ประการในการตัดสินใจขายหุ้น 1.พื้นฐานเริ่มเลวลง 2. ราคาขึ้นมาสูงถึงจุดที่ต้องการแล้ว</p>
<p>หลักในการตรวจสอบหุ้นที่ถืออยู่คือการตรวจสอบอัตราการเติบโต ควรจะเป็น5ปีเป็นอย่างน้อย หากว่าอัตราการเติบโตเริ่มถดถอยลงให้รีบขายออก</p>
<p>ให้ ความสำคัญกับอัตราส่วนGYPในportของเรามากกว่าของตลาด หากตลาดขึ้นสูงมากจนราคาหุ้นที่ต้องการสูงจนเกินไปก็ควรจะถือเงินสดไว้ ประมาณ20%ของทุนทั้งหมดจนกว่าจะพบโอกาสดีอีกครั้ง<br />
โอกาสทำกำไรดีๆมักจะเกิดหลังจากการตื่นตระนก(Panic)ของตลาด</p>
<p><strong>ประโยคทอง<br />
</strong>&#8220;Absent stunning growth rates, low P/E stocks can capture the wonders of P/E expansion with less risk than skittish growth stocks.&#8221;</p>
<p>&#8220;As a low P/E investor, you have to distinguish misunderstood and overlooked stocks selling at bargain prices from many more stocks with lackluster prospects.&#8221;</p>
<p>&#8220;A dividend increase is one kind of &#8216;free plus&#8217;. A free plus is the return investors enjoy over and above initial expectations. One of Ben Franklin&#8217;s wise observations offers a parallel: &#8216;He who waits upon Fortune is never sure of a dinner.&#8217; As I see it, a superior yield at least lets you snack on hors d&#8217;oeuvres while waiting for the main meal.&#8221;</p>
<p>&#8220;An awful lot of people keep a stock too long because it gives them warm fuzzies &#8211; particularly when a contrarian stance has been vindicated. If they sell it, they lose bragging rights.&#8221;</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.thaivi.com/2009/09/52/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
