<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>thaivi.com &#187; Investor&#8217;s Article</title>
	<atom:link href="http://www.thaivi.com/category/value-investing/investors-article/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.thaivi.com</link>
	<description>Thai Value Investors</description>
	<lastBuildDate>Tue, 27 Jul 2010 04:17:12 +0000</lastBuildDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.8.4</generator>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
			<item>
		<title>Identify foreign investors by Temple Boxing School approach</title>
		<link>http://www.thaivi.com/2010/02/140/</link>
		<comments>http://www.thaivi.com/2010/02/140/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 05 Feb 2010 03:58:04 +0000</pubDate>
		<dc:creator>oatty</dc:creator>
				<category><![CDATA[Investor's Article]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.thaivi.com/?p=140</guid>
		<description><![CDATA[ขอขอบคุณคุณทวนลมเรโช ที่ช่วยไปขุดกระทู้เก่าที่เคยโพสไว้
ก็เลยขอ เอามาฉายซ้ำอีกรอบ ในเวอสั้นพาดหัวแบบภาษาปะกิต
        
ตัดแปะชื่อสำนักเป็นภาษาปะ กิตซะหน่อย
เผื่อพวกต่างชาติ จะเชิญไปเป็นผู้บรรยายพิเศษ
แฮะ  แฮะ  ความจริงก็คือ
ผมยังไม่เคยรู้จักนักลงทุนต่างชาติสักคน
&#8220;ต่าง ชาติ ต่างชาติและต่างชาติ&#8221;
โอ้  ช่างเป็นคำที่ทำให้พวกเราชาวรายย่อยรายจุกจิก
เกิดอาการ อยากๆ เบี่อๆ  เสียนี่กระไร
แล้วเราก็ทำกับต่างชาติแบบ
จูบๆตบๆ  ไปตามจินตนาการสำคัญกว่าความรู้
ของไอนส์ไตน์ เอ๊ยของเรา
เวลาอยาก  ก็จูบปากเชิญชวน
สอง มือล้วงกระเป๋า สองเท้าก้าวเข้ามาลงทุนซิฮะ
ประเทศเดี้ยนเปิดเสรีทาง การเงิน
และเสรีทางการปั่นหุ้น ชอร์ตหุ้น แทงไฮโลตัชนีห้าสิบแล้วค่ะ
เชิญ เข้ามาลงทุนได้&#8221;
แต่ที่คิดอยู่ในใจ มิกล้าเอื้อนเอ่ยวจี  กลัวเสียมารยาทก็คือ
&#8220;KU อยากแด็กส์เงินพวกมืงว่ะ&#8221;   ฮาๆๆๆ
แต่ พอเวลาเราเบื่อๆ  เพราะรู้สึกว่าไอ้พวกต่างชาติ
พอชวนมันเข้ามาแล้ว   ดันหัวหมอ
ไม่เห็นทำคุณประโยชน์อะไรให้กับกระเป๋า ku เลย
ก็จะด่า แบบสาดเสียเทเสีย
ไอ้พวกคิดร้ายทำลายชาติ
ไอ้คุณต่างชาติอ่าน แล้วก็คงหัวเราะ คิดในใจ
&#8220;ก็ชาติของKuที่ไหนหละ   อยากเชิญชวนKuเข้ามาทำไมว่ะ&#8221;
เมื่อข้าพเจ้าไม่ได้เป็นนักลงทุนต่าง ชาติ
ข้าพเจ้าก็ต้องใช้วิธีเอาใจเขา มาใส่ใจเรา  แล้วมั่วเอา
ก็ได้ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ขอขอบคุณคุณทวนลมเรโช ที่ช่วยไปขุดกระทู้เก่าที่เคยโพสไว้<br />
ก็เลยขอ เอามาฉายซ้ำอีกรอบ ในเวอสั้นพาดหัวแบบภาษาปะกิต</p>
<p><img src="../webboard/images/smiles/icon_wink.gif" alt="Wink" width="15" height="15" /> <img src="../webboard/images/smiles/icon_wink.gif" alt="Wink" width="15" height="15" /> <img src="../webboard/images/smiles/icon_wink.gif" alt="Wink" width="15" height="15" /> <img src="../webboard/images/smiles/icon_wink.gif" alt="Wink" width="15" height="15" /> <img src="../webboard/images/smiles/icon_wink.gif" alt="Wink" width="15" height="15" /> <img src="../webboard/images/smiles/icon_wink.gif" alt="Wink" width="15" height="15" /> <img src="../webboard/images/smiles/icon_wink.gif" alt="Wink" width="15" height="15" /> <img src="../webboard/images/smiles/icon_wink.gif" alt="Wink" width="15" height="15" /> <img src="../webboard/images/smiles/icon_wink.gif" alt="Wink" width="15" height="15" /></p>
<p>ตัดแปะชื่อสำนักเป็นภาษาปะ กิตซะหน่อย<br />
เผื่อพวกต่างชาติ จะเชิญไปเป็นผู้บรรยายพิเศษ<br />
แฮะ  แฮะ  ความจริงก็คือ<br />
ผมยังไม่เคยรู้จักนักลงทุนต่างชาติสักคน</p>
<p>&#8220;ต่าง ชาติ ต่างชาติและต่างชาติ&#8221;<br />
โอ้  ช่างเป็นคำที่ทำให้พวกเราชาวรายย่อยรายจุกจิก<br />
เกิดอาการ อยากๆ เบี่อๆ  เสียนี่กระไร<br />
แล้วเราก็ทำกับต่างชาติแบบ<br />
จูบๆตบๆ  ไปตามจินตนาการสำคัญกว่าความรู้<br />
ของไอนส์ไตน์ เอ๊ยของเรา</p>
<hr size="1" noshade="true" />เวลาอยาก  ก็จูบปากเชิญชวน<br />
สอง มือล้วงกระเป๋า สองเท้าก้าวเข้ามาลงทุนซิฮะ<br />
ประเทศเดี้ยนเปิดเสรีทาง การเงิน<br />
และเสรีทางการปั่นหุ้น ชอร์ตหุ้น แทงไฮโลตัชนีห้าสิบแล้วค่ะ<br />
เชิญ เข้ามาลงทุนได้&#8221;</p>
<p>แต่ที่คิดอยู่ในใจ มิกล้าเอื้อนเอ่ยวจี  กลัวเสียมารยาทก็คือ</p>
<p>&#8220;KU อยากแด็กส์เงินพวกมืงว่ะ&#8221;   ฮาๆๆๆ</p>
<p>แต่ พอเวลาเราเบื่อๆ  เพราะรู้สึกว่าไอ้พวกต่างชาติ<br />
พอชวนมันเข้ามาแล้ว   ดันหัวหมอ<br />
ไม่เห็นทำคุณประโยชน์อะไรให้กับกระเป๋า ku เลย<br />
ก็จะด่า แบบสาดเสียเทเสีย<br />
ไอ้พวกคิดร้ายทำลายชาติ</p>
<p>ไอ้คุณต่างชาติอ่าน แล้วก็คงหัวเราะ คิดในใจ</p>
<p>&#8220;ก็ชาติของKuที่ไหนหละ   อยากเชิญชวนKuเข้ามาทำไมว่ะ&#8221;</p>
<p>เมื่อข้าพเจ้าไม่ได้เป็นนักลงทุนต่าง ชาติ<br />
ข้าพเจ้าก็ต้องใช้วิธีเอาใจเขา มาใส่ใจเรา  แล้วมั่วเอา<br />
ก็ได้ หลักเกิน หรือไม่ก็หลักการมาดังนี้</p>
<p>๑.นักลงทุนต่างชาติคือ ใคร</p>
<p>ไม่น่าถามเลย  ก็นักลงทุนที่ไม่ได้ถือสัญชาติไทยนั่นแหละ<br />
(พ่อ ของข้าพเจ้าก็เลยกลายเป็นนักลงทุนต่างชาติ<br />
ด้วยความกิ๋บเก๋แบบไม่ได้ ตั้งใจ  เพราะยังเป็นต่างด้าว<br />
ซึ่งข้าพเจ้าก็เอาความเป็นนักลงทุนต่าง ชาติของพ่อ<br />
มาขายหุ้นบัวหลวงกระดานนอก ซื้อบัวหลวงกระดานใน<br />
กินส่วน ต่างหุ้นละ 100 บาทมาแล้ว ฮาๆๆ)</p>
<p>ลองมาสมมติกันว่าลาว เขมร  เวียดนามมีตลาดหุ้นครบทุกประเทศ<br />
พอเราตามเข้าไปตะลุมบอนในตลาดหุ้นลาว<br />
เขา ก็ต้องเรียกพวกเราว่า<br />
ไอ้พวกต่างซาด บักซิหยาม<br />
เวลาเราอ่านเจอนักลง ทุนลาวพูดว่า</p>
<p>&#8220;พวกมันซิคิดมาเอาเงินข้อย<br />
บ่ได้เห็นแก่ประเท ดซ่าดเฮาดอก&#8221;</p>
<p>เราในฐานะนักลงทุนต่างชาติของลาว<br />
ก็ต้องคิดในใจ ว่า</p>
<p>&#8220;เว้ยเฮ้ย  เรื่องอะไรkuต้องไปรักชาติมืงด้วยวะ<br />
มากวักมือ เรียกเข้าไปเองนี่หว่า  ช่วยไม่ได้  &#8221;</p>
<p>ก็คงเหมือนกับต่างชาติในตลาด หุ้นไทยนั่นแหละ<br />
ต่างชาติก็ต้องคิดแบบต่างชาติซิ<br />
ใครจะมาคิดแบบที่ พี่ไทยคิดกันเล่า<br />
เขาเรียกว่า &#8220;กงเกวียน กำเกวียน&#8221;<br />
หรือคิดเอาแต่ ได้นั่นแหละ</p>
<p>๒. นักลงทุนต่างชาติมีกี่สปีซี่</p>
<p>สำนักเท็ม เปิ้ลบ๊อกซิ่งเดา เอ๊ยคิดว่ามี ๒ สปี่ซี่ ๔ ซับสปี่ซี่</p>
<p>๑  สปี่ซี่ศิลปินเดี่ยว ข้ามาคนเดียวแต่อาจจะมีพวก ฮาๆๆ<br />
มี ๒ ซับสปี่ซี่</p>
<p>ก  ศิลปินเดี่ยวในเอเซีย</p>
<p>ที่เจ๋งสุดๆคือพวกไต้หวัน ฮ่องกง<br />
พวกนี้มาสไตล์ไฟท์เตอร์<br />
ชกดุดัน  แด็กส์ด่วน เสือปืนไว ใจเกินร้อย<br />
เจ๊งก็หาเงินมาเล่นใหม่<br />
ได้ก็ขนออกไปเล่นบ่อนอื่นต่อ<br />
ถ้าจัด อันดับการแด็กส์</p>
<p>&#8220;ตัวเล็กกินไก่  ตัวใหญ่กินช้าง  ตัวกลางกินหมู&#8221;<br />
ศิลปิน เดี่ยวเหล่านี้ ก็คงอยู่ชั้นกินไก่ กับกินหมูเท่านั้น</p>
<p>ข  ศิลปินเดี่ยวนอกเอเซีย</p>
<p>ก็ที่พวกเราบักซิหยาม  เรียกเขาว่าบักสีดานั่นแหละ<br />
ไม่ต้องอธิบายมาก<br />
พวกนี้มักจะลงทุน แบบหนอมแน้มและนุ่มนิ่ม<br />
แต่เวลาต้องการจะแด็กส์ไม่ด่วน<br />
พี่แกมักจะ ฟาดทีเดียวเป็นพันเปอร์เซนต์แล้วเลิก<br />
ส่วนใหญ่มาสไตล์ วีไอ   แต่ใจเกินร้อย<br />
ทุ่มไม่อั้น<br />
ค่อยๆเก็บหุ้นที่ไม่ใครสนใจ<br />
ไม่ มีสภาพคล่องคอ<br />
เป็นหุ้นที่มีพีอีสูง พีบีวีต่ำ   แต่ผลประกอบการเริ่มกลับหลังหัน<br />
พวกนี้จะแด็กส์ด่วนตูมเดียว   รายย่อยหงายหลัง<br />
เมื่อหุ้นมีราคาพีอีต่ำ พีบีวีสูง</p>
<p>ตัวอย่าง เช่น ไทเก้น บราเดอร์ส แอนด์โก<br />
ที่ทุ่มทุนสร้างเรื่อง TTA   จนโกยกำไรเป็นพันล้าน เป็นต้น</p>
<p>๒ ศิลปินหมาหมู่ เอ๊ยหมู่</p>
<p>ศิลปิน หมู่  หรือที่ข้าพเจ้ามักเรียกว่า<br />
&#8220;จอมยุทธเงินลงขัน&#8221;  หรือที่ชาวบ้านเขาเรียกว่า<br />
&#8220;กองทุนรวย ชาวบ้านจน&#8221; เอ๊ย &#8220;กองทุนรวม&#8221;<br />
จะ มี ๒ ซับสปี่ซี่เช่นกันคือ</p>
<p>ก  .จอมยุทธเงินลงขันต่างชาติสไตล์บ็อกเซอร์</p>
<p>พวกนี้มาฟอร์มเดียวกับพวก ศิลปินเดี่ยวนอกเอเซีย<br />
มาลงทุนแบบหนอมแน้มและนุ่มนิ่ม<br />
และแด็กส์ไม่ ด่วนแบบโหดร้ายและเกรี้ยวกราด<br />
จัดได้ว่าเป็นนักลงทุนแนว<br />
ดูแรงกรรม ของผลประกอบการเป็นหลักใหญ่<br />
พวกนี้ไม่ค่อยอันตรายในระยะสั้น<br />
สำหรับ พวกรายย่อยรายจุกจิกท้องถิ่น<br />
แช่เงินไว้นานๆ  เหมือนกับไร้พิษสง<br />
ดู เหมือนกับมันไม่ใช่เงินไร้พรมแดน<br />
ขอข้ามต่างชาติพวกนี้ไป<br />
เพราะไม่ ใช่ศูนย์หน้าตัวเป้า<br />
ไม่ค่อยอันตรายในระยะสั้น<br />
แต่ไอ้ศิลปินหมู่ซับ สปี่ซี่สุดท้ายนี่ซิอันตรายที่สุด</p>
<p>ข.  จอมยุทธเงินลงขันต่างชาติสไตล์อีแร้งเรียกพ่อ</p>
<p>ชาวบ้านเขาเรียกพวก นี้ซะกิ๋บเก๋ว่า<br />
กองทุนปกป้องความเสี่ยงหรือ hedge fund<br />
พวกนี้จะ ออกอาละวาดไปทั่วโลก<br />
ด้วยอาวุธร้ายที่นักลงทุนท้องถิ่นไม่มีคือ &#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;.</p>
<p>๒  พวกนักลงทุนต่างชาติเก่งกว่านักลงทุนท้องถิ่นหรือไม่</p>
<p>คำตอบที่น่า ชื่นใจอยู่บ้างคือ<br />
ไม่เก่งกว่าหรอก ถ้าทุกคนมีอาวุธเท่ากัน<br />
แต่มัน น่าเจ็บใจ<br />
ตรงที่บักสีดาโง่ๆคนนั้น<br />
มันดันพกเอ็มสิบหกกระสุนเต็ม ลำกล้อง ขึ้นไกเตรียมยิง<br />
มาสู้กับพี่ไซหมึ้งชวยเสาะ พี่เต็งพ้ง ฯลฯ<br />
ซึ่ง ยืนร่ายรำสุดยอดเพลงกระบี่ไร้ใจ ไร้พ่าย ไร้โรงจำนำ<br />
ใครจะชนะการดวล<br />
ก็ลองนึกดูแล้วกัน<br />
ว่าพวกพี่ๆเค้าจะชนะการดวลหรือเปล่า   ฮาๆๆๆ</p>
<p>๓   อะไรคืออาวุธร้ายที่สุดของนักลงทุนต่างชาติ</p>
<p>ลองนึกถึงเราเข้าไป เล่นหุ้นในลาว เขมร เวียดนาม ดูซิครับ<br />
อาวุธร้ายของเราก็คือ</p>
<p>&#8220;เงิน ไร้พรมแดน&#8221;</p>
<p>เงินนี้จะสามารถถ่ายเทไปมาได้สะดวกในสามตลาดอินโดจีน<br />
เจ๊ง ในลาว  ก็ไปหากำไรต่อในเขมร<br />
เจ๊งเขมรก็ไปหากำไรต่อในเวียดนาม<br />
ไม่ มีความจำเป็นอะไรเลย<br />
ที่เราเจ๊งในลาว  แล้วเราจะทู่ซี้เล่นในลาวต่อ<br />
ย้าย เงินไปเล่นในแหล่งที่มันยังทำกำไรให้ซิ</p>
<p>ผมขอเดาว่า ทุกวันนี้<br />
ราย ย่อย รายจุกจิกอย่างเราๆท่านๆในตลาดหุ้นไทยส่วนใหญ่<br />
กำลังเอา&#8221;เงินที่มี พรมแดน&#8221;  ไปสู้กับ&#8221;เงินไร้พรมแดน&#8221;<br />
ในเกมล่าส่วนเกินทุนที่เราจำกัดเวที ให้ตัวเอง<br />
แต่ต่างชาติไม่ต้องจำกัดเวทีที่จะเล่น</p>
<p>สรุปแล้วต่าง ชาติไม่ได้เก่งกว่าคนไทย<br />
เพียงแต่เขาได้อาวุธประจำตัวดีกว่า</p>
<p>๔  ยุทธศาสตร์และยุทธวิธีของพวกอีแร้งเรียกพ่อ</p>
<p>อย่างที่เคยเดา  เอ๊ยสันนิษฐานไว้ว่า<br />
อาวุธสำคัญของพวกกองทุนต่างชาติฯคือ</p>
<p>&#8220;เงิน ไร้พรมแดน&#8221;</p>
<p>เมื่อเงินมันไร้พรมแดนซะอย่าง<br />
ตลาดต่างๆก็ย่อมไร้ พรมแดนตามไปด้วย</p>
<p>คำว่าไร้พรมแดน<br />
ไม่ได้มาเพราะโชคช่วยนะ<br />
อยู่ ดีๆเงินจะไร้พรมแดนได้ไง<br />
คนในประเทศนั้นๆแหละ  เป็นคนทำให้มันไร้พรมแดนเอง<br />
อย่างของบักซิหยามเรา  ก็ด้วยการเปิดพรมแดนทางการเงิน<br />
หรือเรียกกันแบบกิ๋บเก๋(อีกแล้ว)ว่า   BIS<br />
เออ   อันนั้นกระผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามันคืออะไร<br />
รู้แต่ว่า  มันกินไม่ได้แต่เท่ห์อิ๋บอ๋ายเลย<br />
ส่วนพวกที่ไม่ยอมเท่ห์อิ๋บอ๋าย  อย่างเช่น<br />
อินเดีย กับเกาหลีใต้เมื่อสิบเจ็ดปีก่อน<br />
ก็นั่งกระดิกขา กินข้าวโพดคั่ว<br />
ดูหนังบู๊ล้างผลาญเรื่อง black monday อย่างสบายใจ<br />
เพราะ ไม่อนุญาตให้เงินลงทุนต่างชาติเข้าไปลงทุนในตลาดหุ้น</p>
<p>เอ  พอข้าพเจ้าหวนมาคิดถึง<br />
บรรดาบักซิหยามอย่างพวกเรา ก็พบว่า<br />
เราก็มี แบบกินไม่ได้แต่หมดตูด เอ๊ยแต่เท่ห์เหมือนกันแฮะ<br />
เงินไร้พรมแดนของหมู่ เฮาชาวบักซิหยาม<br />
ได้ข้ามพรมแดนไปยังปอยเปต เกาะกงทุกวัน<br />
ถ้าพวก กองทุนต่างชาติฯมีคุณภาพคับหลอดดูดนมยูเอชที<br />
เหมือนพวกบักซิหยามพกเงิน ไร้พรมแดนข้ามไปปอยเปต<br />
ป่านนี้  เราๆท่านๆ พวกรายย่อยรายจุกจิก<br />
คง แฮบปี้เอนดิ้งกันไปแล้ว<br />
ส่วนนายบ่อนไทยคงเก็บค่าต๋งเพลินเลย  ฮาๆๆๆๆ</p>
<p>แต่ พอ&#8221;รู้งี้&#8221;  มันก็ไม่งั้นดิ<br />
นอกจากอาวุธร้าย &#8220;เงินไร้พรมแดน&#8221;  ที่พกมาเต็มพิกัดแล้ว<br />
พี่แร้งฯยังพกอาวุธลับตามมาด้วยอีกเป็นพะเรอ เกวียน</p>
<p>ทั้งวิชาเทพ  วิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน<br />
แถมด้วยการทำให้ มันเป็นข่าวดีจริงและร้ายเกินปัจจุบัน</p>
<p>วิชามาร   ซื้อไว้แล้วเชียร์ขึ้น  ขายไปแล้วเชียร์ลง</p>
<p>เจอเข้าไปสามเด้งทั้ง<br />
เงิน ไร้พรมแดน  +  วิชาเทพ +  วิชามาร<br />
พี่ไทยก็ชักจะออกอาการแกว่งๆ<br />
เตะ สกัดศูนย์หน้าตัวเป้าไม่อยู่  กลัวโดนใบแดง  ฮาๆๆๆ</p>
<p>ขณะที่&#8221;เงินมี พรมแดน&#8221;ของพี่ไทยเรา<br />
ยังมัวงกๆหาว่าจะเล่นหุ้นตัว หมวดไหน<br />
&#8220;เงินไร้ พรมแดน&#8221;ของพี่แร้งฯเค้า<br />
ก็กำลังงกๆหาว่าจะเข้าตลาดไหน ภูมิภาคไหนเล่นดี</p>
<p>พี่ไทยเราอย่างเก่งก็แค่<br />
หุ้นตัวนี้ไม่ดี   เปลี่ยนไปเล่นตัวโน้น<br />
หมวดนี้ไม่ดี  เปลี่ยนไปเล่นหมวดโน้นแทน</p>
<p>ส่วน พี่แร้งฯเค้าทำแบบเหมาโหลถูกกว่า<br />
ตลาดแบบไหนดีก็เล่นตลาดนั้น<br />
ล็อค เป้าเอาซิ ระหว่าง<br />
ตลาดทุน ตลาดเงิน  ตลาดตราสารอนุพันธ์<br />
ถ้าตลาด ทุน ไม่ดีก็ย้ายไปตลาดเงิน ฯลฯ<br />
ถ้าประเทศนี้ไม่ดี   ก็ย้ายไปประเทศโน้น<br />
ภูมิภาคนี้ไม่ดี  ก็ย้ายภูมิภาคแม่มเลยซิวะ</p>
<p><img src="../webboard/images/smiles/icon_redface.gif" alt="Embarassed" width="15" height="15" /> <img src="../webboard/images/smiles/icon_redface.gif" alt="Embarassed" width="15" height="15" /> <img src="../webboard/images/smiles/icon_redface.gif" alt="Embarassed" width="15" height="15" /> <img src="../webboard/images/smiles/icon_redface.gif" alt="Embarassed" width="15" height="15" /> <img src="../webboard/images/smiles/icon_redface.gif" alt="Embarassed" width="15" height="15" /> <img src="../webboard/images/smiles/icon_redface.gif" alt="Embarassed" width="15" height="15" /> <img src="../webboard/images/smiles/icon_redface.gif" alt="Embarassed" width="15" height="15" /></p>
<p>อา   ข้าพเจ้ามองแล้วช่างหนาวยะเยือก<br />
กับยุทธศาสตร์และยุทธวิธีของพวกอีแร้ง เรียกพ่อเป็นยิ่งนัก<br />
นักวิเคราะห์พี่ไทยเรา  ส่วนใหญ่กำลังวิเคราะห์เจาะลึก</p>
<p>&#8220;เงินไร้พรมแดน&#8221;</p>
<p>ด้วยกรอบ ความคิดของ</p>
<p>&#8220;เงินมีพรมแดน&#8221;</p>
<p>ก็เลยลงท้ายด้วยการคิดว่า<br />
เดี๋ยว พวกมันก็ต้องกลับมาใหม่<br />
รอพวกku ปั่นขึ้นไปก่อน<br />
พอพวกเอ็งทนความ เย้ายวนของเกมล่าส่วนเกินทุนไม่ได้<br />
ก็ต้องขนเงินกลับมาแด็กส์ku  เอ๊ยให้ Ku แด็กส์ซิ  ฮาๆๆๆ<br />
เฮียๆ เจ้ๆ นักวิเคราะห์เจาะลึก  เจาะไข่แดงทั้งหลายขอรับ<br />
&#8220;เงินไร้พรมแดน&#8221;   มันล่าเหยื่อไปทั่วโลกนะขอรับคุณพี่ขา<br />
มันไม่ได้จมดักดานอยู่แต่ใน ประเทศไทยหรอก<br />
พี่แร้งแกฝากกระผมส่งซิกบอกว่า</p>
<p>&#8220;รอพวกไอแด็กส์ ที่อื่นจนอิ่มดีก่อนได้ป่าว<br />
เดี๋ยวพวกไอจะกลับมาเล่นเกมล่าส่วนเกินทุน กับพวกมืง เอ๊ยพวกยูเอง&#8221;<br />
<a href="../webboard/viewtopic.php?t=22952">http://www.thaivi.com/webboard/viewtopic.php?t=22952</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.thaivi.com/2010/02/140/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>คุณภาพของกำไร</title>
		<link>http://www.thaivi.com/2010/02/138/</link>
		<comments>http://www.thaivi.com/2010/02/138/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 05 Feb 2010 03:56:42 +0000</pubDate>
		<dc:creator>oatty</dc:creator>
				<category><![CDATA[Investor's Article]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.thaivi.com/?p=138</guid>
		<description><![CDATA[เพื่อนๆ  หลายคนอาจจะเคยสงสัยว่าหุ้นบางตัวทำไม p/e ต่ำมาก  แต่เมื่อซื้อไปแล้ว   ราคาหุ้นก็ไม่ไปไหน    บางตัวอาจจะต่ำกว่าพื้นฐานจริงๆ   แต่หลายๆ  ตัวอาจจะซื้อขายอยู่ในระดับราคาที่เหมาะสมแล้ว   เพราะตัวที่กำหนด p/e   ปัจจัยหนึ่งคือ “ คุณภาพของกำไร ” ครับ     คุณภาพของกำไรจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับปัจจัยดังนี้ครับ 

แนวโน้มของความสม่ำเสมอของกำไร    หุ้นบางตัวอาจจะมีกำไรดีเพียงปีใดปีหนึ่ง  หรือชั่วครั้งชั่วคราว   และมีผลการดำเนินงานย้อนหลังไม่สม่ำเสมอ   เช่น  บางปีกำไรน้อย   บางปีกำไรมาก   หรือบางปีขาดทุน  บางปีกำไร    หุ้นประเภทเหล่านี้มีคุณภาพของกำไรต่ำครับ    หุ้นเหล่านี้มักจะเป็นหุ้นวัฎจักร   ที่มีผลการดำเนินงานขึ้นลงตามรอบของราคาผลิตภัณฑ์    หรือเป็นหุ้นที่มียอดขายแปรผันตามเศรษฐกิจมากๆ    หรืออาจจะเป็นหุ้นที่เกี่ยวข้องกับราคาสินค้าโภคภัณฑ์สูง [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div><span>เพื่อนๆ  หลายคนอาจจะเคยสงสัยว่าหุ้นบางตัวทำไม p/e ต่ำมาก  แต่เมื่อซื้อไปแล้ว   ราคาหุ้นก็ไม่ไปไหน    บางตัวอาจจะต่ำกว่าพื้นฐานจริงๆ   แต่หลายๆ  ตัวอาจจะซื้อขายอยู่ในระดับราคาที่เหมาะสมแล้ว   เพราะตัวที่กำหนด p/e   ปัจจัยหนึ่งคือ “ คุณภาพของกำไร ” ครับ     คุณภาพของกำไรจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับปัจจัยดังนี้ครับ </span></p>
<ol>
<li><span>แนวโน้มของความสม่ำเสมอของกำไร    หุ้นบางตัวอาจจะมีกำไรดีเพียงปีใดปีหนึ่ง  หรือชั่วครั้งชั่วคราว   และมีผลการดำเนินงานย้อนหลังไม่สม่ำเสมอ   เช่น  บางปีกำไรน้อย   บางปีกำไรมาก   หรือบางปีขาดทุน  บางปีกำไร    หุ้นประเภทเหล่านี้มีคุณภาพของกำไรต่ำครับ    หุ้นเหล่านี้มักจะเป็นหุ้นวัฎจักร   ที่มีผลการดำเนินงานขึ้นลงตามรอบของราคาผลิตภัณฑ์    หรือเป็นหุ้นที่มียอดขายแปรผันตามเศรษฐกิจมากๆ    หรืออาจจะเป็นหุ้นที่เกี่ยวข้องกับราคาสินค้าโภคภัณฑ์สูง   เช่น   หุ้นที่ต้องใช้แร่ธาตุเป็นสัดส่วนสูงในการผลิต    หรือหุ้นการเกษตรที่กำไรในแต่ละปีมีความสัมพันธ์กับราคาวัตถุดิบ   ดินฟ้าอากาศ  หรือโรคระบาด   หุ้นเหล่านี้ถือว่ามีคุณภาพของกำไรต่ำครับ<br />
ส่วนหุ้นที่มีคุณภาพของกำไรสูง   คือหุ้นที่มีความสม่ำเสมอและต่อเนื่องของกำไร    โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากกำไรสามารถเพิ่มขึ้นอย่างสม่ำเสมอด้วย       หุ้นเหล่านี้มักจะเป็นหุ้นที่มีความนิยมในตัวแบรนด์   หรือผลิตภัณฑ์สูงและลูกค้ามักจะมีการซื้อซ้ำ  หรือมีต้นทุนในการ switching  ไปใช้สินค้าคู่แข่งสูง    นอกจากนี้ยังรวมถึงหุ้นที่มีฐานรายได้มั่นคงจากการให้เช่า   ซึ่งหมายความว่าหากลูกค้าเดิมยังอยู่   รายได้ในปีนี้จะเป็นฐานของปีต่อไป   และหากมีลูกค้าเพิ่มหรือมีการขยายก็จะทำให้ฐานรายได้เพิ่มขึ้นไปตลอด<br />
</span></li>
<li><span>รูปแบบการรับรู้รายได้     หุ้นบางตัวมีการเพิ่มขึ้นของรายได้และกำไรสูง    แต่รายได้ทั้งหมดเป็นลูกหนี้การค้า  คือ  ให้เครดิตกับลูกค้า    หุ้นประเภทนี้มีแนวโน้มที่จะมีคุณภาพของกำไรต่ำ    โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากระยะเวลาที่ให้เครดิตกับลูกค้านานกว่าระยะเวลาการได้ รับเครดิตจากเจ้าหนี้การค้าด้วย  ( A/R day ต่ำว่า A/P day )     หุ้นประเภทเหล่านี้เวลารายได้เพิ่มขึ้นจะต้องใช้เงินทุนหมุนเวียนสูง   และมีความเสี่ยงจากการเกิดหนี้สูญในอนาคตด้วย   นอกจากนี้    หากหุ้นดังกล่าวมี net margin คืออัตรากำไรเทียบยอดขายต่ำ   ก็จะยิ่งทำให้คุณภาพของกำไรแย่ลงไปอีก   เนื่องจากแสดงว่าการจะได้มาซึ่งกำไรเพิ่มขึ้น 1 บาท   จะต้องใช้ยอดขายเพิ่มจำนวนมาก   ซึ่งต้องหมายความว่าจะใช้เงินทุนหมุนเวียนสูงกว่าหุ้นที่มี net margin สูง  หุ้นที่มีการรับค่าสินค้าและบริการเป็นเงินสด    หรือจากแหล่งที่มีความน่าเชื่อถือสูง  เช่น จากผู้ให้บริการบัตรเครดิต    จะเป็นหุ้นที่มีคุณภาพของกำไรสูงกว่า<br />
</span></li>
<li><span>หุ้นที่ต้องการใช้เงินลงทุนสูงในการเพิ่มกำไร     ธุรกิจบางประเภท  หากต้องการเพิ่มกำไร  จะต้องมีการลงทุนใหม่ๆ  อยู่ตลอดเวลา    ซึ่งทำให้กำไรที่ได้ในปีปัจจุบันจะต้องถูกเก็บไว้สำหรับลงทุนใหม่ๆ  ตลอดเวลาเพื่อเพิ่มยอดขาย    หุ้นเหล่านี้มักจะเป็นหุ้นที่เรียกว่า capital  intensive   ถือว่ามีแนวโน้มของคุณภาพกำไรที่ต่ำ   โดยเฉพาะอย่างยิ่ง   หากเป็นธุรกิจที่การขยายโครงการให้ผลตอบแทนโดยวัดจาก IRR หรือ ROA  ไม่สูงนัก   เมื่อผลตอบแทนจากการลงทุนต่ำ   ก็จะทำให้ต้องใช้เงินทุนสูงในการสร้างกำไรที่เพิ่มขึ้น 1 หน่วย    หุ้นดังกล่าวมักจะต้องมีต้นทุนคงที่เพิ่มขึ้นเพื่อที่จะทำให้กำไรเพิ่มขึ้น     ดังนั้นหุ้นประเภทนี้หากรายได้ลดลงเมื่อไหร่กำไรจะลงเร็วมากเพราะต้นทุนคง ที่ที่เพิ่มขึ้นไปแล้วจะไม่ลดลง     หุ้นประเภทดังกล่าวมักจะต้องมีเงินกู้ระดับสูง  ตลอดเวลา    จึงทำให้มีความเสี่ยงทางการเงินสูง  นอกจากนี้จะส่งผลต่ออัตราการจ่ายเงิน ปันผลด้วย  กล่าวคือ  หุ้นประเภทดังกล่าวมักจะมี p/e ต่ำแต่มี dividend  yield ต่ำเช่นกัน    หุ้นประเภทดังกล่าวมักจะเป็นหุ้นโรงงานอุตสาหกรรมที่ผลิตสินค้าที่ไม่มีแบ รนด์ของตัวเอง
<p></span><span>หุ้นที่มี คุณภาพของกำไรที่ต่ำมากไปอีกคือหุ้นที่จะต้องมีการลงทุนตลอดเวลาเพื่อรักษา รายได้และกำไรให้คงที่    หุ้นประเภทนี้มักจะเป็นหุ้นที่กระบวนการผลิตมีการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี เร็วมาก   ดังนั้นหุ้นประเภทดังกล่าวนอกจากกำไรจะแทบไม่เพิ่มแล้ว    ปันผลก็จะอยู่ในระดับต่ำตลอดเวลา    นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงจากการลงทุนเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงหรือก้าวตาม เทคโนโลยีไม่ทันอีกด้วย</p>
<p>หลายคนอาจจะนึกไม่ถึงว่าหุ้นธนาคารก็เป็นหุ้นที่มีคุณภาพของกำไรค่อนข้างต่ำ   กล่าวคือ  ปัจจุบันธนาคารมีต้นทุนเงินฝาก 2% โดยประมาณ   และปล่อยกู้ได้เฉลี่ย 6%   ดังนั้นผลตอบแทนของสินทรัพย์หลังหักค่าใช้จ่ายจะอยู่ประมาณ 3%    ดังนั้นการที่ธนาคารจะมีกำไรเพิ่มขึ้น 3 บาท  จะต้องเพิ่มสินทรัพย์ถึง 100  บาท   โดยสินทรัพย์ที่เพิ่มขึ้นก็มีความเสี่ยงด้วยเพราะเป็นลูกหนี้ธนาคาร    ดังนั้นก็เท่ากับว่าหากลูกหนี้ 100 บาทที่เพิ่มมานั้นสามารถชำระได้เพียง  50 บาท  ก็เท่ากับว่าธนาคารต้องทำงานเพื่อชดเชยเงินให้กู้ที่หายไปถึง 16 ปี<br />
หุ้นที่มีคุณภาพของกำไรสูงคือ   หุ้นที่สามารถเพิ่มรายได้และกำไรโดยไม่ต้องลงทุนเพิ่มหรือลงทุนค่อนข้าง น้อยเมื่อเปรียบเทียบกับรายได้และกำไรที่เพิ่มขึ้น</span></li>
</ol>
<p><span> ข้อสังเกตของหุ้นที่มีคุณภาพของกำไรต่ำก็คือ   แม้ว่า p/e จะต่ำ  แต่ก็จะมีอัตราการจ่ายปันผลที่ต่ำ   และจำนวนหนี้สินไม่ลดลง  หรือเพิ่มขึ้นตลอดเวลา    และท้ายสุดอาจจะต้องเพิ่มทุนเพื่อนำเงินมาขยายกิจการ    และหุ้นทึ่มีคุณภาพของกำไรต่ำ   หลายบริษัทไม่สามารถยืนได้ในระยะยาวๆ    วันหนึ่งมักจะพบกับปัญหาต่างๆ เช่น  หนี้สูญ    ภาวะถดถอยของธุรกิจที่ทำให้ต้องมีปัญหาด้านการชำระเงินกู้    หรือการลดลงของรายได้หรือกำไรอย่างรวดเร็วที่เกิดจากปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้  เช่น  การเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของราคาวัตถุดิบ   ปัจจัยด้านธรรมชาติหรือโรคระบาดต่างๆ</span></p>
<p><span>ปัจจัยที่มีผลต่อคุณภาพของกำไรยังมีประเด็นปลีกย่อยอยู่ บ้าง    และผมอาจจะเสริมอีกที    หวังว่ากระทู้นี้คงจะเป็นคำตอบสำหรับคำถามที่ว่า  ทำไมหุ้นบางตัว p/e  ต่ำแต่ไม่น่าซื้อ   หรือหุ้นบางตัว p/e สูงแต่ทำไมยังขึ้นไปอีกเรื่อยๆ ครับ</span></div>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.thaivi.com/2010/02/138/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เรื่องเล่าของนักล่า ตอน วิญญาณสัตว์ป่า</title>
		<link>http://www.thaivi.com/2010/02/136/</link>
		<comments>http://www.thaivi.com/2010/02/136/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 05 Feb 2010 03:55:50 +0000</pubDate>
		<dc:creator>oatty</dc:creator>
				<category><![CDATA[Investor's Article]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.thaivi.com/?p=136</guid>
		<description><![CDATA[(เรื่องเล่าต่อจากนี้  เป็นเพียงเรื่องที่เกิดขึ้นในจินตนาการของผม &#8220;ม้าเฉียว&#8221; เท่านั้น)
20  ปีหลังจากภาวะตกต่ำสุดขีดของตลาดหุ้นของประเทศนอร์ทาแลนด์  เป็นเวลานานพอที่จะทำให้ทุกคนในประเทศนี้ลืมเหตุการณ์วิกฤติครั้งนั้น  ความเฟื่องฟูของตลาดหุ้นกลับมาอีกครั้ง  และดรรชนีหุ้นพุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนทุกคนรู้สึกว่า  มีแต่คนหน้าโง่เท่านั้นที่คิดว่าหุ้นถึงจุดสูงสุดแล้ว  เศรษฐีใหม่ที่ร่ำรวยจากตลาดหุ้นปรากฏให้เห็นทั่วไป  และสังคมก็ให้การยอมรับในเกียรติและความสามารถของเศรษฐีใหม่เหล่านี้  กว่าครึ่งหนึ่งของนักเรียนที่สมัครเรียนมหาวิทยาลัย  เลือกเรียนคณะการเงินและการลงทุน  เพื่อหวังว่าจะกอบโกยรายได้จากภาวะขาขึ้นของตลาดหุ้นที่คาดว่าจะกินเวลายาว นานที่สุดในประวัติศาสตร์ 
นาวินเป็น หนึ่งในบรรดาเศรษฐีใหม่ที่ร่ำรวยจากการเก็งกำไรในตลาดหุ้น  เขาสร้างความฉงนให้กับเพื่อนบ้านอย่างมาก  เพราะเขาไม่มีงานประจำทำเหมือนคนอื่นๆ แต่ละวันเขาจะแต่งการด้วยชุดลำลอง  ออกจากบ้านพร้อมกับถุงกอล์ฟ  ในมือมีโทรศัพท์มือถือรุ่นล่าสุดที่สามารถส่งคำสั่งซื้อขายหุ้น  และติดตามข่าวสารทางธุรกิจได้อย่างรวดเร็ว แล้วขับรถ BMW ซีรี่ 8  รุ่นใหม่ล่าสุด ออกจากบ้านด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
จริงๆแล้ว  นาวินก็ไม่ได้แตกต่างจากนักเก็งกำไรอื่นๆที่เติบโตมาจากครอบครัวที่มีฐานะ ค่อนข้างยากจน  การเก็งกำไรในตลาดหุ้นจึงเป็นหนทางที่ทำให้ร่ำรวยอย่างรวดเร็วที่สุด  ครอบครัวของเด็กน้อยนาวิน เป็นชาวไร่สัปปะรด [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div><span>(เรื่องเล่าต่อจากนี้  เป็นเพียงเรื่องที่เกิดขึ้นในจินตนาการของผม &#8220;ม้าเฉียว&#8221; เท่านั้น)</p>
<p>20  ปีหลังจากภาวะตกต่ำสุดขีดของตลาดหุ้นของประเทศนอร์ทาแลนด์  เป็นเวลานานพอที่จะทำให้ทุกคนในประเทศนี้ลืมเหตุการณ์วิกฤติครั้งนั้น  ความเฟื่องฟูของตลาดหุ้นกลับมาอีกครั้ง  และดรรชนีหุ้นพุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนทุกคนรู้สึกว่า  มีแต่คนหน้าโง่เท่านั้นที่คิดว่าหุ้นถึงจุดสูงสุดแล้ว  เศรษฐีใหม่ที่ร่ำรวยจากตลาดหุ้นปรากฏให้เห็นทั่วไป  และสังคมก็ให้การยอมรับในเกียรติและความสามารถของเศรษฐีใหม่เหล่านี้  กว่าครึ่งหนึ่งของนักเรียนที่สมัครเรียนมหาวิทยาลัย  เลือกเรียนคณะการเงินและการลงทุน  เพื่อหวังว่าจะกอบโกยรายได้จากภาวะขาขึ้นของตลาดหุ้นที่คาดว่าจะกินเวลายาว นานที่สุดในประวัติศาสตร์ </span><br />
<span>นาวินเป็น หนึ่งในบรรดาเศรษฐีใหม่ที่ร่ำรวยจากการเก็งกำไรในตลาดหุ้น  เขาสร้างความฉงนให้กับเพื่อนบ้านอย่างมาก  เพราะเขาไม่มีงานประจำทำเหมือนคนอื่นๆ แต่ละวันเขาจะแต่งการด้วยชุดลำลอง  ออกจากบ้านพร้อมกับถุงกอล์ฟ  ในมือมีโทรศัพท์มือถือรุ่นล่าสุดที่สามารถส่งคำสั่งซื้อขายหุ้น  และติดตามข่าวสารทางธุรกิจได้อย่างรวดเร็ว แล้วขับรถ BMW ซีรี่ 8  รุ่นใหม่ล่าสุด ออกจากบ้านด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม</p>
<p>จริงๆแล้ว  นาวินก็ไม่ได้แตกต่างจากนักเก็งกำไรอื่นๆที่เติบโตมาจากครอบครัวที่มีฐานะ ค่อนข้างยากจน  การเก็งกำไรในตลาดหุ้นจึงเป็นหนทางที่ทำให้ร่ำรวยอย่างรวดเร็วที่สุด  ครอบครัวของเด็กน้อยนาวิน เป็นชาวไร่สัปปะรด  ที่แทบจะหาหนทางสร้างฐานะไม่ได้เลย  เพราะแค่พอยังชีพก็ต้องเอาแรงทั้งหมดที่มีเข้าแลก  หนุ่มน้อยนาวินตัดสินใจลาออกจากโรงเรียน เมื่ออายุเพียง 15 ปี  เด็กหนุ่มคนนี้ซึ่งเป็นคนมีสติปัญญา และไหวพริบดี  พยายามคิดหาหนทางสร้างรายได้ด้วยวิธีการต่างๆ  โดยเริ่มต้นจากการเป็นลูกจ้างในร้านอาหารในเมือง  เพราะงานนี้ทำให้เขาได้ทานข้าว โดยไม่ต้องเสียเงิน  เงินเดือนที่เขาได้รับจึงถูกนำมาใช้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น  ด้วยเจ้าความคิดที่ต้องการหารายได้มากๆ ในระหว่างนั่งรถสองแถวกลับบ้านนั้น  เขาก็สังเกตเห็นชาวนา ชาวไร่  และชาวสวน ต่างชลมุน กับการรดน้ำต้นไม้  และพืชผลของตน เพราะสองสามปีมานี้ เกิดภาวะฝนแล้งมาก  จนทำให้ปริมาณน้ำไม่พอใช้ รัฐบาลต้องเข้ามากำกับการใช้น้ำ  โดยในแต่ละวันเจ้าหน้าที่จะจ่ายน้ำให้เกษตรกรในเขตชลประทานหนึ่งๆ  เพียงหนึ่งครั้งเท่านั้น เขาจึงมีความคิดที่จะสร้างอุปกรณ์ง่ายๆ  ที่จะติดตั้งไว้กับเครื่องสูบน้ำของเกษตรกร  ที่หากเมื่อใดมีน้ำในคลองชลประทาน  อุปกรณ์ดังกล่าวก็จะมีกลไกที่ให้เปิดสวิตซ์เดินเครื่องสูบน้ำเข้าแปลงสวนไร่ นาของเกษตรกรทันที ทำให้เกษตรกรไม่ต้องกังวลว่าทางการจะปล่อยน้ำมาเมื่อใด</p>
<p>อุปกรณ์ ที่หนุ่มน้อยนาวินประดิษฐ์ขึ้นมานั้นเป็นที่พึงพอใจของเกษตรกร  ชาวไร่ชาวนาทั่วประเทศล้วนพากันซื้ออุปกรณ์ชิ้นนี้  โดยได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาล สิทธิบัตรในอุปกรณ์ดังกล่าว  ทำให้หนุ่มน้อยบ้านนอกคนนี้ กลายเป็นเศรษฐีเงินล้านในขณะที่อายุยังไม่ถึง  20 ปี</p>
<p>ความคิดสร้างสรรค์ของเขาไม่หยุดแค่นั้น  เขาประดิษฐ์สินค้าตัวใหม่ หวังจะโกยรายได้เหมือนครั้งก่อน  คราวนี้เป็นอุปกรณ์รดน้ำอัตโนมัติที่สามารถรดน้ำได้ทั่วถึง  และสามารถปรับปริมาณและความแรงของน้ำให้เหมาะสมกับความต้องการของพืชแต่ละ ชนิด ครั้งนี้เขาก็โกยรายได้อีกหลายสิบล้าน แต่โชคชะตายังเล่นตลกกับเขา  เพราะอุปกรณ์รดน้ำอัตโนมัติจำนวนหนึ่งของเขาใช้ได้เพียงปีเดียวก็ใช้การไม่ ได้ ชาวนาชาวไร่จึงร้องเรียนกับนักการเมืองว่าอุปกรณ์ของเขาไม่ได้มาตรฐาน  แรงกดดันจากฝ่ายการเมืองทำให้เขาต้องชดใช้ค่าเสียหายให้กับชาวไร่ชาวนานับ สิบล้านบาท  นับเป็นครั้งแรกที่เขารับรู้รสชาดของอิทธิพลของนักการเมืองในประเทศนี้</p>
<p>นาวิน มักรู้สึกว่าตัวเองโชคดี ที่ได้พบเจอกับเรื่องดังกล่าว ตั้งแต่อายุยังน้อย  เพราะเขาคิดว่า นั่นเป็นประสบการณ์ที่ล้ำค่าที่ทำให้ในเวลาต่อมา  เขาจะบริจาคเงินให้นักการเมืองอยู่เสมอ โดยเชื่อว่า  สักวันหนึ่งดอกผลที่เขาได้รับจะคุ้มกว่าเงินที่บริจาคไปหลายเท่านัก</p>
<p>นาวิน เริ่มเข้าวงการค้าหุ้นเมื่อ 10  ปีหลังเหตุการณ์ตลาดหุ้นดิ่งเหวครั้งประวัติศาสตร์ของนอร์ทาแลนด์  ด้วยแรงบัลดาลใจว่าจะต้องตั้งตัวให้ได้  เขาเฝ้าสังเกตการแอบเก็บหุ้นของนักเก็งกำไรรายใหญ่  เมื่อคนพวกนี้มีหุ้นในมือมากพอก็จะกว้านซื้อเป็นล็อตใหญ่ๆ  พร้อมๆกับดันราคาหุ้นให้สูงขึ้น แล้วหาทางขายทำกำไรในภายหลัง  โดยนักเก็งกำไรรายใหญ่ มักจะมีแหล่งเงินทุนที่มากพอที่จะทุ่มซื้อหุ้น  รวมทั้งอาศัยอิทธิพลทั้งทางการเมืองและการเงินในการพยุงราคาหุ้นไว้  ก่อนที่จะถึงเวลาขายทำกำไร</p>
<p>จนกระทั่งมีความมั่นใจเต็มเปี่ยม  นาวินก็กระโดดไขว่คว้าหาความมั่งคั่งจากตลาดหุ้น  แม้จะยังไม่รู้เรื่องหุ้นดีพอ เขายอมรับเสมอๆว่า  เขาแทบจะไม่รู้เรื่องอะไรเลยเกี่ยวกับธุรกิจของบริษัทที่เขาซื้อหุ้นไว้  และเขาก็ไม่สนใจด้วยว่าราคาและปริมาณการซื้อขายหุ้นในอดีตที่ผ่านมา  และกราฟเทคนิคเป็นอย่างไร รู้เพียงแต่ว่าจะสามารถขายต่อในราคาที่สูงขึ้นได้  นาวินมักจะรู้สึกขำขันเชิงเยอะเย้ยเสียด้วยซ้ำ เมื่อมีนักค้าหุ้น  หรือนักวิเคราะห์พูดถึงเรื่อง เงินปันผล อัตราส่วนพีอี  การซื้อหรือขายมากเกินไป หรือข้อมูลแนวรับ แนวต้าน  เขามองว่าคนพวกนี้ก็ไม่ต่างจากคนโง่ แต่เฮง  และมักจะเฮงเฉพาะภาวะกระทิงเปลี่ยวเท่านั้น แถมยังชอบเรียกตัวเองว่า  ผู้เชียวชาญอีกต่างหาก</p>
<p>เป้าหมายแรกของนาวิน คือ บริษัทขนาดเล็ก  เขาได้มีการทำข้อตกลงลับๆกับกลุ่มนักการเมือง  และนายธนาคารท้องถิ่นที่ต้องการปล่อยสินเชื่อวงเงินสูงๆ  เพื่อระดมทุนสำหรับปฏิบัติการครั้งนี้  เพราะทุนส่วนตัวของเขาเองไม่เพียงพอที่จะทำให้เรื่องทั้งหมดสำเร็จได้  อิทธิพลและบารมีของนักการเมืองจะทำให้นายธนาคารยินดีปล่อยเงินกู้จำนวนมาก  เพื่อให้นาวินเอาไปกว้านซื้อหุ้น และหลังจากขายทำกำไรแล้ว  ก็จะนำเงินมาชำระเงินกู้พร้อมดอกเบี้ย และกำไรส่วนที่เหลือ  เขาก็จะแบ่งกับกลุ่มนักการเมือง ตามสัดส่วนที่ได้ตกลงกัน</p>
<p>งานชิ้น แรกสำเร็จด้วยดี เขาสามารถทำกำไรได้หลายสิบล้าน เขารู้สึกมั่นใจว่า  การทำเงินในช่วงต่อจากนี้ไปจะง่ายขึ้น  เพราะอย่างน้อยทุนส่วนตัวเขาก็เพิ่มขึ้นมาก ต่อจากนี้ไปเขาต้องมีทีมงาน  เพื่อให้โอกาสในการทำเงินได้มากขึ้นและง่ายขึ้น  ทีมงานของเขาประกอบไปด้วยนักเก็งกำไรหลายคน  แต่ละคนช่างมีบุคลิกของนักเก็งกำไรที่มักจะเดินตัวตรง มีท่าทีผยอง  และชอบพูดจาเสียงดัง คนขับแท็กซี่ที่ให้บริการคนเหล่านี้  จะรู้สึกได้ทันทีว่า คนพวกนี้ช่างดูตัวพองอย่างน่าพิศวง  นาวินในฐานะผู้นำกลุ่มกลับเป็นผู้มีกิริยาวาจาสงบเสงี่ยม  และเขาเป็นคนไม่นิยมความเสี่ยงเอาเสียเลย หากต้องเสี่ยง  เขาต้องแน่ใจว่าจะสามารถจัดการกับเรื่องต่างๆให้เป็นไปตามแผนของเขาได้  แม้ว่าบางสถานการณ์ช่างดูเย้ายวน และอยากลองมากเพียงใดก็ตาม  เขาก็จะไม่ทุ่มเงินลงไป หากเขาไม่มั่นใจว่าจะสามารถควบคุมสถานการณ์ได้  นาวินจะเป็นผู้ประสานงานกับนักการเมือง นายธนาคาร และโบรกเกอร์  ส่วนทีมงานแต่ละคนก็จะมีหน้าที่และความสำคัญต่างๆกันออกไป  บางคนรับหน้าที่ประสานงาน และปล่อยข่าวกับนักลงทุนระยะสั้น  และบางคนรับหน้าที่ในการทยอยเก็บหุ้น</p>
<p>การซื้อขายหุ้น  และการหากำไรของเขานับวันจะทำให้เขามีความมั่นใจมากขึ้น  เงินในบัญชีที่พอกพูนขึ้น และความสำเร็จหลายๆครั้งที่ผ่านมา  ทำให้เครดิตของเขาดีขึ้นเรื่อยๆ สามารถระดมทุนได้มากขึ้น เขาประกาศว่า  ตนเองคือนักเก็งกำไรที่น่าเชื่อถือที่สุด</p>
<p>จนกระทั่งวันหนึ่ง  นาวินตัดสินใจว่า ถึงเวลาที่ต้องสร้างเกียรติประวัติอันสูงสุดแล้ว  งานชิ้นใหญ่ที่สุด ยากและซับซ้อนกว่าที่เคยทำมาก่อนหน้า  งานนี้ผุดขึ้นมาในความคิด เมื่อเขาทราบว่า มาร์โก  หนึ่งในนักเก็งกำไรชั้นเซียน ได้ถือหุ้นอยู่ราว 10% ในบริษัท PTN  ที่ทำธุรกิจพลังงานแห่งหนึ่ง นาวินจึงไปติดต่อขอซื้อหุ้นจำนวนดังกล่าว  ซึ่งมาร์โกก็เต็มใจขายให้ หุ้นจำนวนดังกล่าวถูกกระจายการถือหุ้นผ่าน  Nominees นาวิน เพื่อไม่ให้เกินสัดส่วนที่ทำให้ต้องแจ้งกับทางการ  จากนั้นเขาก็เริ่มติดต่อขอซื้อหุ้นจากกองทุน และบริษัทหลักทรัพย์ที่ถือหุ้น  PTN ทีละเล็กที่ละน้อย ใช้เวลากว่า 1 ปี จึงได้หุ้นครบตามที่ต้องการ คือ  51% ในช่วงเวลาของการสะสมหุ้นของนาวิน ราคาหุ้น PNT ก็ขยับขึ้นต่อเนื่อง  จากประมาณ 100 NTD เป็น 400 NTD การซื้อขายในตลาดเพียงเล็กน้อย  ก็ทำให้ราคาหุ้น PNT เปลี่ยนแปลงมากกว่า 5% แล้ว</p>
<p>นาวินเข้าพบคณะ กรรมการบริหารของ PNT เพื่อแสดงหลักฐานการถือหุ้นของตน  และขู่ว่าจะไล่คณะกรรมการบริหารทุกคนออก เว้นเสียแต่ว่า บริษัท PNT  จะยอมซื้อหุ้น 51% ที่เขาถือครองอยู่ ในราคาหุ้นละ 300 NTD  ในขณะที่เขาซื้อมาในราคาเฉลี่ยไม่ถึง 150 NTD</p>
<p>นาวินทำให้คณะกรรมการ บริหาร PNT ตื่นตระหนกมากขึ้น เมื่อเขาปล่อยข่าวว่า  เขาได้ให้บริษัทหลักทรัพย์แห่งหนึ่งติดต่อนักลงทุนต่างชาติให้มาซื้อหุ้น  51% ของเขา หากบริษัท PNT ไม่ยอมซื้อหุ้นดังกล่าว  นาวินผลักดันทำให้เรื่องนี้ได้แพร่ไปถึงหูนักการเมือง และสมาชิกสภาสูง  ที่รักษาผลประโยชน์ของชาติ  นักการเมืองกลุ่มนี้จึงได้เข้าพบคณะกรรมการบริหาร PNT เพื่อขอให้ PNT  ทำทุกวิถีทางที่จะไม่ปล่อยให้นักลงทุนต่างชาติเข้าครอบครองหุ้นมากถึง 51%</p>
<p>จาก นั้นนาวินก็เข้าติดต่อนายธนาคาร KSB ที่กำลังต้องการปล่อยสินเชื่อจำนวนมาก  เพื่อขอให้ปล่อยเงินกู้ให้กับ PNT เพื่อนำเงินไปซื้อหุ้นคืน  โดยนาวินจะให้ผลประโยชน์ตอบแทนจำนวนหนึ่ง  โดยนายธนาคารคนดังกล่าวจะต้องผลักดันให้คณะกรรมการพิจารณาสินเชื่อของธนาคาร อนุมัติปล่อยกู้ครั้งนี้ให้ได้ โดยให้เหตุผลสำคัญคือ PNT  มีความสามารถในการชำระหนี้ให้ธนาคารอย่างแน่นอน  เพราะบริษัทนี้สามารถทำกำไรได้อย่างต่อเนื่อง และการซื้อหุ้นคืนครั้งนี้  PNT จะประหยัดเงินปันผลได้จำนวนมาก  และสามารถนำเงินที่ประหยัดได้มาชำระหนี้ธนาคารได้</p>
<p>นายธนาคารจาก KSB  เข้าไปติดต่อ คณะกรรมการบริหาร PNT  เพื่อยื่นข้อเสนอสินเชื่อสำหรับซื้อหุ้นคืน แรงกดดันจากทุกสารทิศ  ทำให้คณะกรรมการบริหาร PNT ไม่สามารถหาหนทางอื่นได้  และในความรู้สึกลึกๆของกรรมการบริหารแต่ละคน  ต่างก็เป็นห่วงอนาคตในหน้าที่การงานของตนมากกว่าการรักษาผลประโยชน์ของ บริษัท เพราะกรรมการบริหารแต่ละคนถือหุ้นใน PNT เพียงเล็กน้อยเท่านั้น  แต่หากถูกไล่ออกจากตำแหน่งที่ทำอยู่จริง หมายถึงรายได้ประจำที่ต้องขาดหายไป  โบนัสก้อนโต ก๊วนกอล์ฟ กีฬาโปรด และการใช้ชีวิตที่หรูหรา  ที่พลันต้องหายวับไปกับตา  สิ่งเหล่านี่ต่างหากคือความกลัวที่อยู่ในใจของกรรมการบริหาร PNT</p>
<p>ภาย หลังการเจรจาที่เคร่งเครียดจบลง PNT ตัดสินใจซื้อหุ้น 51%  ที่นาวินถืออยู่ในราคาที่เขาต้องการ โดยใช้เงินกู้จาก KSB  งานใหญ่ชิ้นนี้สิ้นสุดลง นาวินหัวเราะอย่างภาคภูมิใจกับผลงานชิ้นโบว์แดง  กำไรมหาศาลจากการกระทำที่ไม่ต่างกับการกรรโชกทรัพย์  บางส่วนถูกแบ่งให้นักการเมือง และนายธนาคาร  ส่วนนักลงทุนระยะสั้นอื่นๆที่เข้ามาเก็งกำไรในหุ้น PNT ต้องอ้าปากค้าง  เฝ้ามองราคาหุ้นร่วงจาก 400 NTD ลงมาที่ 300 NTD  ทันทีที่ข่าวนี้แพร่สะพัดออกไป</p>
<p>การปฏิบัติการครั้งประวัติศาสตร์ นาวินสิ้นสุดลง ไม่มีสื่อมวลชนใดในประเทศที่ไม่รู้จักเขา  หน้ากากถูกเปิดออกแล้ว นาวินไม่สามารถดำรงอยู่ในฐานะผู้นำกลุ่มอีกต่อไป  สิ่งที่เขาต้องทำต่อจากนี้ คือ หาผู้สืบทอด</span></div>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.thaivi.com/2010/02/136/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>สิบกฎเหล็กการลงทุนของแม่ทัพสุมาอี้</title>
		<link>http://www.thaivi.com/2010/02/134/</link>
		<comments>http://www.thaivi.com/2010/02/134/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 05 Feb 2010 03:55:15 +0000</pubDate>
		<dc:creator>oatty</dc:creator>
				<category><![CDATA[Investor's Article]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.thaivi.com/?p=134</guid>
		<description><![CDATA[นั่งสรุปหลักการลงทุนที่ผมยึดถือมาให้อ่านกันแล้วครับ นึกได้แค่ 10 ข้อก่อน  ที่จริงอยากเรียกว่า personal biases มากกว่า  ไม่อยากเรียกว่าหลักการลงทุนเท่าไร
1.  ซื้อก็ต่อเมื่อได้วิเคราะห์ข้อมูลจนมั่นใจว่ามูลค่าตลาดของหุ้นตัวนั้นต่ำ กว่ามูลค่าปัจจุบันของกระแสเงินสดในอนาคตทั้งหมดที่คาดหวังได้ของบริษัทเท่า นั้น ซึ่งถ้ามันเป็นเช่นนั้นจริง ซื้อมาแล้วไม่ต้องขายเลยก็ยังกำไร  (กฎข้อนี้สำคัญมากห้ามผ่าฝืนเด็ดขาด) &#8230;
นั่งสรุปหลักการลงทุนที่ผมยึดถือมาให้อ่านกันแล้วครับ  นึกได้แค่ 10 ข้อก่อน ที่จริงอยากเรียกว่า personal biases มากกว่า  ไม่อยากเรียกว่าหลักการลงทุนเท่าไร
1.  ซื้อก็ต่อเมื่อได้วิเคราะห์ข้อมูลจนมั่นใจว่ามูลค่าตลาดของหุ้นตัวนั้นต่ำ กว่ามูลค่าปัจจุบันของกระแสเงินสดในอนาคตทั้งหมดที่คาดหวังได้ของบริษัทเท่า นั้น ซึ่งถ้ามันเป็นเช่นนั้นจริง ซื้อมาแล้วไม่ต้องขายเลยก็ยังกำไร  (กฎข้อนี้สำคัญมากห้ามผ่าฝืนเด็ดขาด)

2.  ทิศทางของราคาหุ้นเป็นสิ่งที่ไม่มีทางทำนายได้ อย่าพยายามทำกำไรด้วยการ  BLASH การเทรดหุ้นทุกวันเปรียบเสมือนการกระโจนเข้าใส่เครื่องบดเนื้อ
3.  ให้ความสำคัญกับการวิเคราะห์บริษัทและอุตสาหกรรมให้มากที่สุด  ไม่ต้องให้ความสำคัญกับการทำนายทิศทางเศรษฐกิจมหภาค  เรือทุกลำต้องเผชิญพายุเหมือนกันหมด  จงพยายามเลือกเรือลำที่ดีที่สุดแทนที่จะพยายามคาดเดาว่าพายุจะมาเมื่อไร
4.   ราคาหุ้นไม่มีความสัมพันธ์กับกำไรในปัจจุบันแต่จะวิ่งไปตามความเชื่อของตลาด [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>นั่งสรุปหลักการลงทุนที่ผมยึดถือมาให้อ่านกันแล้วครับ นึกได้แค่ 10 ข้อก่อน  ที่จริงอยากเรียกว่า personal biases มากกว่า  ไม่อยากเรียกว่าหลักการลงทุนเท่าไร</p>
<p>1.  ซื้อก็ต่อเมื่อได้วิเคราะห์ข้อมูลจนมั่นใจว่ามูลค่าตลาดของหุ้นตัวนั้นต่ำ กว่ามูลค่าปัจจุบันของกระแสเงินสดในอนาคตทั้งหมดที่คาดหวังได้ของบริษัทเท่า นั้น ซึ่งถ้ามันเป็นเช่นนั้นจริง ซื้อมาแล้วไม่ต้องขายเลยก็ยังกำไร  (กฎข้อนี้สำคัญมากห้ามผ่าฝืนเด็ดขาด) &#8230;<br />
<span><span>นั่งสรุปหลักการลงทุนที่ผมยึดถือมาให้อ่านกันแล้วครับ  นึกได้แค่ 10 ข้อก่อน ที่จริงอยากเรียกว่า personal biases มากกว่า  ไม่อยากเรียกว่าหลักการลงทุนเท่าไร</p>
<p>1.  ซื้อก็ต่อเมื่อได้วิเคราะห์ข้อมูลจนมั่นใจว่ามูลค่าตลาดของหุ้นตัวนั้นต่ำ กว่ามูลค่าปัจจุบันของกระแสเงินสดในอนาคตทั้งหมดที่คาดหวังได้ของบริษัทเท่า นั้น ซึ่งถ้ามันเป็นเช่นนั้นจริง ซื้อมาแล้วไม่ต้องขายเลยก็ยังกำไร  (กฎข้อนี้สำคัญมากห้ามผ่าฝืนเด็ดขาด)<br />
</span><br />
2.  ทิศทางของราคาหุ้นเป็นสิ่งที่ไม่มีทางทำนายได้ อย่าพยายามทำกำไรด้วยการ  BLASH การเทรดหุ้นทุกวันเปรียบเสมือนการกระโจนเข้าใส่เครื่องบดเนื้อ</p>
<p>3.  ให้ความสำคัญกับการวิเคราะห์บริษัทและอุตสาหกรรมให้มากที่สุด  ไม่ต้องให้ความสำคัญกับการทำนายทิศทางเศรษฐกิจมหภาค  เรือทุกลำต้องเผชิญพายุเหมือนกันหมด  จงพยายามเลือกเรือลำที่ดีที่สุดแทนที่จะพยายามคาดเดาว่าพายุจะมาเมื่อไร</p>
<p>4.   ราคาหุ้นไม่มีความสัมพันธ์กับกำไรในปัจจุบันแต่จะวิ่งไปตามความเชื่อของตลาด ว่าพรุ่งนี้กำไรของบริษัทจะเป็นเท่าไร  หุ้นที่ขึ้นไม่ใช่หุ้นที่ปัจจัยพื้นฐานดี  แต่หุ้นที่ขึ้นคือหุ้นที่ปัจจัยพื้นฐานไม่ดีในวันนี้แต่กำลังจะดีขึ้นวัน หน้าหรือหุ้นที่ปัจจัยพื้นฐานดีอยู่แล้วและจะดีขึ้นไปอีก</p>
<p>5.  หุ้นบูลชิพที่เติบโตช้า แม้ downside จะต่ำ -20% แต่ upside ก็ต่ำด้วย +20%  หุ้นเติบโตสูงจึงน่าลงทุนมากกว่าเพราะแม้ว่า downside ของมันอาจจะมากถึง  -100% แต่ upside ของมันไม่มีขีดจำกัด (อาจเป็น 200% 500% 1000%&#8230;)  พอร์ตที่มีหุ้นเติบโตสูงหลายๆ  ตัวแม้จะผันผวนมากกว่าแต่จะวิ่งได้ไกลกว่าพอร์ตที่เต็มไปด้วยหุ้นบูลชิพใน ระยะยาวๆ</p>
<p>6. อย่าให้ความสำคัญกับ dividend yield มากนัก  เพราะไม่มีกฎว่าบริษัทต้องจ่ายเงินปันผลเท่าเดิมทุกปี จงสนใจว่าบริษัทเอา  retained earnings ไปลงทุนทำอะไรมากกว่า  มูลค่าของบริษัทจะเพิ่มขึ้นได้ก็ต่อเมื่อบริษัทลงทุนในโครงการที่ให้ผลตอบ แทนที่คุ้มค่าเท่านั้น</p>
<p>7.  หุ้นเป็นหลักทรัพย์ที่มีผลตอบแทนคุ้มค่ากับการเสี่ยงมากที่สุด  อย่าเสียเวลาคิดว่าควรแบ่งเงินไปลงตราสารหนี้เท่าไรหุ้นเท่าไร  เงินส่วนใหญ่ของคุณควรอยู่ในหุ้นกับเงินสดตลอดเวลา อย่ากลัว market crash  เพราะในระยะยาวๆ  ไม่มีตลาดหุ้นไหนในโลกที่ไม่สามารถกลับมาสูงกว่าจุดสูงสุดเดิมได้  เพราะเศรษฐกิจในระบอบทุนนิยมโตต้องขึ้นเรื่อยๆ</p>
<p>8.  จงละเลยหุ้นที่มีประวัติเรื่องเอาเปรียบผู้ถือหุ้นรายย่อย  หรือมีพฤติกรรมดูแลราคาหุ้นแม้แต่ครั้งเดียว  ราวกับว่าบริษัทเหล่านั้นมิได้ซื้อขายอยู่ในตลาดหลักทรัพย์</p>
<p>9.  โอกาสในตลาดหุ้นไม่ได้มีมากขนาดหาได้ทุกวันมิฉะนั้นผู้คนคงเลิกทำงานประจำ  บริษัทคงเลิกนำเงินไปลงทุนนอกตลาด ในบรรดาหุ้น 20  ตัวที่คุณอยากซื้อในหนึ่งปี จงใช้เงินทั้งหมดที่มีอยู่ซื้อแค่ 1-2  ตัวที่คุณคิดว่าเป็นโอกาสที่ดีที่สุดใน 20 ตัวนั้น  คุณจะพบว่าคุณจะได้รับผลตอบแทนที่ดีกว่าการแบ่งเงินออกเป็น 20  ส่วนเพื่อซื้อทั้ง 20 ตัว</p>
<p>10.  นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จร้อยทั้งร้อยมีความคิดที่เป็นอิสระ  ถ้าคุณจอดรอไฟแดงอยู่ที่สี่แยกที่ไม่มีรถวิ่งอยู่  แต่รถคันหลังรุมกดดันคุณด้วยการบีบแตรไล่ให้คุณวิ่งออกไปเลย  ถ้าคุณไม่สนใจแรงกดดันนั้นและรอจนไฟเขียวจึงค่อยไป  คุณมีแนวโน้มที่จะเล่นหุ้นแล้วประสบความสำเร็จครับ</span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.thaivi.com/2010/02/134/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>4</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ข้อมูลวงใน</title>
		<link>http://www.thaivi.com/2010/02/132/</link>
		<comments>http://www.thaivi.com/2010/02/132/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 05 Feb 2010 03:54:37 +0000</pubDate>
		<dc:creator>oatty</dc:creator>
				<category><![CDATA[Investor's Article]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.thaivi.com/?p=132</guid>
		<description><![CDATA[ผมมีโอกาสในพูดคุยกับนักลงทุนจำนวนมาก  ผมพบว่ามีเหตุผลหนึ่งของการเข้าซื้อหุ้นเก็งกำไรของนักลงทุนเหล่านั้นคือ  ได้รับข้อมูลวงในมา ว่าราคาจะไปเท่านั้น เท่านี้ จะมีข่าวอย่างนั้นอย่างนี้  เช่น ออก w จะมี deal ต่างๆ นานา และมีการปรับเป้าหมายขึ้นตลอดเวลา  แต่ท้ายสุดก็ราคาหุ้นเก็งกำไรเหล่านี้ก็ตกลงมาสู่จุดที่มันควรจะเป็น  ทุกงานเลี้ยงก็มีวันเลิกรา นัลงทุนบางคนก็มีกำไรบ้างและออกตัวทัน  บางคนกำไรช่วงแรกแต่เสียคืนหมดจนเข้าเนื้อ บางคน เต้นฟุตเวิร์ก  รอจังหวะมานาน กว่าจะมั่นใจเข้าซื้อหุ้นก็กำลังจะ peak แล้ว และที่แน่นอน  ส่วนใหญ่ cut loss ไม่เป็นเช่นเคยครับ  เข้าข่ายที่นักเล่นหุ้นชื่อดังของบ้านเราในอดีตเคยบอกว่า profit cut short,  loss let it runs  ซึ่งผมพบว่านักเล่นหุ้นบ้านเราหลายคนยึดคตินี้ในการลงทุนเป็นสรณะ
ผมเอง ก็ได้เตือนนักลงทุนเหล่านี้ไปพอสมควรถึงการเคลื่อนไหวของราคาที่เกินปัจจัย พื้นฐาน แต่การเตือนก็ดูเหมือนกับเป็นการไม่ปรารถนาดีกับเขา  เนื่องจากราคาหุ้นได้ปรับขึ้นเรื่อยๆ  [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ผมมีโอกาสในพูดคุยกับนักลงทุนจำนวนมาก  ผมพบว่ามีเหตุผลหนึ่งของการเข้าซื้อหุ้นเก็งกำไรของนักลงทุนเหล่านั้นคือ  ได้รับข้อมูลวงในมา ว่าราคาจะไปเท่านั้น เท่านี้ จะมีข่าวอย่างนั้นอย่างนี้  เช่น ออก w จะมี deal ต่างๆ นานา และมีการปรับเป้าหมายขึ้นตลอดเวลา  แต่ท้ายสุดก็ราคาหุ้นเก็งกำไรเหล่านี้ก็ตกลงมาสู่จุดที่มันควรจะเป็น  ทุกงานเลี้ยงก็มีวันเลิกรา นัลงทุนบางคนก็มีกำไรบ้างและออกตัวทัน  บางคนกำไรช่วงแรกแต่เสียคืนหมดจนเข้าเนื้อ บางคน เต้นฟุตเวิร์ก  รอจังหวะมานาน กว่าจะมั่นใจเข้าซื้อหุ้นก็กำลังจะ peak แล้ว และที่แน่นอน  ส่วนใหญ่ cut loss ไม่เป็นเช่นเคยครับ  เข้าข่ายที่นักเล่นหุ้นชื่อดังของบ้านเราในอดีตเคยบอกว่า profit cut short,  loss let it runs  ซึ่งผมพบว่านักเล่นหุ้นบ้านเราหลายคนยึดคตินี้ในการลงทุนเป็นสรณะ<br />
ผมเอง ก็ได้เตือนนักลงทุนเหล่านี้ไปพอสมควรถึงการเคลื่อนไหวของราคาที่เกินปัจจัย พื้นฐาน แต่การเตือนก็ดูเหมือนกับเป็นการไม่ปรารถนาดีกับเขา  เนื่องจากราคาหุ้นได้ปรับขึ้นเรื่อยๆ  เหมือนเป็นการสกัดโอกาสการทำกำไรของพวกเขานั่นเอง</p>
<p>ผมจึงนึกถึงคำคม ของคุณคลายเครียดแห่งห้องสินธร และขออนุญาตยืมมาใช้ ก็คือ  ข้อมูลวงในระดับดิวิชั่น 3 ซึ่งผมเห็นด้วยเลยว่า ข้อมูลวงในมีหลายระดับ  ตั้งแต่ระดับพรีเมียร์ลีก ( คือ ลีกสูงสุดของอังกฤษ  เผื่อใครไม่ชอบดูฟุตบอลจะได้ไม่งงนะครับ ) จนไปถึงระดับดิวิชั่น 3  หรือกระทั่งต่ำกว่านั้น ขึ้นกับความใกล้ชิดของแหล่งข้อมูล</p>
<p>ผมเชื่อ ว่าน้อยคนนักที่จะได้รับข้อมูลวงในระดับพรีเมียร์ลีก  ส่วนใหญ่ผมเชื่อว่าข้อมูลวงในที่นักลงทุนบ้านเราได้รับจะเป็นเพียงระดับดิวิ ชั่น 2-3 ซึ่งเป็นข้อมูลที่ได้จากการบอกต่อๆ กัน หรือ  แม้จะใกล้ชิดกับแหล่งข้อมูลมากก็ตาม  แต่แหล่งข้อมูลก็ให้ข้อมูลโดยมีวัตถุประสงค์บางอย่างแอบแฝง  เพราะเราลืมไปว่าเราก็ไม่ใช่ญาติพี่น้องเค้าหรือเพื่อนสนิทที่ร่วมหัวจมท้าย กันมา ซึ่งแน่นอนครับ ข้อมูลวงในระดับดิวิชั่น 3  ก็สู้ข้อมูลวงในระดับพรีเมียร์ลีกไม่ได้อยู่วันยังค่ำครับ</p>
<p>ผมสังเกต ว่าข้อมูลวงในหลายครั้ง อาจจะเชื่อได้ในจังหวะเข้าซื้อ คือ  หุ้นที่มีข่าวนั้นมักจะขึ้นจริงๆ แต่จังหวะการขาย  ผมยังไม่ค่อยจะเห็นว่ามีข้อมูลวงในที่ไหนที่จะ timing  การขายให้กับนักลงทุนได้ถูกจังหวะเสียที</p>
<p>แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือ  นักลงทุนหลายคนประเมินระดับข้อมูลวงในที่ได้รับนั้นผิดไป  หลายคนที่ได้รับขัอมูลวงในในระดับดิวิชั่น 3  แต่กลับเชื่อว่านี่คือข้อมูลในระดับพรีเมียร์ลีก เพราะคำว่า &#8221; เจ้าของบอกมา  &#8221; &#8221; ผมรู้จักเจ้ามือหุ้นตัวนี้ดี &#8221;  กว่าจะรู้อีกทีก็ติดหุ้นถลำลึกไปเสียแล้ว</p>
<p>จึงยกเรื่องนี้มาเล่า เพื่อนเป็นอุทธาหรณ์สำหรับเพื่อนๆ หลายคนที่ลงทุนในหุ้น โดยเฉพาะเพื่อนๆ  ที่ลงทุนในห้องค้า ที่ได้ยินคำว่า &#8221; ขัอมูลวงใน &#8221; อยู่บ่อยๆ  และเป็นข้อเตือนใจสำหรับการลงทุนในหุ้นตัวอื่นๆ  ที่วิ่งโดยอาศัยแรงเก็งกำไรจนเกินปัจจัยพื้นฐานไปมากแล้ว  หากใครยังห้ามใจตัวเองไม่อยู่ในการเข้าไปเก็งกำไร ให้ลองอ่านบทความเรื่อง &#8221;  หุ้นอสูรกาย &#8221; ที่ผมเคยเขียนดูอีกทีนะครับ</p>
<p>แต่ถ้ารับความเสี่ยงได้  และคิดจะเสี่ยง ก็ต้อง cut loss ให้เป็นนะครับ เล่นหุ้นเก็งกำไร แล้ว cut  loss ไม่เป็น ก็เหมือน ชกมวยแล้วออกหมัดอย่างเดียว ตั้งการ์ดไม่เป็น  ชกอย่างนี้โดยน็อคลูกเดียวครับ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.thaivi.com/2010/02/132/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>อสุรกายในขวดแก้ว</title>
		<link>http://www.thaivi.com/2010/02/130/</link>
		<comments>http://www.thaivi.com/2010/02/130/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 05 Feb 2010 03:53:56 +0000</pubDate>
		<dc:creator>oatty</dc:creator>
				<category><![CDATA[Investor's Article]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.thaivi.com/?p=130</guid>
		<description><![CDATA[
ผมเคยเล่าเรื่องอสูรกายในขวดแก้วแล้วครั้งหนึ่ง  ขอเอามาเล่าซ้ำอีกทีสำหรับเพื่อนๆ ที่ยังไม่ได้อ่านนะครับ
เรื่องนี้ เป็นนิยายต่างประเทศ มีชายคนหนึ่งฐานะไม่สู้ดีนัก  หลงรักผู้หญิงคนนึงเป็นลูกสาวเศรษฐี  ด้วยความที่จนกว่าจึงไม่สามารถสู่ขอแต่งงานได้ชายคนนั้นจึงมีความทุกข์มาก  จนกระทั่งได้เข้าไปนั่งในร้านแห่งหนึ่ง  ก็เห็นชายคนหนึ่งเป็นผู้มีอันจะกินแต่งตัวดีมาก แต่สีหน้าไม่สู้ดีนัก  พระเอกจึงเข้าไปถามว่าพี่ชายก็มีเงินทองขนาดนี้ทำไม่ถึงมีความทุกข์  ชายคนนั้นจึงเล่าให้ฟังว่า เขามีขวดอยู่ใบหนึ่ง  มีอสูรกายอยู่ภายในและสามารถขอได้ทุกสิ่งทุกอย่าง และจะขายให้กับพระเอก  แต่มีเงื่อนไขว่าขวดนี้จะต้องขายต่อในราคาต่ำกว่าที่ซื้อมาทุกครั้งและหาก ไม่สามารถขายได้ก่อนตายเมื่อตายไปจะต้องอยู่ในนรกตลอดกาล
พระเอก ก็โกรธและกล่าวว่าเอาสิ่งชั่วร้ายอย่างนี้มาให้เขาทำไม  ชายคนนั้นใจเย็นและกล่าวต่อว่า คิดดูสิ เธอก็ซื้อขวดนี้ไป  ขอทุกอย่างที่ต้องการให้หมด และขายขวดนี้ไปให้คนอื่น  เมื่อก่อนขวดใบนี้ราคาเป็นล้านเหรียญ ต้องเป็นเศรษฐีเท่านั้นถึงซื้อได้  ตอนนี้ดูสิเหลือแค่ 70 เหรียญเอง
พระเอกด้วยความที่มีความรักอยู่และ ต้องการเงินจึงซื้อขวดนี้ไป และขอทุกอย่างที่ปรารถนา  และก็สามารถขายขวดนี้ไปได้ในราคา 69 เหรียญ  หลังจากนั้นพระเอกก็ไปสู่ขอนางเอกและแต่งงาน
เรื่องราวดูเหมือนจะจบ ลงแบบ happy แต่เมื่อแต่งงานได้ไม่นาน  พระเอกก็พบว่าตัวเองกำลังเป็นโรคเรื้อนซึ่งเป็นโรคที่รักษาไม่หาย  [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div>
<p>ผมเคยเล่าเรื่องอสูรกายในขวดแก้วแล้วครั้งหนึ่ง  ขอเอามาเล่าซ้ำอีกทีสำหรับเพื่อนๆ ที่ยังไม่ได้อ่านนะครับ</p>
<p>เรื่องนี้ เป็นนิยายต่างประเทศ มีชายคนหนึ่งฐานะไม่สู้ดีนัก  หลงรักผู้หญิงคนนึงเป็นลูกสาวเศรษฐี  ด้วยความที่จนกว่าจึงไม่สามารถสู่ขอแต่งงานได้ชายคนนั้นจึงมีความทุกข์มาก  จนกระทั่งได้เข้าไปนั่งในร้านแห่งหนึ่ง  ก็เห็นชายคนหนึ่งเป็นผู้มีอันจะกินแต่งตัวดีมาก แต่สีหน้าไม่สู้ดีนัก  พระเอกจึงเข้าไปถามว่าพี่ชายก็มีเงินทองขนาดนี้ทำไม่ถึงมีความทุกข์  ชายคนนั้นจึงเล่าให้ฟังว่า เขามีขวดอยู่ใบหนึ่ง  มีอสูรกายอยู่ภายในและสามารถขอได้ทุกสิ่งทุกอย่าง และจะขายให้กับพระเอก  แต่มีเงื่อนไขว่าขวดนี้จะต้องขายต่อในราคาต่ำกว่าที่ซื้อมาทุกครั้งและหาก ไม่สามารถขายได้ก่อนตายเมื่อตายไปจะต้องอยู่ในนรกตลอดกาล<br />
พระเอก ก็โกรธและกล่าวว่าเอาสิ่งชั่วร้ายอย่างนี้มาให้เขาทำไม  ชายคนนั้นใจเย็นและกล่าวต่อว่า คิดดูสิ เธอก็ซื้อขวดนี้ไป  ขอทุกอย่างที่ต้องการให้หมด และขายขวดนี้ไปให้คนอื่น  เมื่อก่อนขวดใบนี้ราคาเป็นล้านเหรียญ ต้องเป็นเศรษฐีเท่านั้นถึงซื้อได้  ตอนนี้ดูสิเหลือแค่ 70 เหรียญเอง</p>
<p>พระเอกด้วยความที่มีความรักอยู่และ ต้องการเงินจึงซื้อขวดนี้ไป และขอทุกอย่างที่ปรารถนา  และก็สามารถขายขวดนี้ไปได้ในราคา 69 เหรียญ  หลังจากนั้นพระเอกก็ไปสู่ขอนางเอกและแต่งงาน</p>
<p>เรื่องราวดูเหมือนจะจบ ลงแบบ happy แต่เมื่อแต่งงานได้ไม่นาน  พระเอกก็พบว่าตัวเองกำลังเป็นโรคเรื้อนซึ่งเป็นโรคที่รักษาไม่หาย  จึงทุกข์ใจอย่างยิ่งและได้นึถึงขวดอสูรกายขึ้นมา แต่เวลาก็ได้ผ่านไปพอสมควร  ขวดใบนั้นได้ถูกเปลี่ยนมือหลายครั้งจนราคาลดลงเรื่อยๆ  ด้วยความไม่ยั้งคิดทำให้พระเอกได้ซื้อขวดนี้มาในราคา 1 เซ็นต์  ซึ่งหมายความว่าจะขายในราคาต่ำกว่านี้ไม่ได้อีกแล้ว</p>
<p>แม้ว่าพระเอกจะ หายจากโรคเรื้อน แต่ก็ต้องพบกับความทุกข์อย่างสาหัสกว่าเดิม  เพราะการเก็บขวดไว้จนตายจะต้องเผชิญกับความน่ากลัวอย่างยิ่ง  จนนางเอกรู้เข้า จึงได้ช่วยหาทางแก้ไข</p>
<p>จนกระทั่งทราบว่ามีเมืองแห่ง หนึ่งที่หน่วยของเงินเล็กกว่าเซ็นต์ คือ 1 เซ็นต์แลกได้ 5  หน่วยของเงินเมืองนั้น ทั้งคู่จึงเดินทางไป  แต่เมื่อทั้งคู่ได้เล่าความทั้งข้อดีและข้อเสียของขวด  ก็ไม่มีใครในเมืองยอมซื้อเพราะกลัวที่จะต้องตกนรกตลอดไป ด้วยความเสียสละ  นางเอกจึงปลอมตัวเป็นคนมาซื้อขวดไป  พระเอกซึ่งไม่รู้จึงขายได้ไปและมีความยินดีอย่างมาก  แต่ก็แปลกใจที่ทำไมนางเอกดูเหมือนมีความทุกข์อยู่ ท้ายสุดพระเอกรู้ความจริง  จึงทำแบบเดียวกันบ้างคือมาปลอมตัวมาซื้อขวดไปอีก</p>
<p>เรืองนี้จบลงด้วย มีคนเมาและกึ่งๆ บ้ารายหนึ่งมาซื้อขวดไปที่ราคา 1 หน่วย  พระเอกนางเอกจึงกลับมาใช้ชีวิตอย่างมีความสุขอีกครั้ง ก็จบแบบ happy ending  ตามแบบฉบับนิยายครับ</p>
<p>เรื่องนี้ทำให้ผมนึกถึงหุ้นที่มีการปั่นราคา ทุกครั้ง หุ้นที่สามารถขึ้นได้ 10 เท่าตัว  ก็เหมือนการซื้อขวดอสูรกายที่สามารถให้โชคลาภได้ แต่สำหรับตลาดหุ้น  เราไม่มีทางรู้ว่าเราจะเป็นคนสุดท้ายที่จะถือขวดใบนั้นหรือไม่ครับ  และอาจจะมีคนถือขวดใบนั้นได้มากกว่า 1 คนครับ</p>
<p>ดังนั้น  ในตลาดแบบนี้มีหุ้นปั่นที่ผมอาจจะเรียกแทนว่าหุ้นอสูรกายจำนวนมาก  จึงอยากให้เพื่อนๆ คิดถึงเรื่องนี้ไว้เป็นอุทาหรณ์นะครับ</p></div>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.thaivi.com/2010/02/130/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>การบริหารเวลา</title>
		<link>http://www.thaivi.com/2010/02/128/</link>
		<comments>http://www.thaivi.com/2010/02/128/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 05 Feb 2010 03:52:59 +0000</pubDate>
		<dc:creator>oatty</dc:creator>
				<category><![CDATA[Investor's Article]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.thaivi.com/?p=128</guid>
		<description><![CDATA[ผมได้ข้อสังเกตอย่างหนึ่งขณะใช้รถไฟฟ้าที่ลอนดอนครับ  ว่าการใช้บันไดเลื่อนขึ้นลงที่สถานีจะมีการกำหนดมารยาทการใช้ว่าคนที่ยืนบน บันไดเลื่อนเฉยๆ จะยืนชิดขวา คนที่รีบและจะเดินจะเดินชิดซ้าย  ทำให้ผมนึกเปรียบเทียบกับบ้านเราที่คนส่วนใหญ่จะยืนกันหมด  หากใครรีบแล้วอยากเดินจะลำบากเพราะจะแทรกไปข้างหน้าไม่ได้
ผมเอ  งเป็นคนหนึ่งที่ชอบเดินเวลาใช้บันไดเลื่อนต่างๆ  เพราะคิดว่ามันทำให้ถึงจุดหมายโดยเร็วและเป็นการออกกำลังกายด้วย  ผมลองคิดว่าหากผมเป็นคนหนึ่งที่ต้องใช้รถไฟฟ้าใต้ดินทุกวัน  ซึ่งมีบันไดเลื่อนขึ้นลง 2-3 ชั้น หากวันหนึ่งผมเดินขึ้นลงเร็วๆ  น่าจะประหยัดเวลาได้เที่ยวละ 1 นาที หรือไป-กลับ 2 นาที
หากผมต้อง เดินทางโดยรถไฟฟ้าคิดเป็นวันทำงานประมาณ 235 วันต่อปี  แล้วใช้วิธีการเดินขึ้นลงบันไดเลื่อน ตลอดระยะเวลา 10 ปีผมจะประหยัดเวลาได้  4673 นาที หรือ 78.2 ชั่วโมง
หากผมเอาเวลานี้มาอ่านหนังสือเกี่ยว กับเรื่องลงทุน ซึ่งอาจจะใช้เวลาเฉลี่ยประมาณ 5 ชั่วโมงต่อเล่ม  ก็เท่ากับว่าผมสามารถอ่านหนังสือได้เพิ่มถึงเกือบๆ 16 เล่มในระยะเวลา 10 ปี  ซึ่งก็นับว่าได้ความรู้ขึ้นอีกมากทีเดียวครับ
เราเรียกเวลาที่เรา ต้องอยู่เฉยโดยไม่ได้ทำอะไรให้เกิดประโยชน์ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ผมได้ข้อสังเกตอย่างหนึ่งขณะใช้รถไฟฟ้าที่ลอนดอนครับ  ว่าการใช้บันไดเลื่อนขึ้นลงที่สถานีจะมีการกำหนดมารยาทการใช้ว่าคนที่ยืนบน บันไดเลื่อนเฉยๆ จะยืนชิดขวา คนที่รีบและจะเดินจะเดินชิดซ้าย  ทำให้ผมนึกเปรียบเทียบกับบ้านเราที่คนส่วนใหญ่จะยืนกันหมด  หากใครรีบแล้วอยากเดินจะลำบากเพราะจะแทรกไปข้างหน้าไม่ได้</p>
<p>ผมเอ  งเป็นคนหนึ่งที่ชอบเดินเวลาใช้บันไดเลื่อนต่างๆ  เพราะคิดว่ามันทำให้ถึงจุดหมายโดยเร็วและเป็นการออกกำลังกายด้วย  ผมลองคิดว่าหากผมเป็นคนหนึ่งที่ต้องใช้รถไฟฟ้าใต้ดินทุกวัน  ซึ่งมีบันไดเลื่อนขึ้นลง 2-3 ชั้น หากวันหนึ่งผมเดินขึ้นลงเร็วๆ  น่าจะประหยัดเวลาได้เที่ยวละ 1 นาที หรือไป-กลับ 2 นาที</p>
<p>หากผมต้อง เดินทางโดยรถไฟฟ้าคิดเป็นวันทำงานประมาณ 235 วันต่อปี  แล้วใช้วิธีการเดินขึ้นลงบันไดเลื่อน ตลอดระยะเวลา 10 ปีผมจะประหยัดเวลาได้  4673 นาที หรือ 78.2 ชั่วโมง</p>
<p>หากผมเอาเวลานี้มาอ่านหนังสือเกี่ยว กับเรื่องลงทุน ซึ่งอาจจะใช้เวลาเฉลี่ยประมาณ 5 ชั่วโมงต่อเล่ม  ก็เท่ากับว่าผมสามารถอ่านหนังสือได้เพิ่มถึงเกือบๆ 16 เล่มในระยะเวลา 10 ปี  ซึ่งก็นับว่าได้ความรู้ขึ้นอีกมากทีเดียวครับ</p>
<p>เราเรียกเวลาที่เรา ต้องอยู่เฉยโดยไม่ได้ทำอะไรให้เกิดประโยชน์ เรียกว่า idle time ครับ เช่น  เวลาที่เรายืนบนบันไดเลื่อน รอลิฟต์ รอการบริการต่างๆ เช่น ใน รพ.  รอชำระค่าบริการต่างๆ หรือการใช้บริการธนาคาร</p>
<p>ดังนั้น  ผมคิดว่าคนที่สามารถลดเวลา idle time หรือ ใช้ประโยชน์จาก idle time  มากที่สุด ผมคิดว่าจะมีแนวโน้มที่ประสบความสำเร็จได้มากกว่าครับ  ผมสังเกตว่าฝรั่งเค้าจะมี pocket book  ที่สามารถหยิบมาอ่านทุกครั้งที่มีโอกาสครับ</p>
<p>เมื่อ 2 ปีก่อน  ผมสังเกตว่าลิฟต์ของสำนักงานใหญ่ของธนาคารขนาดใหญ่แห่งหนึ่งของประเทศย่าน สีลม ช้ามากครับ เพราะไม่มีการแบ่ง zone ชัดเจน ทั้งๆ ที่มี 30 กว่าชั้น  ทำให้ลิฟต์มีลักษณะแบบรถเมล์ คือจอดทุกป้ายเลยครับ และการเรียกลิฟต์ทั้ง 6  ตัวต้องกดพร้อมกัน 2 ครั้งทั้งด้านซ้ายและขวา  คือกดคี้งเดียวก็เรียกลิฟต์ได้ข้างเดียว  ซึ่งเมื่อลิฟต์ช้าคนส่วนใหญ่ก็จะกดเรียกทั้ง 2 ข้าง  ทำให้บางครั้งคนเรียกลิฟต์คนเดียวแต่ทำให้ลิฟต์จอด 2 ครั้ง  ผมเคยถามพนักงานว่าผู้บริหารต้องเสียเวลารอลิฟต์แบบนี้หรือ  พนักงานตอบว่าผู้บริหารเค้ามีลิฟต์ต่างหาก  ก็โล่งใจไปบ้างว่าเวลาที่มีค่าของผู้บริหารก็ไม่เสียไปกับการรอลิฟต์  แต่พนักงานอีกมากที่อาจจะต้องใช้เวลา 5-10 นาทีในการขึ้นลิฟต์  ในช่วงเวลาเร่งด่วน ผมเชื่อว่าหากธนาคารแห่งนี้มีการปรับปรุงระบบลิฟต์  น่าจะทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานของพนักงานดีขึ้นด้วย  และน่าจะมีผลต่อกำไรสุทธิและราคาหุ้นในระยะยาวได้  ธนาคารดังกล่าวเพิ่งเพิ่มทุนเมื่อ 2 ปีก่อน เป็นหมื่นล้าน  ผมนึกว่าจะเอาเงินเพิ่มทุนไปปรับปรุงระบบลิฟต์เสียอีก  แต่หลังเพิ่มทุนก็ยังไม่ทำครับ  ปัจจุบันผมไม่ค่อยได้ไปตึกดังกล่าวแล้วเลยไม่แน่ใจว่ามีการ renovate  ลิฟต์หรือยังนะครับ</p>
<p>ดังนั้นผมจึงคิดว่าเราไม่ควรเสียเวลาที่เรียก ว่า idle time มากเกินไป เพราะชีวิตคนเรามันมีเวลาไม่มากนัก  เวลาจึงมีค่ามาก  ผมจึงชอบอะไรก็ได้ที่เป็นทางเลือกที่ทำให้ผมสามารถประหยัดเวลาครับ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.thaivi.com/2010/02/128/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เงินเฟ้อกับอัตราดอกเบี้ย และตลาดหุ้น</title>
		<link>http://www.thaivi.com/2010/02/126/</link>
		<comments>http://www.thaivi.com/2010/02/126/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 05 Feb 2010 03:52:00 +0000</pubDate>
		<dc:creator>oatty</dc:creator>
				<category><![CDATA[Investor's Article]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.thaivi.com/?p=126</guid>
		<description><![CDATA[ผมได้อ่านข้อมูล ใน tvi ว่าเเงินเฟ้อในเดือน ก.ค. เพิ่มสูงถึง 5.3%  แล้วครับ และผมคาดว่าอัตราเงินเฟ้อในเดือนต่อๆ  ไปของปีนี้ก็น่าจะคงอยู่ในระดับนี้หรือมากกว่านี้ไปอีก  โดยเหตุผลหลักก็เป็นที่ทราบกันว่ามาจากราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น
หาก มองอัตราดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารในระดับปัจจุบันที่อยู่ประมาณ 1%  ซึ่งก็หมายความว่า หากผู้ฝากเงินมีเงิน 1 ล้านบาท เมื่อครบ 1  ปีจะมีเงินเพิ่มขึ้น 1% แต่จะซื่อของได้น้อยลง 5%  เพราะเงินเฟ้อทำให้อำนาจซื้อของเงินจำนวนเท่าเดิมลดลง  เท่ากับว่าผู้ที่มีเงินออมและมีรายได้จากเงินฝากจนลง 4% ในแต่ละปี
อย่า คิดว่าจะเอาดอกเบี้ยมาเป็นค่าใช้จ่ายในแต่ละปีเลยครับ  แค่ทำให้เราไม่จนลงยังทำไม่ได้เลยครับ
หากเหตุการณ์เป็นอย่างนี้ไป อีก 3 ปี ก็เท่ากับว่าผู้ออมเงินจนลงไป 12%  ซึ่งก็เป็นตัวเลขที่น่ากลัวไม่น้อยทีเดียวครับ
แต่คนส่วนใหญ่ของ ประเทศก็เลือกที่จะออมด้วยการฝากธนาคาร !
หรือไม่บางส่วนก็ออมผ่าน กองทุนตราสารหนี้  ซึ่งปัจจุบันเราเห็นขนาดกองทุนตราสารหนี้ใหญ่กว่ากองทุนหุ้นค่อนข้างมาก  ซึ่งเป็นเพราะว่าหลายคนยังกลัวการลงทุนในหุ้นอยู่พอสมควร  กองทุนตราสารหนี้ที่เป็นที่นิยมมากคือ กองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น 9 [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ผมได้อ่านข้อมูล ใน tvi ว่าเเงินเฟ้อในเดือน ก.ค. เพิ่มสูงถึง 5.3%  แล้วครับ และผมคาดว่าอัตราเงินเฟ้อในเดือนต่อๆ  ไปของปีนี้ก็น่าจะคงอยู่ในระดับนี้หรือมากกว่านี้ไปอีก  โดยเหตุผลหลักก็เป็นที่ทราบกันว่ามาจากราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น</p>
<p>หาก มองอัตราดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารในระดับปัจจุบันที่อยู่ประมาณ 1%  ซึ่งก็หมายความว่า หากผู้ฝากเงินมีเงิน 1 ล้านบาท เมื่อครบ 1  ปีจะมีเงินเพิ่มขึ้น 1% แต่จะซื่อของได้น้อยลง 5%  เพราะเงินเฟ้อทำให้อำนาจซื้อของเงินจำนวนเท่าเดิมลดลง  เท่ากับว่าผู้ที่มีเงินออมและมีรายได้จากเงินฝากจนลง 4% ในแต่ละปี<br />
อย่า คิดว่าจะเอาดอกเบี้ยมาเป็นค่าใช้จ่ายในแต่ละปีเลยครับ  แค่ทำให้เราไม่จนลงยังทำไม่ได้เลยครับ</p>
<p>หากเหตุการณ์เป็นอย่างนี้ไป อีก 3 ปี ก็เท่ากับว่าผู้ออมเงินจนลงไป 12%  ซึ่งก็เป็นตัวเลขที่น่ากลัวไม่น้อยทีเดียวครับ</p>
<p>แต่คนส่วนใหญ่ของ ประเทศก็เลือกที่จะออมด้วยการฝากธนาคาร !</p>
<p>หรือไม่บางส่วนก็ออมผ่าน กองทุนตราสารหนี้  ซึ่งปัจจุบันเราเห็นขนาดกองทุนตราสารหนี้ใหญ่กว่ากองทุนหุ้นค่อนข้างมาก  ซึ่งเป็นเพราะว่าหลายคนยังกลัวการลงทุนในหุ้นอยู่พอสมควร  กองทุนตราสารหนี้ที่เป็นที่นิยมมากคือ กองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น 9 เดือน 12  เดือน ซึ่งให้ผลตอบแทนประมาณ 2% กว่าๆ ดูเหมือนจะรับประกันผลตอบแทน  ซึ่งก็คงจะเป็นเช่นนั้น หากกองทุนตราสารหนี้ดังกล่าวไม่ไปลงทุนใน B/E  ของบริษัทเอกชนที่เสี่ยงเกินไปนัก เมื่อเงินเฟ้อขึ้นไปเป็น 5%  ผู้ลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ดังกล่าวก็จะจนลงปีละ 3%</p>
<p>หากพิจารณาการ ลงทุนในตราสารหนี้ระยะยาวอย่างพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี  ก็จะให้ผลตอบแทนวันนี้ที่ 4.69% ต่อปี ซึ่งก็ยังแพ้เงินเฟ้ออยู่ดี  หากเป็นพันธบัตรที่อายุสั้นกว่านั้น ก็จะมีผลตอบแทนน้อยลงไปอีก เช่น  พันธบัตรอายุ 5 ปีก็จะมีผลตอบแทน 4.16%</p>
<p>หากเราดูหน่วยงานภาครัฐหรือ เอกชนที่มีบริหารเงินออมให้คนส่วนใหญ่ของประเทศ เช่น กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ  กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ และกองทุนประกันสังคม  ซึ่งมีทางเลือกในการลงทุนมากกว่าการฝากเงิน  สินทรัพย์ส่วนใหญ่ของกองทุนดังกล่าวก็ยังเป็นพันธบัตรรัฐบาล หุ้นกู้  เงินฝากธนาคาร ซึ่งให้ผลตอบแทนต่ำกว่า 5% เกือบทั้งนั้น เว้นเสียแต่หุ้นกู้  บ. เอกชนบางบริษัทที่อาจจะให้ผลตอบแทนเกิน 5%  แต่ก็เป็นส่วนน้อยและน่าจะเป็นบริษัทที่มีความเสี่ยงทางการเงินอยู่พอสมควร  การลงทุนในหุ้นของหน่วยงานทั้ง 3 อยู่ในระดับค่อนข้างน้อยคือ  ส่วนใหญ่จะไม่เกิน 15% ซึ่ผลตอบแทนของตลาดปีนี้ยังไม่ถึง 5%  ดังนั้นผลตอบแทนของเงินออมของคนส่วนใหญ่ของประเทศต่ำกว่าเงินเฟ้อทั้งนั้น</p>
<p>ผม เชื่อว่าสถานการณ์ตรงนี้อาจจะคงอยู่ไม่นานนัก  เราอาจจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นบ้าง เช่น  การเพิ่มขึ้นของอัตราดอกเบี้ยระยะสั้น  เพื่อให้ส่วนต่างระหว่างดอกเบี้ยและเงินเฟ้อแคบลง  และเพื่อไม่ให้เงินไหลออกมากเกินไป  การขึ้นดอกเบี้ยในกรณีนี้ก็น่าจะทำให้ดอกเบี้ยเงินฝากเพิ่มขึ้นด้วย</p>
<p>แต่ หาก&#8230;&#8230;.  มีสถานการณ์หรือภาวะแวดล้อมอะไรบางอย่างที่ทำให้ภาวะดอกเบี้ยเงินฝากรวมไป ถึงอัตราดอกเบี้ยในระบบไม่เพิ่มขึ้น  ผมคิดว่าการลงทุนในหุ้นจะกลับมาน่าสนใจอีกครั้ง  เพราะอัตราเงินปันผลของตลาดหุ้นยังสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยค่อนข้างมาก  รวมไปถึงการที่หุ้นเป็นสินทรัพย์ที่ป้องกันความเสี่ยงของเงินเฟ้อได้เป็น อย่างดี เนื่องจากในระยะยาวราคาหุ้นจะมีความสัมพันธ์กับเงินเฟ้อ</p>
<p>เมื่อ วันอาทิตย์ผมได้เดินที่ร้าน se-ed อันดับหนังสือที่ขายดีอันดับที่ 16  ของร้าน se-ed คือ หนังสือ “ ทำธุรกิจอพาร์ตเมนท์กันดีกว่า “  ผมซื้อหนังสือเล่มนี้เป็นเล่มสุดท้ายของร้าน ซึ่งอาจจะเกิดจากหนังสือขายดี  ประกอบกับจำนวนการพิมพ์และการสั่งเข้าร้านค่อนข้างน้อย  แสดงว่าทั้งผู้พิมพ์และผู้ขายก็ไม่คิดเหมือนกันว่าหนังสือเล่มนี้จะขายดี</p>
<p>เป็น ตัวบ่งบอกอย่างหนึ่งว่า ประชาชนที่มีเงินออมกำลังเบื่อกับดอกเบี้ยเงินฝาก  1% เต็มทนแล้ว จึงยอมทำอะไรที่เสี่ยงขึ้นกันแล้ว</p>
<p>หลายคนกำลังจะ สร้างอพาร์ตเมนต์ หากประสบความสำเร็จ  อาจจะได้ผลตอบแทนหลังหักค่าใช้จ่ายประมาณ 8-12% ต่อปี  ขึ้นกับความสามารถในการบริหารจัดการ ซึ่งหากได้ 10%  ต่อปีก็เท่ากับการฝากธนาคาร 10 ปี  ผมซื้อหนังสือเล่มนี้มาอ่านเป็นความรู้แต่ผมคงไม่ทำอพาร์ตเมนท์ครับเพราะ อพาร์ตเมนต์ที่เราจะทำได้คงไม่ใช่ระดับบนที่เก็บค่าเช่าเดือนละ 2-5 หมื่น  แต่คงจะต้องเป็นระดับกลางถึงล่าง ซึ่งดูแล้วน่าจะมีปัญหาตามมาสารพัดทีเดียว   และที่สำคัญก็คือเวลาส่วนตัวที่จะลดลงไปเยอะมากซึ่งผมมองว่ามันเป็นต้นทุน แฝงครับ</p>
<p>ดังนั้น ผมคิดว่าหากเงินเฟ้อระดับนี้  และดอกเบี้ยเงินฝากยัง 1%  ควรจะกลับเข้ามาพิจารณาการลงทุนในตลาดหุ้นอีกครั้ง</p>
<p>แต่คราวนี้  ผมไม่คิดว่าควรจะข้ามาซื้อหุ้นทุกตัวแบบกระจายเหมือนปี 2546  แต่จะเป็นการซื้อแบบเจาะจง โดยจะเน้นไปที่หุ้นที่มี pricing power คือ  สามารถผลักภาระต้นทุนให้กับลูกค้าได้เต็มๆ หรือเผลอๆ จะมี margin  ดีขึ้นด้วยซ้ำจากการขึ้นราคาสินค้า ซึ่งมักจะเป็นหุ้นที่เป็นผู้นำตลาด  หรือมีความนิยมในตัวสินค้าและผลิตภัณฑ์สูง หรือหุ้นที่เป็นลักษณะ monopoly  ซึ่งหุ้นที่ว่ามานี้มักจะเป็นหุ้นขนาดใหญ่  ดังนั้นเราอาจจะได้เห็นหุ้นขนาดใหญ่หรือหุ้นขนาดกลางและเล็กที่เป็นผู้นำ ตลาด มีผลตอบแทนที่ดีกว่าหุ้นที่มีขนาดเล็ก ซึ่ง trend  นี้เราก็เห็นมาบ้างแล้วพอสมควรตั้งแต่ต้นปีครับ</p>
<p>หุ้นอีกประเภทที่จะ ได้รับผลดีจากเงินเฟ้อ คือ หุ้นที่มีสินทรัพย์มากๆ  ซึ่งราคาสินทรัพย์น่าจะปรับเพิ่มขึ้นจากภาวะเงินเฟ้อ  เนื่องจากเงินเฟ้อทำให้ต้นทุนการก่อสร้างใหม่ๆ เพิ่มขึ้น  ทำให้สินทรัพย์ที่มีอยู่จะมีมูลค่าเพิ่มขึ้น</p>
<p>หุ้น  ไม่ว่าจะเป็นหุ้นใหญ่หรือเล็กที่สามารถฝ่าด่านต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากเงิน เฟ้อมาได้ และมีกำไรไม่ลดลง และสามารถปันผลได้ 5-7% ต่อปี  จะเป็นหุ้นที่น่าสนใจมากทีเดียวครับ</p>
<p>ดังนั้น  กลยุทธ์การลงทุนในหุ้นในครึ่งหลังของปีนี้ คงจะต้องเป็นการซื้อหุ้นคุณภาพ  คือหุ้นดีราคาไม่แพงเกินไป ไม่ใช่หุ้นถูกแต่คุณภาพอาจจะไม่ดี เพราะหุ้นถูก  อาจจะถูกเพราะ p/e ของปีก่อน ซึ่งหากคิด p/e  ปีนี้อาจจะแพงขึ้นมากหรือขาดทุนไปเลยก็เป็นไปได้ครับ</p>
<p>ผมได้แต่หวัง ว่า เงินที่เข้ามาซื้อหุ้น คงจะเป็นเงินออมของประชาชน  ที่เข้ามาเลือกซื้อหุ้นดีๆ คงไม่ใช่เงินต่างชาติ  ที่เค้ารู้ว่าหุ้นบ้านเราตัวไหนยังถูก  อาศัยข้อมูลที่เหนือกว่าทำกำไรกลับไปอีก</p>
<p>และหวังว่าหน่วยงานทั้ง 2  ที่เป็นกึ่งรัฐอย่างกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ กองทุนประกันสังคม  หรือเอกชน คือ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ  น่าจะพิจารณาเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในหุ้นหรืออสังหาริมทรัพย์มากขึ้นครับ  เพราะอย่างไรเสียหากเลือกหุ้นถูกตัว ผลตอบแทนในระยะยาวๆ  ของหุ้นก็ดีกว่าการลงทุนประเภทอื่นๆ อยู่พอสมควรครับ</p>
<p>ผมอ่านกระทู้ ของเพื่อนท่านหนึ่งใน tvi ยกประเด็นว่า การฝากธนาคารในปัจจุบัน  ก็เหมือนการซื้อหุ้นที่ p/e 100 เท่า เพราะต้องจ่ายไป 100 แต่ได้กลับมาปีละ  1 เป็นประเด็นที่น่าสนใจทีเดียวครับ  ผมเห็นว่าแม้จะเป็นหุ้นที่ดีที่สุดและไม่มีความเสี่ยงอะไรเลย ก็ไม่ควรมี  p/e 100 เท่าครับ และยิ่งหุ้นตัวนั้นอาจจะไม่มี growth ด้วย</p>
<p>การถือ เงินสดเป็นส่วนใหญ่อาจจะไม่ใช่กลยุทธ์ที่ดีเสมอไปสำหรับภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว แต่เงินเฟ้อสูงอย่างที่เราเห็นในช่วงนี้เสมอไปครับ การถือหุ้นดีมีคุณภาพ  และมีปันผล จึงเป็นทางเลือกที่น่าจะดีกว่าครับ</p>
<p>สิ่งที่ผมแปลกใจคือ  ทำไมคนไทยส่วนใหญ่จึงมีความรู้เรื่องการลงทุน การบริหารเงินออม  โดยเฉพาะการลงทุนในหุ้นน้อยมาก แม้ว่านักศึกษาที่จบมาจากสาขา finance  ก็ไม่มีความรู้ทางการลงทุนเท่าที่ควรนัก  ซึ่งไม่ต้องหวังอะไรกับนักศึกษาที่จบจากสาขาอื่นเลย  แสดงว่าประเทศไทยยังล้มเหลวในการระบบการศึกษาพอสมควรครับ</p>
<p>ความรู้ เรื่องการลงทุน จะเป็นความรู้ที่มีค่าขึ้นเรื่อยๆ ครับ  หากเราไม่อยากจนลงปีละ 4% หรือซื้อหุ้นที่ p/e 100 เท่าครับ</p>
<p>การลง ทุนก็เปรียบเสมือนเรือที่แล่นในทะเลอาจจะเสี่ยงที่จะจมลงจากคลื่นลมพายุ  การฝากเงินอย่างเดียวก็เหมือนเรือที่จอดอยู่บนฝั่งแม้จะไม่จมจากพายุ  แต่วันหนึ่งก็จะถูกสนิมกัดกร่อนจนผุ  ซึ่งเงินเฟ้อก็เหมือนสนิมที่คอยกัดกินเรืออยู่ตลอดเวลาครับ</p>
<p>ยิ่งตอน นี้มีคลี่นสึนามิแล้วด้วย เรือที่จอดอยู่ริมฝั่งอาจจะพังง่ายๆ  ได้ทีเดียวครับ : )</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.thaivi.com/2010/02/126/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>แนวคิดเกี่ยวกับการทำโมเดล</title>
		<link>http://www.thaivi.com/2010/02/124/</link>
		<comments>http://www.thaivi.com/2010/02/124/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 05 Feb 2010 03:51:08 +0000</pubDate>
		<dc:creator>oatty</dc:creator>
				<category><![CDATA[Investor's Article]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.thaivi.com/?p=124</guid>
		<description><![CDATA[มีเพื่อนๆถามมาหลังไมค์หลายคนเหลือเกินว่า โมเดล คืออะไร แล้วต้องทำอย่างไร  ก่อนอื่น นะครับการสร้างโมเดลที่ดีนั้นตอนแรกเราต้องทำ lab  การทดลองเสียก่อน โดย ผมเลือกใช้วิธีการแบบเดียวกับ โซรอส คือทดลอง lab  กับตลาดหุ้นของจริง โดยการแบ่งเงินบางส่วนที่เราไม่รู้สึกอะไรหากต้องเสียไป  มาทดลองกับโมเดลของเรา (ส่วนการใช้โปรแกรม simulate ดังที่หลายคนถามมานั้น  ผมถือว่าอยู่ในขั้นตอนการหา ตัวชี้นำให้กับโมเดลของเรา  เพราะเราจะเลือกวัดผลเอากับข้อมูลอดีตที่ผ่านมาแล้วว่าตัวไหนที่สามารถทำ กำไรได้ดีที่สุด  แต่เมื่อเรามาทดสอบกับห้องทดลองในตลาดจริงของเราโมเดลนั้นอาจจะไม่ work  ก็ได้)
ข้อดีของการทดลองทำ lab ในตลาดหุ้นจริงคือ  จะช่วยให้เราฝึกฝนด้านจิตใจ และ trader skill ไปในตัว
เพื่อเป็นการ อธิบายให้เห็นภาพ ผมได้ใช้เวลาพอสมควรเพื่อทำ lab อันนี้  ซึ่งเห็นว่ากำลังนิยม ก็คือ lab Dsm นั่นเอง  (ตัวผมเองนั้นชอบทดลองเอาแนวความคิดของคนอื่นมาผสม  [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>มีเพื่อนๆถามมาหลังไมค์หลายคนเหลือเกินว่า โมเดล คืออะไร แล้วต้องทำอย่างไร  ก่อนอื่น นะครับการสร้างโมเดลที่ดีนั้นตอนแรกเราต้องทำ lab  การทดลองเสียก่อน โดย ผมเลือกใช้วิธีการแบบเดียวกับ โซรอส คือทดลอง lab  กับตลาดหุ้นของจริง โดยการแบ่งเงินบางส่วนที่เราไม่รู้สึกอะไรหากต้องเสียไป  มาทดลองกับโมเดลของเรา (ส่วนการใช้โปรแกรม simulate ดังที่หลายคนถามมานั้น  ผมถือว่าอยู่ในขั้นตอนการหา ตัวชี้นำให้กับโมเดลของเรา  เพราะเราจะเลือกวัดผลเอากับข้อมูลอดีตที่ผ่านมาแล้วว่าตัวไหนที่สามารถทำ กำไรได้ดีที่สุด  แต่เมื่อเรามาทดสอบกับห้องทดลองในตลาดจริงของเราโมเดลนั้นอาจจะไม่ work  ก็ได้)</p>
<p>ข้อดีของการทดลองทำ lab ในตลาดหุ้นจริงคือ  จะช่วยให้เราฝึกฝนด้านจิตใจ และ trader skill ไปในตัว</p>
<p>เพื่อเป็นการ อธิบายให้เห็นภาพ ผมได้ใช้เวลาพอสมควรเพื่อทำ lab อันนี้  ซึ่งเห็นว่ากำลังนิยม ก็คือ lab Dsm นั่นเอง  (ตัวผมเองนั้นชอบทดลองเอาแนวความคิดของคนอื่นมาผสม  เป็นโมเดลทดลองในตลาดหุ้นจริงๆ ) จริงๆว่าจะเอาโมเดลคลายเครียดเรโชมา  แต่กลัวเฮียจะบ่น อิอิ</p>
<p>เริ่มต้นการจะทำโมเดลนั้น  ขั้นแรกที่สำคัญเลยคือ ตรรกะ ดังนั้นเมื่อผมเลือกเอา concept dsm  มาทำโมเดลแล้วผมต้องเข้าถึงหัวใจของมันให้ได้เสียก่อน หัวใจของ Dsm  อยู่ที่ไหน(ตามความคิดของผมนะ คนอื่นอาจคิดแบบอื่นก็ได้ ) หัวใจของ Dsm  อยู่ที่การสะสมเพิ่มจำนวนหุ้นให้เราให้ได้มากที่สุด  ,กระแสเงินสดแฝงหรือขั้นตอนการทำบัญชีหรือแม้แต่วิธีซื้อ-ขาย  นั้นเป็นเพียงผลพลอยได้ และวิธีการที่ให้เราอยู่ในวินัยเท่านั้น</p>
<p>ดัง นั้นเราจะได้ ตรรกะหลักของโมเดลเราแล้วคือ  การเพิ่มจำนวนหุ้นให้ได้มากที่สุด  ขั้นต่อมาคือกระบวนการที่จะช่วยให้โมเดลดำเนินไปตามตรรกะที่เราตั้งไว้ให้ ได้ แหมๆถ้าลอกวิธีการซื้อ-ขาย ของพี่เด่นศรีมาหมด มันก็คงไม่แตกต่างอะไร  โมเดลก็ไม่สนุก ดังนั้นผมเลยปรับปรุงโดยการใส่ ตรรกะ  ความจริงส่วนมาก(คือมีโอกาสเกิด  &gt;70%)เข้าไปในโมเดลเพื่อทำการตัดสินใจซื้อขาย เช่น หุ้นจะขึ้นถ้า  &#8230;&#8230;.  (อันนี้ทุกคนต้องหาตรรกความจริงแท้ส่วนมากที่หุ้นจะขึ้นเอาเองนะครับ)โมเดล จะทำการซื้อ และ ถ้า &#8230;&#8230;. (ความจริงแท้ที่มีโอกาสส่วนมากที่หุ้นจะลง)  โมเดลทำการขาย</p>
<p>การหาความจริงส่วนมาก หรือ โอกาสส่วนมากนั้น  ขึ้นอยู่กับความถนัดของแต่ล่ะท่าน ลองมองหาดูนะครับ</p>
<p>ดังนั้นเมื่อเรา ปฏิบัติตามนี้ตลอดจนชิน ทักษะการเทรด และ จิตใจของเราจะนิ่งไปในตัว  และถ้าโมเดลของเรามันโอเค  โมเดลตัวนี้หล่ะที่เราทำประโยชน์ให้เราได้มากเลยทีเดียว</p>
<p><a href="http://img301.imageshack.us/my.php?image=i363443100vb.jpg" target="_blank"><img src="http://img301.imageshack.us/img301/1885/i363443100vb.th.jpg" border="0" alt="Free Image Hosting at www.ImageShack.us" hspace="8" align="left" /></a>หลายคนถามว่าทำไมผมไม่บอกเลยว่า ต้องทำอย่างไรบ้าง แน่นอนครับ ถ้าทุกคนเรียนรู้และเข้าใจ  ฝึกฝนจนมีทักษะtrader skill จากวิธีการที่ผมบอกขึ้นมาพร้อมๆกัน  มันก็จะไม่ก่อให้เกิดส่วนแตกต่างทางทักษะ  และก็จะไม่เกิดส่วนเกินทุน(การล่าส่วนเกินทุนเกิดขึ้นได้เพราะความไม่เท่า เทียมของตลาด) ซึ่งจะทำให้วิธีผมใช้ไม่ได้โดยปริยาย  แต่ถ้าหากเราเข้าใจconcept และไปพัฒนาทักษะให้เหมาะกับนิสัยเราเองแล้ว  เราก้จะสามารถประยุกต์ใช้กับสถานการณ์ต่างๆของตลาดได้เป็นอย่างดี ดังนั้น  ความสำเร็จจะอยู่กับความตั้งใจของเพื่อนๆทุกคนในการพัฒนาหรือฝึกฝนครับ  ผมก็เป็นเพียงอีกคนหนึ่งที่มานำเสนอแนวความคิดเท่านั้นเองหาได้มีสูตรสำเร็จ ที่ช่วยให้เราทำกำไรในตลาดได้เสมอ</p>
<p>ท้ายนี้ถ้าตรรกที่เราคิดไว้มัน เป็นความจริงแท้ส่วนมากจริงๆ โมเดลของเราจะได้ผลเราจะได้รู้เองครับ  ซึ่งเมื่อมันได้ผลเราเอาวิธีที่มันได้ผลนั้นมาเทรดให้เป็นนิสัย  เราก็จะมีนิสัยที่เทรดได้กำไร มากกว่าขาดทุนครับ และที่สำคัญ  ไม่มีโมเดลใดสมบูรณ์แบบทุกโมเดลล้วนต้องมีจุดผิดพลาด  แต่ทุกคนต้องผ่านมันไปให้ได้  บางคนทิ้งโมเดลนั้นไปเพราะเห็นข้อผิดพลาดเพียงบางจุดทั้งที่  โดยรวมแล้วอาจทำกำไรให้เรา 7 ทำเราขาดทุน 3  กล่าวคือข้อเสียของมนุษย์นั่นเองที่ทำให้โมเดลไม่สำเร็จหรือทำตามโมเดลไม่ ได้ เพราะจิตวิทยาลึกๆในใจของคนส่วนใหญ่ล้วนต้องการความสมบูรณ์ไร้ที่ติ  แต่ถ้าเรามัววิ่งหาจุดนั้นอยู่ ก็คงอาจจะสายเกินไปก็ได้</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.thaivi.com/2010/02/124/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ความรู้เบื้องต้น คำถาม-คำตอบเกี่ยวกับการลงทุนในกองทุนอสังหาริมทรัพย์ประเภท 1</title>
		<link>http://www.thaivi.com/2010/02/122/</link>
		<comments>http://www.thaivi.com/2010/02/122/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 05 Feb 2010 03:49:47 +0000</pubDate>
		<dc:creator>oatty</dc:creator>
				<category><![CDATA[Investor's Article]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.thaivi.com/?p=122</guid>
		<description><![CDATA[เนื่องจากเท่าที่อ่านหนังสือพิมพ์ธุรกิจ  ยังไม่ค่อยเห็นบทความที่ให้ความรู้เกี่ยวกับกองทุนอสังหาริมทรัพย์นัก  ผมจึงเขียนบทความหนึ่งขึ้นมา เพื่อให้ความรู้กับนักลงทุน และ  ตั้งใจส่งไปให้ที่ ticon เผื่อว่า ticon จะนำไปใช้ประโยชน์ในการ edit  ใหม่และเผยแพร่ต่อไป จึงขอ copy มาให้เพื่อนๆ ได้อ่านกันด้วยครับ
นัก ลงทุนหลายคนอาจจะคุ้นกับชื่อของกองทุนอสังหาริมทรัพย์ ประเภท 1  และเพิ่งมาได้ยินกันหนาหูในปีนี้ ดังนั้น  จึงขออธิบายเพื่อทำความเข้าใจในเบื้องต้นก่อนนะครับ
ลักษณะทั่วไปของ กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ (กอง 1) ที่สำนักงานคณะกรรมการ ก.ล.ต.  อนุญาตให้จัดตั้งนั้น เป็นกองทุนปิด กล่าวคือ จะไม่รับซื้อคืนหน่วยลงทุน  และต้องมีเงินทุนขั้นต่ำไม่น้อยกว่า 500 ล้านบาท  โดยกองทุนอสังหาริมทรัพย์จะต้องลงทุนในอสังหาริมทรัพย์หรือสิทธิในการเช่า รวมกันอย่างน้อยร้อยละ 75 ของสินทรัพย์สุทธิ (Net Asset Value: NAV)  และจะต้อง ดำเนินการก่อสร้างไปแล้วไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>เนื่องจากเท่าที่อ่านหนังสือพิมพ์ธุรกิจ  ยังไม่ค่อยเห็นบทความที่ให้ความรู้เกี่ยวกับกองทุนอสังหาริมทรัพย์นัก  ผมจึงเขียนบทความหนึ่งขึ้นมา เพื่อให้ความรู้กับนักลงทุน และ  ตั้งใจส่งไปให้ที่ ticon เผื่อว่า ticon จะนำไปใช้ประโยชน์ในการ edit  ใหม่และเผยแพร่ต่อไป จึงขอ copy มาให้เพื่อนๆ ได้อ่านกันด้วยครับ</p>
<p>นัก ลงทุนหลายคนอาจจะคุ้นกับชื่อของกองทุนอสังหาริมทรัพย์ ประเภท 1  และเพิ่งมาได้ยินกันหนาหูในปีนี้ ดังนั้น  จึงขออธิบายเพื่อทำความเข้าใจในเบื้องต้นก่อนนะครับ</p>
<p>ลักษณะทั่วไปของ กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ (กอง 1) ที่สำนักงานคณะกรรมการ ก.ล.ต.  อนุญาตให้จัดตั้งนั้น เป็นกองทุนปิด กล่าวคือ จะไม่รับซื้อคืนหน่วยลงทุน  และต้องมีเงินทุนขั้นต่ำไม่น้อยกว่า 500 ล้านบาท  โดยกองทุนอสังหาริมทรัพย์จะต้องลงทุนในอสังหาริมทรัพย์หรือสิทธิในการเช่า รวมกันอย่างน้อยร้อยละ 75 ของสินทรัพย์สุทธิ (Net Asset Value: NAV)  และจะต้อง ดำเนินการก่อสร้างไปแล้วไม่น้อยกว่าร้อยละ 80  และไม่อนุญาตให้กองทุนรวมซื้อที่ดินว่างเปล่า และไม่สามารถก่อหนี้ได้  ทั้งนี้กองทุนรวมจะต้องถืออสังหาริมทรัพย์ไว้ไม่น้อยกว่า 1 ปี  ในส่วนของผลตอบแทนสำหรับผู้ถือหน่วยลงทุน ก.ล.ต.ได้กำหนดไว้ว่า  ในกรณีที่กองทุนรวมมีกำไรสุทธิในแต่ละปี  บริษัทจัดการต้องจ่ายเงินปันผลแก่ผู้ถือหน่วยลงทุน ไม่น้อยกว่าร้องละ 90  ของกำไรสุทธิประจำปี  เนื่องจากกองทุนอสังหาริมทรัพย์เป็นกองทุนปิดซึ่งผู้ถือหน่วยลงทุนไม่สามารถ ขายคืนกองทุนได้ ดังนั้น  เพื่อให้ผู้ถือหน่วยลงทุนสามารถขายเงินลงทุนและผู้สนใจกองทุนสามารถลงทุน หรือซื้อเพิ่มได้ ภายหลังการขายกองทุนฯ  กองทุนอสังหาริมทรัพย์จะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ในกลุ่มอสังหาริม ทรัพย์ โดยนักลงทุนสามารถทำรายการซื้อขาย ( bid-offer )  ได้เช่นเดียวกับการซื้อขายหุ้นสามัญตัวอื่นๆ ( ที่มา : ตลาดหลักทรัพย์ )</p>
<p>โดย ส่วนใหญ่ กองทุนอสังหาริมทรัพย์จะลงทุนในสินทรัพย์ประเภทต่างๆ ได้แก่  อาคารสำนักงาน เซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ โรงงาน ศูนย์การค้า เป็นต้น  เนื่องจากการที่กองทุนอสังหาริมทรัพย์เป็นเจ้าของสินทรัพย์หรือสิทธิการเช่า  ผู้ถือหน่วยลงทุนจึงเปรียบเหมือนกับการเป็นเจ้าของสินทรัพย์ให้เช่านั้นๆ  โดยที่จะได้รับรายได้จากค่าเช่าหลังหักค่าใช้จ่ายในรูปแบบของเงินปันผลจาก กองทุน</p>
<p>คำถามที่พบบ่อยสำหรับผู้ที่สนใจลงทุนในกองทุนอสังหาริมทรัพย์</p>
<p><strong>1.  กองทุนอสังหาริมทรัพย์มีอายุกองทุนและมีการคืนเงินให้กับผู้ถือหน่วยในอนาคต เหมือนหุ้นกู้หรือไม่</strong></p>
<p>คำตอบ  เนื่องจากกองทุนอสังหาริมทรัพย์ประเภท 1  เป็นกองทุนที่ไม่มีการคืนเงินต้นเมื่อครบกำหนดเหมือนหุ้นกู้หรือพันธบัตร รัฐบาล ซึ่งก็หมายความว่าเราจะสามารถถือกองทุนอสังหาริมทรัพย์ไปได้เรื่อยๆ  ตราบที่เราต้องการ และหากผู้ถือกองทุนมีความต้องการขายกองทุนฯ  ก็สามารถทำได้โดยขายผ่านตลาดหลักทรัพย์เช่นเดียวกับการขายหุ้นสามัญ</p>
<p><strong>2.  จะมีการรับประกันเงินปันผลจากกองทุนเป็น %  ที่ผู้จัดจำหน่ายกองทุนให้ข้อมูลนั้นหรือไม่</strong></p>
<p>คำตอบ  เนื่องจากกองทุนอสังหาริมทรัพย์ประเภท 1 นั้น  จะมีสถานะต่างจากหุ้นกู้หรือพันธบัตรตรงที่ผลตอบแทนที่ผู้ถือกองทุนได้รับ คือ เงินปันผล  ซึ่งต่างจากผู้ถือหุ้นกู้หรือพันธบัตรจะได้รับผลตอบแทนเป็นดอกเบี้ยคงที่ไป เรื่อยๆ จนครบอายุ ดังนั้นเงินปันผลที่ทางผู้จัดจำหน่ายหรือกองทุนฯ  ระบุไว้จะไม่ได้รับการรับประกันว่าจะต้องจ่ายเท่านั้นเท่านี้ตลอดไป  แม้ว่ากองทุนอสังหาริมทรัพย์ประเภทที่ 1  จะไม่มีการรับประกันผลตอบแทนในอนาคต  แต่ผู้จัดจำหน่ายกองทุนจะมีการประมาณผลตอบแทนที่คาดว่าผู้ถือกองทุนจะได้รับ   โดยจะมีการประมาณค่าเช่าที่ได้รับต่อหน่วยลงทุนเปรียบเทียบกับมูลค่าหน่วยลง ทุน  โดยการประมาณค่าเช่าก็จะคิดจากค่าเช่าที่ได้รับจากสัญญาการเช่าในปัจจุบัน เป็นสำคัญ</p>
<p>ซึ่งหากจะเปรียบเทียบก็คล้ายๆ กับ  การที่เราซื้อตึกแถวหรือคอนโดมิเนียมให้เช่าที่มีผู้เช่าอยู่แล้ว  ซึ่งผู้ขายก็ไม่ได้รับประกันว่าผู้เช่ารายดังกล่าวจะต้องอยู่กับเราตลอดไป หรือจะต้องจ่ายค่าเช่าเท่านี้ตลอดไป  ราคาที่เราพอใจจะซื้อจะขึ้นอยู่กับค่าเช่าสินทรัพย์ในปัจจุบันเปรียบเทียบ กับราคาสินทรัพย์ที่เราจ่ายไป</p>
<p>เงินปันผลในอนาคตจะขึ้นอยู่กับอัตราค่า เช่า ( rental rate ) และอัตราการเช่า ( occupancy rate )  ซึ่งทั้งสองปัจจัยนี้จะขึ้นอยู่กับภาวะเศรษฐกิจและอัตราเงินเฟ้อในอนาคต  ดังนั้นอัตราเงินปันผลจึงมีโอกาสทั้งเพิ่มขึ้นหรือลดลง แต่อย่างไรก็ตาม  หากเรามองว่าในอนาคตอัตราเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับที่เป็นบวกในอนาคตและ เศรษฐกิจยังมีการเติบโต  ค่าเช่าหรืออัตราเงินปันผลของกองทุนน่าจะมีโอกาสที่จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ  มากกว่าที่จะลดลง ซึ่งหากนักลงทุนที่มีอสังหาฯ ให้เช่า เช่น ตึกแถว คอนโดฯ  ก็จะทราบดีว่าในระยะยาว ค่าเช่าน่าจะปรับขึ้นไปได้เรื่อยๆ</p>
<p><strong>3.  การถือกองทุนอสังหาริมทรัพย์จะมีโอกาสที่จะได้รับ capital gain  หรือกำไรจากการเพิ่มขึ้นของราคากองทุนในอนาคตหรือไม่ </strong></p>
<p>คำตอบ  เนื่องจากกองทุนอสังหาริมทรัพย์ประเภท 1 จะทำการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์  จึงสามารถมีการเคลื่อนไหวของราคาขึ้นลงได้เหมือนกับหุ้นสามัญ  ส่วนราคากองทุนฯ จะขึ้นหรือลงนั้น  น่าจะแปรผันกับการเพิ่มขึ้นหรือลดลงของการจ่ายปันผล  ซึ่งจะขึ้นอยู่กับการเพิ่มขึ้นหรือลดลงของอัตราค่าเช่า ( rental rate )  และอัตราการเช่า ( occupancy rate ) ในอนาคต  จากราคาวัสดุก่อสร้างที่น่าจะปรับตัวเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ  และราคาที่ดินที่น่าจะเพิ่มขึ้นในอนาคตจากกฎของ demand-supply  ที่ว่าประชากรของประเทศเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่ปริมาณที่ดินเท่าเดิม  จึงเป็นไปได้สูงมากที่ในระยะยาว  มูลค่าสินทรัพย์ของกองทุนควรจะเพิ่มขึ้นตามราคาค่าก่อสร้างและราคาที่ดินที่ แพงขึ้น  ซึ่งหมายความว่าราคาหน่วยลงทุนที่ซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ในระยะยาวก็น่า เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นเช่นเดียวกับการลงทุนหุ้นสามัญ  ผู้ถือกองทุนอสังหาริมทรัพย์จะได้รับปันผลและมีโอกาสได้รับกำไรจากการเพิ่ม ขึ้นของราคาหน่วยลงทุนในอนาคต</p>
<p><strong>4.  กองทุนอสังหาริมทรัพย์ที่ถือครองที่ดิน ( freehold )  กับถือสิทธิการเช่าที่ดิน ( leasehold ) ต่างกันอย่างไร</strong></p>
<p>คำ ตอบ กองทุนอสังหาริมทรัพย์ที่คือครองที่ดิน หรือ freehold  หมายว่าว่ากองทุนฯ  จะมีกรรมสิทธิในที่ดินที่เป็นที่ตั้งของสินทรัพย์ให้เช่านั้นๆ  แต่หากเป็นกองทุนฯ ที่ถือสิทธิการเช่าที่ดิน หรือ leasehold แสดงว่ากองทุนฯ  นั้นๆ มิได้เป็นเจ้าของที่ดิน แต่ทำการเช่าที่ดินจากเจ้าของที่ดิน  โดยมีอายุสัญญาที่แน่นอน  และกองทุนจะต้องมีค่าใช้จ่ายเป็นค่าเช่าให้กับเจ้าของที่ดินตามที่ระบุไว้ใน สัญญาการเช่า ความเสี่ยงของกองทุนฯ ประเภท 1 ที่ถือสิทธิการเช่าที่ดิน หรือ  leasehold  ก็คือความเสี่ยงที่ในสัญญาอาจจะระบุให้กองทุนอสังหาริมทรัพย์จะต้องจ่ายค่า เช่าที่ดินเพิ่มขึ้นในอนาคต โดยเฉพาะเมื่อมีการต่อสัญญาฉบับใหม่  และความเสี่ยงจากการไม่ได้รับการต่ออายุสัญญาเช่าที่ดินหลังหมดอายุสัญญา เช่าที่ดิน แต่อย่างไรก็ตาม  แม้ว่ากองทุนอสังหาริมทรัพย์บางแห่งอาจจะเป็นลักษณะการถือสิทธิการเช่า ที่ดิน แต่เกือบทั้งหมดจะมีอายุสัญญาคงเหลือค่อนข้างยาว เช่น 20-30 ปี  และอาจจะจะมีเงื่อนไขการต่ออายุสัญญาไปอีก 10-20 ปี ดังนั้น  การลงทุนในกองทุนอสังหาริมทรัพย์ประเภท leasehold  ผู้ลงทุนจะต้องศึกษาและเข้าใจถึงเงื่อนไขของสัญญาการเช่าที่ดินและอายุสัญญา การเช่าที่ดินคงเหลือ เพื่อเป็นการชดเชยความเสี่ยงที่มากกว่า  กองทุนอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นลักษณะถือสิทธิการเช่าที่ดินหรือ leasehold  ควรจะให้ผลตอบแทนที่สูงกว่ากองทุนที่เป็นเจ้าของที่ดินเอง  ดังนั้นหากกองทุนอสังหาริมทรัพย์ 2 แห่งที่มีอัตราการจ่ายปันผลใกล้เคียงกัน  และสินทรัพย์ประเภทเดียวกัน  ผู้ลงทุนควรจะเลือกกองทุนที่เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดิน</p>
<p><strong>5.  หากสินทรัพย์ที่อยู่ในกองทุนอสังหาริมทรัพย์ดีจริง  ทำไมเจ้าของเดิมจึงขายออกมาให้กับกองทุนอสังหาริมทรัพย์ </strong></p>
<p>คำ ตอบ  เนื่องจากเจ้าของเดิมของอสังหาริมทรัพย์ส่วนใหญ่จะเป็นบริษัทจดทะเบียนใน หลักทรัพย์  การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ให้เช่านั้นจำเป็นต้องใช้เงินลงทุนค่อนข้างสูง  ดังนั้นหากบริษัทจดทะเบียนที่มีธุรกิจหลักคือการสร้างอสังหาริมทรัพย์ให้ เช่านั้นต้องการลงทุนเพิ่มก็จะต้องเพิ่มทุนจดทะเบียนหรือจะต้องกู้เงิน  กองทุนอสังหาริมทรัพย์ประเภท 1  เป็นทางเลือกใหม่ของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่จะสามารถขยายธุรกิจได้โดยไม่ ต้องเพิ่มทุนหรือกู้เงินเพิ่ม  โดยทำการขายสินทรัพย์ที่มีอยู่เดิมเข้ากองทุนอสังหาริมทรัพย์  เพื่อให้ได้เงินทุนมาลงทุนในโครงการใหม่  โดยที่ส่วนใหญ่เจ้าของอสังหาริมทรัพย์ให้เช่าเดิมจะยังมีเงินลงทุนในกอง ทุนอสังหาริมทรัพย์ให้เช่าเดิมอยู่จำนวนหนึ่ง เช่น อาจจะลงทุนอยู่ 1 ใน 3  ของทุนจดทะเบียน  หากจะเปรียบเทียบก็เหมือนกับหากเราเป็นผู้ประกอบการมีเงินลงทุน 50 ล้าน  อาจจะสามารถสร้างตึกแถวให้เช่าได้ 20 ห้อง  หากเราไม่ขายตึกแถวนั้นออกไปบ้างเราก็ไม่สามารถลงทุนเพิ่มในโครงการใหม่ๆ  ได้ ซึ่งหากเราขายตึกแถวให้เช่าออกไปเสีย 12 ห้อง  ก็อาจจะได้เงินลงทุนทั้งหมด 50 ล้านกลับมาเพื่อลงทุนในโครงการใหม่  และยังเหลืออีก 8 หลังเก็บไว้สำหรับเป็นรายได้ค่าเช่าในอนาคต  การขายตึกแถวออกไปของเราก็เปรียบเหมือนการขายสินทรัพย์เข้ากองทุนอสังหาริม ทรัพย์นั่นเอง</p>
<p><strong>6.  จำนวนขั้นต่ำในการซื้อหน่วยลงทุนของกองทุนอสังหาริมทรัพย์ประเภท 1  คือเท่าไหร่ </strong></p>
<p>คำตอบ 10,000 บาทขึ้นไป ดังนั้นจะเห็นได้ว่า  ผู้ลงทุนในกองทุนอสังหาริมทรัพย์ประเภทที่ 1  จะสามารถเป็นเจ้าของสินทรัพย์ให้เช่าประเภทต่างๆ เช่น อาคารสำนักงาน  เซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ ศูนย์การค้าหรือโรงงาน  โดยที่ไม่จำเป็นต้องเป็นเศรษฐีแต่อย่างไร</p>
<p><strong>7.  ใครจะเป็นคนบริหารจัดการสินทรัพย์ให้เช่าที่อยู่ในกองทุนอสังหาริมทรัพย์ </strong></p>
<p>คำ ตอบ กองทุนอสังหาริมทรัพย์จะแต่งตั้งผู้บริหารจัดการสินทรัพย์  ซึ่งจะทำหน้าที่เก็บค่าเช่า ค่าบริการที่เกี่ยวข้องจากผู้เช่า  การหาผู้เช่าใหม่กรณีผู้เช่าเดิมย้ายออก รวมไปถึงการดูแลรักษา ซ่อมแซม  เพื่อให้สินทรัพย์ให้เช่าอยู่ในสภาพที่พร้อมให้เช่าตลอดเวลา  โดยผู้บริหารสินทรัพย์อาจจะแต่งตั้งให้เจ้าของสินทรัพย์เดิมซึ่งมีความ สามารถในการบริหารจัดการสินทรัพย์นั้นๆ  อยู่แล้วหรือแต่งตั้งให้ผู้บริหารสินทรัพย์มืออาชีพเข้ามาบริหารก็ได้  โดยกองทุนอสังหาริมทรัพย์จะต้องจ่ายค่าบริหารจัดการเป็นสัดส่วนเมื่อเทียบ กับรายได้ เช่น 1% ของรายได้  หลายคนอาจจะคิดว่าหากซื้อสินทรัพย์ให้เช่าเองก็ไม่ต้องเสียค่าบริหารตรงนี้  แต่ให้ลองนึกถึงว่าหากเราเป็นเจ้าของอพาร์ตเมนต์ที่มีขนาด 50 ห้อง  แล้วแต่ละเดือนจะต้องคอยตามเก็บค่าเช่า  หาผู้เช่าใหม่กรณีผู้เช่าเดิมย้ายออก ซ่อมแซมดูแลรักษา  ก็คงจะประสบความยากลำบากและไม่มีค่อยเวลาไปทำงานประจำอย่างแน่นอน</p>
<p><strong>8.  การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ประเภทต่างๆ จะต้องคำนึงถึงปัจจัยอะไรบ้าง </strong></p>
<p>คำ ตอบ ปัจจัยแรกที่จะต้องพิจารณาคือ  กองทุนอสังหาริมทรัพย์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินหรือเป็นการถือสิทธิการ เช่า ซึ่งหากกองทุนฯ ถือสิทธิการเช่า  จะต้องมีผลตอบแทนที่สูงในระดับหนึ่งเพื่อให้คุ้มค่ากับความเสี่ยงที่มากกว่า</p>
<p>ปัจจัย ที่ 2 คือ คุณภาพของสินทรัพย์  สินทรัพย์ที่ให้เช่าควรอยู่ในทำเลที่มีความได้เปรียบ เช่น  หากเป็นอาคารสำนักงานก็ควรอยู่ในย่านธุรกิจ การคมนาคมสะดวก  หากเป็นศูนย์การค้าก็ควรอยู่ใกล้ชุมชน และเป็นผู้นำในธุรกิจ  นอกจากนี้สินทรัพย์จะต้องมีการดูแลรักษา และซ่อมแซมอย่างต่อเนื่อง  นอกจากนี้ สภาพภูมิศาสตร์ที่ตั้งของสินทรัพย์ก็มีผลต่อการพิจารณาเช่นกัน  เช่น อาคารที่ตั้งอยู่ริมทะเลจะมีอายุการใช้งานต่ำกว่าปกติ  และควรพิจารณาถึงความเสี่ยงของที่ตั้งอาคารว่ามีความเสี่ยงต่อภัยธรรมชาติ  เช่น แผ่นดินไหว พายุไต้ฝุ่นหรือคลื่นสึนามิหรือไม่ ซึ่งโดยทั่วไป  สินทรัพย์ที่เป็นตึกสูง ( high rise )  ก็จะมีความเสี่ยงต่อภัยธรรมชาติกว่าโครงการที่เป็นแนวราบ ( low rise )  นอกจากนี้ควรจะสอบถามถึงเงื่อนไขการประกันภัยของสินทรัพย์นั้นๆ ด้วย</p>
<p>ปัจจัย ที่ 3 คือ การบริหารจัดการสินทรัพย์  เนื่องจากเงินปันผลในอนาคตจะขึ้นอยู่กับค่าเช่าและอัตราการเช่าของสินทรัพย์ นั้นๆ ดังนั้น หากสินทรัพย์มีการบริหารจัดการที่ดี  โอกาสที่จะสามารถปรับเพิ่มค่าเช่าในอนาคตก็จะมีมากตามไปด้วย  ดังนั้นเราจะต้องพิจารณาประวัติการบริหารของผู้บริหารสินทรัพย์นั้นๆ ด้วย  ซึ่งหากเจ้าของสินทรัพย์เดิมเป็นผู้บริหาร  ซึ่งที่ผ่านมาส่วนใหญ่จะเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์  จะต้องพิจารณาว่าบริษัทดังกล่าวมีการบริหารจัดการและมีผลตอบแทนให้กับผู้ถือ หุ้นในอดีตดีเพียงใด และมีความโปร่งใสเพียงใด</p>
<p>ปัจจัยที่ 4 คือ  ผลตอบแทนของกองทุน  เนื่องจากกองทุนอสังหาริมทรัพย์แต่ละกองทุนจะมีการจ่ายเงินปันผลในอัตราที่ ไม่เท่ากัน  ดังนั้นผู้ซื้อหน่วยลงทุนจะต้องเปรียบเทียบอัตราเงินปันผลของแต่ละกอง ทุนอสังหาริมทรัพย์  นอกจากจะเปรียบเทียบระหว่างกองทุนอสังหาริมทรัพย์ด้วยกันเองแล้ว  ก็ควรจะเปรียบเทียบกับโอกาสการลงทุนหรือการออมอื่นๆ เช่น  ดอกเบี้ยเงินฝากธนาคาร ผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลหรือหุ้นกู้  อัตราผลตอบแทนเฉลี่ยและอัตราเงินปันผลของตลาดหลักทรัพย์  การเปรียบเทียบกับการซื้ออสังหาริมทรัพย์ให้เช่าเอง  รวมไปถึงการเปรียบเทียบกับอัตราเงินเฟ้อ  ผลตอบแทนจากเงินปันผลของกองทุนอสังหาริมทรัพย์ควรจะสูงกว่าดอกเบี้ยเงินฝาก ธนาคารและผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลเนื่องจากกองทุนอสังหาริมทรัพย์มีความ เสี่ยงสูงกว่า นอกจากนี้ และ เพื่อเป็นการรักษามูลค่าของเงินลงทุน  ผลตอบแทนของกองทุนอสังหาริมทรัพย์ควรจะต้องสูงกว่าอัตราเงินเฟ้อ</p>
<p>ปัจจัย ที่ 5 ความเสี่ยงจากการลดลงของจำนวนผู้เช่า  ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลรายละเอียดของผู้เช่าสินทรัพย์นั้นๆ  ว่ามีความเสี่ยงมากน้อยเพียงใด  กองทุนอสังหาริมทรัพย์ที่ดีควรจะมีการกระจายของผู้เช่า  ไม่ควรพึ่งพิงกับผู้เช่ารายใหญ่รายใดรายหนึ่ง  หรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งมากเกินไป โดยเฉพาะหากผู้เช่ารายนั้นๆ  มิได้เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในกองทุนฯ  และควรสอบถามถึงอายุสัญญาคงเหลือโดยเฉลี่ยของผู้เช่า  โดยสินทรัพย์ที่มีสัญญาเช่าระยะยาวจะมีความเสี่ยงต่ำกว่าสินทรัพย์ที่มี สัญญาการเช่าระยะสั้น นอกจากนี้ หากกองทุนอสังหาริมทรัพย์นั้นๆ  มีการถือครองอสังหาริมทรัพย์ในหลายอาคารหรือหลายทำเลที่ตั้ง  ก็จะลดความเสี่ยงในการลงทุนได้เป็นอย่างดี  เนื่องจากบางครั้งอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงในสภาพแวดล้อมของสินทรัพย์ที่เราไม่ สามารถควบคุมได้ เช่น ในกรณีของศูนย์การค้าหรืออาคารสำนักงาน  หากมีการสร้างสะพานข้ามแยกผ่านหน้าโครงการ  หรือการเปลี่ยนแนวทางการเดินรถเป็นแบบ one-way ก็ทำให้การไหลผ่านของรถ (  traffic ) น้อยลงได้</p>
<p>ปัจจัยที่ 6 กองทุนอสังหาริมทรัพย์นั้นๆ  มีการกันค่าเช่าส่วนหนึ่งมาเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับการซ่อมแซมหรือการตกแต่ง ครั้งใหญ่ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต หรือที่เรียกว่า sinking fund หรือไม่  เนื่องจากสินทรัพย์ให้เช่าบางประเภท เช่น เซอร์วิส อพาร์ตเมนต์ โรงแรม  อาคารสำนักงาน  เมื่อเวลาผ่านไปในระดับหนึ่งจะต้องมีค่าใช้จ่ายในการตกแต่งหรือซ่อมแซมในบาง ปีที่จะมากกว่าปกติ ซึ่งเรียกว่า hard renovation ซึ่งจะเกิดขึ้นทุกๆ 5-10  ปี รวมไปถึงการก่อสร้างใหม่เมื่อสินทรัพย์ที่เป็นอาคารหมดอายุการใช้งาน  ดังนั้นผู้ลงทุนควรจะสอบถามและศึกษารายละเอียดว่ากองทุนอสังหาริมทรัพย์มี การตั้งสำรองเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายดังกล่าวในอนาคตหรือไม่ มากน้อยเพียงใด  โดยสินทรัพย์ประเภทโรงแรมหรือเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ควรจะมีการตั้งสำรองค่าใช้ จ่ายดังกล่าวในอัตราที่สูง  อาคารสำนักงานและศูนย์การค้าควรมีการตั้งสำรองในระดับปานกลาง  ส่วนโรงงานให้เช่าหรือคลังสินค้าซึ่งไม่ต้องมีการตกแต่งซ่อมแซมมากนักก็อาจ จะมีการตั้งสำรองต่ำกว่าสินทรัพย์ประเภทอื่นๆ ได้</p>
<p><strong>9.  ใครที่เหมาะจะเป็นผู้ลงทุนในกองทุนอสังหาริมทรัพย์ประเภท 1</strong></p>
<p>คำ ตอบ สำหรับนักลงทุนทั่วไป  ผู้ที่น่าจะศึกษาโอกาสในการลงทุนในกองทุนอสังหาริมทรัพย์ควรจะเป็นผู้มีเงิน ออมที่กำลังจะหาโอกาสการลงทุนในระยะยาวที่น่าจะให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าเงินฝาก ธนาคาร  โดยผู้ลงทุนก็ยังจะต้องมีความจำเป็นจะต้องมีเงินฝากธนาคารไว้ส่วนหนึ่งเพื่อ ใช้สำหรับรายจ่ายต่างๆ ที่จำเป็นและสำหรับค่าใช้จ่ายฉุกเฉินในอนาคต  และนำเงินสดส่วนเกินในการหาช่องทางในการลงทุนใหม่ๆ  ซึ่งการลงทุนในกองทุนอสังหาริมทรัพย์ก็เป็นทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจ  เนื่องจากในปัจจุบัน กองทุนอสังหาริมทรัพย์จะให้อัตราปันผลระหว่าง 5-8%  ซึ่งเป็นผลตอบแทนที่สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารซึ่งอยู่ในระดับ 1-2%  ค่อนข้างมาก  และกองทุนอสังหาริมทรัพย์มีรายได้จากค่าเช่าซึ่งมีความแน่นอนในระดับหนึ่ง  สำหรับนักลงทุนสถาบันที่น่าจะศึกษาโอกาสในการลงทุนในกองทุนอสังหาริมทรัพย์  คือ นักลงทุนสถาบันที่มีการบริหารเงินออมในระยะยาว เช่น บริษัทประกันชีวิต  กองทุนบำเหน็จบำนาญ และกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ</p>
<p><strong>10.  กองทุนอสังหาริมทรัพย์มีเงินปันผลสูงก็จริง แต่ลงทุนในหุ้นไม่ดีกว่าหรือ  ก็มีปันผลเหมือนกัน บางตัวปันผลเกือบ 10%  และหุ้นบางตัวก็วิ่งขึ้นเป็นเท่าตัว </strong></p>
<p>คำตอบ จากข้อมูลในอดีต  แม้ว่าหุ้นหลายตัวจะสามารถให้ผลตอบแทนกับผู้ลงทุนมากถึง 100-1000%  แต่ก็มีหุ้นจำนวนไม่น้อยที่ต้องถูกลดทุน และล้มหายตายจากไป  หรือแม้กระทั่งหุ้นหลายตัวที่เคยมีการจ่ายเงินปันผลที่สูง  แต่ปัจจุบันก็ประสบปัญหาขาดทุนและไม่สามารถจ่ายเงินปันผลได้  เนื่องจากหุ้นสามัญในตลาดหลักทรัพย์ส่วนใหญ่มีรายได้จากการขาย  ซึ่งมีความผันผวนตามภาวะเศรษฐกิจและสภาพแวดล้อมทางธุรกิจค่อนข้างสูง  ต่างจากกองทุนอสังหาริมทรัพย์ที่มีรายได้หลักมาจากค่าเช่า  ซึ่งเป็นรายได้ที่มีความต่อเนื่องและมีความแน่นอนค่อนข้างสูง  แม้ว่าในช่วงเศรษฐกิจขาลง  รายได้จากค่าเช่าอาจจะไม่เพิ่มขึ้นหรืออาจจะลดน้อยลงไปบ้าง  แต่เราจะเห็นได้ว่า หากสินทรัพย์ที่ให้เช่า เช่น อาคารสำนักงาน อพาร์ตเมนต์  ศูนย์การค้า  หรือโรงงานอยู่ในทำเลที่ดีและคุณภาพของสินทรัพย์ที่ดีในระดับหนึ่งแล้ว  ก็จะยังมีผู้เช่าอยู่ค่อนข้างมากแม้ในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจ  อย่างแย่ที่สุดกองทุนอสังหาริมทรัพย์ก็ยังเป็นเจ้าของที่ดินหรืออาคารที่ยัง มีมูลค่าในตัว นอกจากนี้ การที่มีข้อกำหนดของทางก.ล.ต.  ที่ห้ามกองทุนอสังหาริมทรัพย์ประเภท 1  ก่อหนี้ด้วยแล้วจึงไม่มีความเสี่ยงทางการเงินจึงทำให้โอกาสที่กองทุนจะถูก ฟ้องล้มละลายหรือโอกาสที่มูลค่ากองทุนจะเหลือ 0 นั้นแทบจะไม่มีเลย ดังนั้น  การลงทุนในหุ้นสามัญกับกองทุนอสังหาริมทรัพย์จึงมีความเสี่ยงที่ต่างกันและ ไม่ควรนำมาเปรียบเทียบผลตอบแทนกันโดยตรง</p>
<p><strong>11.  ข้้อดีของการลงทุนในกองทุนอสังหาริมทรัพย์ประเภท 1  เปรียบเทียบกับการซื้ออสังหาริมทรัพย์ให้เช่าเองมีอะไรบ้าง </strong></p>
<p>คำ ตอบ การลงทุนในกองทุนอสังหาริมทรัพย์ประเภท 1  มีข้อดีหลายประการเมื่อเปรียบเทียบกับการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ให้เช่าโดยตรง  อาทิเช่น</p>
<ul>
<li>ไม่มีความจำเป็นต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมาก  ในกรณีการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ให้เช่า  ไม่ว่าจะเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่มีขนาดเล็ก เช่น ตึกแถว คอนโดมิเนียม  ที่ดินให้เช่า ก็จะต้องใช้เงินหลักแสนบาทขึ้นไป  หรือโครงการอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่ เช่น อาคารสำนักงาน อพาร์ตเมนต์  ศูนย์การค้า โรงงาน ก็จะต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมาก  จากการที่กองทุนอสังหาริมทรัพย์กอง 1 ได้กำหนดวงเงินลงทุนขั้นต่ำไว้ 10,000  บาท  จึงทำให้เป็นโอกาสที่ผู้ลงทุนสามารถเป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ให้เช่า ประเภทต่างๆ โดยที่ไม่ต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมาก</li>
<li>กอง ทุนอสังหาริมทรัพย์ประเภท 1 มีสภาพคล่องสูงกว่าอสังหาริมทรัพย์ประเภทอื่นๆ  เนื่องจากกองทุนอสังหาริมทรัพย์ประเภท 1  จะเข้าจดทะเบียนทำการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์  จึงทำให้ผู้ลงทุนสามารถซื้อขายได้ง่ายและรวดเร็ว  และเสียค่าใช้จ่ายในการขายเท่ากับค่าคอมมิสชั่นของการซื้อขายหลักทรัพย์ทั่ว ไปคือ 0.25% ซึ่งต่างจากการซื้ออสังหาริมทรัพย์เอง ซึ่งหากต้องการขายออกไป  จะมีความยุ่งยากและล่าช้ากว่า อีกทั้งยังต้องเสียค่าใช้จ่ายต่างๆ  อีกจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นค่าธรรมเนียมการโอน 2%  หรือค่านายหน้าที่เกิดขึ้นจากการขาย</li>
<li>กองทุนอสังหาริมทรัพย์ ประเภท 1 ได้รับการยกเว้นภาษี เนื่องจากกองทุนอสังหาริมทรัพย์ประเภท 1  ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีทำให้ไม่ต้องเสียภาษีรายได้จากการให้เช่า  ซึ่งจะทำให้เงินปันผลที่ผู้ถือกองทุนอสังหาริมทรัพย์ประเภท 1  ได้รับจะได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้  ซึ่งต่างจากการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ให้เช่าเองซึ่งจะต้องเสียภาษีเงินได้ จากค่าเช่า</li>
<li>ไม่ต้องเสียเวลาในการดูแลและบริหารสินทรัพย์  เนื่องจากกองทุนอสังหาริมทรัพย์ประเภท 1 จะแต่งตั้งผู้บริหารสินทรัพย์  ซึ๋งจะทำหน้าที่ตั้งแต่การหาผู้เช่า การเก็บค่าเช่าและบริการ การดูแล  บำรุงรักษาอสังหาริมทรัพย์นั้นๆ ให้อยู่ในสภาพที่พร้อมให้เช่าตลอดเวลา</li>
<li>กองทุนอสังหาริมทรัพย์มีการกระจายความเสี่ยงที่ดีกว่า  เนื่องจากกองทุนอสังหาริมทรัพย์ลงทุนในโครงการอสังหาริมทรัพย์ให้เช่าขนาด ใหญ่ ที่มีผู้เช่าจำนวนมากราย  ดังนั้นจึงมีการกระจายความเสี่ยงของผู้เช่าที่ดีกว่าการลงทุนในอสังหาริม ทรัพย์ด้วยตนเอง ซึ่งหากมีผู้เช่ารายใดรายหนึ่งย้ายออกหรือไม่ชำระค่าเช่า  ก็จะไม่ได้รับผลกระทบมากนัก  ซึ่งนักลงทุนทั่วไปอาจจะมีความสามารถในการลงทุนเพียง 1-2 แห่ง  ซึ่งหากมีผู้เช่ารายใดรายหนึ่งย้ายออกหรือไม่ชำระค่าเช่า  ก็จะได้รับผลกระทบจากค่าเช่าที่ลดลงค่อนข้างมาก</li>
</ul>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.thaivi.com/2010/02/122/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
