Saturday, July 31st, 2010

โลกในมุมมองของ Value Investor            8 พฤษภาคม 53
ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
ข้อสังเกตของผมอย่างหนึ่งสำหรับนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จก็คือ  หลาย ๆ คนมีความเชี่ยวชาญในหุ้นบางกลุ่มหรือบางแบบเป็นพิเศษ  บางคนก็เชี่ยวชาญในการเล่นหุ้นด้วยเทคนิคบางอย่าง  ถ้าจะพูดแบบ วอเร็น บัฟเฟตต์ ก็คือ  พวกเขามักลงทุนภายใต้  Circle Of Competence หรือ  “ขอบเขตของความรอบรู้”  ที่ตนมีอยู่หรือได้สร้างขึ้นมา
ลองมาดูว่าขอบเขตของความรอบรู้  (COC) ที่ผมพอจะนึกได้ว่ามีคนใช้และทำเงินให้ได้มากมายในตลาดหุ้นไทยมีอะไรบ้าง
COC แรกที่ผมจะพูดถึงก็คือ  การปั่นหุ้น  นี่คือวิธีทำเงินที่ได้ผลดีมากในช่วงที่ตลาดหุ้นไทยเป็นกระทิงที่ร้อนแรงย้อนหลังไปไม่ต่ำกว่า 15-20 ปี โดยเฉพาะในช่วงที่กฏหมายกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ยังไม่มีผลในการควบคุม   คนที่รวยจากการปั่นหุ้นในยุคนั้น  จำนวนไม่น้อยก็  “เจ๊ง”  ไปจากภาวะวิกฤติ  ความผิดพลาด  และอาจจะเกิดจากการ  “หักหลัง” และอื่น ๆ  แต่ผมคิดว่าหลาย ๆ คนก็ยังรวยอยู่จนถึงทุกวันนี้    ในปัจจุบัน  ผมคิดว่านี่ก็ยังน่าจะเป็น  COC  ที่สามารถทำเงินได้เป็นกอบเป็นกำ  เพียงแต่การปั่นหุ้นในวันนี้อาจจะต้องมีกรรมวิธีที่ซับซ้อนขึ้นและคนที่ทำได้อาจจะต้องมีคุณสมบัติส่วนตัวเฉพาะ  เช่น  เป็นคนมีเงินมากพอสมควรและอาจจะต้องมีความกล้าได้กล้าเสียและกล้าเสี่ยงกับการถูกจับหรือชื่อเสียงส่วนตัวด้วย
COC ที่สองนั้นน่าจะใกล้เคียงกับอันแรก  นั่นก็คือ  การเก็งกำไร   นี่เป็นความเชี่ยวชาญในการ  “เล่นหุ้น” [...]

โลกในมุมมองของ Value Investor           1 พฤษภาคม 2553
ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
ครั้งหนึ่งในที่ประชุมผู้ถือหุ้นของเบิร์กไชร์ แฮททาเวย์  มีคนถามว่าวัน ๆ หนึ่ง วอเร็น บัฟเฟตต์ ทำอะไรบ้าง  บัฟเฟตต์ตอบว่า ส่วนใหญ่เขาอ่านหนังสือและพูดโทรศัพท์  เสร็จแล้วบัฟเฟตต์ก็หันไปถาม ชาร์ลี มังเกอร์ เพื่อนซี้และรองประธานของเบิร์กไชร์ ว่าเขาทำอะไรในแต่ละวัน  มังเกอร์ตอบว่า
“คำถามนี้ทำให้ผมนึกถึงเพื่อนคนหนึ่งในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองที่ประจำการอยู่ในหน่วยของทหารที่ไม่มีอะไรทำ”   มังเกอร์เล่าต่อว่า  “นายพลคนหนึ่งได้เข้ามาพบกับกับตันกลอทซ์ซึ่งเป็นเจ้านายของเพื่อนผมและก็ถามว่า  ‘กับตันกลอทซ์  คุณทำอะไรบ้าง’  เจ้านายของเพื่อนผมตอบว่า ‘ไม่มีอะไรซักอย่างเลยครับ’  ท่านนายพลโกรธมากและหันมาถามเพื่อนผมว่า ‘แล้วแกล่ะทำอะไร’  เพื่อนผมตอบว่า  ‘ผมก็ช่วยงานกับตันกลอทซ์’  และนั่นก็คือคำอธิบายสิ่งที่ผมทำอยู่ที่เบิร์กไชร์ได้ดีที่สุด”
ดูเหมือนว่าวอเร็นบัฟเฟตต์ในฐานะของการเป็นนักลงทุนแบบ VI นั้น  ไม่ค่อยมีงานอะไรทำ   เช่นเดียวกัน  ชาร์ลี มังเกอร์ ซึ่งก็เป็นนักลงทุนระดับเซียนที่ช่วยบัฟเฟตต์ลงทุนก็ไม่ค่อยมีอะไรทำเหมือนกัน   ลองมาดูว่าวัน ๆ หนึ่งบัฟเฟตต์ทำอะไรบ้าง
ปกติบัฟเฟตต์ตื่นประมาณ 6.45 น.  แล้วก็อ่านหนังสือพิมพ์หลายฉบับ  บางครั้งก็เข้าไปอ่านในอินเตอร์เน็ตบ้างเพื่อดูว่ามีอะไรเกิดขึ้น  เขาไปถึงที่ทำงานประมาณ 9.00 น. หรือบางทีก็ 8.00 น. ขึ้นอยู่กับว่าจะมีอะไรต้องทำ  [...]

โลกในมุมมองของ Value Investor           24 เมษายน 53
ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
ความร่ำรวยมหาศาลที่ได้มาอย่างสุจริตนั้น  ในอดีตมักจะมาจากการทำธุรกิจและการซื้อที่ดิน  มีคำพูดที่ว่า  คนจีนนั้นร่ำรวยจากการทำธุรกิจและอาศัยอยู่ในเมือง   ส่วน “แขก” นั้น  จับจองที่ดินผืนใหญ่ชานเมืองเลี้ยงวัวและก็ร่ำรวยมหาศาลจากราคาที่ดินที่เพิ่มขึ้น  มาถึงยุคปัจจุบัน  การทำธุรกิจก็ยังเป็นหนทางที่ทำให้ร่ำรวยได้มหาศาล  แต่ก็ยากขึ้นมากสำหรับคนที่ไม่ได้มีต้นทุนเดิมที่ใหญ่พอ  พูดง่าย ๆ  สำหรับคนไทยที่ไม่ได้มีพ่อแม่ที่มีฐานะร่ำรวย  การเริ่มธุรกิจที่จะสามารถเติบโตมหาศาลก็ยากมาก  เพราะในเมืองไทยเราไม่มีอุตสาหกรรม “ไซเบอร์” ที่มีศักยภาพพอที่จะทำให้คนตัวเล็ก ๆ  สร้างธุรกิจจนร่ำรวยได้ง่ายเหมือนอย่างในอเมริกาหรือจีน  ส่วนเรื่องที่ดินนั้น  สำหรับคนที่มีเงินมาก  การเล่นที่ก็ยังเป็นหนทางสร้างความมั่งคั่งที่น่าจะโดดเด่นไม่แพ้การทำธุรกิจ  อย่างไรก็ตาม  เป็นเรื่องยากมากที่คนมีเงินน้อยจะเข้าไปเล่นที่ได้  การจับจองที่ดินถูก ๆ  เพื่อ “เลี้ยงวัว” ไม่มีอีกแล้ว
โชคดีที่ตลาดหุ้นเกิดขึ้น  คน  “ตัวเล็กตัวน้อย”  นั่นก็คือนักลงทุนที่มีเงินเพียงน้อยนิดสามารถ “ซื้อธุรกิจ”  ในตลาดหลักทรัพย์  เป็นเจ้าของหุ้นบางส่วนของธุรกิจที่มีผลการดำเนินงานที่ดีหรือเป็นธุรกิจที่ดีที่สุดของประเทศได้  ผลก็คือ  นักลงทุนบางคนสามารถที่จะสร้างความมั่งคั่งและร่ำรวยมหาศาลได้ทั้งที่ไม่ได้มีต้นทุนเงินมากมายในตอนเริ่มแรก  และเมื่อเวลาผ่านไปนานกว่านี้อีก  ผมเชื่อว่าจะมีคนร่ำรวยจากการ “ทำธุรกิจ”  ผ่านตลาดหุ้นมากขึ้นเรื่อย ๆ   ผมยังเชื่อด้วยว่า  ในที่สุด  คนที่รวยโดยการทำธุรกิจผ่านตลาดหุ้นจะเป็นเรื่อง  “ปกติ”  เช่นเดียวกับคนที่รวยจากการทำธุรกิจด้วยตนเอง
คนที่รวยจากการเล่นที่นั้น  [...]

โลกในมุมมองของ Value Investor           17 เมษายน 53
ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
นักวิเคราะห์หุ้นแบบ Value นั้น  แตกต่างจากนักวิเคราะห์หุ้น “มืออาชีพ”  ทั่วไปในเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งก็คือ  Value Investor ให้ความสำคัญอย่างมากกับการวิเคราะห์ “กิจการ”  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการตลาดของบริษัท  และด้านการตลาดที่ว่าก็คือ  ความสามารถในการแข่งขันของบริษัทเมื่อเทียบกับคู่แข่งในระยะยาว   การแข่งขัน  หรือถ้าจะพูดให้โก้เก๋ก็คือ  “สงคราม” การตลาดระหว่างบริษัทกับคู่ต่อสู้นั้น  เป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่เราจะต้องวิเคราะห์พิจารณา  เพราะถ้าวิเคราะห์ได้ว่าใครจะเป็นผู้ชนะในสงคราม  เราก็จะรู้ว่าบริษัทไหนจะรุ่งและบริษัทไหนจะร่วง  ในเรื่องนี้ อัล รีส  และแจ๊ค เทร้าท์  กูรูการตลาดระดับเซียนได้เขียนไว้นานแล้วในหนังสือเรื่อง  Marketing Warfare  พวกเขาอธิบายว่าสงครามการตลาดนั้น  ไม่ได้แตกต่างจากสงครามจริงมากนักในด้านของกลยุทธ์ต่าง ๆ  ที่ควรนำมาใช้  กฏของสงคราม  ซึ่งคิดค้นโดย  คาร์ล วอน คลอสวิตซ์  “บิดาแห่งการสงคราม”  สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับการตลาดได้อย่างเยี่ยมยอด  และต่อไปนี้ก็คือกฏที่สำคัญที่สุดบางข้อที่นักลงทุนควรรู้
กฏข้อแรกก็คือ  ฝ่ายที่มีทรัพยากรมากกว่าจะเป็นผู้ชนะ  ในสงครามทุกครั้ง  กองทัพที่มีไพร่พลมากกว่าย่อมเป็นผู้ชนะ  อย่าไปพูดถึงเรื่องของคุณภาพของคน  ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดก็คือสงครามโลกครั้งที่สอง  ที่เยอรมันพ่ายแพ้แก่สัมพันธมิตรที่มีกำลังพลและทรัพยากรต่าง ๆ  มากกว่ามาก [...]

โลกในมุมมองของ Value Investor                10 เมษายน 53
ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
สื่อมวลชน เช่น วิทยุ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ และแมกกาซีน นั้น  เป็นเครื่องมืออันทรงพลังในการโน้มน้าวจิตใจคนให้เห็นด้วย หรือคัดค้าน  กับประเด็นที่มีการนำเสนอ  ประเด็นที่นำเสนอนั้น  เป็นได้ทุกอย่าง  ตั้งแต่เรื่องของการเมือง  สังคม  เศรษฐกิจ  และการใช้ชีวิตประจำวันของผู้คน  ดังนั้นจึงมีคำพูดที่ยอมรับกันแพร่หลายว่า   “ผู้คุมสื่อคือผู้ที่คุมอำนาจ”
อำนาจของสื่อในโลกของทุนนิยมนั้น  แน่นอน  สามารถ  “ทำเงิน”  ได้  บริษัทสื่อที่  “ทรงอิทธิพล” นั้น  สามารถทำเงินได้มหาศาล  วอเร็น บัฟเฟตต์ ได้มองเห็นจุดนี้ก่อนคนอื่นและได้เข้าซื้อหุ้นของบริษัทวอชิงตันโพสต์ในช่วงที่ราคาหุ้นยังต่ำมากเมื่อหลายสิบปีก่อน  หลังจากนั้น  ราคาหุ้นของโพสต์ก็ปรับตัวขึ้นมามากและกลายเป็น “ตำนาน” การลงทุนหนึ่งของบัฟเฟตต์  ต่อมา เขาก็ยังได้ลงทุนในหุ้นของบริษัทโทรทัศน์ชั้นนำที่ก้าวขึ้นมาโดดเด่นแทนที่หนังสือพิมพ์  อย่างไรก็ตาม  เมื่อเร็ว ๆ  นี้ บัฟเฟตต์เองก็ยอมรับว่า  ธุรกิจและความสามารถในการทำเงินของหุ้นสื่อนั้น “เปลี่ยนไปแล้ว”  มันไม่ดีเหมือนก่อนเพราะเทคโนโลยี่การสื่อสารมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง  สื่อมีการขยายตัวออกไปกว้างขวางมากผ่านอินเตอร์เน็ตและเคเบิลทีวีที่สามารถทำได้ด้วยต้นทุนที่ต่ำมาก สิ่งเหล่านี้กัดกร่อนกำไรของสื่อยุคเก่ามหาศาล
ลองมาดูกิจการสื่อของเมืองไทยว่าอนาคตจะไปทางไหน  เริ่มจากหนังสือพิมพ์และสิ่งพิมพ์  ในเมืองไทยนั้น  เป็นที่ยอมรับว่าคนไทยไม่ใคร่อ่านหนังสือมากนัก  [...]

โลกในมุมมองของ Value Investor          3 เมษา 53
ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
ตั้งแต่ปี 2539 ผมได้ลงทุนเงินทั้งหมดหรือเกือบทั้งหมดที่มีอยู่ในหุ้น   ในช่วงแรก ๆ  นั้น  แน่นอน  ผมต้องเก็บเงินสดไว้จำนวนหนึ่งเป็นสภาพคล่องสำหรับใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน  เงินจำนวนนั้นถ้าคิดคำนวณก็อาจจะประมาณเท่ากับ 10%  ของเงินทั้งหมดที่มีอยู่  เงินอีก 90%  ผมลงในหุ้นทั้งหมด  เหตุผลที่ผมลงทุนในหุ้นนั้น  เป็นเพราะผมเห็นว่าหุ้นที่ผมลงทุนนั้นเป็นบริษัทที่มั่นคง  มีกำไรที่สม่ำเสมอ  มีปันผลที่ค่อนข้างแน่นอนประมาณไม่ต่ำกว่า 4-5% ต่อปี  ผมลงเพราะผมเห็นว่าหุ้นเป็นการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงสุดที่ผมจะทำได้  ผมไม่คิดว่าผมรับความเสี่ยงมากเกินไป  เพราะผมถือหุ้นต่าง ๆ  เกือบสิบบริษัท  ถ้าบริษัทหนึ่งมีปัญหา  บริษัทอื่นก็ยังดีอยู่และทำผลตอบแทนชดเชยได้
ผ่านมาประมาณ 14 ปี  ผมก็ยังคงถือเงินสดเป็นสภาพคล่องประมาณเท่าเดิม  แต่เนื่องจากเงินลงทุนในหุ้นของผมเติบโตขึ้นมาก  เงินสภาพคล่องที่เคยเป็น 10%  ของพอร์ต  ตอนนี้จึงเป็นเพียง 1%  ของเงินทั้งหมด  การถือหุ้น  “ร้อยเปอร์เซ็นต์”  ของผม “ตลอดเวลา” เป็นเวลา 14 ปีนั้น  ได้ผ่านเหตุการณ์  “เลวร้าย”  ต่าง ๆ  [...]

โลกในมุมมองของ Value Investor             27 มีนาคม 53
ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
ในขณะที่วาทกรรมเรื่อง ไพร่-อำมาตย์ กำลังร้อนอยู่ในขณะนี้  ผมลองมาคิดดูถึงตัวเองในฐานะนักลงทุนอาชีพแบบ Value Investor ว่าเราน่าจะเป็นใคร  ไพร่ หรือ อำมาตย์ หรือ อย่างอื่น
ก่อนที่จะพูดว่าเป็นไพร่หรืออำมาตย์  ผมคงต้องกำหนดนิยามเสียก่อนว่าไพร่และอำมาตย์ในความหมายของผมนั้น   ไม่ได้เป็นคำนิยามตามพจนานุกรมที่อาจจะบอกว่าไพร่คือข้าทาสหรืออำมาตย์คือข้าราชการในสังคมไทยสมัยก่อน  ไพร่ในความหมายของผมและดูเหมือนว่าจะเป็นความหมายของคนในสังคมจำนวนมากเห็นได้จากการใช้คำ ๆ  นี้ในภาพยนต์และละครหลังข่าวกันเป็นประจำก็คือ  เป็น  “ชาวบ้าน”  ที่ไม่มี “ตระกูล”  ยากจน  เป็นคน “ชั้นต่ำ” ของสังคมที่ไม่มีอภิสิทธิ์อะไรทั้งสิ้น   ว่าที่จริงไพร่นั้นเป็นคนที่  “ถูกกดขี่”  และเป็นคนที่เสียเปรียบทุกด้านในสังคม
ส่วนคำว่าอำมาตย์นั้น  ว่าไปแล้ว  เราก็แทบจะไม่ได้ใช้เลยในชีวิตประจำวันสมัยใหม่  แต่ถ้าตีความตามที่มีการใช้กันเป็นวาทกรรมในขณะนี้  ก็น่าจะหมายถึงคนที่เป็นคน  “ชั้นสูง”  ของสังคม  เป็นคนที่มีสถานะทางตำแหน่งงานในราชการหรือองค์กรธุรกิจ  เป็นคนที่มีอภิสิทธิ์  เป็น  “ผู้กดขี่” เป็น  “นาย”  และเป็นผู้ที่ได้เปรียบทุกอย่างในสังคม  ซึ่งในสมัยปัจจุบันนี้  ไม่จำเป็นที่จะต้องเป็นข้าราชการเลย
มาดูก่อนว่าเราเป็นคน “ชั้นสูง” หรือไม่?  นี่เป็นเรื่องชัดเจนว่าเราไม่ใช่  เราไม่ได้เกิดในตระกูล  “ผู้ดี”  [...]

โลกในมุมมองของ Value Investor             20 มีนาคม 53
ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
ตำนานความมั่งคั่งของ วอเร็น บัฟเฟตต์ นั้น  เป็นแรงบันดาลใจให้กับ Value Investor ทั่วโลกไม่เว้นแม้แต่ในเมืองไทย  จุดเด่นของบัฟเฟตต์นั้น  นอกจากจำนวนเงินที่มหาศาลติดอันดับต้น ๆ ของเศรษฐีที่รวยที่สุดในโลกแล้ว  ยังเป็นเพราะเขาไม่ได้เป็นคนที่มีฐานะทางบ้านที่ร่ำรวยมาก่อน  หรือแต่งงานกับคนที่ร่ำรวย  นอกจากนั้น  เขาไม่ได้เป็นคนที่สร้างตัวจาก  “ธุรกิจ”  เขาเป็นแค่  “นักลงทุน”  มาตลอดชีวิต  ดังนั้น  นักลงทุนหนุ่ม ๆ  จำนวนมากจึงอาจจะคิดว่าพวกเขาก็สามารถรวยมหาศาลได้เช่นกันโดยการยึด  “อาชีพ”  การเป็น  “นักลงทุน” ตั้งแต่ยังอายุน้อยและด้วยเงินเริ่มต้นที่น้อยมากแบบเดียวกับบัฟเฟตต์   แต่นี่เป็นหนทางของ วอเร็น บัฟเฟตต์ จริงหรือ?   ลองมาดูเส้นทางการสร้างความมั่งคั่งของ วอเร็น บัฟเฟตต์ ดูว่าเขารวยจนมีเงินประมาณ 47,000 ล้านเหรียญหรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 1.5 ล้านล้านบาทได้อย่างไร
พูดถึง “เงินเริ่มต้น” ของบัฟเฟตต์ก่อน  ตาม  “ตำนาน”  นั้น  บอกว่าบัฟเฟตต์เริ่มต้นลงทุนด้วยเงินเพียง  100 เหรียญหรือไม่กี่พันบาทไทย  [...]

โลกในมุมมองของ Value Investor             13 มีนาคม 53
ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
กฏของการลงทุนข้อที่สำคัญที่สุดข้อหนึ่งก็คือ  “การกระจายความเสี่ยง”  หรือที่เรียกว่า Diversify  ในภาษาอังกฤษ   การกระจายความเสี่ยงนั้นจะเป็นการป้องกันอันตรายร้ายแรงที่อาจจะเกิดขึ้นจากความผันผวนหรือความผิดพลาดในการลงทุนในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง  ในแวดวงการเงินมีคำเปรียบเปรยเรื่องการกระจายความเสี่ยงว่าเหมือนกับการ  “ใส่ใข่ไว้ในตะกร้าหลายใบ”  นั่นก็คือ  หากตะกร้าใบใดใบหนึ่งตกลงพื้นทำให้ใข่แตกหมด  ใข่ในตะกร้าใบอื่น ๆ  ก็ยังอยู่   แต่ถ้าใส่ใข่ทั้งหมดในตะกร้าใบเดียว  และตะกร้าใบนั้นตกลงพื้น  ความเสียหายก็มหาศาล  ดังนั้น  เขาจึงบอกว่า  “อย่าใส่ใข่ทั้งหมดในตะกร้าใบเดียว”   ความหมายก็คือ  เงินทั้งหมดที่มีอยู่นั้น  อย่าลงทุนในทรัพย์สินเพียงอย่างเดียว  ให้กระจายเงินลงทุนไปในทรัพย์สินต่าง ๆ  ทุกอย่างให้มากที่สุด  เวลาทรัพย์สินอย่างหนึ่งเสียหาย  ทรัพย์สินอื่นก็ยังอยู่และมักให้ผลตอบแทนชดเชยกับความเสียหายนั้นได้  ถ้าทำแบบนี้   โดยรวมแล้ว  เราจะไม่เสี่ยงหรือเสียงน้อยมาก  และผลตอบแทนที่ได้จะ “ดีพอใช้”
วิธีการในการ Diversify หรือกระจายความเสี่ยงนั้นมีหลักการใหญ่ ๆ  อยู่ 4 ข้อ  ซึ่งถ้าเราทำตามแล้ว  รับประกันได้ว่า  ความเสี่ยงของเราจะน้อยลง  ลงทุนแล้วนอนตาหลับและได้ผลตอบแทนน่าพอใจ  อย่างไรก็ตาม  อย่าหวังรวยจากการลงทุนด้วยกลยุทธ์กระจายความเสี่ยงมาก ๆ
ข้อแรก  กระจายการถือหลักทรัพย์ในหลาย ๆ  กลุ่มหรือที่เรียกว่าหลาย  [...]

โลกในมุมมองของ Value Investor           6 มีนาคม 53
ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
การลงทุนแบบ Value Investment ในเมืองไทยนั้นน่าจะเริ่มขึ้นอย่างเป็นจริงเป็นจังหลังจากปี 2540 ซึ่งเป็นปีวิกฤติเศรษฐกิจไทยและหลังจากการตีพิมพ์หนังสือเรื่อง  “ตีแตก”  ของผมในราวปี 2542   นั่นเป็นปีเริ่มต้นที่  “เข้าตำรา”  โหร  นั่นคือ  ดวง “ตกฟาก”  ของ VI เหมาะสม  เป็น “ดวง” ที่ดีมาก  เพราะหลังจากการตกต่ำอย่างหนักของตลาดหุ้นในช่วงนั้นทำให้ตลาดเต็มไปด้วยหุ้นที่มีราคาถูกอย่างไม่น่าเชื่อ  ผมยังจำได้ว่ามีหุ้นของกิจการที่มั่นคงแข็งแกร่ง  เป็นผู้นำอันดับหนึ่งในอุตสาหกรรมอาหารที่เป็นสิ่งจำเป็นในชีวิต  ที่ยังมียอดขายดีมากในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจ  มีกำไรและปันผลที่สูงมาก  ฐานะการเงินแข็งแกร่งไม่มีหนี้สินจากสถาบันการเงิน   แต่ราคาของมันคิดเป็นค่า PE แค่  5  เท่า  ค่า PB  ไม่เกิน 1 เท่า  และจ่ายปันผลเมื่อเทียบกับราคาหุ้นถึง 10%  ต่อปี  ดังนั้น  การลงทุนซื้อหุ้นแบบนี้ซึ่งก็คือหุ้นแบบ VI จึงเป็นการลงทุน  “ในฝัน”  และเมื่อเวลาผ่านไป  มันก็พิสูจน์ให้เห็นว่าเป็นการลงทุนที่ดีและได้ผลตอบแทนที่งดงามมาก
ว่าไปแล้ว  ดวงตกฟากของ  [...]