<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>thaivi.com &#187; โลกในมุมมองของ Value Investor</title>
	<atom:link href="http://www.thaivi.com/category/value-investing/value-investor-view/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.thaivi.com</link>
	<description>Thai Value Investors</description>
	<lastBuildDate>Mon, 21 Feb 2011 02:35:21 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.0.5</generator>
		<item>
		<title>Value Investor จำนวนมากหรืออาจจะเรียกว่า&#8230;</title>
		<link>http://www.thaivi.com/2010/12/594/</link>
		<comments>http://www.thaivi.com/2010/12/594/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 07 Dec 2010 02:09:23 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร</dc:creator>
				<category><![CDATA[โลกในมุมมองของ Value Investor]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.thaivi.com/?p=594</guid>
		<description><![CDATA[Value Investor จำนวนมากหรืออาจจะเรียกว่าส่วนใหญ่ ชอบลงทุนในหุ้นตัวเล็กหรือบริษัทขนาดเล็ก เหตุผลก็คือ พวกเขาเชื่อว่าหุ้นตัวเล็กนั้นจะสามารถสร้างผลตอบแทนที่สูงกว่าปกติได้หลักฐานที่ปรากฏในตลาดหุ้นก็ “ชัดเจน” หุ้นที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นหลายเท่า บางตัวเป็นสิบเท่าภายในเวลาเพียงไม่เกิน 1- 2 ปี ที่ผ่านมานั้น มักจะเป็นหุ้นตัวเล็กที่มีมูลค่าตลาดของหุ้นหรือ Market Cap. ไม่เกิน 3-4 พันล้านบาท หลายตัวอาจจะไม่เกินพันล้านบาทด้วยซ้ำ หุ้นตัวเล็กนั้นมีเสน่ห์สำหรับนักลงทุนไม่เฉพาะที่เป็นนักเก็งกำไรเล่นหุ้นรายวัน แต่เป็นขวัญใจของ VI ด้วย ว่าที่จริง VI ระดับ “เซียน” ที่ทำผลตอบแทนมหาศาลในช่วงเร็ว ๆ ต่างก็รวยมาด้วยหุ้นตัวเล็กเป็นส่วนใหญ่ แทบจะเป็นข้อสรุปได้เลยว่า ถ้าคุณอยากประสบความสำเร็จในหุ้นสูงมากโดยเฉพาะเมื่อพอร์ตของคุณยังเล็กอยู่นั้น ไม่มีทางอื่นนอกจากลงทุนในหุ้นขนาดเล็ก ลองมาดูกันว่านี่เป็นเรื่องจริงหรือไม่ และความเสี่ยงอยู่ที่ไหน ประเด็นแรก มองกันที่พื้นฐาน หุ้นตัวเล็กนั้นมักจะมีโอกาสเติบโตสูงในขณะที่หุ้นตัวใหญ่นั้น มักจะเติบโตเต็มที่หรือเติบโตไปมากแล้ว การที่หุ้นตัวใหญ่จะมียอดขายและกำไรเติบโตขึ้นอีกเท่าตัวภายในเวลา &#8230; <a href="http://www.thaivi.com/2010/12/594/">Continue reading <span class="meta-nav">&#8594;</span></a>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>Value Investor จำนวนมากหรืออาจจะเรียกว่าส่วนใหญ่ ชอบลงทุนในหุ้นตัวเล็กหรือบริษัทขนาดเล็ก เหตุผลก็คือ พวกเขาเชื่อว่าหุ้นตัวเล็กนั้นจะสามารถสร้างผลตอบแทนที่สูงกว่าปกติได้หลักฐานที่ปรากฏในตลาดหุ้นก็ “ชัดเจน” หุ้นที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นหลายเท่า บางตัวเป็นสิบเท่าภายในเวลาเพียงไม่เกิน 1- 2 ปี ที่ผ่านมานั้น มักจะเป็นหุ้นตัวเล็กที่มีมูลค่าตลาดของหุ้นหรือ Market Cap. ไม่เกิน 3-4 พันล้านบาท หลายตัวอาจจะไม่เกินพันล้านบาทด้วยซ้ำ หุ้นตัวเล็กนั้นมีเสน่ห์สำหรับนักลงทุนไม่เฉพาะที่เป็นนักเก็งกำไรเล่นหุ้นรายวัน แต่เป็นขวัญใจของ VI ด้วย ว่าที่จริง VI ระดับ “เซียน” ที่ทำผลตอบแทนมหาศาลในช่วงเร็ว ๆ ต่างก็รวยมาด้วยหุ้นตัวเล็กเป็นส่วนใหญ่ แทบจะเป็นข้อสรุปได้เลยว่า ถ้าคุณอยากประสบความสำเร็จในหุ้นสูงมากโดยเฉพาะเมื่อพอร์ตของคุณยังเล็กอยู่นั้น ไม่มีทางอื่นนอกจากลงทุนในหุ้นขนาดเล็ก<br />
<span id="more-594"></span></p>
<p>ลองมาดูกันว่านี่เป็นเรื่องจริงหรือไม่ และความเสี่ยงอยู่ที่ไหน</p>
<p>ประเด็นแรก มองกันที่พื้นฐาน หุ้นตัวเล็กนั้นมักจะมีโอกาสเติบโตสูงในขณะที่หุ้นตัวใหญ่นั้น มักจะเติบโตเต็มที่หรือเติบโตไปมากแล้ว การที่หุ้นตัวใหญ่จะมียอดขายและกำไรเติบโตขึ้นอีกเท่าตัวภายในเวลา 3-4 ปี นั้นน่าจะทำได้ยากมาก ในขณะที่หุ้นตัวเล็กนั้นบางบริษัทสามารถเติบโตเป็นเท่าตัวหรือหลายเท่าตัวได้ภายในระยะเวลาเดียวกัน แนวความคิดก็คือ หุ้นตัวใหญ่นั้นมักจะมีส่วนแบ่งการตลาดสูงและมักอยู่ในตลาดที่อิ่มตัวหรือใกล้จะอิ่มตัวแล้ว ดังนั้น โอกาสที่จะโตต่อไปก็จะน้อยลงในขณะที่หุ้นตัวเล็กนั้นมักจะอยู่ในธุรกิจที่ตลาดกำลังโตหรือไม่ก็ยังเป็นกิจการที่เล็กและมีส่วนแบ่งการตลาดน้อย ดังนั้น จึงสามารถแย่งส่วนแบ่งการตลาดจากคู่แข่งได้</p>
<p>ข้อโต้แย้งของผมก็คือ ในเรื่องของตลาดที่อิ่มตัวนั้นบ่อยครั้งมันก็ไม่ใช่เรื่องจริง แน่นอนว่าการเติบโตระดับที่เกินปีละ 15-20 % ในระยะยาว 4-5 ปีขึ้นไปสำหรับบริษัทขนาดใหญ่นั้น ค่อนข้างเป็นไปได้ยาก แต่การโตปีละ 7-10% ก็น่าจะยังทำได้อยู่ไม่น้อย แต่ปรากฏการณ์ใหม่ที่เริ่มจะเกิดขึ้นในเมืองไทยก็คือ บริษัทขนาดใหญ่หลายแห่งเริ่ม “Go Inter” นั่นคือเริ่มขยายธุรกิจไปต่างประเทศ และถ้าหากว่าทำสำเร็จ ข้อจำกัดเรื่องตลาดอิ่มตัวก็จะหมดไป ดังนั้น บริษัทขนาดใหญ่ก็ยังมีโอกาสโตไปได้เรื่อย ๆ ในระดับที่น่าประทับใจซึ่งก็จะทำให้ราคาหุ้นยังสูงขึ้นได้เรื่อย ๆ นี่ทำให้ผมนึกถึงหุ้นโค๊กที่ วอเร็น บัฟเฟตต์ ลงทุนเมื่อราวสิบกว่าปีก่อนในช่วงนั้นถ้าไม่คิดถึงตลาดต่างประเทศแล้วโค๊กก็น่าจะเป็นหุ้นที่ “อิ่มตัว” เพราะคนอเมริกันทุกคนดื่มโค๊กกันแทบจะแทนน้ำแต่หลังจากนั้น โดยเฉพาะเมื่อจีนและประเทศกำลังพัฒนาเปิดกิจการโค๊กก็โตขึ้นจากการขยายกิจการไปต่างประเทศและทำให้หุ้นโค๊กปรับตัวขึ้นมหาศาล</p>
<p>แน่นอนว่าหุ้นตัวเล็กที่เติบโตสูงนั้นสามารถเติบโตได้มากกว่าหุ้นตัวใหญ่แต่ความเสี่ยงของหุ้นตัวเล็กก็สูงกว่ามาก ถ้ามองจากสถิติโดยรวมบางทีก็อาจจะพบว่าหุ้นตัวเล็กจำนวนมากนั้น ไม่ได้โตไปไหนเลย เคยเล็กอย่างไรก็เล็กอย่างนั้น หุ้นตัวเล็กหลายตัวที่โตขึ้นนั้น บางทีก็โตแบบไม่มีคุณภาพ นั่นคือ โตโดยที่กำไรไม่เพิ่มหรือโตโดยที่ต้องลงทุนไปมากจนแทบไม่คุ้มที่จะโต อาจจะมีเพียงบางบริษัทเท่านั้นที่โตจริงและโตมากซึ่งทำให้เกิดภาพว่าหุ้นตัวเล็กโตเร็ว ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร ความเสี่ยงในแง่ของธุรกิจนั้น หุ้นตัวเล็กก็น่าจะสูงกว่าหุ้นตัวใหญ่ ดังนั้น สำหรับ VI หรือนักลงทุนที่ไม่ใช่ “เซียน” แล้ว การเล่นหุ้นตัวเล็กก็อาจจะไม่ใช่กลยุทธ์ที่เหนือกว่า ถ้าจะพูดไป การลงทุนในหุ้นตัวใหญ่ที่ยังเติบโตดีในระดับ 15% ต่อปีนั้นผมคิดว่าดีกว่าเล่นหุ้นตัวเล็กที่มีโอกาสโต 30% แต่ความเสี่ยงสูงกว่ามาก</p>
<p>ประเด็นที่สอง คือเรื่องที่หุ้นตัวเล็กนั้นไม่มีนักวิเคราะห์หุ้นติดตามหรือวิเคราะห์หามูลค่าที่แท้จริง ดังนั้น หุ้นตัวเล็กส่วนใหญ่จึงถูก “มองข้าม” หุ้นหลายตัวอาจจะมีราคาต่ำกว่าพื้นฐานมากเรียกว่าเป็นหุ้นที่ “Under Valued” สุด ๆ จึงเป็นโอกาสที่ VI จะสามารถเข้าไปซื้อและทำกำไรได้มหาศาลหลังจากที่คนจำนวนมากเริ่มที่จะตระหนักถึงมูลค่าของมันและเข้ามาซื้อหุ้นทำให้ราคาหุ้นวิ่งขึ้นไปมาก</p>
<p>ข้อโต้แย้งของผมก็คือ ในภาวะที่ตลาดหุ้นบูม มีการเก็งกำไรสูงอย่างในปัจจุบันนั้น หุ้นตัวเล็กกลับกลายเป็นหุ้นยอดนิยม ถึงแม้ว่านักวิเคราะห์ของบริษัทหลักทรัพย์อาจจะไม่ได้ทำรายงานการวิเคราะห์เป็นเรื่องเป็นราวหรือไม่วิเคราะห์เลยแต่นักลงทุนโดยเฉพาะที่เป็นแนว VI<br />
ที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นมากและมีความสามารถสูงไม่แพ้นักวิเคราะห์ก็หันมาสนใจหุ้นเล็ก ๆ เหล่านี้ ดังนั้น ที่บอกว่าหุ้นตัวเล็กนั้นเป็นหุ้นที่ถูกมองข้ามนั้น ในอดีตอาจจะเป็นจริง แต่ในปัจจุบัน ผมคิดว่ามีน้อยลงไปมาก ว่าที่จริงถ้าดูกันที่ค่า PE ซึ่งบ่งบอกถึงความถูกความแพงของหุ้นโดยรวมแล้ว หุ้นตัวเล็กไม่ได้ถูกกว่าหุ้นตัวใหญ่เลย ซึ่งก็เป็นการแสดงให้เห็นว่า หุ้นตัวเล็กนั้น ในขณะนี้ไม่ได้ถูก “มองข้าม” อีกต่อไป และดังนั้น หุ้นตัวเล็กก็ไม่ได้ Under Valued ตรงกันข้าม จำนวนไม่น้อยน่าจะ Over Valued ด้วยซ้ำ</p>
<p>ประเด็นสุดท้ายที่ผมจะพูดถึงก็คือ การลงทุนในหุ้นตัวเล็กนั้นมีโอกาสที่จะถูก “แจ็คพ็อต” คืออาจจะทำกำไรได้หลาย ๆ “เด้ง” หรือหลาย ๆ เท่าหรือหลายร้อยเปอร์เซ็นต์ในเวลาอันสั้น บางทีไม่ถึงปีในขณะที่หุ้นตัวใหญ่นั้น ไม่ว่าจะดีแค่ไหนก็มักจะไม่สามารถทำกำไรแบบนั้นได้ ถ้าจะโตระดับนั้นได้ก็มักจะต้องอาศัยเวลาหลาย ๆ ปี ซึ่งทำให้ไม่สามารถสร้างผลตอบแทน “ระดับเทพ” ได้</p>
<p>ประเด็นนี้ผมคิดว่าเป็นเรื่องจริง แต่นี่อาจจะเป็นเรื่องของการ “เก็งกำไร” ที่มีความเสี่ยงและเป็นเรื่องที่เราจะต้องเลือกว่าเราจะไปในเส้นทางไหน นั่นก็คือ จะเติบโตอย่างปลอดภัยและไปช้ากว่า หรือจะโตอย่างรวดเร็วแต่เสี่ยงที่จะล้มเหลวเมื่อหุ้นที่อาจจะโตหลายเด้งนั้นกลายเป็นลดลงหลายสิบเปอร์เซ็นต์ เหนือสิ่งอื่นใด ความสำเร็จสูงมากในระยะยาวไม่จำเป็นต้องได้ผลตอบแทนดีผิดปกติในปีใดปีหนึ่งแต่ขึ้นอยู่กับความคงเส้นคงวาของผลตอบแทนที่ดีปีแล้วปีเล่า วอเร็น<br />
บัฟเฟตต์ เองนั้น ไม่เคยมีปีใดที่เขาสามารถทำผลตอบแทนของพอร์ตได้เกินร้อยเปอร์เซ็นต์เลย แต่สถิติระยะยาวของเขาไม่มีคนเทียบได้ และเขาแทบจะไม่ลงทุนในหุ้นตัวเล็กเลย</p>
<p>ทั้งหมดนั้นก็ไม่ได้หมายความว่าผมไม่ชอบหุ้นตัวเล็กว่าที่จริงในช่วงแรก ๆ ของการลงทุนนั้น<br />
ส่วนใหญ่ผมมักจะลงทุนในหุ้นตัวเล็ก และทุกวันนี้ผมก็คิดว่าโอกาสในหุ้นตัวเล็กก็ยังดีกว่าหุ้นตัวใหญ่แม้ว่าหุ้น ตัวเล็กสำหรับผมในปัจจุบันอาจจะเป็น “หุ้นขนาดกลาง” มากกว่า อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่าเหตุผลในการลงทุนในหุ้นตัวเล็กหลายๆ เรื่องนั้นในปัจจุบันมีน้ำหนักน้อยลงไป พูดง่ายๆ หุ้นตัวเล็กไม่ใช่ขวัญใจของผมและผมไม่เน้นหุ้นตัวเล็ก ไม่ใช่แค่เพราะว่าหุ้นตัวเล็กหาซื้อหุ้นยากไม่มีสภาพคล่อง แต่เป็นเพราะว่าหุ้นตัวเล็กนั้นส่วนใหญ่ไม่มีความเข้มแข็งหรือความโดดเด่นพอในแง่ของธุรกิจ ซึ่งทำให้การลงทุนระยะยาวไม่สามารถทำได้ง่าย เช่นเดียวกัน ความเสี่ยงก็มักจะสูงกว่าที่ผมอยากจะรับ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.thaivi.com/2010/12/594/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>4</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ในช่วงที่ตลาดหุ้นกำลังปรับตัวขึ้นต่อเนื่&#8230;</title>
		<link>http://www.thaivi.com/2010/11/589/</link>
		<comments>http://www.thaivi.com/2010/11/589/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 20 Nov 2010 23:56:31 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร</dc:creator>
				<category><![CDATA[โลกในมุมมองของ Value Investor]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.thaivi.com/?p=589</guid>
		<description><![CDATA[ในช่วงที่ตลาดหุ้นกำลังปรับตัวขึ้นต่อเนื่องยาวนานเป็นตลาดกระทิงนั้น หุ้นที่มักได้รับความนิยมสูงสุดในหมู่นักลงทุนรายย่อยก็คือ “หุ้นเก็งกำไร” หุ้นที่เข้าข่ายเป็นหุ้นเก็งกำไรนั้น ผมขอให้คำนิยามอย่างง่ายที่สุดก็คือ เป็นหุ้นที่มีการซื้อขายหมุนเวียนสูงมากเมื่อเทียบกับหุ้นที่หมุนเวียนอยู่ในตลาดที่เรียกกันว่า Free Float ตัวอย่างเช่น บริษัทมีหุ้นทั้งหมด 1,000 ล้านหุ้น แต่มีหุ้นเพียง 300 ล้านหุ้นที่อยู่ในมือของคนเล่นหุ้นหรือมีหุ้น Free Float อยู่ 300 ล้านหุ้น ที่เหลือเป็นหุ้นของเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นใหญ่ที่มักจะไม่ขายออกมาในตลาด ถ้าหากหุ้นตัวนี้มีปริมาณการซื้อขายหุ้นต่อวันสูงถึง 300 ล้านหุ้น แบบนี้ก็แปลว่าคนที่เล่นหุ้นตัวนี้มีการซื้อขายเร็วมาก กล่าวคือ โดยเฉลี่ยแล้วจะซื้อและถือหุ้นเพียงวันเดียวก็ขายแล้ว พวกเขาซื้อเพราะหวังที่จะได้กำไรอย่างรวดเร็วจากการที่ราคาหุ้นจะปรับตัวขึ้นในวันเดียว คนที่เล่นหุ้นตัวนี้ส่วนใหญ่แล้วไม่ต้องการถือยาวเพื่อรอกำไรและปันผลที่จะตามมา ปริมาณการซื้อขายหุ้นสูงขนาดไหนจึงจะถือว่าเข้าข่ายเป็นหุ้นเก็งกำไรนั้นผมไม่สามารถบอกได้เพราะมันขึ้นอยู่กับ “ดีกรี” ของการเก็งกำไรของหุ้นตัวนั้น ๆ ถ้าเป็นหุ้น “ตัวเล็ก” มี Market Cap. หรือมูลค่าตลาดของหุ้นไม่ถึง 10,000 &#8230; <a href="http://www.thaivi.com/2010/11/589/">Continue reading <span class="meta-nav">&#8594;</span></a>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>	ในช่วงที่ตลาดหุ้นกำลังปรับตัวขึ้นต่อเนื่องยาวนานเป็นตลาดกระทิงนั้น  หุ้นที่มักได้รับความนิยมสูงสุดในหมู่นักลงทุนรายย่อยก็คือ  “หุ้นเก็งกำไร”  หุ้นที่เข้าข่ายเป็นหุ้นเก็งกำไรนั้น  ผมขอให้คำนิยามอย่างง่ายที่สุดก็คือ  เป็นหุ้นที่มีการซื้อขายหมุนเวียนสูงมากเมื่อเทียบกับหุ้นที่หมุนเวียนอยู่ในตลาดที่เรียกกันว่า Free Float  ตัวอย่างเช่น  บริษัทมีหุ้นทั้งหมด 1,000 ล้านหุ้น แต่มีหุ้นเพียง 300 ล้านหุ้นที่อยู่ในมือของคนเล่นหุ้นหรือมีหุ้น Free Float อยู่  300 ล้านหุ้น ที่เหลือเป็นหุ้นของเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นใหญ่ที่มักจะไม่ขายออกมาในตลาด   ถ้าหากหุ้นตัวนี้มีปริมาณการซื้อขายหุ้นต่อวันสูงถึง 300 ล้านหุ้น  แบบนี้ก็แปลว่าคนที่เล่นหุ้นตัวนี้มีการซื้อขายเร็วมาก  กล่าวคือ  โดยเฉลี่ยแล้วจะซื้อและถือหุ้นเพียงวันเดียวก็ขายแล้ว  พวกเขาซื้อเพราะหวังที่จะได้กำไรอย่างรวดเร็วจากการที่ราคาหุ้นจะปรับตัวขึ้นในวันเดียว  คนที่เล่นหุ้นตัวนี้ส่วนใหญ่แล้วไม่ต้องการถือยาวเพื่อรอกำไรและปันผลที่จะตามมา<br />
<span id="more-589"></span></p>
<p>	ปริมาณการซื้อขายหุ้นสูงขนาดไหนจึงจะถือว่าเข้าข่ายเป็นหุ้นเก็งกำไรนั้นผมไม่สามารถบอกได้เพราะมันขึ้นอยู่กับ “ดีกรี” ของการเก็งกำไรของหุ้นตัวนั้น ๆ    ถ้าเป็นหุ้น “ตัวเล็ก”  มี Market Cap. หรือมูลค่าตลาดของหุ้นไม่ถึง 10,000 ล้านบาท  แต่มีปริมาณการซื้อขายหุ้นติดอันดับหนึ่งในสิบของตลาดเป็นประจำหรือบางวันเป็นหุ้นที่มีการซื้อขายสูงสุดในตลาด  แบบนี้ก็ต้องเรียกว่าเป็นหุ้น  “เก็งกำไรรุนแรง”  และนี่คือหุ้นที่ผมจะพูดถึงในวันนี้  สิ่งที่ผมจะพูดก็คือ  ข้อสังเกตของผมที่เคยเห็นหุ้นเก็งกำไรมายาวนานว่ามันมี  “วิวัฒนาการ”  อย่างไร</p>
<p>	ประการแรกที่ผมเห็นและน่าจะเป็นสิ่งที่จะยังอยู่ต่อไปอีกนานก็คือ  หุ้นเก็งกำไรนั้นมักจะเป็นหุ้นตัวเล็กและ/หรือมี Free Float น้อย  นี่เป็นสิ่งที่ไม่เปลี่ยนและก็คงเปลี่ยนได้ยาก   เพราะหุ้นที่ตัวใหญ่หรือมี Free Float สูงนั้น  เป็นเรื่องยากที่จะ  “ไล่ราคา”  หรือ “ทำราคา” ให้วิ่งได้เร็วหรือง่าย  </p>
<p>	ประการที่สองที่ผมเห็นว่ามีการเปลี่ยนแปลงหรือมี “วิวัฒนาการ”  ของการเก็งกำไรชัดเจนก็คือ    ในอดีตนั้น  “สปอนเซอร์”  หรือคนที่เป็น “ผู้นำ” ในการเก็งกำไรนั้น  มักจะมีเพียงรายเดียวหรือเพียงสองสามรายที่เป็น  “รายใหญ่” ที่มีชื่อเสียงในตลาดหุ้น   แต่ปัจจุบันนั้น  คนที่เป็น “ผู้เล่นหลัก”  ในหุ้นเก็งกำไรแต่ละตัวนั้น  มักจะมีหลายคนหรืออาจจะเรียกว่า  “เล่นกันเป็นกลุ่ม”  และมักจะรวมถึงคนที่มี “ชื่อเสียง” ในวงการด้วย</p>
<p>	ประการที่สาม  หุ้นเก็งกำไรในอดีตนั้น  มักจะเป็น  “หุ้นเน่า” คือเป็นหุ้นที่มีพื้นฐานทางธุรกิจที่เลวร้าย  เพียงแต่อยู่ในอุตสาหกรรมที่อาจจะร้อนแรงและสปอนเซอร์หรือเจ้าของบริษัทที่อาจจะร่วมมือด้วยช่วยกัน  “สร้างข่าว”  กระตุ้นราคาหุ้นตลอดเวลาพร้อม ๆ  กับการซื้อขายหุ้นนำเพื่อสร้างราคาหุ้นให้สูงขึ้นเรื่อย ๆ    แต่ในปัจจุบัน  หุ้นเก็งกำไรนั้น  มักจะเป็นหุ้นที่พอมีพื้นฐานอยู่บ้าง  แต่จะต้องเป็นกิจการที่มีผลประกอบการไม่แน่นอน  มีช่วงเวลาที่เลวร้ายและช่วงเวลาที่ดีมาก ๆ  สลับกันไป  และช่วงเวลาที่จะนำหุ้นมาเล่นเก็งกำไรก็คือ  ช่วงที่บริษัทกำลังมีผลประกอบการที่ดีเยี่ยมหรือเป็นช่วงขาขึ้นของบริษัท</p>
<p>	ประการที่สี่  ในอดีตนั้น  การ “โปรโมตหุ้น”  เพื่อกระตุ้นราคาหุ้นนั้น   มักจะเป็นการ “ปล่อยข่าว” ไปตามห้องค้าแบบ  “ปากต่อปาก” หรือบางกรณีก็ผ่านสื่อที่เป็นหนังสือพิมพ์โดยเฉพาะหนังสือพิมพ์หุ้นที่ออกเป็นรายวัน   แต่ในปัจจุบัน  การโปรโมตหุ้นนั้น  ทำกันในทุกสื่อโดยเฉพาะอย่างยิ่งผ่านทางอินเตอร์เน็ตและทางโทรศัพท์มือถือที่เป็นสื่อสังคมทั้งหลาย  และเนื้อหาของสิ่งที่ใช้นั้นก็ไม่ใช่เพียงแต่ “ข่าว”  แต่รวมถึงการวิเคราะห์หุ้นแบบลึกซึ้ง “น่าเชื่อถือ”  ที่สำคัญยิ่งกว่าก็คือ  ในปัจจุบัน  ผู้บริหารต่างก็ออกมาช่วย  “ยืนยัน” กับนักลงทุนโดยตรงว่า  กิจการนั้นกำลังมีการเปลี่ยนแปลงอย่างโดดเด่น  เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงจากอดีตที่ลุ่ม ๆ  ดอน ๆ หรือเนือย ๆ มานาน </p>
<p>	ประการที่ห้า  ในอดีตนั้น  เจ้าของบริษัทมักจะต้อง “เปิดไฟเขียว”  หรือเข้าร่วมในกระบวนการเก็งกำไรด้วย  แต่ในปัจจุบันนั้น  อาจจะไม่จำเป็น  ขอเพียงเจ้าของไม่มา “ขัด”  ก็พอแล้ว  เหนือสิ่งอื่นใด  การที่หุ้นราคาดีมีสภาพคล่องสูง  มันก็เป็นผลประโยชน์กับเจ้าของ  ดังนั้น  เจ้าของก็ไม่อยากทำลายสถานการณ์นั้นอยู่แล้ว</p>
<p>	ประการที่หก  ในอดีต  หุ้นเก็งกำไรมาก ๆ  นั้น  เมื่อ “หมดรอบ”  สปอนเซอร์หรือรายใหญ่ได้ขายหุ้นทำกำไรไปแล้ว  การตกต่ำลงของราคาและปริมาณการซื้อขายหุ้นจะลดลงอย่างรวดเร็วและรุนแรงมาก  เหตุผลคงเป็นเพราะพื้นฐานของหุ้นไม่ดีตั้งแต่เริ่ม  ดังนั้น  นักเล่นหุ้นต้องรีบขาย “หนีตาย”  ก่อนที่ปริมาณการซื้อขายจะหดหายไปเกือบหมด  ในปัจจุบันนั้น   เนื่องจากหุ้นเก็งกำไรหลายตัวหรือส่วนใหญ่มักมีผลประกอบการที่ยังดีอยู่แม้ว่าราคาจะวิ่งไปเกินพื้นฐานมาก  แต่การที่กำไรยังมีและน่าจะยังดำเนินต่อไประยะหนึ่ง   ดังนั้น  คนที่ถือหุ้นไว้ก็ยังมีความหวัง  ดังนั้น  การลดลงของราคาและปริมาณการซื้อขายจึงไม่รุนแรงเท่ากับหุ้นเก็งกำไรในอดีต  นอกจากนั้น  ระดับราคาที่สูงยังมักจะสามารถดำรงอยู่ยาวกว่าในอดีตมาก</p>
<p>	สุดท้าย  ก็คือ  ทั้งในอดีตและปัจจุบัน  นักเก็งกำไรที่ประสบความสำเร็จสูงในช่วงที่ตลาดบูม  มักจะสามารถทำเงินได้เป็นกอบเป็นกำ  ผลตอบแทนสูงลิ่วเป็นร้อย ๆ  เปอร์เซ็นต์ต่อปีและอาจจะหลายปีติดต่อกัน  หลายคนกลายเป็น  “เทพ”  มีชื่อเสียงในวงการเล่นหุ้นและลงทุน  สถานการณ์แบบนี้มักจะจบลงเมื่อตลาดหุ้นที่เริ่มกลายเป็น “ฟองสบู่”  แตกตัวลงและราคาหุ้นตกต่ำลงอย่างหนักต่อเนื่องยาวนาน  ในสถานการณ์แบบนั้น  นักเก็งกำไรจำนวนมากต้องขาดทุนและเสียหายอย่างหนักโดยเฉพาะจากการใช้มาร์จินเล่นหุ้น  จำนวนมากออกจากตลาดและกลับไป  “ทำมาหากิน”  อย่างอื่น  แต่บางคนที่สามารถหลีกเลี่ยงหายนะและรักษาความมั่งคั่งที่สะสมไว้ได้กลายเป็น  “เสี่ย”  ที่จะยังอยู่ในตลาดต่อไปและพร้อมกลับมาอีกเมื่อสถานการณ์ตลาดกลับสู่ภาวะปกติ</p>
<p>	สำหรับนักเก็งกำไรรายเล็กที่เล่นหุ้น “รายวัน”  อดีตเป็นอย่างไร  ปัจจุบันก็ยังเหมือนเดิม  พวกเขาคอยดูทุกเช้าว่า  “เขาเล่นตัวไหน”  ในวันนี้  พวกเขาพร้อมซื้อและขายทุกวันและทุกนาที  ในยามที่ตลาดหุ้นยังดีและสปอนเซอร์ยังเล่นกันอยู่  พวกเขาก็มักจะมีกำไรติดไม้ติดมือไปบ้าง  แต่ในช่วงที่ตลาดกำลังลงและผู้นำทยอย  “ถอย”  ออกจากตัวหุ้น  คนจำนวนมากก็จะขาดทุน  โดยรวมแล้ว  นักเก็งกำไรรายย่อยก็มักจะขาดทุนโดยเฉพาะเมื่อคิดรวมถึงค่าคอมมิชชั่นที่ต้องเสียไปค่อนข้างมาก  แต่ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร  นักเก็งกำไรรายย่อยก็จะไม่หนีหายหรือไม่หมดไป  เขาพร้อมกลับมาเล่นใหม่  กับหุ้นเก็งกำไรตัวใหม่  กับ  “ความหวังใหม่”  เหนือสิ่งอื่นใด  นี่คงเป็นจิตวิทยาที่ฝังอยู่ในยีนส์ของมนุษย์  นั่นคือ  มนุษย์นั้นมีสัญชาติญาณของการ “เก็งกำไร”  </p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.thaivi.com/2010/11/589/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ในช่วงที่ตลาดหุ้นปรับตัวขึ้นต่อเนื่องเป็&#8230;</title>
		<link>http://www.thaivi.com/2010/11/586/</link>
		<comments>http://www.thaivi.com/2010/11/586/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 13 Nov 2010 23:56:06 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร</dc:creator>
				<category><![CDATA[Value Investing]]></category>
		<category><![CDATA[โลกในมุมมองของ Value Investor]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.thaivi.com/?p=586</guid>
		<description><![CDATA[ในช่วงที่ตลาดหุ้นปรับตัวขึ้นต่อเนื่องเป็นกระทิง นอกจากหุ้นในตลาดจำนวนมากจะมีราคาปรับตัวขึ้นไปอย่างหวือหวาและปริมาณการซื้อขายหุ้นที่เพิ่มขึ้นอย่างมากมายแล้ว ยังมีหุ้นเข้าจดทะเบียนใหม่ที่เรียกว่าหุ้น IPO (Initial Public Offering) เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด หุ้น IPO เหล่านั้น หลาย ๆ ตัว ในวันแรกหรือช่วงแรก ๆ ที่เข้าซื้อขายในตลาดหุ้น มีราคาปรับขึ้นจากราคาขายหุ้นครั้งแรกสูงมากพร้อม ๆ กับปริมาณการซื้อขายที่มโหฬาร หุ้น IPO นั้น น่าสนใจหรือไม่สำหรับ Value Investor เรามาดูกัน ข้อแรก มองในแง่แรงจูงใจของเจ้าของบริษัทที่นำหุ้นเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ สิ่งที่เจ้าของต้องการนั้น นอกจากการระดมเงินเพื่อขยายธุรกิจและการที่ต้องการลดความเสี่ยงโดยการขายกิจการบางส่วนออกไปเพื่อเอาเงินไปใช้หรือลงทุนอย่างอื่นแล้ว เขาก็ต้องการเพิ่มความมั่งคั่งให้กับตนเอง และการที่จะเพิ่มความมั่งคั่งได้ก็คือ ต้องการขายหุ้นให้ได้ราคาสูงสุดที่คนจะยอมซื้อได้ การที่จะทำอย่างนั้นได้ เขาก็ต้องทำให้บริษัท “ดู” น่าสนใจและมีอนาคตสดใสมากที่สุด วิธีการทำก็คือ ทำให้เห็นว่าบริษัทมีกำไรดีและ &#8230; <a href="http://www.thaivi.com/2010/11/586/">Continue reading <span class="meta-nav">&#8594;</span></a>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>	ในช่วงที่ตลาดหุ้นปรับตัวขึ้นต่อเนื่องเป็นกระทิง  นอกจากหุ้นในตลาดจำนวนมากจะมีราคาปรับตัวขึ้นไปอย่างหวือหวาและปริมาณการซื้อขายหุ้นที่เพิ่มขึ้นอย่างมากมายแล้ว  ยังมีหุ้นเข้าจดทะเบียนใหม่ที่เรียกว่าหุ้น IPO (Initial Public Offering) เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด  หุ้น IPO เหล่านั้น  หลาย ๆ  ตัว  ในวันแรกหรือช่วงแรก ๆ  ที่เข้าซื้อขายในตลาดหุ้น มีราคาปรับขึ้นจากราคาขายหุ้นครั้งแรกสูงมากพร้อม ๆ  กับปริมาณการซื้อขายที่มโหฬาร  หุ้น IPO นั้น น่าสนใจหรือไม่สำหรับ Value Investor  เรามาดูกัน<br />
<span id="more-586"></span></p>
<p>	ข้อแรก  มองในแง่แรงจูงใจของเจ้าของบริษัทที่นำหุ้นเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์  สิ่งที่เจ้าของต้องการนั้น  นอกจากการระดมเงินเพื่อขยายธุรกิจและการที่ต้องการลดความเสี่ยงโดยการขายกิจการบางส่วนออกไปเพื่อเอาเงินไปใช้หรือลงทุนอย่างอื่นแล้ว  เขาก็ต้องการเพิ่มความมั่งคั่งให้กับตนเอง  และการที่จะเพิ่มความมั่งคั่งได้ก็คือ  ต้องการขายหุ้นให้ได้ราคาสูงสุดที่คนจะยอมซื้อได้  การที่จะทำอย่างนั้นได้  เขาก็ต้องทำให้บริษัท “ดู” น่าสนใจและมีอนาคตสดใสมากที่สุด  วิธีการทำก็คือ  ทำให้เห็นว่าบริษัทมีกำไรดีและ “จะ” เติบโตไปได้อีกมาก  เพราะนั่นคือสิ่งที่นักลงทุนต้องการจากการซื้อหุ้น  นักลงทุนยินดีที่จะจ่ายเงินสูงเพื่อซื้อ “ผลประกอบการ” และ Growth หรือ “การเจริญเติบโต” ของบริษัท</p>
<p>	ประเด็นก็คือ  การทำให้บริษัทมีกำไรดีนั้น   เป็นเรื่องที่ทำได้ไม่ยากนักโดยเฉพาะถ้าจะทำเพียง 1-2 ปีก่อนเข้าตลาดหุ้น  ระบบบัญชีโดยเฉพาะในเมืองไทยนั้นผมเชื่อว่าสามารถ “เนรมิต” เรื่องนี้ได้   ส่วนในเรื่องของ Growth หรือการเจริญเติบโตของกำไรของบริษัทนั้น  ผมก็คิดว่าถ้าจะทำให้เกิดขึ้นหรือทำให้น่าเชื่อว่าจะเกิดขึ้นภายในระยะ 1-2 ปี ก็น่าจะทำได้ง่ายไม่แพ้กันโดยเฉพาะในยามที่คนเล่นหุ้นพร้อมและอยากจะเชื่ออยู่แล้วในยามที่ตลาดหุ้นกำลังบูม  ดังนั้น  จึงมีความเป็นไปได้ว่าหุ้น IPO จะถูกกำหนดราคาขายที่สูงกว่าพื้นฐานที่แท้จริงในยามที่จองหุ้น  และเมื่อหุ้นเข้าตลาดแล้วราคาก็อาจจะแพงขึ้นไปอีกทวีคูณเนื่องจากผลของการวางแผนหรือ  “แต่งตัว”  ให้บริษัท “ดู” มีกำไรดีและมี “อนาคต”  ที่ดียิ่งขึ้นไปอีก</p>
<p>	ประเด็นที่สอง  ในกรณีที่ไม่ได้มีการ “แต่งตัว”  มากมายจนผิดเพี้ยนไปจากตัวตนที่แท้จริงของบริษัท  สิ่งที่ผมก็ยังกังวลเกี่ยวกับหุ้น IPO ก็คือ  Track Record หรือผลประกอบการของบริษัทที่ผ่านมา  จริงอยู่  หลายบริษัทนั้นเป็นบริษัทที่ก่อตั้งมายาวนาน  แต่ส่วนมากแล้ว  ผลประกอบการที่ดีของบริษัทมักจะปรากฏสั้นมากอย่างมากเพียง 2-3 ปีก่อนเข้าตลาดหุ้น  ดังนั้น  ความสม่ำเสมอของผลประกอบการจึงไม่มีและทำให้ผมไม่แน่ใจว่าบริษัทมีความแข็งแกร่งจริงหรือไม่</p>
<p>	ข้อสาม  หุ้นเข้าใหม่จำนวนมากมักเป็นหุ้นที่ผลิตและ/หรือขายสินค้าที่เป็นหรือมีคุณสมบัติแบบ Commodity หรือสินค้าโภคภัณฑ์  ซึ่งเป็นธุรกิจที่หาความแน่นอนของผลประกอบการยากแต่มักมี  “จังหวะหรือโอกาสทอง”  ในช่วงสั้น ๆ  ที่วงจรธุรกิจกำลังเป็นขาขึ้น  ดังนั้น  หุ้นเหล่านี้จึงมักฉวยโอกาสเข้าจดทะเบียนขายหุ้นในยามที่ตลาดเอื้ออำนวย  ซึ่งจะทำให้สามารถขายหุ้นได้ราคาและราคาหุ้นสูงขึ้นไปอีกอย่างน้อยในระยะหนึ่งหลังการเข้าซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์</p>
<p>	ข้อสี่  หุ้น IPO ส่วนใหญ่นั้นมีขนาดค่อนข้างเล็กและจำนวนหุ้นที่เริ่มเข้ามาซื้อขายหมุนเวียนในตลาดในวันแรกก็มีน้อยมาก  บางบริษัทอาจจะมีเพียง 200-300 ล้านบาท  หรือในกรณีของบริษัทที่เข้าจดทะเบียนในตลาด MAI นั้นอาจจะมีเพียง 100-200 ล้านบาท  เมื่อเปรียบเทียบกับพอร์ตหรือเม็ดเงินลงทุนของนักเล่นหุ้นโดยเฉพาะที่เป็น  “ขาใหญ่” ในตลาดหุ้นที่ว่ากันว่ามีพอร์ตเป็นพัน ๆ  ล้านบาทนั้น  ก็ถือว่าหุ้น IPO นั้นสามารถที่จะถูก  “ปั่น”  ได้อย่างไม่มีข้อจำกัด  นั่นก็คือ  ถ้ามีรายใหญ่ดังกล่าวแม้เพียงรายเดียวต้องการ  เขาอาจจะสามารถซื้อหุ้นทั้งหมดที่หมุนเวียนอยู่ในตลาด  ซึ่งจะทำให้เขาสามารถ  “กำหนด”  ราคาหุ้นได้ว่าจะให้หุ้นมีราคาซื้อขายในวันที่เข้าตลาดที่ราคากี่บาทต่อหุ้น  ดังนั้น  “พื้นฐาน”ของบริษัท  จึงแทบจะไม่มีความหมายหรือความสัมพันธ์กับราคาหุ้น</p>
<p>	จากประเด็นต่าง ๆ  ที่กล่าวข้างต้น  สำหรับผมแล้ว  หุ้น IPO นั้น  มักเป็นหุ้นที่ผมจะหลีกเลี่ยงโดยเฉพาะถ้าจะถือเพื่อเป็นการลงทุนระยะยาว  ราคาขายหุ้นจองนั้น  ถ้าไม่ใช่หุ้นรัฐวิสาหกิจผมเชื่อว่าน้อยครั้งที่จะถูกกว่าพื้นฐานตามที่ที่ปรึกษาและผู้รับประกันการจำหน่ายหุ้นอ้าง  ผมเชื่อตามคำพูดส่อเสียดที่ว่า  IPO แปลว่า  It Probably Overpriced หรือ  “มันน่าจะมีราคาสูงเกินไป”    อย่างไรก็ตาม  สำหรับหุ้น IPO บางตัวก็อาจจะไม่เป็นอย่างนั้น  การที่จะดูว่า  IPO ตัวไหนอาจจะเป็นข้อยกเว้นนั้น  คงต้องดูในแต่ละประเด็นที่ผมพูดถึง  ถ้าดูแล้ว  มี  “อาการ”  หลาย ๆ  อย่างที่เข้าข่ายน่าสงสัยว่าจะเป็น  “มะนาว”  นั่นคือ  เป็นหุ้นที่ซื้อแล้วมีโอกาสขาดทุนเพราะเป็นหุ้นที่มีการแต่งตัวมาขายอย่างน่าเกลียดเราก็ควรจะหลีกเลี่ยง  ที่ยิ่งต้องระวังมากกว่านั้นก็คือ  อย่าเข้าไปเล่นหลังจากที่ราคาหุ้นสูงขึ้นไปมากจากราคา IPO หลังจากที่หุ้นเข้าซื้อขายในตลาดแล้ว</p>
<p>	ทั้งหมดที่พูดนั้นก็คือเป็นกรณี  “โดยทั่วไป”  แต่ในยามที่ตลาดหุ้นเป็นกระทิงเปลี่ยวแล้วเราคิดว่าคนกำลัง  “เล่น” หุ้น IPO อยู่  และเราเชื่อว่า  “ตลาดยังไม่วาย”  การจองซื้อหุ้น IPO  ก็อาจจะมีโอกาสทำกำไรได้ดี  ผมเองก็จองถ้าได้รับ “จัดสรร” มา  อย่างไรก็ตาม  ผมคงไม่เข้าไปซื้อในวันแรกที่หุ้นเข้าซื้อขายแน่นอนและคงไม่ซื้อในราคาสูงกว่าราคาจอง  ตรงกันข้าม  มีโอกาสที่ผมจะขายค่อนข้างเร็ว  บางทีอาจจะเป็นวันแรกที่หุ้นเข้าตลาด  ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร  สิ่งที่ผมคำนึงถึงเสมอก็คือ  การซื้อหุ้น IPO เป็นเรื่องของการ “เก็งกำไร”  ล้วน ๆ </p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.thaivi.com/2010/11/586/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>โลกในมุมมองของ Value Investor           &#8230;</title>
		<link>http://www.thaivi.com/2010/11/573/</link>
		<comments>http://www.thaivi.com/2010/11/573/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 07 Nov 2010 14:14:34 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร</dc:creator>
				<category><![CDATA[โลกในมุมมองของ Value Investor]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.thaivi.com/?p=573</guid>
		<description><![CDATA[โลกในมุมมองของ Value Investor               6 พฤศจิกายน 53 ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร ความคึกคักของตลาดหุ้นในช่วงนี้  ซึ่งเห็นได้จากดัชนีราคาหุ้นที่ปรับตัวขึ้นอย่างร้อนแรง  บวกกับปริมาณการซื้อขายที่สูงลิ่วอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนทำให้คนเริ่มถามกันมากว่าตลาดหุ้นตอนนี้เป็น Bubble หรือ “ฟองสบู่” หรือยัง ผมคงไม่ฟันธงว่าตลาดหุ้นในขณะนี้เป็นฟองสบู่หรือไม่  ข้อพิสูจน์นั้นจะมาในภายหลัง  ถ้าเวลาผ่านไป 2-3 ปี  ดัชนีตลาดหุ้นตกต่ำลงกว่าปัจจุบันมาก  เราก็บอกว่าตลาดในช่วงปี 2553 เป็น “ฟองสบู่”  แต่ถ้าดัชนียังสูงกว่าปัจจุบัน  นั่นก็หมายความว่าตลาดหุ้นในปี 2553 เป็นช่วงตลาดกระทิงที่มีเหตุผลมีพื้นฐานรองรับ   การคาดการณ์ว่าตลาดในขณะนี้เป็นฟองสบู่หรือไม่นั้น  ไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ง่าย ๆ  ประสบการณ์ในอดีต  ทั้งของต่างประเทศและของไทยเองก็แสดงให้เห็นว่าแม้แต่เซียนหรือนักวิชาการระดับโลกก็อาจจะทำนายผิดได้  ดังนั้น  ผมไม่คาดการณ์  แต่จะอธิบายจากสิ่งที่เคยเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ของการเกิดฟองสบู่แต่ละครั้งว่าฟองสบู่หุ้นนั้น  มักจะเกิดขึ้นจากสาเหตุอะไร ข้อแรกก็คือ  &#8230; <a href="http://www.thaivi.com/2010/11/573/">Continue reading <span class="meta-nav">&#8594;</span></a>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>โลกในมุมมองของ Value Investor               6 พฤศจิกายน 53</p>
<p>ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร</p>
<p>ความคึกคักของตลาดหุ้นในช่วงนี้  ซึ่งเห็นได้จากดัชนีราคาหุ้นที่ปรับตัวขึ้นอย่างร้อนแรง  บวกกับปริมาณการซื้อขายที่สูงลิ่วอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนทำให้คนเริ่มถามกันมากว่าตลาดหุ้นตอนนี้เป็น Bubble หรือ “ฟองสบู่” หรือยัง</p>
<p>ผมคงไม่ฟันธงว่าตลาดหุ้นในขณะนี้เป็นฟองสบู่หรือไม่  ข้อพิสูจน์นั้นจะมาในภายหลัง  ถ้าเวลาผ่านไป 2-3 ปี  ดัชนีตลาดหุ้นตกต่ำลงกว่าปัจจุบันมาก  เราก็บอกว่าตลาดในช่วงปี 2553 เป็น “ฟองสบู่”  แต่ถ้าดัชนียังสูงกว่าปัจจุบัน  นั่นก็หมายความว่าตลาดหุ้นในปี 2553 เป็นช่วงตลาดกระทิงที่มีเหตุผลมีพื้นฐานรองรับ   การคาดการณ์ว่าตลาดในขณะนี้เป็นฟองสบู่หรือไม่นั้น  ไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ง่าย ๆ  ประสบการณ์ในอดีต  ทั้งของต่างประเทศและของไทยเองก็แสดงให้เห็นว่าแม้แต่เซียนหรือนักวิชาการระดับโลกก็อาจจะทำนายผิดได้  ดังนั้น  ผมไม่คาดการณ์  แต่จะอธิบายจากสิ่งที่เคยเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ของการเกิดฟองสบู่แต่ละครั้งว่าฟองสบู่หุ้นนั้น  มักจะเกิดขึ้นจากสาเหตุอะไร<br />
<span id="more-573"></span></p>
<p>ข้อแรกก็คือ  ฟองสบู่นั้น  มักจะเกิดขึ้นเนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงสำคัญระดับ  “ปฏิวัติ” ของเท็คโนโลยีของโลก  เช่น  การเกิดและเติบโตอย่างรวดเร็วของธุรกิจไฮเท็คและ “ดอทคอม” ในสหรัฐอเมริกา   หรือการเปลี่ยนแปลงในเรื่องของ  “โครงสร้างการทำงานหรือธุรกรรมทางการเงิน” เช่นเรื่องของการบูมของการแปลงหนี้ผ่อนบ้านให้เป็นตราสารซับไพร์มในอเมริกา  หรือถ้าจะพูดให้ใกล้ตัวและเห็นได้อย่างชัดเจนก็คือ  การ “เปิดเสรีทางการเงิน” ของประเทศไทยในปี 2533 หรือเมื่อ 20 ปีก่อนที่ทำให้เงินต่างประเทศไหลเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นและก่อให้เกิดฟองสบู่ที่ใหญ่ที่สุดในช่วงปลายปี 2536</p>
<p>ข้อสอง  ฟองสบู่จะเกิดไม่ได้ถ้าตลาดเงิน “ตึงตัว”  นั่นก็คือ  อัตราดอกเบี้ยในท้องตลาดสูงและเงินหายาก  ฟองสบู่นั้นมักเกิดขึ้นในช่วงที่ตลาดเงินมีสภาพคล่องสูงและอัตราดอกเบี้ยในตลาดต่ำมาก  การกู้เงินมักทำได้ง่าย  มีการปล่อยกู้ให้กับลูกค้าโดยไม่เข้มงวดในด้านของความสามารถในการใช้หนี้คืนและหลักประกันมากนัก  สถาบันการเงินมักจะแข่งขันกันปล่อยเงินกู้  ทำให้ยอดการปล่อยกู้เติบโตสูงกว่าปกติ การที่เงินหาง่ายนั้นทำให้นักเล่นหุ้นสามารถเพิ่มการซื้อหุ้นได้อย่าง “ไม่จำกัด” โดยการใช้หลักทรัพย์ที่มีราคาเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ  เป็นหลักประกันในการขอกู้เพิ่มซึ่งก็กลับไปซื้อหุ้นต่อไปเรื่อย ๆ</p>
<p>ข้อสาม  ฟองสบู่มักจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อฟองสบู่ครั้งล่าสุดเกิดขึ้นไม่ต่ำกว่า 15-20 ปีมาแล้วซึ่งเท่ากับ “หนึ่งชั่วอายุคน”  เหตุผลก็คือ  เมื่อฟองสบู่ครั้งล่าสุด  “แตก”  คนในรุ่นนั้นก็ขาดทุนกันหนักมากแทบจะล้มละลายสิ้นเนื้อประดาตัว  จำนวนมากออกจากตลาดหุ้นและสั่งสอนลูกหลานว่าตลาดหุ้นเป็นสถานที่ที่ “เลวร้าย” และไม่ควรเข้าไปเกี่ยวข้องกับหุ้นเลย  นักลงทุนที่ยังเหลืออยู่ก็จะระมัดระวังมากในการลงทุนและคิดว่าหุ้นมีความเสี่ยงเสมอโดยเฉพาะเมื่อราคาปรับตัวขึ้นไปมาก  ฟองสบู่ลูกใหม่ที่จะมามักจะเกิดขึ้นจากนักลงทุนรุ่นใหม่ที่ไม่เคยประสบกับเหตุการณ์ฟองสบู่แตกมาก่อน  พวกเขาไม่เคยประสบกับ “หายนะ” ของการลงทุน  ดังนั้น  เมื่อตลาดหุ้นบูมมายาวนานและการ “ปรับตัวลง” ของดัชนีหุ้นเป็นครั้งคราวในระยะเวลาสั้น ๆ  มักจะตามมาด้วยการ “ปรับตัวขึ้น”  อย่างรุนแรงและสูงกว่าเดิมอีก  ทำให้นักลงทุน “รุ่นใหม่”  เหล่านี้ “ฮึกเหิม”  จนนำไปสู่การเป็นฟองสบู่ในที่สุด</p>
<p>ข้อสุดท้าย  ฟองสบู่มักเกิดขึ้นเมื่อนักลงทุนละทิ้งวิธีการลงทุนที่คำนึงถึง “มูลค่าที่แท้จริง”  ของกิจการ  สิ่งนี้เกิดขึ้นเนื่องจากการที่ตลาดถูก “ยึดครอง”  โดยนักลงทุนที่ขาดความรู้และประสบการณ์ในการลงทุน  พวกเขาจำนวนมากเป็นคนที่อาจจะเรียกว่า  “หาเช้ากินค่ำ” แต่เข้ามาเล่นหุ้นโดยที่เห็นและคิดว่าการลงทุนซื้อขายหุ้นเป็นสิ่งที่ง่ายและสามารถทำเงินได้รวดเร็วกว่าการทำงานปกติของตนเอง</p>
<p>ไม่ว่าแหล่งหรือสาเหตุของการเกิดฟองสบู่จะมาจากไหน  แต่ฟองสบู่ทุกครั้งจะเกิดขึ้นจากนักลงทุนที่ซื้อหุ้นเพียงเพราะหุ้นมัน “กำลังจะขึ้น”  กระบวนการนั้นทำให้คนโหมเข้าไปซื้อหุ้นอีกซึ่งทำให้หุ้นขึ้นไปอีก  กลายเป็นกระบวนการที่ต่อเนื่องเป็นลูกโซ่  จนกระทั่ง “เชื้อเพลิง”  ซึ่งก็คือเม็ดเงินสดและโดยเฉพาะอย่างยิ่งเงินกู้ยืมหรือมาร์จินในการซื้อขายหุ้นหมด  ซึ่งก็คือจุดที่ฟองสบู่แตก  และทั้งหมดนั้นก็คือ  “วงจร”ของฟองสบู่ที่มักกินเวลาหลายปี</p>
<p>วิเคราะห์จากสถานการณ์ของตลาดหุ้นไทยในเวลานี้  ปัจจัยในการเกิดฟองสบู่ที่กล่าวมาข้างต้นนั้น  ผมเห็นว่ายังไม่ชัดเจนนัก  ไล่มาตั้งแต่ข้อหนึ่งผมก็ยังไม่เห็นว่ามีการเปลี่ยนแปลงในระดับโครงสร้างทางเท็คโนโลยีหรือการเงินอะไรมากนัก  ข้อสอง ในด้านของสภาพคล่องทางการเงินนั้น  ผมคิดว่าประเทศไทยในขณะนี้มีสภาพคล่องที่สูงมากและถือได้ว่าอาจจะเป็นปัจจัยในการก่อให้เกิดฟองสบู่ได้แม้ว่าในขณะนี้การใช้เงินกู้ยังไม่สูงมาก  อย่างไรก็ตาม  เม็ดเงินสดที่อยู่ในกระเป๋าของนักลงทุนเองก็มีเหลือล้นและและพยายามหาการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนดีกว่าการฝากเงินที่ได้ดอกเบี้ยต่ำมาก  ในข้อสามนั้น  ผมคิดว่านักลงทุนส่วนใหญ่ที่อยู่ในตลาดหุ้นวันนี้เป็นคนที่ไม่ได้สัมผัสกับสภาวะฟองสบู่แตกในช่วงวิกฤติปี 2540  ดังนั้นมีโอกาสที่พวกเขาจะมองโลกในแง่ดีและก่อให้เกิดฟองสบู่ได้  สุดท้ายก็คือเรื่องของการมองในด้านของมูลค่าหุ้น ในข้อนี้ผมคิดว่า ตลาดหุ้นไทยยังไม่ถึงจุดที่คนไม่สนใจมูลค่าพื้นฐานของหุ้นเห็นได้จากการที่ค่า  PE ของตลาดก็ยังไม่สูงเกินไปที่ 14-15 เท่า  นอกจากนั้น  หุ้นที่ผลการดำเนินไม่ดีราคาหุ้นก็ยังไม่ปรับตัวขึ้นเท่าไรนัก  นอกจากนั้น  คนที่เข้าตลาดหุ้นเร็ว ๆ  นี้  ก็ยังไม่ใช่กลุ่มคนที่หาเช้ากินค่ำ  แต่เป็นคนที่มีเงินพอสมควร</p>
<p>ข้อสรุปของผมก็คือ  มีปัจจัยที่อาจก่อให้เกิดฟองสบู่อยู่ประมาณครึ่งหนึ่ง  ดังนั้น  มีโอกาสที่หุ้นจะขึ้นต่อไปเป็น “กระทิงที่ยาวนาน”  ทำให้คนที่ไม่อยู่ในตลาดหุ้นหรือรีบออกจากตลาดเสียโอกาสไปมาก  เช่นเดียวกัน  มีโอกาสที่มันจะกลายเป็นฟองสบู่ที่ทำให้คนที่มีหุ้นอยู่เสียหายหนักเมื่อพบว่า “ฟองสบู่แตก”  และตนเองหนีไม่ทัน   คำแนะนำของผมก็คือ  ในภาวะแบบนี้  ควรถือหุ้นที่มีธุรกิจที่มั่นคงปลอดภัยมีกำไรดีเสมอแม้ว่าฟองสบู่จะแตก  หุ้นเหล่านี้แม้ว่าในช่วงที่ตลาดขึ้นแรงต่อไปจะไม่ให้ผลตอบแทนที่ดีสุดยอด  แต่ถ้าเกิดฟองสบู่แตก  มันจะฝ่าอุปสรรคไปได้  ความเสียหายจะไม่ถึงกับเป็นหายนะ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.thaivi.com/2010/11/573/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>โลกในมุมมองของ Value Investor 30 ตุลาคม &#8230;</title>
		<link>http://www.thaivi.com/2010/10/570/</link>
		<comments>http://www.thaivi.com/2010/10/570/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 31 Oct 2010 08:23:10 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร</dc:creator>
				<category><![CDATA[โลกในมุมมองของ Value Investor]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.thaivi.com/?p=570</guid>
		<description><![CDATA[โลกในมุมมองของ Value Investor 30 ตุลาคม 53 ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร ในเรื่องของการลงทุนหรือเล่นหุ้นนั้น มีเทคนิคหรือวิธีการหลายอย่างที่มีการใช้กันอย่างแพร่หลาย เช่น ลงทุนแบบ Value หรือเน้นคุณค่า เล่นหุ้นแบบดูกราฟแนวรับแนวต้าน หรือเล่นหุ้นโดยวิธีการ “ปั่นหุ้น” เป็นต้น คำถามก็คือ เล่นหุ้นด้วยวิธีไหนดีที่สุด? ก่อนที่จะตอบคำถามนั้น ผมคงต้องเติมข้อความในวงเล็บว่า ดีที่สุด (โดยเฉลี่ย) เพราะในแต่ละเทคนิคหรือวิธีการนั้น คนที่ทำได้ดีอาจจะเก่งมากจนทำได้ดีกว่าคนที่เก่งที่สุดในอีกวิธีหนึ่ง แต่โดยเฉลี่ย ซึ่งรวมถึงคนที่ไม่เก่งทั้งหมดด้วยแล้ว วิธีนั้นอาจจะแพ้การลงทุนอีกวิธีหนึ่งที่คนเก่งมากกับคนที่เก่งน้อยได้ผลตอบแทนไม่ต่างกันมากก็ได้ ประเด็นต่อมาก็คือ ในการที่จะบอกว่าวิธีไหนดีกว่าวิธีอื่นนั้น เราจำเป็นต้องมีข้อมูลเพื่อที่จะพิสูจน์ ดังนั้น วิธีการลงทุนหรือเล่นหุ้นบางอย่างที่หาข้อมูลไม่ได้ เช่น การ “ปั่นหุ้น” นั้น เราคงไม่สามารถบอกได้ว่าเป็นวิธีที่ดีแค่ไหนในการทำกำไรแม้ว่าเราจะเชื่อว่าเป็นวิธีที่น่าจะได้ผลตอบแทนสูงสุด &#8230; <a href="http://www.thaivi.com/2010/10/570/">Continue reading <span class="meta-nav">&#8594;</span></a>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>โลกในมุมมองของ Value Investor 30 ตุลาคม 53</p>
<p>ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร</p>
<p>ในเรื่องของการลงทุนหรือเล่นหุ้นนั้น มีเทคนิคหรือวิธีการหลายอย่างที่มีการใช้กันอย่างแพร่หลาย เช่น ลงทุนแบบ Value หรือเน้นคุณค่า เล่นหุ้นแบบดูกราฟแนวรับแนวต้าน หรือเล่นหุ้นโดยวิธีการ “ปั่นหุ้น” เป็นต้น คำถามก็คือ เล่นหุ้นด้วยวิธีไหนดีที่สุด?<br />
<span id="more-570"></span></p>
<p>ก่อนที่จะตอบคำถามนั้น ผมคงต้องเติมข้อความในวงเล็บว่า ดีที่สุด (โดยเฉลี่ย) เพราะในแต่ละเทคนิคหรือวิธีการนั้น คนที่ทำได้ดีอาจจะเก่งมากจนทำได้ดีกว่าคนที่เก่งที่สุดในอีกวิธีหนึ่ง แต่โดยเฉลี่ย ซึ่งรวมถึงคนที่ไม่เก่งทั้งหมดด้วยแล้ว วิธีนั้นอาจจะแพ้การลงทุนอีกวิธีหนึ่งที่คนเก่งมากกับคนที่เก่งน้อยได้ผลตอบแทนไม่ต่างกันมากก็ได้</p>
<p>ประเด็นต่อมาก็คือ ในการที่จะบอกว่าวิธีไหนดีกว่าวิธีอื่นนั้น เราจำเป็นต้องมีข้อมูลเพื่อที่จะพิสูจน์ ดังนั้น วิธีการลงทุนหรือเล่นหุ้นบางอย่างที่หาข้อมูลไม่ได้ เช่น การ “ปั่นหุ้น” นั้น เราคงไม่สามารถบอกได้ว่าเป็นวิธีที่ดีแค่ไหนในการทำกำไรแม้ว่าเราจะเชื่อว่าเป็นวิธีที่น่าจะได้ผลตอบแทนสูงสุด อย่างไรก็ตาม นั่นเป็นวิธีการที่ผิดกฎหมายและผมไม่แนะนำให้ทำ มันก็เหมือนกับถามว่า วิธีทำงานหาเงินที่ได้เงินมากและเร็วที่สุดคืออะไร? ซึ่งคำตอบของเราอาจจะบอกว่า การ “คอร์รัปชั่น” แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าทุกคนสามารถทำได้ เช่นเดียวกับการ “ปั่นหุ้น” ที่ไม่ใช่ทุกคนจะทำได้</p>
<p>ในการศึกษาเรื่องของเทคนิคหรือวิธีการในการลงทุนหรือเล่นหุ้นนั้น ในเชิงวิชาการเราสามารถแบ่งออกได้เป็นกลุ่มหลัก ๆ 4 วิธีด้วยกันคือ วิธีแรก เป็นกลุ่มของนักเล่นหุ้นที่ใช้ข้อมูลเพียง 2 อย่าง นั่นก็คือ ข้อมูลราคาหุ้นกับปริมาณการซื้อขายของหุ้น กลุ่มนี้จะนำข้อมูลทั้งสองอย่างมาเขียนเป็นกราฟหรือทำเป็นจุดอะไรต่าง ๆ จากนั้นก็อาจจะคำนวณหาราคาเฉลี่ยในแต่ละช่วงเวลาหรือลูกเล่นต่าง ๆ แล้วก็กำหนดจุดซื้อขายหุ้น ด้วยวิธีนี้ พวกเขาคิดว่าจะสามารถทำกำไรได้ดีกว่าปกติ เราเรียกพวกเขาว่า “นักเล่นหุ้นแบบเท็คนิค” การศึกษาจากตลาดที่พัฒนาแล้วอย่างในสหรัฐพบว่า การเล่นหุ้นแบบเท็คนิคไม่สามารถเอาชนะดัชนีตลาดได้ ปัญหาใหญ่ก็คือ พวกเขาต้องเสียค่าคอมมิชชั่นสูงเนื่องจากวิธีนี้มักทำให้ต้องซื้อ ๆ ขาย ๆ หุ้น “ตามสัญญาณ” ค่อนข้างมาก ในตลาดหุ้นไทยผมไม่แน่ใจว่ามีคนทำการศึกษาหรือไม่ นอกจากนั้น คนที่เป็นนักเท็คนิคเองผมก็คิดว่ายังมีไม่มากนัก</p>
<p>วิธีที่สองก็คือการลงทุนแบบอาศัย “ข้อมูลพื้นฐาน” ทั้งหลายที่เปิดเผยต่อสาธารณชนแล้ว ข้อมูลเหล่านี้รวมถึงข้อมูลทางเศรษฐกิจ การเงิน และข้อมูลผลการดำเนินงานและฐานะการเงินของบริษัทจดทะเบียน รวมถึงข้อมูลเกี่ยวกับราคาและปริมาณการซื้อขายหุ้นด้วย กลุ่มคนที่ใช้วิธีนี้ในการลงทุนนั้นกว้างขวางมาก ซึ่งรวมไปถึงคนที่บริหารกองทุนรวมจำนวนมหาศาล จากการศึกษาในตลาดหุ้นสหรัฐเช่นเดียวกันก็พบว่า นักลงทุนที่ใช้วิธีการนี้ก็แพ้ดัชนีตลาดแบบ “ราบคาบ” ประเด็นสำคัญก็คือ การทำแบบนี้ต้องค้นคว้าและศึกษาข้อมูลมากมาย ต้องใช้คนที่จบการศึกษาทางด้านการเงินระดับ “MIT” มาทำงานทำให้มีต้นทุนในการบริหารพอร์ตสูงไม่คุ้มค่า</p>
<p>วิธีลงทุนโดยอาศัย “ข้อมูลพื้นฐาน” นี้ มีวิธีการ “ย่อย” แตกแขนงออกมานั่นก็คือ วิธีการที่เรียกว่า “Value Investment” หรือการลงทุนแบบเน้นคุณค่า วิธีนี้เน้นที่การลงทุนในหุ้นที่มี “ราคาถูกเป็นพิเศษเมื่อเทียบกับพื้นฐานของกิจการ” การศึกษาจากตลาดหุ้นสหรัฐและตลาดหุ้นไทยด้วยพบว่า การลงทุนแบบ VI นั้น ให้ผลตอบแทนที่ดีเยี่ยมกว่าดัชนีตลาดมากในระยะยาว ว่าที่จริงในตลาดหุ้นไทยนั้น การลงทุนแบบ VI ให้ผลตอบแทนโดดเด่นมากเมื่อเทียบกับดัชนีตลาดหุ้น ในขณะที่ในตลาดหุ้นสหรัฐนั้น ในบางช่วงบางตอน การลงทุนแบบ VI ก็แพ้ตลาดเหมือนกันแม้ว่าในระยะยาวแล้วโดยเฉลี่ยจะเหนือกว่ามาก</p>
<p>วิธีที่สามคือการลงทุนหรือเล่นหุ้นโดยใช้ “ข้อมูลภายใน” ที่ยังไม่ได้เปิดเผยต่อสาธารณชน วิธีนี้นั้น แน่นอน คนที่จะรู้ก็มักจะเป็น “คนใน” ที่เป็นผู้บริหารของบริษัท คนกลุ่มนี้มักจะมีจำนวนไม่มาก การศึกษาในสหรัฐเคยพบว่าพวกเขาสามารถทำกำไรได้ดีกว่าดัชนีหุ้น อย่างไรก็ตาม นักลงทุนที่ลงทุนตาม “คนใน” ผมก็เชื่อว่าคงไม่สามารถทำกำไรได้ เนื่องจากกว่าเขาจะรู้ ราคาหุ้นก็เปลี่ยนแปลงไปแล้ว</p>
<p>สุดท้ายคือวิธีการลงทุนแบบ Passive หรือการลงทุนโดยการกระจายการถือครองหุ้นตามดัชนีพูดง่าย ๆ ซื้อหน่วยลงทุนของกองทุนหุ้นตามดัชนี กลุ่มคนที่ใช้วิธีนี้มีความเชื่อว่าตลาดหุ้นนั้น “มีประสิทธิภาพ” ราคาหุ้นในตลาดสะท้อนคุณค่าของกิจการหมดแล้วจึงมีราคาที่เหมาะสม ดังนั้น จึงไม่มีประโยชน์ที่จะเลือกหุ้น ไม่ว่าจะใช้วิธีการหรือเท็คนิคอะไร วิธีการที่ดีกว่าก็คือ ซื้อหุ้นกระจายกันไปทุกตัวในตลาดและได้ผลตอบแทนใกล้เคียงกับดัชนีโดยที่ต้นทุนในการบริหารกองทุนนั้นต่ำมาก ซึ่งผลการศึกษาในตลาดหุ้นสหรัฐพบว่า วิธีนี้ให้ผลตอบแทนที่ดีที่สุดโดยเฉลี่ยเมื่อเทียบกับวิธีการลงทุนแบบอื่น ๆ ที่กล่าวมา</p>
<p>นั่นอาจจะเป็นผลที่เกิดขึ้นในตลาดสหรัฐที่ซึ่งตลาดหุ้นอาจจะ “มีประสิทธิภาพสูง” อันเป็นผลจากการที่มีนักลงทุนและนักวิเคราะห์ที่มีความสามารถสูงมากมาย ทำให้ราคาหุ้นปรับตัวได้รวดเร็วตามพื้นฐานของมันและทำให้หาหุ้นที่ราคาผิดไปจากพื้นฐานได้ยาก แต่ในตลาดหุ้นไทยเองนั้น ก็อาจจะมีข้อสงสัยว่าตลาดหุ้นมีประสิทธิภาพแค่ไหน? คนจำนวนมากโดยเฉพาะที่เป็น VI เชื่อว่ายังมีหุ้นถูกและดีที่เป็นหุ้น VI อีกมากและเรายังสามารถใช้หลักการของ VI ทำผลตอบแทนได้โดดเด่นอยู่</p>
<p>ผมเองเชื่อว่า VI นั้น เป็นวิธีการลงทุนที่เหนือกว่าการลงทุนแบบอื่น ๆ มองจากประสบการณ์ส่วนตัวและที่ได้สัมผัสกับนักลงทุนจำนวนมาก เหนือสิ่งอื่นใด การศึกษาก็พบว่ามันเป็นเท็คนิคที่ให้ผลตอบแทนที่โดดเด่นมากอย่างไม่น่าเชื่อ อย่างไรก็ตาม เมื่อมีคนที่เก่งมาก ๆ เข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เท็คนิคนั้นก็จะด้อยประสิทธิภาพลงไปเรื่อย ๆ เพราะหุ้นที่ Undervalue หรือหุ้นที่มีราคาถูกก็จะถูกไล่ซื้ออย่างรวดเร็วจนมีราคาแพงขึ้นและทำให้คนที่เข้าไปลงทุนตามไม่ได้กำไร สุดท้าย ราคาหุ้นส่วนใหญ่หรือเกือบทุกตัวก็จะมีราคาที่เหมาะสมซึ่งทำให้เราไม่สามารถหากำไรได้ง่าย ๆ</p>
<p>ก่อนจะจบผมอยากเพิ่มเติมประเด็นที่มักจะมีการถกเถียงกันว่าการใช้วิธีการลงทุนแบบเท็คนิค หรือการลงทุนแบบ VI ใครดีกว่ากัน? หรือ VI ควรนำวิธีการของเท็คนิคมา “เสริม” ไหม? คำตอบสั้น ๆ ของผมก็คือ ข้อมูลราคาและปริมาณการซื้อขายหุ้นนั้น เป็นข้อมูลสาธารณะที่นักลงทุนในกลุ่มสองสามารถใช้ได้อยู่แล้ว ที่จริง VI ดัง ๆ หลายคนก็ใช้ข้อมูลทางเท็คนิค ประเด็นสำคัญที่จะแบ่งว่าคุณอยู่กลุ่มไหนจึงน่าจะอยู่ที่ดีกรีของข้อมูลที่ใช้มากกว่า อย่างตัวผมเองนั้น ผมใช้ข้อมูลเกี่ยวกับราคาและปริมาณการซื้อขายน้อยมาก ผมพอใจที่จะอยู่กับข้อมูลพื้นฐานเป็นหลัก แต่นี่ก็ไม่ได้หมายความว่านี่คือสิ่งที่ดีที่สุด คนที่จะพูดแบบนั้นได้ควรจะมีข้อพิสูจน์</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.thaivi.com/2010/10/570/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>โลกในมุมมองของ Value Investor      23 ตุ&#8230;</title>
		<link>http://www.thaivi.com/2010/10/567/</link>
		<comments>http://www.thaivi.com/2010/10/567/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 24 Oct 2010 14:51:05 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร</dc:creator>
				<category><![CDATA[โลกในมุมมองของ Value Investor]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.thaivi.com/?p=567</guid>
		<description><![CDATA[โลกในมุมมองของ Value Investor      23 ตุลาคม 53 ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร ในตลาดหุ้นนั้น  เรามักจะคุ้นเคยกับคำว่ากระทิงกับคำว่าหมีหรือ Bull กับ Bear  กระทิงคือภาวะที่ตลาดหุ้นหรือราคาหุ้นหรือดัชนีหุ้นปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องยาวนาน  ตรงกันข้าม  ตลาดหมีคือภาวะที่ดัชนีตลาดปรับตัวลงรุนแรงและต่อเนื่องยาวนานเช่นกัน  อย่างไรก็ตาม  ยังมีภาวะตลาดหุ้นอีกแบบหนึ่งคือภาวะที่ตลาดหุ้น “ไม่ไปไหน” คือหุ้นอาจจะขึ้นบ้างไม่มากนักแล้วก็ลงมาไม่มากอีกเช่นกันและก็ขึ้น ๆ  ลง ๆ  แบบนั้นเป็นเวลายาวนาน  ตลาดหุ้นแบบนี้ฝรั่งเรียกว่า  Range-Bound ผมขอเรียกว่าตลาด “หมู”  เรามาลองดูว่าตลาดแต่ละแบบที่เกิดขึ้นในตลาดหุ้นไทยนั้นเกิดเมื่อไร  มีที่มาที่ไปอย่างไร เริ่มตั้งแต่เปิดตลาดในปี 2518 จนถึงสิ้นปี 2521 ซึ่งเป็นปีที่พูดกันว่าหุ้นบูมสุด ๆ  นับเวลาได้ 3 ปี &#8230; <a href="http://www.thaivi.com/2010/10/567/">Continue reading <span class="meta-nav">&#8594;</span></a>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>โลกในมุมมองของ Value Investor      23 ตุลาคม 53</p>
<p>ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร</p>
<p>ในตลาดหุ้นนั้น  เรามักจะคุ้นเคยกับคำว่ากระทิงกับคำว่าหมีหรือ Bull กับ Bear  กระทิงคือภาวะที่ตลาดหุ้นหรือราคาหุ้นหรือดัชนีหุ้นปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องยาวนาน  ตรงกันข้าม  ตลาดหมีคือภาวะที่ดัชนีตลาดปรับตัวลงรุนแรงและต่อเนื่องยาวนานเช่นกัน  อย่างไรก็ตาม  ยังมีภาวะตลาดหุ้นอีกแบบหนึ่งคือภาวะที่ตลาดหุ้น “ไม่ไปไหน” คือหุ้นอาจจะขึ้นบ้างไม่มากนักแล้วก็ลงมาไม่มากอีกเช่นกันและก็ขึ้น ๆ  ลง ๆ  แบบนั้นเป็นเวลายาวนาน  ตลาดหุ้นแบบนี้ฝรั่งเรียกว่า  Range-Bound ผมขอเรียกว่าตลาด “หมู”  เรามาลองดูว่าตลาดแต่ละแบบที่เกิดขึ้นในตลาดหุ้นไทยนั้นเกิดเมื่อไร  มีที่มาที่ไปอย่างไร<br />
<span id="more-567"></span></p>
<p>เริ่มตั้งแต่เปิดตลาดในปี 2518 จนถึงสิ้นปี 2521 ซึ่งเป็นปีที่พูดกันว่าหุ้นบูมสุด ๆ  นับเวลาได้ 3 ปี นั้น  ดัชนีตลาดหุ้นขึ้นมาจากสิ้นปี 2518 ที่ประมาณ 84 จุดเป็น 258 จุด หรือขึ้นมาเฉลี่ยปีละ 45.3% ทบต้น ในเวลานั้นผมยังจำได้ว่าเพื่อนบางคนของผมได้กำไรจากหุ้นโดยที่ลงทุนไม่มากแต่เขาบอกว่าสามารถทำเงินได้เดือนละเป็นหมื่นบาทซึ่งในเวลานั้นถือว่าเป็นผลตอบแทนที่ดีเยี่ยมมาก  ทุกคนต่างก็เล่นหุ้นระยะสั้นแทบจะเป็นการซื้อขายรายวัน  อย่างไรก็ตาม คนเล่นหุ้นก็ยังมีจำกัดมาก  มักอยู่ในกลุ่มคนที่ชอบเก็งกำไรหรือคนที่มีความรู้เกี่ยวกับหุ้นอย่างเช่นเพื่อนผมที่กำลังเรียน MBA</p>
<p>ที่มาของกระทิง “ตัวแรก” ของตลาดหุ้นไทยนั้น  ถ้าพูดว่าเป็นเรื่องของการ “เก็งกำไร”  ก็อาจจะพูดได้   แต่การเก็งกำไรนั้น  ในที่สุดก็ต้องมีแหล่งว่าพวกเขาเก็งจากอะไรโดยเฉพาะในระยะยาว  คำตอบก็คือ  “กำไร” และการคาดการณ์ในเรื่องกำไรในอนาคตของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์  กำไรนั้นเป็นตัวเลขที่ชัดเจนมีการประกาศเปิดเผยทุกไตรมาศและทุกปี  ดังนั้น  เราหาดูได้ไม่ยาก  แต่การคาดการณ์ของกำไรในอนาคตนั้นเอาแน่ไม่ได้   แต่เราก็สามารถดูได้จากการมองโลกในแง่ดี  ความกระตือรือร้นในการที่จะลงทุนซื้อหุ้นของนักลงทุน  และอาจจะมองถึงเรื่องของผลตอบแทนจากการลงทุนในตราสารการเงินอื่นเช่นเงินฝากหรือพันธบัตร เป็นต้น   โชคดีที่ว่าประเด็นทั้งหลายเหล่านี้เราสามารถหาตัวแทนซึ่งเป็นตัวเลขได้นั่นก็คือ  ค่า  PE  หรือ ราคาต่อกำไรต่อหุ้น ของตลาดหลักทรัพย์  นั่นก็คือ  ถ้านักลงทุนมีความ “ฮึกเหิม”  มั่นใจในตลาดหุ้น  พวกเขาก็จะเข้าซื้อหุ้นและทำให้ค่า PE สูงกว่าปกติและทำให้ตลาดกลายเป็นตลาดกระทิง  แต่ถ้าพวกเขา “หดหู่” มองโลกไม่สดใสหรือหวาดกลัว  ก็จะขายหุ้นทำให้ PE ต่ำกว่าปกติ และกลายเป็นตลาดหมี</p>
<p>ตลาดกระทิงตัวแรกของเรานั้นพบว่าเกิดขึ้นเพราะกำไรของบริษัทจดทะเบียนเติบโตขึ้นอย่างโดดเด่นคือเติบโตขึ้นปีละประมาณ 22% แบบทบต้น ซึ่งถือว่าเป็นการเติบโตที่โดดเด่นมากแม้ว่าในช่วงนั้นภาวะทางการเมืองอยู่ในภาวะ “หน้าสิ่วหน้าขวาน”  คอมมิวนิสต์กำลังชนะทั้งในเวียตนาม  ลาว และเขมร  ประเทศไทยถูกคาดว่าจะเป็น “โดมิโน” ตัวต่อไป  และการประท้วงของนักศึกษาและการปราบปรามกำลังร้อนแรง  คนมีเงินบางคนถึงกับคิดอพยพจากประเทศไทยไปอยู่ที่อื่น  นอกจากเรื่องของผลกำไรแล้ว  ดูเหมือนว่าคนในตลาดหุ้นในเวลานั้นซึ่งมีน้อยมากอาจจะยังไม่สนใจเรื่องของการเมืองนัก  จึงให้ค่า PE สูงขึ้น  ค่า PE ปรับตัวขึ้นจาก 4.98 เป็น 8.46 เท่าหรือเพิ่มขึ้นปีละ 19.32% ทบต้น  พวกเขาคงคิดว่าราคาหุ้นในขณะนั้นต่ำมาก  อย่างไรก็คุ้มที่จะลงทุน</p>
<p>หลังจากสิ้นปี 2521 เมื่อมีการ “กวาดล้าง” ขบวนการ  “ฝ่ายซ้าย” หมด  ประเทศไทยก็เผชิญกับเรื่องของภาวะเศรษฐกิจโลกเช่นราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นมากจากวิกฤติน้ำมันและอื่น ๆ  ช่วงจากสิ้นปี 21 ถึงสิ้นปี 2529 เป็นเวลา 8 ปี ตลาดหุ้นไทยอยู่ในช่วง “ตลาดหมู” ดัชนีหุ้นเมื่อสิ้นปี 29 อยู่ที่ 207 จุดจาก 258 จุดหรือเป็นการลดลงปีละ 2.7% ทบต้น กำไรของบริษัทจดทะเบียนเองก็ลดลงเฉลี่ยปีละ 7.3%  ความสนใจในตลาดหุ้นมีน้อยมาก  แม้ว่าค่า PE จะปรับตัวขึ้นบ้างจาก 8.46 เท่าเป็น 12.4 เท่า แต่ก็ไม่สามารถผลักดันราคาหุ้นให้ขึ้นมาได้  แต่นักเศรษศาสตร์ก็พูดกันว่าช่วงนี้เป็น “ฐาน” ของการที่ประเทศไทยจะ “โชติช่วงชัชวาล” ในเวลาอีก 7 ปีต่อมา</p>
<p>ช่วงสิ้นปี 2529 ถึง สิ้นปี 2536 เป็นตลาดกระทิงอย่างแท้จริง  ผลจากการเคลื่อนย้ายฐานการผลิตของญี่ปุ่นสู่ประเทศไทยและการเปิดเสรีการเงินที่ทำให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทยได้อย่างสะดวกทำให้เศรษฐกิจไทยสดใสและบริษัทจดทะเบียนสามารถทำกำไรเพิ่มขึ้นอย่างโดดเด่นปีละประมาณ 21% ทบต้นต่อกัน 7 ปี  เช่นเดียวกัน ค่า PE ปรับตัวขึ้นปีละ 11% เนื่องจากเงินต่างประเทศและความสนใจในการลงทุนของคนไทย  สิ้นสุดปี 36 ดัชนีตลาดหุ้นปรับตัวขึ้นเป็น 1683 จุด หรือเพิ่มปีละ 34.9% ทบต้นเรียกได้ว่าเป็น “ซุปเปอร์บูม”  คนเล่นหุ้นรวยกันทั่วหน้า  และบังเอิญว่าผู้จัดการตลาดในช่วงนั้นก็ชื่อ “มารวย” ด้วย  อย่างไรก็ตาม  ตลาดหุ้นในช่วงท้ายนั้นดูเหมือนจะแพงมากเพราะค่า PE ของตลาดสูงถึง 26 เท่า</p>
<p>“ฟองสบู่”  ในเศรษฐกิจและตลาดหุ้นหลังจากปี 2536 คงเริ่มแตกและแตกจริง ๆ  ในปี 2540 ที่ไทยต้องลดค่าเงินและเข้าโครงการ IMF และต่อไปจนถึงปี 2543 ดัชนีตกจาก 1683 จุดเหลือเพียง 269 จุดหรือเป็นการตกลงปีละ 23% ทบต้น 7 ปี รวมแล้วหุ้นตกลงไป 84% และเป็นตลาดหมีที่รุนแรงที่สุด บริษัทจดทะเบียนมีกำไรลดลงปีละ 3.93% โดยเฉลี่ย  คนแทบจะเลิกเล่นหุ้นหรือถึงจะอยากก็ไม่มีเงินทั้ง ๆ  ที่ราคาหุ้นถูกมากค่า PE ที่เคยสูงถึง 26 เท่า  เหลือเพียง 5.5 เท่าและนี่เป็นการสร้างฐานที่จะทำให้หุ้นบูม กลายเป็น “กระทิงตัวใหญ่”  ในช่วงเวลาต่อมา</p>
<p>จากสิ้นปี 2543 จนถึงปัจจุบันเป็นเวลาเกือบ 10 ปี นั้น    ดูเหมือนว่าหุ้นจะอยู่ในช่วงขาขึ้นและเป็น “กระทิงดุ” และทั้ง ๆ  ที่มีสภาวะความวุ่นวายทางการเมืองมากมายรวมถึงเหตุการณ์รุนแรงทั้งทางการเมืองและเศรษฐกิจในระดับโลก  หุ้นไทยก็ “เดินหน้า” ไปเรื่อย ๆ  จากดัชนี 269 เพิ่มขึ้นเป็น 992 จุดในช่วงนี้  เป็นการเพิ่มขึ้นถึงปีละ 13.9% โดยเฉลี่ยแบบทบต้น  ดูเหมือนว่าคนไทยตั้งแต่ระดับชั้นกลางขึ้นไปจะสนใจลงทุนในหุ้นมากขึ้นเรื่อย ๆ  ทำให้ค่า PE เพิ่มขึ้นจาก 5.5 เท่าเป็น 15.5 เท่า  ในขณะที่ผลกำไรของบริษัทจดทะเบียนเพิ่มขึ้นน้อยมากเพียงปีละ 2.8% โดยเฉลี่ย ซึ่งถ้าวิเคราะห์ก็จะดูเหมือนว่ากระทิงรอบนี้มาโดย “ไม่มีเนื้อ”  พูดง่าย ๆ  หุ้นขึ้นเพราะการมองโลกในแง่ดีและราคาหุ้นที่ถูกมากเป็นหลัก  อย่างไรก็ตาม  ขณะนี้  ราคาหุ้นก็ไม่ถูกอีกต่อไปแล้ว  คำถามก็คือ  อนาคตจากนี้ไป  อะไรจะมา “รับลูกต่อ”  คำตอบคือ  ต้องเป็นกำไรของบริษัทจะทะเบียนที่จะต้องเพิ่มขึ้น  หรือไม่ คนก็จะต้องมองหุ้นในแง่ดีขึ้นไปอีก  มิฉะนั้น  กระทิงตัวนี้ก็ไม่อาจจะเดินต่อไปได้</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.thaivi.com/2010/10/567/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>4</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร ผมเพิ่งกลับจากก&#8230;</title>
		<link>http://www.thaivi.com/2010/10/564/</link>
		<comments>http://www.thaivi.com/2010/10/564/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 17 Oct 2010 15:40:39 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร</dc:creator>
				<category><![CDATA[โลกในมุมมองของ Value Investor]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.thaivi.com/?p=564</guid>
		<description><![CDATA[ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร ผมเพิ่งกลับจากการส่งลูกไปเรียนที่ลอนดอน ประเทศอังกฤษ  เวลาประมาณเกือบสองสัปดาห์ที่อาศัยอยู่ในอพารตเม้นท์ใจกลางลอนดอนที่ผมเช่าให้ลูกพักอาศัยนั้น  ผมพบประสบการณ์หลายอย่างที่อาจจะเป็นสัญญาณบอกว่าอังกฤษซึ่งเป็นประเทศพัฒนาแล้วอันดับต้น ๆ  ของโลกนั้น   น่าจะมีระดับการพัฒนาที่เสื่อมถอยลงเมื่อเทียบกับประเทศไทยที่กำลังพัฒนามากขึ้น  พูดง่าย ๆ   ความห่างระหว่างรายได้หรือระดับการพัฒนาของอังกฤษกับไทยตามสถิตินั้น  น่าจะลดลงในอนาคต  ว่าที่จริง  ผมเองคิดว่าตัวเลขสถิติความห่างชั้นในปัจจุบันเองนั้น  ก็อาจจะไม่ใช่  “ของจริง” ตามพื้นฐาน  แต่เป็นเรื่องของตัวเลขที่เกิดจากอัตราแลกเปลี่ยนของค่าเงินบาทกับค่าเงินปอนด์ที่ผิดเพี้ยนไปจากความเป็นจริง  ทำให้ดูเหมือนว่าเศรษฐกิจของอังกฤษเหนือกว่าของไทยมากมายกว่าสิบเท่า เริ่มตั้งแต่การตรวจคนเข้าเมือง  ผมต้องใช้เวลาเข้าคิวรอก่อนที่จะผ่านการตรวจประมาณสองชั่วโมง  คิวนั้นยาวมากเป็นร้อย ๆ  คนแต่พนักงานตรวจมีน้อยและไม่ได้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากนัก   เปรียบเทียบกับการตรวจของสนามบินสุวรรณภูมิของเราแล้ว  ผมคิดว่าของเราเหนือกว่ามาก  การรอส่วนใหญ่ไม่น่าจะเกิน 15 นาที   จริงอยู่ที่สนามบินลอนดอนอาจจะมีป้ายบอกขออภัยในความล่าช้าเนื่องจากประเด็นเรื่องการก่อการร้าย  แต่ผมดูแล้วก็ไม่เห็นมีการตรวจสอบอะไรเป็นพิเศษที่จะทำให้เสียเวลาเพิ่ม  ดังนั้น  ข้อสรุปของผมก็คือ  ความประทับใจในเรื่องของประสิทธิภาพเสียไปตั้งแต่  “ก้าวแรก” ห้องที่ผมเช่านั้น  ผมติดต่อไว้ตั้งแต่อยู่เมืองไทย  ราคาค่าเช่านั้นค่อนข้างสูง  &#8230; <a href="http://www.thaivi.com/2010/10/564/">Continue reading <span class="meta-nav">&#8594;</span></a>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร</p>
<p>ผมเพิ่งกลับจากการส่งลูกไปเรียนที่ลอนดอน ประเทศอังกฤษ  เวลาประมาณเกือบสองสัปดาห์ที่อาศัยอยู่ในอพารตเม้นท์ใจกลางลอนดอนที่ผมเช่าให้ลูกพักอาศัยนั้น  ผมพบประสบการณ์หลายอย่างที่อาจจะเป็นสัญญาณบอกว่าอังกฤษซึ่งเป็นประเทศพัฒนาแล้วอันดับต้น ๆ  ของโลกนั้น   น่าจะมีระดับการพัฒนาที่เสื่อมถอยลงเมื่อเทียบกับประเทศไทยที่กำลังพัฒนามากขึ้น  พูดง่าย ๆ   ความห่างระหว่างรายได้หรือระดับการพัฒนาของอังกฤษกับไทยตามสถิตินั้น  น่าจะลดลงในอนาคต  ว่าที่จริง  ผมเองคิดว่าตัวเลขสถิติความห่างชั้นในปัจจุบันเองนั้น  ก็อาจจะไม่ใช่  “ของจริง” ตามพื้นฐาน  แต่เป็นเรื่องของตัวเลขที่เกิดจากอัตราแลกเปลี่ยนของค่าเงินบาทกับค่าเงินปอนด์ที่ผิดเพี้ยนไปจากความเป็นจริง  ทำให้ดูเหมือนว่าเศรษฐกิจของอังกฤษเหนือกว่าของไทยมากมายกว่าสิบเท่า<br />
<span id="more-564"></span></p>
<p>เริ่มตั้งแต่การตรวจคนเข้าเมือง  ผมต้องใช้เวลาเข้าคิวรอก่อนที่จะผ่านการตรวจประมาณสองชั่วโมง  คิวนั้นยาวมากเป็นร้อย ๆ  คนแต่พนักงานตรวจมีน้อยและไม่ได้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากนัก   เปรียบเทียบกับการตรวจของสนามบินสุวรรณภูมิของเราแล้ว  ผมคิดว่าของเราเหนือกว่ามาก  การรอส่วนใหญ่ไม่น่าจะเกิน 15 นาที   จริงอยู่ที่สนามบินลอนดอนอาจจะมีป้ายบอกขออภัยในความล่าช้าเนื่องจากประเด็นเรื่องการก่อการร้าย  แต่ผมดูแล้วก็ไม่เห็นมีการตรวจสอบอะไรเป็นพิเศษที่จะทำให้เสียเวลาเพิ่ม  ดังนั้น  ข้อสรุปของผมก็คือ  ความประทับใจในเรื่องของประสิทธิภาพเสียไปตั้งแต่  “ก้าวแรก”</p>
<p>ห้องที่ผมเช่านั้น  ผมติดต่อไว้ตั้งแต่อยู่เมืองไทย  ราคาค่าเช่านั้นค่อนข้างสูง  ค่าเช่านั้นแพงพอ ๆ  กับค่าเล่าเรียน  สาเหตุอาจจะเป็นเพราะในลอนดอนไม่มีการอนุญาตสร้างตึกสูงทำให้ราคาอพารตเม้นท์แพงส่งผลให้ค่าเช่าแพงตามไปด้วย  ห้องที่ผมอยู่นั้นมีขนาดเล็กเช่นเดียวกับห้องเช่าทั่ว ๆ ไป  แต่ทุกอย่างออกแบบไว้อย่างมีประสิทธิภาพ  เตียงสามารถพับเก็บเข้าผนังได้  ห้องน้ำใหม่และสะอาด  ห้องครัวมีอุปกรณ์ทุกอย่างที่จำเป็น  โต๊ะสำหรับนั่งทำงานไม่มี  นี่อาจจะเป็นวัฒนธรรมว่าเขาไม่ทำงานในห้องพัก  อย่างไรก็ตาม  สิ่งที่ผมแปลกใจก็คือ  เราต้องติดต่อขอใช้บริการกับบริษัทที่ให้บริการน้ำ  ไฟฟ้า  และแก๊สเอง  ซึ่งมีหลายบริษัท  นอกจากนั้น  ผมเพิ่งทราบว่าถ้าเราจะดูทีวี  เราต้องขออนุญาต  และใบอนุญาตนั้นเราต้องเสียเงินเดือนละประมาณห้าร้อยบาท  ทั้งหมดนั้น  สำหรับผมแล้ว  มันเป็นความยุ่งยากโดยเฉพาะถ้าภาษาอังกฤษคุณไม่ดีพอในการติดต่อผ่านทางโทรศัพท์และทุกอย่างคุณต้องทำเอง</p>
<p>สิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกว่าอังกฤษอาจจะค่อย ๆ  ตกต่ำลงในแง่ของการเป็นประเทศชั้นนำมากที่สุดของโลกก็คือ  การที่ผมขอติดอินเตอร์เน็ตที่ห้องพัก  เพราะคำตอบที่ได้ก็คือ  จะต้องใช้เวลา 2-3 สัปดาห์กว่าจะใช้การได้  ผมไม่ทราบว่าอะไรทำให้การขอใช้อินเตอร์เน็ตนั้นยุ่งยากนัก  แต่นี่คือเครื่องมือที่สำคัญมากในยุคปัจจุบัน  ผมเองคิดว่าถ้าประเทศพัฒนามาก ๆ  แล้ว  ห้องพักแทบทุกห้องน่าจะต้องมีอินเตอร์ติดอยู่เป็นพื้นฐานเหมือนกับน้ำ  ไฟฟ้า  หรือโทรศัพท์  อย่างไรก็ตาม  โชคดีที่ประเด็นนี้สามารถแก้ไขได้โดยการใช้ระบบอินเตอร์เน็ตไร้สายแต่ก็ต้องจ่ายแพงกว่ามาก</p>
<p>การเปิดบัญชีเงินฝากธนาคารเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ผมต้องทำ  ความสะดวกสบายนั้นผมคิดว่าเทียบกับธนาคารของไทยไม่ได้  ผมต้องรอประมาณครึ่งชั่วโมงเหตุเพราะพนักงานให้บริการมีน้อย   การเปิดบัญชีที่จะทำให้ผมสะดวกในการโอนเงินหรือทำธุรกรรมต่าง ๆ  นั้น  ผมต้องจ่ายค่าธรรมเนียมเดือนละไม่ต่ำกว่า 500 บาท  เปิดเสร็จแล้วเราต้องรออีกหลายวันกว่าจะได้บัตรเอทีเอ็ม  นอกจากนั้น  เครื่องเอทีเอ็มของแบ็งค์เท่าที่เห็นตามสถานที่ต่าง ๆ  นั้น  น้อยกว่าของไทยเรามาก และนี่คือแบ็งค์ชั้นนำในเมืองที่เป็นศูนย์กลางทางการเงินที่ใหญ่ที่สุดในโลก</p>
<p>ผมมีโอกาสไปเที่ยวที่ตลาดขายของเก่าย่านน็อตติงแฮมในลอนดอนซึ่งผู้คนมากมายไปช็อปปิงในวันหยุด  วันนั้น  ลูกสาวผมถูกล้วงกระเป๋า  เงินสูญไปไม่มากนักแต่บัตรเครดิตที่หายทำให้ผมกังวล  ผมรีบโทรติดต่อกลับมาที่เมืองไทยเพื่ออายัดบัตร  ทุกอย่างทำได้อย่างรวดเร็ว  พนักงานของแบ็งค์ถามว่าจะให้ส่งบัตรไปที่ลอนดอนหรือส่งไปที่บ้านในกรุงเทพ  ผมเลือกอย่างหลังและได้รับบัตรเมื่อผมกลับมาที่เมืองไทยแล้ว  ผมคิดว่าธุรกิจ  บริการ  และความสามารถในการแข่งขันของแบ็งค์ไทยเรานั้นไม่เบาทีเดียว  และนี่อาจจะไปถึงธุรกิจอื่น ๆ  ด้วย</p>
<p>เป็นเรื่องปกติที่ผมจะต้องเดินห้างและหาร้านหนังสือโดยเฉพาะเมื่ออยู่ในประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษ   ผมค่อนข้างผิดหวังที่พบว่าร้านหนังสือส่วนใหญ่ไม่ได้ขายหนังสือเกี่ยวกับธุรกิจและการลงทุนโดยเฉพาะในเรื่องของหุ้นมากนัก  ดูเหมือนว่าร้านหนังสือใหญ่ ๆ ของไทยจะขายหนังสือแนวธุรกิจและการลงทุนมากกว่าร้านหนังสือในอังกฤษ  นี่แสดงให้เห็นถึงความ “คึกคัก”  ของความ “เป็นธุรกิจ”  ของไทยที่เหนือกว่าหรือไม่แพ้อังกฤษได้เหมือนกัน</p>
<p>นอกจากร้านค้าใหญ่โตหรูหราอย่างห้างแฮร็อดแล้ว  สิ่งที่น่าสนใจก็คือ  อังกฤษนั้นแทบไม่มีร้านสะดวกซื้อที่เป็นเครือข่ายขนาดใหญ่เลย  ร้าน “โชห่วย”  ที่มีเต็มบ้านเต็มเมืองนั้นเป็นร้านแบบครอบครัวที่ส่วนใหญ่บริหารโดยคนที่มีเชื้อสายอื่นเช่นอินเดียเป็นต้น  ดังนั้น  คุณภาพจึงสู้ร้านสะดวกซื้อของไทยไม่ได้แม้ว่าสินค้าจะมีค่อนข้างครบเหมือนกัน</p>
<p>สิ่งที่อังกฤษดีกว่าไทยมากจริง ๆ  นั้นผมคิดว่าอยู่ที่ระบบการเดินทาง  ระบบรางทั้งที่เป็นรถไฟบนดิน  ใต้ดิน  และรถบัส  นั้น  ต้องเรียกว่า “สุดยอด”   เพราะเราสามารถซื้อตั๋วรายวัน  รายสัปดาห์  หรือรายเดือน ที่ใช้บริการได้ทุกอย่าง  ดังนั้น  จะไปที่ไหนก็สะดวกและรวดเร็วมากด้วยราคาที่ไม่แพง</p>
<p>ผมคงต้องจบประสบการณ์สั้น ๆ  จากอังกฤษด้วยการบอกว่า  สิ่งที่เป็นข้อด้อยที่ผมพบที่อังกฤษนั้น   ผมไม่ได้พบในประเทศย่านเอเซียที่เจริญแล้ว  หลายประเทศในเอเซียที่ผมไปนั้น  ประสิทธิภาพคล้าย ๆ หรือดีกว่าประเทศไทย  นี่อาจจะเป็นการบอกให้เรารู้ว่า  เอเซีย  ซึ่งประเทศไทยเป็นหนึ่งในนั้นดีกว่าที่ตัวเลขรายได้ประชาชาติแสดงให้เห็นเมื่อเทียบกับประเทศพัฒนาแล้วในยุโรปและอนาคตก็น่าจะดีขึ้นเรื่อย ๆ   ดังนั้น  ค่าเงินบาทและค่าเงินของเอเซียที่แข็งค่าขึ้นนั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว  เพราะมันจะเป็นตัวบอกว่าเราไม่ได้จนและแย่กว่าประเทศพัฒนาแล้วมากขนาดนั้น  และดังนั้น  คนที่ “โวย” และต้องการให้เงินบาทอ่อนค่าลงจึงเป็นเรื่องที่ไม่สมเหตุผลกับพื้นฐานของประเทศและในระยะยาวแล้วก็คงจะฝืนไม่ได้</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.thaivi.com/2010/10/564/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>15</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>การลงทุนนั้นก็เหมือนกับการทำอะไรอีกหลาย &#8230;</title>
		<link>http://www.thaivi.com/2010/10/561/</link>
		<comments>http://www.thaivi.com/2010/10/561/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 11 Oct 2010 01:52:33 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร</dc:creator>
				<category><![CDATA[โลกในมุมมองของ Value Investor]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.thaivi.com/?p=561</guid>
		<description><![CDATA[การลงทุนนั้นก็เหมือนกับการทำอะไรอีกหลาย ๆ  อย่างที่  วิธีหรือกระบวนการที่ง่ายกลับให้ผลที่ดีกว่าวิธีที่ยากและซับซ้อน  ในภาษาอังกฤษจึงมีคำพูดที่นิยมกันมากว่า  “Keep It Simple And Stupid”  หรือใช้คำย่อว่า  “KISS” แปลเป็นไทยว่า  ต้องทำให้มันง่ายและโง่ที่สุด การลงทุนแบบ KISS นั้นควรจะเป็นอย่างไร?  และมันดีจริงหรือ?  เพื่อที่จะตอบคำถามนี้  ผมขอยกหลักการของโปรเฟสเซอร์ Charles D. Ellis นักวิชาการและนักเขียนเรื่องเกี่ยวกับการลงทุนชื่อดังมาอธิบาย  เขาเสนอว่า KISS ในการลงทุนนั้น  มีหลักการและวิธีการ 5 ขั้นดังต่อไปนี้ ข้อแรก  เก็บออมเงินสม่ำเสมอและเริ่มตั้งแต่อายุน้อย  หลักการนี้เป็นพื้นฐานที่สำคัญมาก  เพราะการเริ่มต้นเร็วนั้น  นอกจากจะเพาะนิสัยในการเก็บออมแล้ว  การลงทุนจะเริ่มได้เร็วและมีระยะเวลาลงทุนนานกว่าที่เราจะเกษียณอายุ  ด้วยพลังของการ  “ทบต้น”  ของผลตอบแทนที่ได้จะทำให้เม็ดเงินเติบโตเร็วมาก  วิธีที่จะคำนวณว่าเม็ดเงินจะเติบโตไปถึงแค่ไหนนั้น  &#8230; <a href="http://www.thaivi.com/2010/10/561/">Continue reading <span class="meta-nav">&#8594;</span></a>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>การลงทุนนั้นก็เหมือนกับการทำอะไรอีกหลาย ๆ  อย่างที่  วิธีหรือกระบวนการที่ง่ายกลับให้ผลที่ดีกว่าวิธีที่ยากและซับซ้อน  ในภาษาอังกฤษจึงมีคำพูดที่นิยมกันมากว่า  “Keep It Simple And Stupid”  หรือใช้คำย่อว่า  “KISS” แปลเป็นไทยว่า  ต้องทำให้มันง่ายและโง่ที่สุด</p>
<p>การลงทุนแบบ KISS นั้นควรจะเป็นอย่างไร?  และมันดีจริงหรือ?  เพื่อที่จะตอบคำถามนี้  ผมขอยกหลักการของโปรเฟสเซอร์ Charles D. Ellis นักวิชาการและนักเขียนเรื่องเกี่ยวกับการลงทุนชื่อดังมาอธิบาย  เขาเสนอว่า KISS ในการลงทุนนั้น  มีหลักการและวิธีการ 5 ขั้นดังต่อไปนี้</p>
<p>ข้อแรก  เก็บออมเงินสม่ำเสมอและเริ่มตั้งแต่อายุน้อย  หลักการนี้เป็นพื้นฐานที่สำคัญมาก  เพราะการเริ่มต้นเร็วนั้น  นอกจากจะเพาะนิสัยในการเก็บออมแล้ว  การลงทุนจะเริ่มได้เร็วและมีระยะเวลาลงทุนนานกว่าที่เราจะเกษียณอายุ  ด้วยพลังของการ  “ทบต้น”  ของผลตอบแทนที่ได้จะทำให้เม็ดเงินเติบโตเร็วมาก  วิธีที่จะคำนวณว่าเม็ดเงินจะเติบโตไปถึงแค่ไหนนั้น  เราสามารถใช้  “สูตร 72” คำนวณได้  สูตรนี้จะบอกว่าเงินเราจะเพิ่มเป็นเท่าตัวต้องใช้เวลากี่ปี  ตัวอย่างเช่น  ถ้าเราลงทุนในกองทุนหุ้นซึ่งจะให้ผลตอบแทนเฉลี่ยปีละ 10%  ก็ให้เอา 72 ตั้งหารด้วย 10 ได้ค่าเท่ากับ 7.2  ก็จะได้ว่าเงินของเรา 1 ล้านบาทจะโตเป็น 2 ล้านบาทจะใช้เวลาประมาณ 7.2  ปี   ดังนั้น  ถ้าเรามีเวลาลงทุน 14 ปีเงินก็จะโตไปอีกเท่าตัวเป็น 4 ล้านบาท  และถ้าลงทุน 21 ปี จะกลายเป็น 8 ล้านบาท ถ้าลงทุน 28 ปี ก็จะกลายเป็น 16 ล้านบาท แบบนี้ไปเรื่อย ๆ   ดังนั้น  ระยะเวลาในการลงทุนจึงเป็นปัจจัยที่สำคัญอย่างยิ่งยวดที่จะทำให้เรารวย</p>
<p>ข้อสอง  ใช้ประโยชน์จากการลดหย่อนภาษีของรัฐบาลในโครงการเพื่อการลงทุนระยะยาวและการเกษียณอายุ  ในเมืองไทยก็คือ  การลงทุนในกองทุน RMF หรือกองทุนเพื่อการเกษียณอายุ  และ LTF หรือกองทุนหุ้นระยะยาว  ทั้งสองกองทุนนั้นเราสามารถนำเงินที่ลงทุนไปลดหย่อนภาษีรายได้ประจำปีของเรา  ซึ่งเท่ากับว่ารัฐบาลช่วยสนับสนุนหรือเพิ่มเม็ดเงินที่เราออมตามอัตราภาษีที่เราจ่ายประจำปี  เช่น  ถ้าเราต้องจ่ายภาษีขั้นสุดท้ายที่ 20%  เงินที่เราลงทุนใน RMF และ LTF  ก็จะได้ภาษีคืนเท่ากับ 20%  นี่เท่ากับว่ารัฐบาลช่วยเพิ่มเงินออมให้เราเท่ากับ 20%  ในส่วนนี้เมื่อคิดว่ามันจะให้ผลตอบแทนทบต้นเข้าไปเรื่อย ๆ  ในระยะยาว  เม็ดเงินที่เราจะได้ก็มหาศาลโดยไม่มีความเสี่ยง</p>
<p>ข้อสาม  เงินออมทั้งหมดเราจะต้องเอาไปลงทุน  โดยการลงทุนของเรานั้นเราจะต้อง  “กระจายความเสี่ยง”  ให้อยู่ในตราสารการเงินหลาย ๆ  ประเภทที่เหมาะสมกับเรา  เช่นต้องมีเงินฝากจำนวนหนึ่ง  มีกองทุนพันธบัตร  และมีกองทุนหุ้น  เป็นต้น   โดยสัดส่วนการกระจายนั้น  เราอาจจะกำหนดเป็นสูตรที่เราคิดว่าเหมาะสมกับการกล้ารับความเสี่ยงของเรา  เช่น ถ้าเรารับความเสี่ยงได้มาก  เราอาจจะลงทุนในกองทุนหุ้น 70%  กองทุนพันธบัตรหรือตราสารหนี้ 20%  และเป็นเงินฝาก 10%  เป็นต้น  ถ้ารับความเสี่ยงได้น้อย อาจจะลงในหุ้นเพียง 40%  อีก 50%  เป็นพันธบัตร ที่เหลืออีก 10%  เป็นเงินสดในธนาคารเป็นต้น  ในส่วนของการเลือกกองทุนนั้น  เราควรลงทุนในกองทุนที่อิงดัชนีที่คิดค่าจัดการกองทุนในอัตราที่ต่ำเป็นหลัก  อย่าไปลงทุนในกองทุนที่พยายามสร้างผลตอบแทนที่เหนือตลาด  เพราะสถิติบอกว่ากองทุนเหล่านี้ส่วนใหญ่แล้วให้ผลตอบแทนแย่กว่ากองทุนที่อิงดัชนีและคิดค่าบริหารกองทุนต่ำ</p>
<p>ข้อสี่  เมื่อจัดพอร์ตลงทุนตามสัดส่วนการกระจายการลงทุนแล้ว   ทุกสิ้นปีสัดส่วนเงินลงทุนในพอร์ตก็มักจะเปลี่ยนไปเพราะตราสารบางกลุ่มจะให้ผลตอบแทนดีกว่าทำให้เม็ดเงินมากเกินสัดส่วน  ดังนั้น  เราจะต้องจัดการ  Rebalance หรือจัดสัดส่วนการลงทุนใหม่โดยการขายหน่วยลงทุนส่วนที่มีผลตอบแทนมากและสัดส่วนเกินที่กำหนดในตอนต้นปี  ไปซื้อหน่วยลงทุนที่มีสัดส่วนน้อยลงแทนเพื่อทำให้สัดส่วนการลงทุนในแต่ละกลุ่มกลับมาอยู่ที่เดิมที่เราตั้งไว้  อย่าเปลี่ยนสัดส่วนเพราะคิดว่ากองทุนแบบหนึ่งกำลังทำผลงานดีหรือแย่กว่าที่คาด</p>
<p>ข้อห้า  ยึดมั่นกับหลักการและวิธีการตั้งแต่ข้อหนึ่งถึงข้อสี่โดยไม่ต้องสนใจภาวะตลาดการเงินที่ผันผวน  เช่นเวลาที่ตลาดหุ้นตกหนักอย่าขายหน่วยลงทุนในกองทุนหุ้น  เพราะเราไม่รู้ว่าพรุ่งนี้มันจะยังตกหรือเปล่า  เช่นเดียวกัน  ในช่วงที่หุ้นขึ้นก็อย่าไปซื้อเพิ่ม  เพราะไม่รู้ว่าพรุ่งนี้มันอาจจะตกก็ได้   การพยายามคาดการณ์ทิศทางตลาดหุ้นนั้นส่วนใหญ่แล้วไม่เป็นประโยชน์  ควรเน้นการลงทุนระยะยาวซึ่งสถิติบอกว่าหุ้นนั้นในที่สุดก็จะกลับมาให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าการลงทุนประเภทอื่น</p>
<p>หลักการทั้งห้าข้อนี้ ดร. เอลลิส บอกว่าเป็นแผนการเงินเพื่อการเกษียณที่ทำแล้วสบายใจและแทบ “ไม่ต้องดูแล”  ที่สำคัญมันง่ายมาก  แต่สิ่งที่ต้องระวังที่สุดก็คือ  มันต้องการ “วินัย” ที่เข้มงวด และ  “อารมณ์” ที่มั่นคง  สุดท้าย  อาจารย์เอลลิส  บอกว่า  แผนการเงินนี้ควรที่จะต้องเป็นแผนร่วมของทั้งสามีและภรรยา  ทั้งคู่จะต้องเข้าใจและตัดสินใจร่วมกันจึงจะทำให้เกิดผลสำเร็จ  และดังนั้น  คำว่า KISS จึงถูกแปลใหม่ว่า  Keep It Simple, Sweetheart. แผนการเงินที่ง่าย นะจ๊ะ ที่รัก</p>
<p>ความคิดของผมเองคิดว่า  หลักการและวิธีการของโปรเฟสเซอร์ เอลลิส นั้น  เป็นวิธีการที่เหมาะสมและถูกต้องของพนักงานลูกจ้างที่กินเงินเดือนส่วนใหญ่ที่ไม่มีเวลาหรือความรู้มากพอที่จะศึกษาและลงทุนเอง  วิธีนี้เมื่อกำหนดกลยุทธใหญ่โดยเฉพาะในเรื่องของการจัดสรรสัดส่วนเงินลงทุนในตราสารการเงินเรียบร้อยแล้วก็แทบไม่ต้องทำอะไรอีกยกเว้นการปรับพอร์ตในแต่ละปี  แต่ผลการลงทุนและเม็ดเงินที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อเวลาผ่านไปนั้น  จะช่วยสร้างความมั่นใจว่าหลักการนี้ดีจริงและความมั่นใจที่จะยึดกับหลักการนี้จะเพิ่มขึ้น  และเมื่อถึงวันที่เราเกษียณจริง ๆ  ผมคิดว่าอย่างน้อยเราน่าจะอยู่ได้อย่างสุขสบาย  และสำหรับบางคนก็อาจจะ  รวยไปเลย</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.thaivi.com/2010/10/561/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>4</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>คำสาปของผู้ชนะ</title>
		<link>http://www.thaivi.com/2010/10/558/</link>
		<comments>http://www.thaivi.com/2010/10/558/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 10 Oct 2010 12:23:44 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร</dc:creator>
				<category><![CDATA[โลกในมุมมองของ Value Investor]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.thaivi.com/?p=558</guid>
		<description><![CDATA[โลกในมุมมองของ Value Investor                9 ตุลาคม 53 ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร “ข่าวดี”  ในแวดวงของนักเล่นหุ้นที่พบมากที่สุดอย่างหนึ่งก็คือการที่บริษัท  “ชนะ”  อะไรบางอย่าง  เช่น  การประมูลใบอนุญาตประกอบกิจการที่ถูกควบคุมโดยหน่วยงานของรัฐเช่นกิจการโทรคมนาคม   การชนะประมูลก่อสร้างสาธารณูปโภคขนาดใหญ่  และการชนะประมูลหรือแข่งขันซื้อกิจการของบริษัทจดทะเบียน เป็นต้น   เพราะทุกครั้งที่มี  “ข่าวดี” ดังกล่าว  นักเล่นหุ้นต่างก็จะเข้าซื้อหุ้นไล่ราคาจนขึ้นไปสูง  คนคิดว่าการที่บริษัทชนะการประมูลจะทำให้ผลประกอบการในอนาคตของบริษัทเติบโตขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แต่ความเป็นจริงก็คือ   การชนะประมูลนั้น  ไม่ได้แปลว่าบริษัทจะต้องมีกำไรเพิ่มในอนาคต  การชนะการประมูลนั้นหมายความเพียงว่าบริษัทจะมีโอกาสสร้างรายได้มากขึ้น  มีธุรกิจมากขึ้น  แต่ไม่ได้หมายความว่าบริษัทจะต้องมีกำไรเพิ่มขึ้น  หรือบริษัทจะมีกำไรเพิ่มขึ้นคุ้มค่ากับเงินที่จะต้องลงทุนเพิ่ม  อย่างไรก็ตาม  นักวิเคราะห์หุ้นของบริษัทโบรกเกอร์นั้นก็มักจะมีหลักคิดที่อิงอยู่กับความเชื่อที่มี  “หลักการอ้างอิง” และเป็น  “ประโยชน์” ต่อโบรกเกอร์เองในการกระตุ้นให้คนซื้อขายหุ้น  ดังนั้น  นักวิเคราะห์ส่วนมากก็จะคาดการณ์ผลประกอบการที่จะเพิ่มขึ้นอย่างคนมองโลกในแง่ดี  นั่นคือ  คาดว่าบริษัทจะมีกำไรเพิ่มขึ้นคุ้มค่าหรือเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญตามรายได้ที่จะเพิ่มขึ้น  &#8230; <a href="http://www.thaivi.com/2010/10/558/">Continue reading <span class="meta-nav">&#8594;</span></a>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong><span style="color: #0000ff;">โลกในมุมมองของ Value Investor                9 ตุลาคม 53</span></strong></p>
<p><strong><span style="color: #0000ff;">ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร</span></strong></p>
<p><strong><span style="color: #0000ff;">“ข่าวดี”  ในแวดวงของนักเล่นหุ้นที่พบมากที่สุดอย่างหนึ่งก็คือการที่บริษัท  “ชนะ”  อะไรบางอย่าง  เช่น  การประมูลใบอนุญาตประกอบกิจการที่ถูกควบคุมโดยหน่วยงานของรัฐเช่นกิจการโทรคมนาคม   การชนะประมูลก่อสร้างสาธารณูปโภคขนาดใหญ่  และการชนะประมูลหรือแข่งขันซื้อกิจการของบริษัทจดทะเบียน เป็นต้น   เพราะทุกครั้งที่มี  “ข่าวดี” ดังกล่าว  นักเล่นหุ้นต่างก็จะเข้าซื้อหุ้นไล่ราคาจนขึ้นไปสูง  คนคิดว่าการที่บริษัทชนะการประมูลจะทำให้ผลประกอบการในอนาคตของบริษัทเติบโตขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ</span></strong></p>
<p><strong><span style="color: #0000ff;">แต่ความเป็นจริงก็คือ   การชนะประมูลนั้น  ไม่ได้แปลว่าบริษัทจะต้องมีกำไรเพิ่มในอนาคต  การชนะการประมูลนั้นหมายความเพียงว่าบริษัทจะมีโอกาสสร้างรายได้มากขึ้น  มีธุรกิจมากขึ้น  แต่ไม่ได้หมายความว่าบริษัทจะต้องมีกำไรเพิ่มขึ้น  หรือบริษัทจะมีกำไรเพิ่มขึ้นคุ้มค่ากับเงินที่จะต้องลงทุนเพิ่ม  อย่างไรก็ตาม  นักวิเคราะห์หุ้นของบริษัทโบรกเกอร์นั้นก็มักจะมีหลักคิดที่อิงอยู่กับความเชื่อที่มี  “หลักการอ้างอิง” และเป็น  “ประโยชน์” ต่อโบรกเกอร์เองในการกระตุ้นให้คนซื้อขายหุ้น  ดังนั้น  นักวิเคราะห์ส่วนมากก็จะคาดการณ์ผลประกอบการที่จะเพิ่มขึ้นอย่างคนมองโลกในแง่ดี  นั่นคือ  คาดว่าบริษัทจะมีกำไรเพิ่มขึ้นคุ้มค่าหรือเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญตามรายได้ที่จะเพิ่มขึ้น  ไม่มีใครบอกว่า  การ “ชนะ” การประมูลหรือแข่งขันดังกล่าวเป็นสิ่งที่เลวร้ายและจะทำให้บริษัทขาดทุนหรือจะเป็น  “หายนะ”  ของบริษัทในอนาคต  เหนือสิ่งอื่นใด  การที่ “หุ้นวิ่ง” ขึ้นไปทันทีนั้น  จะให้อธิบายได้อย่างไรว่าบริษัทกำลังจะเผชิญกับ “ภัยพิบัติ”  จากการชนะประมูล?</span></strong></p>
<p><strong><span style="color: #0000ff;">แต่สำหรับผมเอง  การที่บริษัทชนะประมูลหรือชนะในการซื้อกิจการแข่งกับคนอื่นนั้น  ผมไม่ได้ถือว่ามันเป็นข่าวดีเสมอไป  ว่าที่จริงหลายครั้งผมคิดว่ามันเป็น “ข่าวร้าย” ของบริษัท  เพราะ “ราคา” ที่บริษัทเสนอที่จะจ่ายให้กับผู้ให้ใบอนุญาติหรือผู้จ้างหรือผู้ขายนั้น  “แพงเกินไป”  และถ้าเป็นอย่างนั้น  การ “ชนะ”  และทำให้รายได้ของบริษัทในอนาคตเพิ่มขึ้นก็ไม่เป็นประโยชน์   แต่กลับเป็นโทษเพราะทำให้กำไรต่อหุ้นของบริษัทลดลง  หรือในบางครั้งทำให้บริษัทขาดทุนและกลายเป็นหายนะได้  ปรากฏการณ์ที่บริษัท “ชนะ”  แต่กลับ  “พ่ายแพ้”  และเสียหายในภายหลังเนื่องจากการ  “จ่าย” หรือ  “ต้นทุน” ที่แพงเกินไปนี้เรียกกันว่า  “Winner’s Curse” หรือ  “คำสาปของผู้ชนะ”</span></strong></p>
<p><strong><span style="color: #0000ff;">ผู้ชนะต้อง  “คำสาป” ได้อย่างไร?  สถานการณ์อย่างไรที่มักทำให้ผู้ชนะ “ถูกสาป”  ลองมาดูเหตุการณ์สมมุติว่ามีกิจการหนึ่งที่อยู่ในอุตสาหกรรมที่กำลังเติบโตเป็นอุตสาหกรรมที่มีอนาคตและมีศักยภาพในการทำกำไรดีแต่การประเมินผลประกอบการในอนาคตก็ไม่แน่นอน  ได้ประกาศขายและเปิดให้คนมาประมูลซื้อ  ผู้เข้าประมูลมีจำนวนหลายราย  แต่ละคนก็ประเมินมูลค่าของกิจการเพื่อเสนอราคาซื้อ   และถึงแม้ว่าต่างก็ได้รับข้อมูลเท่า ๆ  กัน   แต่มุมมองและการวิเคราะห์ก็ต่างกัน  ดังนั้น  บางคนก็จะให้มูลค่าต่ำกว่าความเป็นจริง  แต่บางคนและน่าจะเป็นส่วนมาก  ก็มองโลกในแง่ดีและให้มูลค่าสูงกว่าความเป็นจริง  ในที่สุด  คนที่เสนอราคาสูงที่สุดก็ชนะและได้กิจการไปพร้อมกับ  “คำสาป”  นั่นก็คือ  เขาจะเสียหายและประสบกับภัยพิบัติในภายหลังเนื่องจากเขาจ่ายแพงเกินไป  ซึ่งอาจจะเป็นเพราะเขาประเมินรายได้ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตสูงเกินไปและ/หรือประมาณการต้นทุนต่ำเกินไป เป็นต้น</span></strong></p>
<p><strong><span style="color: #0000ff;">ลักษณะของ  ผู้ชนะที่จะ “ถูกสาป” นั้น   มักเกิดขึ้นกับกิจการที่เปิดขายหรือเปิดประมูลดังนี้คือ ข้อแรก  เป็นกิจการที่มีจำนวนจำกัดแต่มีคนต้องการมาก  ข้อสอง  กิจการมีความไม่แน่นอนในอนาคตสูงซึ่งทำให้การประเมินผลการดำเนินงานทำได้ยากและไม่แน่นอน  ข้อสาม  ถ้าการขายเป็นดีลที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวและผู้ขายกับผู้ซื้อไม่มีความสัมพันธ์ต่อเนื่อง  และสุดท้ายก็คือ  ความ “อยากได้”  ของผู้ซื้อหรือผู้เข้าประมูลมีมากเนื่องจากเหตุผลบางอย่างที่ไม่ใช่เรื่องของธุรกิจล้วน ๆ มีสูงกว่าปกติ  ลักษณะทั้งหมดนี้มักจะทำให้ผู้ชนะก็คือ ผู้ที่จ่ายราคาสูงเกินความเป็นจริงไปมากเพราะเขาอาจจะประเมินราคาผิดพลาดเนื่องจากการมองโลกในแง่ดีหรือมีแรงจูงใจที่อยากจะชนะสูงที่สุด</span></strong></p>
<p><strong><span style="color: #0000ff;">ข้อสังเกตเพิ่มเติมของผมก็คือ  เนื่องจากการ “ชนะ” ประมูลหรือชนะในการซื้อกิจการนั้น  เป็น  “ข่าวดี”  ที่สำคัญของหุ้นในตลาด  ดังนั้น  หลายบริษัทโดยเฉพาะที่ผู้บริหาร  “เล่น”  หุ้นของตนเองด้วยจึงมักมีความโน้มเอียงที่จะเอาชนะในการประมูลหรือซื้อกิจการ  เพราะนั่นหมายความว่าหุ้นจะขึ้นและเขาอาจจะได้ประโยชน์ในระยะเวลาอันสั้น  และนั่นก็จะนำมาซึ่ง  “คำสาป” ที่จะตามมา  ซึ่ง  Value Investor จะต้องเข้าใจ</span></strong></p>
<p><strong><span style="color: #0000ff;">ก่อนที่จะจบผมอยากจะย้ำให้เห็นถึงประสบการณ์  Winner’s Curse ว่าเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นมาแล้วมากมายในตลาดหุ้นไทยทั้งที่ย้อนหลังไปนับสิบ ๆ  ปีและที่เกิดขึ้นเร็ว ๆ  นี้  ตัวอย่างที่ชัดเจนน่าจะเป็นเรื่องของกิจการโทรคมนาคมที่บางบริษัทได้ใบอนุญาตทำกิจการซึ่งในช่วงแรกถือเป็นข่าวดีและทำให้หุ้นมีราคาสูงขึ้นไปมากแต่ในระยะยาวแล้วกลับมีผลประกอบการที่ย่ำแย่ขาดทุนจนราคาหุ้นตกต่ำลงไปมาก  แม้แต่ในเรื่องของการชนะประมูลงานก่อสร้างขนาดใหญ่ของทางราชการเองนั้น  หลายครั้งก็ไม่ได้สร้างกำไรให้กับบริษัททั้ง ๆ  ที่ในช่วงประมูลได้นั้นหุ้นก็วิ่งตาม  “ข่าวดี”  เช่นกัน   ประสบการณ์ของการชนะในการซื้อกิจการก็คล้าย ๆ  กัน  ในวันที่บริษัทซื้อกิจการสำเร็จนั้น  หุ้นก็วิ่งแรง  แต่ภายหลังเมื่อบริหารกิจการนั้นกลับพบว่ากำไรไม่ได้มาตามที่คาด  ผลก็คือ  หุ้นก็หงอยลง  คนที่ซื้อหุ้นในช่วงที่มีข่าวดีและถือยาวในที่สุดก็ขาดทุนย่อยยับ  ดังนั้น  สำหรับผมเองที่เน้นการลงทุนระยะยาวแล้ว  การที่บริษัท  “ชนะ”  ในการประมูลหรือการซื้อกิจการนั้น  ผมจะต้องวิเคราะห์อย่างลึกซึ้งว่านั่นเป็นการชนะที่ดีหรือจะเป็นการชนะที่ “ต้องคำสาป”  หากว่ามีโอกาสสูงที่จะเป็นอย่างหลัง  ผมก็จะไม่ดีใจและอาจจะขายหุ้นโดยเฉพาะถ้าหุ้นขึ้นไปเพราะ  “ข่าวดี”  ที่เกิดขึ้นในช่วงสั้น</span></strong></p>
<p><strong><span style="color: #0000ff;"> </span></strong></p>
<p><strong><span style="color: #0000ff;"> </span></strong></p>
<p><strong><span style="color: #0000ff;"> </span></strong></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.thaivi.com/2010/10/558/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>6</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>นักเก็งกำไร VS นักลงทุน</title>
		<link>http://www.thaivi.com/2010/09/554/</link>
		<comments>http://www.thaivi.com/2010/09/554/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 20 Sep 2010 00:12:38 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร</dc:creator>
				<category><![CDATA[Value Investing]]></category>
		<category><![CDATA[โลกในมุมมองของ Value Investor]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.thaivi.com/?p=554</guid>
		<description><![CDATA[โลกในมุมมองของ Value Investor            18 กันยายน 53 ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร ในตลาดหุ้นไทยนั้น  ใครที่ซื้อหุ้นแล้ว  “ถือยาว”  ก็เรียกกันว่า  “นักลงทุน”  ส่วนคนที่ซื้อแล้วขายในระยะเวลาอันสั้นก็มักถูกเรียกว่า  “นักเก็งกำไร”  เท่าไรถึงจะเรียกว่ายาวหรือสั้นก็ไม่ชัดเจนแล้วแต่ใครจะคิด  บางทีตอนซื้อก็คิดว่าจะถือสั้น “เก็งกำไร”  แต่พอหุ้นตกติดหุ้นก็เลยต้องถือยาวกลายเป็น  “ลงทุน”  การแบ่งแยกว่าใครเป็นนักเก็งกำไรหรือใครเป็นนักลงทุนนั้น  บ่อยครั้งไม่ใคร่ชัดเจน   แม้แต่เจ้าตัวเองบางทีก็ไม่รู้จริง  คนจำนวนมากคิดว่าตนเองเป็นนักลงทุนแต่จริง ๆ  แล้วพฤติกรรมที่ทำอยู่เป็นการเก็งกำไรก็มีไม่น้อย  บทความนี้จะพยายามกำหนดว่าแนวความคิดหรือพฤติกรรมแบบไหนเป็นการเก็งกำไรหรือลงทุน   ไม่ใช่เรื่องเดียวแต่หลาย ๆ  เรื่อง   คนที่มีพฤติกรรมแบบเก็งกำไรมาก ๆ  ผมก็คิดว่าเขาเป็นนักเก็งกำไรโดยธรรมชาติ  คนที่มีพฤติกรรมของการลงทุนมาก  ผมก็สรุปว่าเขามีธรรมชาติเป็นนักลงทุน ข้อแรก  ก็แน่นอน  นักเก็งกำไรมักจะถือหุ้นสั้น   แต่ละตัวมักจะถือไม่เกิน &#8230; <a href="http://www.thaivi.com/2010/09/554/">Continue reading <span class="meta-nav">&#8594;</span></a>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>โลกในมุมมองของ Value Investor            18 กันยายน 53</p>
<p>ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร</p>
<p>ในตลาดหุ้นไทยนั้น  ใครที่ซื้อหุ้นแล้ว  “ถือยาว”  ก็เรียกกันว่า  “นักลงทุน”  ส่วนคนที่ซื้อแล้วขายในระยะเวลาอันสั้นก็มักถูกเรียกว่า  “นักเก็งกำไร”  เท่าไรถึงจะเรียกว่ายาวหรือสั้นก็ไม่ชัดเจนแล้วแต่ใครจะคิด  บางทีตอนซื้อก็คิดว่าจะถือสั้น “เก็งกำไร”  แต่พอหุ้นตกติดหุ้นก็เลยต้องถือยาวกลายเป็น  “ลงทุน”  การแบ่งแยกว่าใครเป็นนักเก็งกำไรหรือใครเป็นนักลงทุนนั้น  บ่อยครั้งไม่ใคร่ชัดเจน   แม้แต่เจ้าตัวเองบางทีก็ไม่รู้จริง  คนจำนวนมากคิดว่าตนเองเป็นนักลงทุนแต่จริง ๆ  แล้วพฤติกรรมที่ทำอยู่เป็นการเก็งกำไรก็มีไม่น้อย  บทความนี้จะพยายามกำหนดว่าแนวความคิดหรือพฤติกรรมแบบไหนเป็นการเก็งกำไรหรือลงทุน   ไม่ใช่เรื่องเดียวแต่หลาย ๆ  เรื่อง   คนที่มีพฤติกรรมแบบเก็งกำไรมาก ๆ  ผมก็คิดว่าเขาเป็นนักเก็งกำไรโดยธรรมชาติ  คนที่มีพฤติกรรมของการลงทุนมาก  ผมก็สรุปว่าเขามีธรรมชาติเป็นนักลงทุน</p>
<p>ข้อแรก  ก็แน่นอน  นักเก็งกำไรมักจะถือหุ้นสั้น   แต่ละตัวมักจะถือไม่เกิน 3-6 เดือน  ส่วนนักลงทุนมักจะถือหุ้นแต่ละตัวมากกว่า 1 ปี โดยเฉลี่ย  คนที่ถือครองหุ้นแทบจะว่าเฉลี่ยไม่เกิน  7  วัน หรืออาจจะเรียกว่า  Day Trader หรือเล่นหุ้นรายวันนั้น   แทบไม่ต้องสงสัยว่าเป็นนักเก็งกำไรแน่นอนไม่ต้องดูพฤติกรรมข้ออื่นเลย</p>
<p>ข้อสอง  นักเก็งกำไรเวลาเล่นหุ้นต้องมี  “ข่าว” หรือ “ข่าวลือ” หรือมี  Story หรือเรื่องราวที่น่าสนใจที่จะขับเคลื่อนราคาหุ้นได้  ข่าวหรือเรื่องราวนั้นจะต้องเป็นเรื่องที่จะเกิดขึ้นในระยะสั้นและมีผลต่อราคาหุ้น  เช่น  ข่าวการจัดการหรือเปลี่ยนแปลงทางด้านการเงิน  เช่น  การแจกวอแร้นต์  การแตกพาร์  การจ่ายปันผล  เป็นต้น  หรือไม่ก็เป็นข่าวทางด้านธุรกิจเช่นมีการขยายธุรกิจใหม่  ข่าวว่าจะได้รับงานใหม่ เป็นต้น  ส่วนนักลงทุนนั้น  ก็มักจะสนใจลงทุนในหุ้นที่มองว่าจะเติบโตไปได้ในระยะยาวด้วยพื้นฐานที่แข็งแกร่งของตัวกิจการเป็นหลัก</p>
<p>ข้อสาม  นักเก็งกำไรส่วนมากจะชอบเล่นหุ้นในช่วงที่ตลาดหุ้นเป็น “ขาขึ้น”  หรือเป็นช่วงที่หุ้นบูม  เพราะในยามนี้  หุ้นจะมีโอกาสปรับตัวขึ้นได้มากกว่า  สำหรับนักเก็งกำไรบางกลุ่มแล้ว  การซื้อหุ้น “แพง” นั้นไม่มีปัญหาหากมันจะแพงขึ้นไปอีก  ดีกว่าการซื้อหุ้น “ถูก”  ที่มันจะถูกลงไปอีกในยามที่ตลาด “กำลังตก”  ส่วนนักลงทุนนั้น  พวกเขามักจะชอบซื้อหุ้นในช่วงที่ตลาด “ปกติ”  หรือบางคนอาจจะชอบซื้อในช่วงที่ตลาดตกต่ำเพราะเขาชอบซื้อหุ้นที่มีราคาถูกกว่าพื้นฐานที่ควรเป็น</p>
<p>ข้อสี่  นักเก็งกำไรมักจะชอบซื้อหุ้นของกิจการที่มีความไม่แน่นอนสูง  เช่น  ธุรกิจสินค้าโภคภัณฑ์ต่าง ๆ  อาทิเช่นสินแร่โลหะ  พืชผลทางการเกษตร  พลังงาน  ปิโตรเคมี  ชิ้นส่วนอิเล็คโทรนิค  การเดินเรือ  นอกจากนั้น  ยังชอบกิจการที่มียอดขายและกำไรผันผวนเพราะลูกค้าส่วนใหญ่เป็นผู้ซื้อรายใหญ่ที่มักทำให้ยอดขายแต่ละปีไม่แน่นอน   ความคิดก็คือ  เล่นหุ้นพวกนี้ถ้า “เก็ง” หรือคาดการณ์ถูก  หรือมีข้อมูล  “อินไซ้ต์”  ก็จะสามารถทำกำไรจากหุ้นได้มาก  ตรงกันข้าม  นักลงทุนมักชอบกิจการที่มีความสม่ำเสมอของยอดขายและกิจการที่ทำให้สามารถคาดการณ์ผลประกอบการได้ง่ายกว่า</p>
<p>ข้อห้า  นักเก็งกำไรชอบเจ้าของกิจการที่สนใจและ “ดูแลหุ้น”  ดี   นั่นคือ  ให้ข้อมูลกิจการและ  “โปรโมต”  หุ้นสม่ำเสมอ  พูดอีกนัยหนึ่งก็คือ  เจ้าของกิจการเป็นข่าวอยู่ในสื่อและหนังสือพิมพ์ธุรกิจและหุ้นสม่ำเสมอ  ข่าวที่ออกมามักเป็นข่าวดีและสนับสนุนราคาหุ้น  ส่วนนักลงทุนนั้น  อาจจะรู้สึกสงสัยและระมัดระวังถ้าพบว่าผู้บริหาร  “เชียร์หุ้น”  มากเกินไป  พวกเขาชอบเล่นหุ้นที่เจ้าของหรือผู้บริหารให้ข่าวพอดี ๆ  ไม่มองโลกในแง่ดีเกินไป  และไม่เน้นเรื่องราคาหุ้นว่าถูกหรือแพง</p>
<p>ข้อหก  นักเก็งกำไรมักจะชอบใช้มาร์จินในการเล่นหุ้น  พวกเขาคิดว่านี่คือการทำเงินได้เร็วเป็นสองเท่าโดยที่ต้นทุนดอกเบี้ยนั้นต่ำมาก   สิ่งที่พวกเขากลัวไม่ใช่ดอกเบี้ยแต่เป็นการถูกเรียกหลักประกันเพิ่มในกรณีที่หุ้นตก  ส่วนนักลงทุนนั้นมักจะไม่ใช้มาร์จินในการลงทุน   พวกเขาอาจจะไม่ได้คิดว่าหุ้นจะให้ผลตอบแทนมากพอที่จะคุ้มกับค่าดอกเบี้ยที่ต้องเสีย  หรือถึงคุ้มในแง่เม็ดเงินแต่ก็ไม่คุ้มกับความเสี่ยงจากการเป็นหนี้  และที่สำคัญ  เวลาหุ้นตก  การขาดทุนก็อาจจะเพิ่มเป็นสองเท่าเช่นกัน</p>
<p>ข้อเจ็ด นักเก็งกำไรมักจะเล่นหุ้นเป็นตัว ๆ  คือในแต่ละช่วงเวลานั้นมักมีหุ้นจำนวนน้อยมาก  บางทีก็มีเพียงตัวเดียวสำหรับคนที่พอร์ตยังมีขนาดเล็ก   นั่นก็คือ  พวกเขาจะเล่นหุ้นตัวที่  “กำลังร้อน”  เมื่อได้กำไรหรือคิดว่าพลาดแล้วซึ่งมักจะใช้เวลาไม่นาน  เขาก็จะขายทิ้งแล้วไปเล่นตัวใหม่  ส่วนนักลงทุนนั้น  พวกเขาจะลงทุนในหุ้นหลาย ๆ  ตัวเป็นพอร์ตโฟลิโอ  จะมีการขายหุ้นบางตัวแต่ก็มักจะเปลี่ยนไปซื้อหุ้นตัวใหม่ที่คิดว่าดีกว่า</p>
<p>ข้อแปด  หุ้นที่นักเก็งกำไรจะเล่นนั้นจะต้องเป็นหุ้นที่มีสภาพคล่องสูงหรือเคยมีสภาพคล่องสูง  พวกเขาเห็นว่านี่เป็นสิ่งจำเป็นในช่วงที่เขาจะขายทิ้งเมื่อได้กำไรตามเป้าหมายแล้ว  ส่วนนักลงทุนนั้น  ความจำเป็นต้องมีสภาพคล่องสูงนั้นมีน้อยกว่ามาก</p>
<p>ข้อเก้า เป็นเรื่องของแนวความคิดที่ผมสังเกตเห็นจากคนที่เป็นนักเก็งกำไรที่โดดเด่นบางคนหรือบางกลุ่ม  นั่นคือ  นักเก็งกำไรเชื่อว่า  ข้อแรก การเล่นหุ้นสั้นไม่เสี่ยงแต่การลงทุนยาวนั้นเสี่ยง  เหตุผลเพราะในระยะยาวแล้วเรา “ไม่รู้” คาดไม่ได้  ข้อสอง  ถ้าซื้อแล้วขาดทุนต้องขายตัดขาดทุนเร็วแต่ถ้ามีกำไรก็  let profit run คือถือให้กำไรเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ  ก่อนจะขายเมื่อเห็นว่าราคาจะเริ่มกลับตัว  อย่างไรก็ตาม  นักเก็งกำไรรายย่อย ๆ จำนวนมากก็ทำตรงกันข้าม  ข้อสาม  นักเก็งกำไรมักจะชอบเล่นหุ้นกันเป็นหมู่หรือรวมกลุ่มกันหลาย ๆ  คน  นี่อาจจะเป็นความคิดว่าการรวมกันเล่นจะมีผลต่อราคาหุ้นได้มากกว่าทำอยู่คนเดียว  และข้อสี่  นักเก็งกำไรนั้น  เชื่อในเรื่องของจิตวิทยาตลาดและมวลชนว่ามีผลต่อราคาหุ้นมากกว่าพื้นฐานระยะยาวของกิจการ  ดังนั้น  นักเก็งกำไรเวลาซื้อขายหุ้นมักจะคำนึงถึงปัจจัยอื่น ๆ  และนักเก็งกำไรที่เป็น  “ผู้นำ”  อาจจะต้องสร้างสถานการณ์แบบนั้นให้เกิดขึ้นด้วย</p>
<p>ทั้งหมดนั้นเป็นเรื่องของพฤติกรรมว่าเป็นอาการของนักเก็งกำไรหรือนักลงทุน  โดยทั่วไป  เราทุกคนต่างก็มีพฤติกรรมทั้งสองแบบในตัว  การที่จะบอกว่าใครน่าจะเป็นนักเก็งกำไรหรือใครน่าจะเป็นนักลงทุนนั้น  จึงต้องดูภาพรวมว่าเป็นอย่างไร   ถ้าพิจารณาหรือสังเกตดูแล้วพบว่าเรามักจะถือหุ้นแต่ละตัวค่อนข้างสั้นทั้ง ๆ  ที่ในใจเราตั้งใจจะถือยาวเมื่อซื้อ  นอกจากนั้น  เรายังมักมีหุ้นเพียง 1 หรือ 2 ตัว  ไม่ใคร่ได้ถือเกินนั้น  เรามักซื้อหุ้นเพราะมันกำลังมีข่าวและหุ้นตัวที่ซื้อเราก็มักได้มาจากกลุ่มเพื่อนที่ชักชวนให้ซื้อเพราะมันกำลังมีข่าวดี  หุ้นที่เราเล่นมักจะมีปริมาณการซื้อขายสูงติดหนึ่งในสิบอันดับทั้งที่เป็นหุ้นตัวเล็ก  ต่าง ๆ  เหล่านี้  ก็อาจจะเป็นสิ่งที่บอกได้ว่า  แท้ที่จริงแล้วเราเป็น  “นักเก็งกำไร”  ทั้ง ๆ  ที่ใจเรานั้นบอกว่าเราเป็นนักลงทุน</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.thaivi.com/2010/09/554/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>11</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

