<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>thaivi.com &#187; โลกในมุมมองของ Value Investor</title>
	<atom:link href="http://www.thaivi.com/category/value-investing/value-investor-view/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.thaivi.com</link>
	<description>Thai Value Investors</description>
	<lastBuildDate>Tue, 27 Jul 2010 04:17:12 +0000</lastBuildDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.8.4</generator>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
			<item>
		<title>ทำเงินก้อนโต</title>
		<link>http://www.thaivi.com/2010/07/537/</link>
		<comments>http://www.thaivi.com/2010/07/537/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 27 Jul 2010 04:17:12 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร</dc:creator>
				<category><![CDATA[โลกในมุมมองของ Value Investor]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.thaivi.com/?p=537</guid>
		<description><![CDATA[โลกในมุมมองของ Value Investor           24 กรกฎาคม 53
ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
Value Investor นั้นก็เหมือนกับคนในวงการอื่น ๆ   ที่มีทั้งนักลงทุนประเภท Aggressive หรือพวกที่  “ก้าวร้าว”  กล้าได้กล้าเสีย  ทำงานหนัก  หนุ่มแน่น  ซึ่งในบางช่วงบางสถานการณ์  อย่างเช่นในช่วงนี้  สามารถทำเงินได้เป็นกอบเป็นกำ  หลายคนกลายเป็นเศรษฐีในเวลาไม่นาน  กับอีกกลุ่มหนึ่งหรือที่จริงควรเรียกว่าอีกปีกหนึ่งที่เป็น VI ประเภท  Conservative หรือนักลงทุนแนวอนุรักษ์นิยมที่เน้นความปลอดภัยในการลงทุนเป็นหลัก  ไม่ชอบอะไรที่หวือหวาและอันตราย  คนในกลุ่มนี้ชอบลงทุนในกิจการที่มีความแน่นอนของผลประกอบการของบริษัทแม้ว่ากิจการจะโตช้าและหลายกิจการอาจจะใกล้ที่จะอยู่ในอุตสาหกรรมตะวันตกดิน  เกือบทั้งหมดชอบหุ้นถูกแม้ว่ามันจะถูกมานาน  พวกเขามักจะเป็นคนที่มีอายุมากกว่าพวกแรกและหลายคนมีเงินไม่มากและเหลือเฟือที่จะกล้าเสี่ยง  ผลตอบแทนการลงทุนของพวกเขาดูเหมือนว่าจะไปแบบเนิบ ๆ  ไม่หรูหราและอาจจะไม่เลวร้ายไม่ว่าในสถานการณ์ไหน
สิ่งที่ผมจะพูดต่อไปก็คือ  ถ้าเราจะเป็น VI แบบ Aggressive นั้น  หุ้นประเภทไหนที่เราจะเล่น  หุ้นอะไรที่จะ  “ทำเงินก้อนโต” ให้เราได้
หุ้นกลุ่มแรกก็คือ  หุ้นของกิจการที่มีผลประกอบการที่เป็นวัฎจักรรุนแรง  นี่คือผู้ผลิตหรือให้บริการสินค้าที่เป็นโภคภัณฑ์  เช่น  ปิโตรเคมีต่าง ๆ   การเดินเรือและการบิน  ผลิตภัณฑ์การเกษตรโดยเฉพาะที่หาสินค้าทดแทนได้ยากเช่น ยางพาราและไก่   นอกจากนี้  ยังมีสินค้าที่ไม่ได้เป็นโภคภัณฑ์แต่ก็มีวัฎจักรที่ขึ้นอยู่กับภาวะเศรษฐกิจเพราะเป็นสินค้าคงทนที่คนสามารถเลื่อนการซื้อออกไปได้เช่น  รถยนต์และบ้าน  เป็นต้น  [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>โลกในมุมมองของ Value Investor           24 กรกฎาคม 53</p>
<p>ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร</p>
<p>Value Investor นั้นก็เหมือนกับคนในวงการอื่น ๆ   ที่มีทั้งนักลงทุนประเภท Aggressive หรือพวกที่  “ก้าวร้าว”  กล้าได้กล้าเสีย  ทำงานหนัก  หนุ่มแน่น  ซึ่งในบางช่วงบางสถานการณ์  อย่างเช่นในช่วงนี้  สามารถทำเงินได้เป็นกอบเป็นกำ  หลายคนกลายเป็นเศรษฐีในเวลาไม่นาน  กับอีกกลุ่มหนึ่งหรือที่จริงควรเรียกว่าอีกปีกหนึ่งที่เป็น VI ประเภท  Conservative หรือนักลงทุนแนวอนุรักษ์นิยมที่เน้นความปลอดภัยในการลงทุนเป็นหลัก  ไม่ชอบอะไรที่หวือหวาและอันตราย  คนในกลุ่มนี้ชอบลงทุนในกิจการที่มีความแน่นอนของผลประกอบการของบริษัทแม้ว่ากิจการจะโตช้าและหลายกิจการอาจจะใกล้ที่จะอยู่ในอุตสาหกรรมตะวันตกดิน  เกือบทั้งหมดชอบหุ้นถูกแม้ว่ามันจะถูกมานาน  พวกเขามักจะเป็นคนที่มีอายุมากกว่าพวกแรกและหลายคนมีเงินไม่มากและเหลือเฟือที่จะกล้าเสี่ยง  ผลตอบแทนการลงทุนของพวกเขาดูเหมือนว่าจะไปแบบเนิบ ๆ  ไม่หรูหราและอาจจะไม่เลวร้ายไม่ว่าในสถานการณ์ไหน</p>
<p>สิ่งที่ผมจะพูดต่อไปก็คือ  ถ้าเราจะเป็น VI แบบ Aggressive นั้น  หุ้นประเภทไหนที่เราจะเล่น  หุ้นอะไรที่จะ  “ทำเงินก้อนโต” ให้เราได้</p>
<p>หุ้นกลุ่มแรกก็คือ  หุ้นของกิจการที่มีผลประกอบการที่เป็นวัฎจักรรุนแรง  นี่คือผู้ผลิตหรือให้บริการสินค้าที่เป็นโภคภัณฑ์  เช่น  ปิโตรเคมีต่าง ๆ   การเดินเรือและการบิน  ผลิตภัณฑ์การเกษตรโดยเฉพาะที่หาสินค้าทดแทนได้ยากเช่น ยางพาราและไก่   นอกจากนี้  ยังมีสินค้าที่ไม่ได้เป็นโภคภัณฑ์แต่ก็มีวัฎจักรที่ขึ้นอยู่กับภาวะเศรษฐกิจเพราะเป็นสินค้าคงทนที่คนสามารถเลื่อนการซื้อออกไปได้เช่น  รถยนต์และบ้าน  เป็นต้น  การลงทุนในหุ้นกลุ่มวัฎจักรนี้  เราต้องรู้ว่าวัฎจักรกำลังเป็น  “ขาขึ้น” ในขณะที่ราคาหุ้นยังไม่สะท้อนภาวะที่กำลังจะเกิดขึ้น   แน่นอนว่าการคาดการณ์ในเรื่องนี้ไม่ใช่ง่าย  แต่ถ้าทำได้ถูกต้อง  บ่อยครั้งจะได้กำไรงดงาม  บางทีหุ้นขึ้นไปหลายเท่าในเวลาไม่กี่เดือน  ตัวอย่างที่เกิดขึ้นในเร็ว ๆ  นี้ทำให้ VI ที่เน้นการลงทุนในหุ้นวัฎจักรร่ำรวยไปหลายคน   อย่างไรก็ตาม  ในเรื่องของการลงทุนนั้น  อะไรที่ประสบความสำเร็จไปแล้ว  คนที่มา “ทำซ้ำ”  อาจจะช้าเกินไป</p>
<p>หุ้นกลุ่มที่สองคือ  หุ้นเล็กที่ไม่มีใครเหลียวแล  บางคนเรียกว่า  “หุ้นเงา”  นี่คือหุ้นที่มีขนาดค่อนข้างจะเล็กคืออาจจะมี  Market Cap. หรือมูลค่าหุ้นทั้งบริษัทไม่ถึงพันล้านบาท   แต่เป็นกิจการที่มีผลประกอบการที่กำลังดีขึ้นอย่างมากในระยะอาจจะสองสามปีข้างหน้า  และบริษัทเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมหรือธุรกิจที่ทำอยู่  อีกประเด็นหนึ่งที่สำคัญก็คือ  หุ้นเหล่านี้ที่จะวิ่งพรวดได้นั้นมักจะต้องมี  “สปอนเซอร์” หรือถ้าจะใช้ภาษาการแข่งม้าก็คือ  จะต้องมี “จ็อคกี้”  ที่จะ “กระตุ้น”  ให้หุ้นวิ่งไปได้มาก ๆ  ซึ่งหนึ่งในนั้นมักจะต้องรวมถึงเจ้าของบริษัทที่จะต้องออกมา “เชียร์”  หุ้นสม่ำเสมอ  ดังนั้น  การลงทุนในหุ้นเงาแบบนี้  สิ่งที่ต้องคำนึงถึงนอกจากผลประกอบการแล้ว  จะต้องดูว่าในที่สุดจะมีใครเป็น “คนนำ”  ในการขับเคลื่อนหุ้น</p>
<p>หุ้นกลุ่มที่สามก็คือ  หุ้น  “นางฟ้าตกสวรรค์”  นี่คือหุ้นที่เคยเป็น “นางฟ้า”  ของนักลงทุน  เป็นหุ้นที่เคยร้อนแรง  ราคาปรับตัวขึ้นไปหลายเท่าในเวลาอันสั้นและเหตุผลที่ราคาหุ้นขึ้นไปสูงมากนั้นเป็นเพราะบริษัทกำลังมีผลการดำเนินงานที่โดดเด่นและเติบโตมาก  นักลงทุนคาดหวังบริษัทไว้สูงมากและให้ราคาหุ้นสูงอย่างไม่น่าเชื่อ  อย่างไรก็ตาม  เมื่อเวลาผ่านไป ผลการดำเนินงานกลับไม่เป็นไปตามที่คาดด้วยเหตุผลต่าง ๆ  นานา  สร้างความผิดหวังและทำให้นักลงทุนเทขายหุ้นทิ้งอย่าง “บ้าคลั่ง”  เช่นเดียวกับในตอนที่เข้าซื้อหุ้น  ผลก็คือ  ราคาหุ้นตกต่ำมาติดดิน  ประเด็นสำคัญในการซื้อหุ้นนางฟ้าตกสวรรค์ก็คือ  เราจะต้องเห็นว่าบริษัทจะกลับมาเป็น  “นางฟ้า”  มีผลงานโดดเด่นได้เหมือนเดิมหรือใกล้เคียงกับของเดิมและราคาหุ้นนั้นต่ำมาก  เราไม่ต้องการซื้อหุ้นเพียงเพราะราคามันตกลงมามาก  เราไม่ต้องการนางฟ้าที่  “ตกนรก” ไปแล้ว</p>
<p>กลุ่มที่สี่  หุ้นฟื้นจากภาวะล้มละลายหรือปัญหารุนแรงทางการเงินและธุรกิจ  และจะต้องมีมูลค่าหุ้นต่ำมากเมื่อเทียบกับทรัพย์สินหรือขนาดของกิจการ  การที่จะทำเงินก้อนโตจากหุ้นกลุ่มนี้นั้น  จะต้องมั่นใจว่าเจ้าหนี้พร้อมที่จะยอมรับการปรับโครงสร้างหนี้และบริษัทมีคนสนใจที่จะเข้ามาลงทุนเพิ่มเติมเพื่อกอบกู้บริษัท  การเล่นหุ้นในกลุ่มนี้มีความเสี่ยงค่อนข้างสูง  อย่างไรก็ตาม  ผลตอบแทนถ้าคาดการณ์ได้ถูกต้องก็สูงมากเช่นเดียวกัน</p>
<p>กลุ่มที่ห้า  หุ้นบลูชิพที่มีราคาตกต่ำลงมากเนื่องจากปัญหาบางอย่างที่เกิดขึ้นครั้งเดียว  หรือตกต่ำลงเพราะปัญหาของภาพรวมเศรษฐกิจการเงิน  นี่คือหุ้นของกิจการที่ใหญ่โต  มั่นคง  เก่าแก่ ที่มีผลการดำเนินงานที่ดีต่อเนื่องยาวนาน  มีฐานะทางการตลาดที่มั่นคงมาช้านานและแทบไม่มีคู่แข่งหน้าใหม่เข้ามาแข่งขัน  หุ้นเหล่านี้มักจะโตช้า ๆ  แต่จ่ายปันผลในอัตราที่น่าพอใจ  ดังนั้น  เมื่อเกิดสถานการณ์ที่หุ้นตกลงมาอย่างแรงเช่น  อาจจะ 30-40%  จากราคาปกติ  การลงทุนในหุ้นแบบนี้ก็จะให้ผลตอบแทนมากด้วยความเสี่ยงต่ำ  อย่างไรก็ตามโอกาสที่จะเกิดสถานการณ์แบบนี้ก็มีไม่มากนัก</p>
<p>กลุ่มที่หก  หุ้นซุปเปอร์สต็อก นี่คือการลงทุนในหุ้นที่มีคุณสมบัติ  “สุดยอด”  ในเกือบทุกด้านในขณะที่จุดอ่อนมีน้อย  นั่นก็คือ เป็นกิจการที่เติบโตเร็วและจะเติบโตขึ้นไปอีกมากจากจุดที่เห็น  การเติบโตนั้นเป็นการเติบโตที่หาคู่แข่งมาขัดขวางได้ยาก  เส้นทางการเติบโตนั้นชัดเจนและได้รับการพิสูจน์แล้วว่าทำได้  ฐานะทางการเงินแข็งแกร่งเช่นเดียวกับการตลาดที่มีความได้เปรียบอย่างยั่งยืนหรือมี Durable Competitive Advantage  หุ้นซุปเปอร์สต็อกนี้  ถ้าเลือกถูกต้องแล้ว  ก็สามารถทำเงินก้อนโตได้ยาวนาน  แต่ผลตอบแทนจะดีและปลอดภัยยิ่งขึ้นถ้าสามารถซื้อได้ในช่วงต้น ๆ  ที่คนยังไม่ได้ตระหนักถึงสถานะของบริษัทหรือซื้อในช่วงที่มันประสบปัญหาบางอย่างทำให้ราคาหุ้นต่ำกว่าปกติ</p>
<p>ทั้งหมดนั้นก็เป็นเพียงหุ้นบางกลุ่มที่สามารถทำเงินก้อนโตให้กับ VI ได้  อย่างไรก็ตาม  แต่ละกลุ่มที่กล่าวถึงนั้นก็มี “ดีกรี” การทำเงินมากน้อยต่างกันอยู่บ้าง  แต่ที่สำคัญยิ่งกว่าก็คือเรื่องของความเสี่ยง  ซึ่งก็ยังแบ่งออกเป็นสองด้านคือ  ความเสี่ยงที่การวิเคราะห์อาจจะผิดพลาดและความเสี่ยงที่ราคาหุ้นจะตกลงมามากหรือน้อยถ้าเราวิเคราะห์ผิดหรือสถานการณ์เปลี่ยนไป  ดังนั้น  คนที่รักหรือเลือกที่จะเป็น VI ที่ Aggressive จะต้องระมัดระวังและจะต้องประเมินศักยภาพหรือฝีมือของตนเองให้ดีว่าเราจะเลือกลงทุนในหุ้นกลุ่มไหน</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.thaivi.com/2010/07/537/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>หมึกพอลในตลาดหุ้น</title>
		<link>http://www.thaivi.com/2010/07/535/</link>
		<comments>http://www.thaivi.com/2010/07/535/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 19 Jul 2010 00:43:48 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร</dc:creator>
				<category><![CDATA[โลกในมุมมองของ Value Investor]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.thaivi.com/?p=535</guid>
		<description><![CDATA[โลกในมุมมองของ Value Investor            17 กรกฎาคม 53
ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
การแข่งขันฟุตบอลโลกได้จบลงแล้วพร้อมกับชัยชนะและการเป็น  “ฮีโร” ของนักเตะทีมสเปนและ  “หมึกพอล”  ปลาหมึกยักษ์ที่สามารถทำนายผลการแข่งขันฟุตบอลโลกได้ถูกต้องติดต่อกัน 8 ครั้งตลอดการแข่งขัน
หลายคนคงคิดว่าปลาหมึกยักษ์ชื่อพอลดังกล่าวมี  “ญาณ”  พิเศษที่ทำให้มันสามารถทำนายผลได้ถูกต้องแต่ก็อาจจะยังงง ๆ อยู่ว่ามันทำได้อย่างไรเนื่องจากมันเป็นสัตว์ที่ไม่ได้มีความรู้อะไรเกี่ยวกับฟุตบอล  สิ่งที่มันทำอยู่ก็คือการเลือกกินหอยในกล่องใบหนึ่งจากกล่องสองใบที่คนเอาไปวางไว้ให้มันเท่านั้น  สำหรับคนที่  “มีเหตุผล” แล้ว  พวกเขาคิดว่านี่เป็นเรื่องบังเอิญ  หรือ “ฟลุ๊ค”
แต่ถ้าสมมุติว่าแทนที่จะเป็นปลาหมึก  ผู้ที่ทำนายการแข่งขันนั้นเป็นคนจริง ๆ  ที่ชื่อว่า  “พอล” และสามารถทำนายการแข่งขันฟุตบอลโลกถูกต้องถึง 8 ครั้งติดต่อกันแบบหมึกพอล  อะไรจะเกิดขึ้น?
พอลคงเป็น  “ฮีโร” จริง ๆ  ในสายตาของคนทั้งโลกที่  “บ้าฟุตบอล”  และต่างก็ “ทำนาย” กันอยู่ในใจว่าใครจะชนะในแต่ละแมทซ์การแข่งขัน  พอลคงกลายเป็น “เซียน” ฟุตบอลระดับโลกที่นักพนันบอลต้องติดตามเพื่อที่จะ “แทง” บอลตามที่พอลทำนายไว้  เพราะคนคงจะเชื่อว่าพอลมีความสามารถพิเศษในการวิเคราะห์ว่าทีมไหนมีความสามารถสูงกว่าทีมไหนหลังจากทายถูกมาถึง 8 ครั้งติดต่อกัน
แต่พอลเป็นเซียนบอลแน่หรือ?  หรือพอลก็  “ฟลุ๊ค” แบบเดียวกับหมึกพอล  และถ้าเป็นอย่างนั้น  การทำนายบอลในอนาคตของพอลก็จะไม่แม่น  และคนที่แทงบอลหรือเล่นพนันบอลตาม  [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>โลกในมุมมองของ Value Investor            17 กรกฎาคม 53</p>
<p>ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร</p>
<p>การแข่งขันฟุตบอลโลกได้จบลงแล้วพร้อมกับชัยชนะและการเป็น  “ฮีโร” ของนักเตะทีมสเปนและ  “หมึกพอล”  ปลาหมึกยักษ์ที่สามารถทำนายผลการแข่งขันฟุตบอลโลกได้ถูกต้องติดต่อกัน 8 ครั้งตลอดการแข่งขัน</p>
<p>หลายคนคงคิดว่าปลาหมึกยักษ์ชื่อพอลดังกล่าวมี  “ญาณ”  พิเศษที่ทำให้มันสามารถทำนายผลได้ถูกต้องแต่ก็อาจจะยังงง ๆ อยู่ว่ามันทำได้อย่างไรเนื่องจากมันเป็นสัตว์ที่ไม่ได้มีความรู้อะไรเกี่ยวกับฟุตบอล  สิ่งที่มันทำอยู่ก็คือการเลือกกินหอยในกล่องใบหนึ่งจากกล่องสองใบที่คนเอาไปวางไว้ให้มันเท่านั้น  สำหรับคนที่  “มีเหตุผล” แล้ว  พวกเขาคิดว่านี่เป็นเรื่องบังเอิญ  หรือ “ฟลุ๊ค”</p>
<p>แต่ถ้าสมมุติว่าแทนที่จะเป็นปลาหมึก  ผู้ที่ทำนายการแข่งขันนั้นเป็นคนจริง ๆ  ที่ชื่อว่า  “พอล” และสามารถทำนายการแข่งขันฟุตบอลโลกถูกต้องถึง 8 ครั้งติดต่อกันแบบหมึกพอล  อะไรจะเกิดขึ้น?</p>
<p>พอลคงเป็น  “ฮีโร” จริง ๆ  ในสายตาของคนทั้งโลกที่  “บ้าฟุตบอล”  และต่างก็ “ทำนาย” กันอยู่ในใจว่าใครจะชนะในแต่ละแมทซ์การแข่งขัน  พอลคงกลายเป็น “เซียน” ฟุตบอลระดับโลกที่นักพนันบอลต้องติดตามเพื่อที่จะ “แทง” บอลตามที่พอลทำนายไว้  เพราะคนคงจะเชื่อว่าพอลมีความสามารถพิเศษในการวิเคราะห์ว่าทีมไหนมีความสามารถสูงกว่าทีมไหนหลังจากทายถูกมาถึง 8 ครั้งติดต่อกัน</p>
<p>แต่พอลเป็นเซียนบอลแน่หรือ?  หรือพอลก็  “ฟลุ๊ค” แบบเดียวกับหมึกพอล  และถ้าเป็นอย่างนั้น  การทำนายบอลในอนาคตของพอลก็จะไม่แม่น  และคนที่แทงบอลหรือเล่นพนันบอลตาม  “เซียนพอล”  ก็อาจจะ “เจ๊ง” ได้  อะไรเป็นตัวที่จะบอกว่าพอลนั้นเป็นเซียนตัวจริงหรือเป็นแค่คนที่ “ฟลุ๊ค” ทายบอลได้ถูกต้องแบบเดียวกับปลาหมึกพอล</p>
<p>เรามาดูว่าโอกาสที่คนไม่มีความรู้แต่ทายผลการแข่งขันได้ถูกต้องถึง 8 ครั้งติดต่อกันนั้นมีอยู่กี่เปอร์เซ็นต์  นี่เป็นเรื่องของสถิติซึ่งผมคำนวณมาได้ว่าเท่ากับ  0.39% นั่นก็คือ  ถ้ามีคน 1,000 คน  ที่ไม่มีความรู้และความสามารถในการทำนายเลยมาทำนาย  ก็จะมีประมาณ 3.9 หรือ 4 คน ที่สามารถทายถูกได้ 8 ครั้งติดต่อกัน  หรือถ้าเอาปลาหมึกยักษ์มา 1,000 ตัวมาทำนายบอลโลก  ก็จะมีประมาณ 4 ตัว ที่ทายบอลโลกถูกต้อง 8 ครั้งติดต่อกัน  หมึกพอลก็อาจจะเป็นตัวหนึ่งในนั้น  เขาก็อาจจะไม่ได้สถานะของการเป็น  “ฮีโร”  อย่างที่เป็นอยู่  และอาจจะถูกจับไปทำอาหารหลังจากเสร็จ “งานแสดง”  ก็ได้</p>
<p>สำหรับคุณพอลที่เป็น  “เซียนบอล” นั้น  สถิติที่เป็น  4 ใน 1,000  คนที่ทำนายผลบอลได้ถูกต้อง 8 ครั้งติดต่อกันนั้น  ถามว่า  นี่เป็นเรื่อง “ฟลุ๊ค”  หรือเป็นเรื่องของฝีมือ?</p>
<p>คำตอบของผมก็คือ  อาจเป็นได้ทั้ง 2  อย่าง  เพราะโอกาส 4 ใน 1,000 นั้น  ไม่ใช่เรื่องที่แทบเป็นไปไม่ได้  ลองนึกถึงการถูกหวยเลข 3 ตัว ซึ่งมีโอกาสเพียง 1 ใน 1,000 นั้น  ก็ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปได้ยากอะไร  ในขณะเดียวกัน  จะบอกว่าพอลนั้นไม่ได้มีฝีมือแต่เป็นเรื่อง “ฟลุ๊ค”  ก็เป็นเรื่องที่  “ดูแคลน”  ฝีมือเขามากเกินไป  เหนือสิ่งอื่นใด  พอลมีการ  “วิเคราะห์และให้เหตุผล” อย่างน่าเชื่อถือ  มีหลักวิชาและสถิติประกอบเพียบ  ไม่ได้วิเคราะห์มั่ว ๆ  หรืออธิบายอะไรไม่ได้แบบหมึกพอล  ดังนั้น  สำหรับตัวพอลเองแล้ว  ไม่มีคำว่า “ฟลุ๊ค”  ในวงการนี้</p>
<p>สำหรับผม  การที่จะบอกว่าพอลมีฝีมือ “สุดยอด”  หรือพอลนั้นแค่  “ฟลุ๊ค”  เป็นเรื่องที่ยังบอกไม่ได้ด้วยสถิติระดับนี้  บางที  ถ้าพอลสามารถทำนายได้ถูกซัก 13 ครั้งติดต่อกันซึ่งมีโอกาสเกิดขึ้นโดยบังเอิญเพียง 1 ใน 10,000 ผมอาจจะสรุปได้อย่างมั่นใจว่าสิ่งที่พอลทำได้นั้นเกิดจากฝีมือล้วน ๆ  และนี่ก็คงเป็นเหตุผลที่ว่า  ทำไมหมึกพอลถึงไม่ทำนายต่อหลังจากที่เป็น “ฮีโร่” ไปแล้ว  เพราะถ้าทำนายต่อ  ผลอาจจะออกมาผิด  และคนก็จะเลิกนับถือหมึกพอล  เพราะเชื่อว่าที่ผ่านมานั้นเป็นเรื่องฟลุ๊ค</p>
<p>ผมพูดมายืดยาวเพื่อที่จะเข้าถึงเรื่องที่ผมต้องการพูดถึงจริง ๆ  นั่นก็คือ  เรื่องของการลงทุนในตลาดหุ้น  เพราะการลงทุนในตลาดหุ้นเองก็มีเรื่องราวของการ “ทำนาย” หรือการเลือกซื้อหุ้นลงทุนของนักลงทุนแต่ละคน  พูดง่าย ๆ  ในวงการหุ้นเองก็มีคนอย่าง “พอล” เต็มไปหมด  คนที่เข้ามาในตลาดหุ้นไม่กี่ปีแต่ทำผลตอบแทนการลงทุนได้อย่าง “สุดยอด”  ปีละเป็นหลายสิบหรือแม้แต่ร้อยเปอร็เซ็นต์โดยเฉลี่ย  และเมื่อข่าวหรือข้อมูลนี้ออกไป  พอลก็กลายเป็น  “ฮีโร่”  ในตลาดหุ้นหรือในวงการลงทุน  พอลทำนายหุ้นหรือซื้อหุ้นตัวไหนหุ้นนั้นก็ปรับตัวขึ้นอย่างโดดเด่น  คนเชื่อกันว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็น “ฝีมือ”  ของพอลล้วน ๆ  สำหรับตัวพอลเองนั้น  ไม่มีข้อสงสัยเลยว่าเขาทำสำเร็จได้เพราะ “ฟลุ๊ค”  ทุกอย่างเกิดจากการวิเคราะห์พิจารณามาเป็นอย่างดี มีวิชาการและเท็คนิคการเลือกหุ้นเฉพาะตัว เป็นเรื่องของฝีมือ 100%</p>
<p>แต่ผมเองก็อยากจะเตือนว่า  เป็นไปได้เช่นกันว่า  การทำนายได้ถูกต้องและทำให้ได้ผลตอบแทนมโหฬารในอดีตที่ผ่านมานั้น  เป็นเรื่องบังเอิญหรือ “ฟลุ๊ค”  และถ้าเป็นเช่นนั้นจริง  ในอนาคต “พอล” ก็อาจจะพลาดหรือไม่สามารถประสบความสำเร็จอย่างที่ผ่านมา  ประวัติศาสตร์การลงทุนของนักลงทุนทั้งที่มีการบันทึกและที่ไม่มีการพูดถึงนั้นมีมากมายที่แสดงให้เห็นว่า  การ  “ประสบความสำเร็จ”  ในช่วงเริ่มต้นของชีวิตการลงทุนนั้นมีมากมายและเป็นเรื่องปกติ   แต่คนที่จะประสบความสำเร็จจริง ๆ  ในระยะยาวมากนั้น  เป็นข้อยกเว้น  และคนเหล่านี้เท่านั้นที่จะถูกจารึกไว้ว่าเป็น “เซียน” ที่แท้จริง  ไม่ใช่ “หมึกพอลในตลาดหุ้น”</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.thaivi.com/2010/07/535/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>กำเนิด VI</title>
		<link>http://www.thaivi.com/2010/07/533/</link>
		<comments>http://www.thaivi.com/2010/07/533/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 11 Jul 2010 15:20:05 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร</dc:creator>
				<category><![CDATA[โลกในมุมมองของ Value Investor]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.thaivi.com/?p=533</guid>
		<description><![CDATA[โลกในมุมมองของ Value Investor            10 กรกฎาคม 53
ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
พื้นฐานของชีวิตและการเริ่มต้นเป็น Value Investor หรือนักลงทุนของแต่ละคนนั้นบอกอะไรบางอย่างถึงแนวทางหรือกลยุทธการลงทุนของเขา  รวมถึงการคาดการณ์อนาคตที่เขาจะไปถึงได้
วอเร็น บัฟเฟตต์ นั้น  “เกิดมาเพื่อที่จะเป็นนักลงทุนเอกของโลก”  เพราะเขารักการหาเงินและลงทุนตั้งแต่เด็ก  เขาเกิดในช่วงเวลาและในประเทศที่เหมาะสม  และได้พบและเรียนรู้ศาสตร์การลงทุนจาก    เบน เกรแฮม ปรมาจารย์ด้านการลงทุนเอกของโลก  กลยุทธและวิธีการของเขาก็คือ  ลงทุนระยะยาวและโตไปกับเศรษฐกิจที่รุ่งเรืองสุด ๆ  ของอเมริกา  จอร์จ โซรอส นั้น  เป็นเด็กหนุ่มชาวยิวฮังการีที่ต้องหนีนาซีเยอรมันในสงครามโลกครั้งที่สอง  ความคิดของเขาก็คือ  ต้องเร็วและเอาตัวรอดให้ได้  การลงทุนของเขานั้นดูเหมือนจะคล้าย ๆ  กับการต่อสู้หรือสงคราม  นั่นคือ  เข้า “โจมตี”  อย่างรุนแรง  รวดเร็ว  “เผด็จศึก” เป็นครั้ง ๆ   เขาทำกำไรจากหายนะเช่นเดียวกับความรุ่งเรืองของเศรษฐกิจ
ผมเองเริ่มต้นชีวิต VI จากการที่ต้องหาทางเอาตัวรอดจากวิกฤติเศรษฐกิจในปี 2540 ที่ “คุกคาม” ชีวิตการทำงานในฐานะลูกจ้างบริษัทของผม  ในตอนเริ่มต้นชีวิตการลงทุนในครั้งนั้น  ผมไม่ได้วางแผนหรือตระหนักว่าเส้นทางสายนี้จะนำผมไปสู่ความมั่งคั่งและชื่อเสียงในฐานะ VI ชั้นนำ  ผมเพียงแต่คิดว่าการลงทุนในตลาดหุ้นในแนวทาง Value [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>โลกในมุมมองของ Value Investor            10 กรกฎาคม 53</p>
<p>ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร</p>
<p>พื้นฐานของชีวิตและการเริ่มต้นเป็น Value Investor หรือนักลงทุนของแต่ละคนนั้นบอกอะไรบางอย่างถึงแนวทางหรือกลยุทธการลงทุนของเขา  รวมถึงการคาดการณ์อนาคตที่เขาจะไปถึงได้</p>
<p>วอเร็น บัฟเฟตต์ นั้น  “เกิดมาเพื่อที่จะเป็นนักลงทุนเอกของโลก”  เพราะเขารักการหาเงินและลงทุนตั้งแต่เด็ก  เขาเกิดในช่วงเวลาและในประเทศที่เหมาะสม  และได้พบและเรียนรู้ศาสตร์การลงทุนจาก    เบน เกรแฮม ปรมาจารย์ด้านการลงทุนเอกของโลก  กลยุทธและวิธีการของเขาก็คือ  ลงทุนระยะยาวและโตไปกับเศรษฐกิจที่รุ่งเรืองสุด ๆ  ของอเมริกา  จอร์จ โซรอส นั้น  เป็นเด็กหนุ่มชาวยิวฮังการีที่ต้องหนีนาซีเยอรมันในสงครามโลกครั้งที่สอง  ความคิดของเขาก็คือ  ต้องเร็วและเอาตัวรอดให้ได้  การลงทุนของเขานั้นดูเหมือนจะคล้าย ๆ  กับการต่อสู้หรือสงคราม  นั่นคือ  เข้า “โจมตี”  อย่างรุนแรง  รวดเร็ว  “เผด็จศึก” เป็นครั้ง ๆ   เขาทำกำไรจากหายนะเช่นเดียวกับความรุ่งเรืองของเศรษฐกิจ</p>
<p>ผมเองเริ่มต้นชีวิต VI จากการที่ต้องหาทางเอาตัวรอดจากวิกฤติเศรษฐกิจในปี 2540 ที่ “คุกคาม” ชีวิตการทำงานในฐานะลูกจ้างบริษัทของผม  ในตอนเริ่มต้นชีวิตการลงทุนในครั้งนั้น  ผมไม่ได้วางแผนหรือตระหนักว่าเส้นทางสายนี้จะนำผมไปสู่ความมั่งคั่งและชื่อเสียงในฐานะ VI ชั้นนำ  ผมเพียงแต่คิดว่าการลงทุนในตลาดหุ้นในแนวทาง Value Investment นั้น  คือทางออกที่จะทำให้ผมยังมีชีวิตในฐานะชนชั้นกลางแบบที่ผมเป็นอยู่ในขณะนั้นได้แม้ว่าจะไม่มีรายได้จากการทำงานหรือรายได้ประจำลดลงมาก  กลยุทธการลงทุนของผมจึงเน้นที่  “ความปลอดภัย”  หรือการ “ปกป้องเงินต้น”  เป็นหัวใจหลัก  อะไรที่ทำให้การลงทุนมีโอกาสขาดทุน  “อย่างถาวร”  ผมจะหลีกเลี่ยง  การลงทุนของผมแต่ละครั้งจะต้อง  “ไม่ขาดทุน”</p>
<p>ถึงวันนี้ที่ Value Investment เป็นทางเลือกในการลงทุนของนักลงทุนหน้าใหม่จำนวนไม่น้อย  ผมเห็นว่าการเริ่มต้นของคนเหล่านี้สามารถแยกออกเป็นกลุ่มใหญ่  ๆ  ได้ 4 กลุ่มด้วยกันคือ</p>
<p>กลุ่มแรก  คนทำงานกินเงินเดือน  อายุประมาณ 30-45 ปี  นี่คือกลุ่ม VI ที่เริ่มสนใจลงทุนเนื่องจากตระหนักว่าตนเองจำเป็นที่จะต้องออมเงินเพื่อการเกษียณหรือบางคนต้องการสร้างอนาคตและเห็นว่าการฝากเงินนั้นเป็น  “การลงทุน”  ที่แย่มาก  คนกลุ่มนี้มักเป็นคนที่มีความมั่งคั่งไม่มาก  เงินทุกบาททุกสตางค์  “หามาได้ยาก”  การที่มันจะ  “หายไป”  หรือลดน้อยลงเป็นเรื่องที่กระทบจิตใจรุนแรง  ดังนั้น  กลยุทธการลงทุนจึงมักจะ  “อนุรักษ์นิยม”  และไม่ลงทุนในหุ้นมากนัก  หุ้นที่เลือกลงทุนต้องเป็นหุ้นที่มีพื้นฐานดีและขนาดไม่เล็กเกินไป  ระยะการลงทุนก็มักจะค่อนข้างยาวเนื่องจากไม่ค่อยมีเวลาในการติดตามมากนัก  เป้าหมายผลตอบแทนในการลงทุนก็มักจะไม่สูง  แต่พวกเขาก็ยังหวังได้ประมาณปีละ 15-20%</p>
<p>กลุ่มที่สองเป็น  “เด็กจบใหม่”  ที่พ่อแม่เป็นคนชั้นกลาง  พวกเขาไม่ได้มีเงินสนับสนุนจากทางบ้านในการลงทุนแต่ก็ไม่ได้มีภาระต้องเลี้ยงดูครอบครัว  ส่วนใหญ่ก็ยังไม่แต่งงานเพราะอายุยังไม่ถึง 30 ปี  พวกเขาเป็นคนที่มีความทะเยอทะยานที่ค่อนข้างสูงที่จะ “รวย”  เป็นเศรษฐีในเวลาอาจจะแค่ 10-15 ปี ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะพวกเขาได้อ่านประวัติของนักลงทุนเอกหรือนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จอื่น ๆ  จนทำให้คิดว่าเขาก็น่าจะทำได้แบบเดียวกันหรือดีกว่า  ว่าที่จริงหลาย ๆ  คนก็สามารถสร้างผลตอบแทนการลงทุนที่น่าประทับใจมากเช่นทำกำไรได้ 100%  ภายในระยะเวลาแค่ 6 เดือน เป็นต้น</p>
<p>VI ในกลุ่มนี้ค่อนข้างจะใช้กลยุทธการลงทุนที่ “กล้าได้กล้าเสีย”  และมักจะลงทุนในหุ้นขนาดเล็กที่มีผลประกอบการไม่แน่นอนแต่มีช่วงเวลาที่โดดเด่นที่จะสามารถขับเคลื่อนราคาหุ้นให้สูงขึ้นได้หลายเท่าในเวลาไม่นาน  เหนือสิ่งอื่นใดสำหรับคนเหล่านี้ก็คือ  ถ้าพลาดเขาก็สามารถหาใหม่ได้   อย่างไรก็ตาม  เนื่องจากเม็ดเงินที่ยังน้อย  พวกเขาก็ไม่สามารถเป็น “ผู้นำ”  ที่จะขับเคลื่อนราคาหุ้น  พวกเขาจึงมักจะเป็น “ผู้ตาม” ที่คอยรับอานิสงค์จาก VI “ขาใหญ่” ดังนั้น  ผลตอบแทนของพวกเขาจึงอาจจะไม่โดดเด่นนักเมื่อเทียบกับคนที่มีพอร์ตใหญ่กว่า  ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร  VI ในกลุ่มนี้จะเป็นคนที่ค่อนข้างจะกระตือรือร้นและมุ่งมั่น  พวกเขาใช้เวลากับการลงทุนค่อนข้างมากและมีการเทรดหุ้นสูง</p>
<p>กลุ่มที่สาม  นี่คือกลุ่มคนที่มักทำธุรกิจและมีเงินเหลือที่ถูกเก็บสะสมมานาน  พวกเขาเป็นคนรวยหรือเป็นเศรษฐีที่อาจจะเริ่มมีเวลามากขึ้นเนื่องจากธุรกิจอยู่ตัวแล้วหรือธุรกิจที่ทำอยู่เริ่ม  “ตกดิน”  เขาอาจจะเริ่มสนใจหาทางลงทุนเงินสดที่กองอยู่ในธนาคารที่แทบจะไม่ได้ดอกเบี้ย  เขาอาจจะพบว่าการลงทุนแบบ VI นั้น  เป็นทางเลือกอีกทางหนึ่งแทนที่จะใช้เงินนั้นไปสร้างธุรกิจใหม่  คนกลุ่มนี้จึงมักเลือกลงทุนในกิจการที่มีขนาดกลาง ๆ  มีความมั่นคงพอสมควรและมีพื้นฐานดี  พวกเขาเข้าใจดีว่าธุรกิจไหนเป็น  “ของจริงหรือของปลอม”  การลงทุนของพวกเขามักจะเป็นการลงทุนระยะยาว  หลายคนที่ประสบความสำเร็จในการลงทุนนั้น  เนื่องจากเม็ดเงินเริ่มต้นจำนวนมาก  ทำให้พวกเขากลายเป็น  VI “รายใหญ่”  ที่เป็นที่กล่าวขวัญถึงในเวลาอันสั้น  และทำให้มีบทบาท “ชี้นำ” ในหลาย ๆ  กรณี</p>
<p>กลุ่มที่สี่ซึ่งเป็นกลุ่มสุดท้ายที่ผมจะพูดถึงก็คือ  กลุ่ม  “ลูกเศรษฐี”  นี่คือนักลงทุนหนุ่มสาวหน้าใหม่ที่ผมเห็นว่าเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วทั้งจำนวนและมูลค่าพอร์ตการลงทุนในหุ้น  ลูกเศรษฐีที่ว่านี้จริง ๆ แล้ว  ส่วนใหญ่อาจจะไม่ใช่เศรษฐีใหญ่ที่ลูกจะสามารถหรือควรสืบทอดกิจการ  พวกเขามีธุรกิจหรือมีทรัพย์สินและมีเงิน  แต่งานของพวกเขาไม่จำเป็นต้องให้ลูกเข้าไปช่วยทำ  ลูก ๆ  ของพวกเขาควรไปเป็นลูกจ้างหรือพนักงานของบริษัทใหญ่ ๆ  มากกว่า  แต่การไปทำงานเป็นลูกจ้างกินเงินเดือนนั้นเป็นกิจกรรมที่เหนื่อยและได้เงินน้อยมาก  ดังนั้น  หนทางที่ดีกว่าก็คือ  การลงทุนที่จะให้เงินมาช่วยทำงาน  และนี่ก็มาถึงการลงทุนในหุ้นซึ่งเป็นกิจกรรมที่  “ทำได้ง่ายที่สุด” และอาจจะ “เหนื่อยน้อยที่สุด”  และนั่นนำไปสู่การเป็น VI</p>
<p>VI ที่เป็นลูกคนรวยนั้น   ในช่วงเริ่มต้นพ่อแม่ก็อาจจะให้เงินไป “ลอง” เพียง 1-2 ล้านบาท   แต่ครั้นได้ลองทำและได้ผลตอบแทนอย่าง  “น่าทึ่ง”  ในเวลาอันสั้น  พวกเขาก็มักจะได้เงินลงทุนเพิ่มจากพ่อแม่ที่เห็นศักยภาพ  หลายคนสามารถต่อยอดเงินไปสูงมากจนร่ำรวยเป็น “เศรษฐี”  ด้วยตนเองในเวลาอันสั้น   VI กลุ่มนี้โดยพฤติกรรมก็คือ  มักจะมีความกล้าเสี่ยงได้อย่างเต็มที่  เหตุผลก็คือ  เสียก็ไม่เป็นไรเพราะอาจจะขอพ่อแม่ใหม่ได้หรือไม่ก็กลับไปทำงานกินเงินเดือน  พวกเขาจะลงทุนหุ้นเป็นตัว ๆ  เหมือนนักเก็งกำไร  หลายคนสามารถ “ไล่หุ้น” ที่มีขนาดเล็กและไม่ใคร่มีสภาพคล่องได้ทำให้กลายเป็น  “ผู้นำ”  ที่มีอิทธิพลต่อราคาหุ้นและทำให้สามารถลงทุนและได้ผลตอบแทนอย่างน่าทึ่ง  ส่วนตัวผมเองคิดว่า  นี่คือกลุ่ม  “Golden Boy” ในตลาดหุ้นที่น่าจับตามอง  เพราะพวกเขาอาจจะมีทั้งเงิน  ความสามารถ  และเวลาในการลงทุนอีกยาวไกล  ถ้าไม่  “แพ้ภัยตนเอง”  เสียก่อน</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.thaivi.com/2010/07/533/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>3</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>โลกของศิลปิน</title>
		<link>http://www.thaivi.com/2010/07/531/</link>
		<comments>http://www.thaivi.com/2010/07/531/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 03 Jul 2010 14:09:25 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร</dc:creator>
				<category><![CDATA[โลกในมุมมองของ Value Investor]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.thaivi.com/?p=531</guid>
		<description><![CDATA[โลกในมุมมองของ Value Investor         3 กรกฎาคม 53
ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
สำหรับผม  นักลงทุนมืออาชีพหรือคนที่ลงทุนเป็นเรื่องเป็นเรื่องเป็นราวและใช้เวลากับการลงทุนค่อนข้างมากนั้น   เป็นเหมือน  “ศิลปิน”  เช่นเดียวกับคนที่เป็น  ดารา  นักร้อง  นักกีฬา  นักเขียน   นักวาดภาพ  และศิลปินอื่น ๆ  ลองมาไล่ดูว่าเหมือนกันอย่างไร
ข้อแรกก็คือ  นักลงทุนก็เหมือนกับดารา (ต่อไปนี้ผมจะใช้คำว่าดาราเป็นตัวแทนศิลปินอื่น ๆ ทั้งหมด)  ในแง่ที่ว่า  ทั้งคู่ต่างก็เป็นคนที่ใช้ความสามารถเฉพาะตัวในการ “เล่น” หรือ “แสดง” หรือ  “ทำมาหากิน”  หรือสร้างชื่อเสียงและอื่น ๆ   ความสามารถนี้เกิดจากการศึกษาในด้านของ “เบสิค” หรือพื้นฐานของวิชาความรู้  แต่ความสามารถในการกระทำนั้นเกิดจากการฝึกฝนและพรสวรรค์ของแต่ละบุคคล
ข้อสอง  ในแวดวงของดารานั้น  มักมีการแบ่ง Character หรือบทบาทหรือ “ตัวตน”  เฉพาะของแต่ละคน  เช่น  ในกลุ่มนักแสดงนั้นก็จะมีคนที่เชี่ยวชาญหรือรับบทบาทซึ่งอาจจะเกิดจากการ  “สร้างภาพ” เป็นนางเอกแนว “หวาน”  บางคนก็  “ครองตำแหน่ง”  สาว  “เซ็กซี่” ในใจของคนดู  บ้างก็ไปแนวบู๊  บางคนหรือถ้าจะพูดให้ถูกก็คือบางคู่ก็ยึดแนว  [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>โลกในมุมมองของ Value Investor         3 กรกฎาคม 53</p>
<p>ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร</p>
<p>สำหรับผม  นักลงทุนมืออาชีพหรือคนที่ลงทุนเป็นเรื่องเป็นเรื่องเป็นราวและใช้เวลากับการลงทุนค่อนข้างมากนั้น   เป็นเหมือน  “ศิลปิน”  เช่นเดียวกับคนที่เป็น  ดารา  นักร้อง  นักกีฬา  นักเขียน   นักวาดภาพ  และศิลปินอื่น ๆ  ลองมาไล่ดูว่าเหมือนกันอย่างไร</p>
<p>ข้อแรกก็คือ  นักลงทุนก็เหมือนกับดารา (ต่อไปนี้ผมจะใช้คำว่าดาราเป็นตัวแทนศิลปินอื่น ๆ ทั้งหมด)  ในแง่ที่ว่า  ทั้งคู่ต่างก็เป็นคนที่ใช้ความสามารถเฉพาะตัวในการ “เล่น” หรือ “แสดง” หรือ  “ทำมาหากิน”  หรือสร้างชื่อเสียงและอื่น ๆ   ความสามารถนี้เกิดจากการศึกษาในด้านของ “เบสิค” หรือพื้นฐานของวิชาความรู้  แต่ความสามารถในการกระทำนั้นเกิดจากการฝึกฝนและพรสวรรค์ของแต่ละบุคคล</p>
<p>ข้อสอง  ในแวดวงของดารานั้น  มักมีการแบ่ง Character หรือบทบาทหรือ “ตัวตน”  เฉพาะของแต่ละคน  เช่น  ในกลุ่มนักแสดงนั้นก็จะมีคนที่เชี่ยวชาญหรือรับบทบาทซึ่งอาจจะเกิดจากการ  “สร้างภาพ” เป็นนางเอกแนว “หวาน”  บางคนก็  “ครองตำแหน่ง”  สาว  “เซ็กซี่” ในใจของคนดู  บ้างก็ไปแนวบู๊  บางคนหรือถ้าจะพูดให้ถูกก็คือบางคู่ก็ยึดแนว  “แฟมมิลี่แมน”  หรือคนรักครอบครัว  คนที่มีคุณสมบัติบางอย่างไม่ครบที่จะเป็นตัวเอกก็มักจะหันไปเป็น  “เพื่อนที่แสนดี”  ของตัวเอก  และบางคนยึดอาชีพ  “ตัวร้าย”  หรือบางคนเป็นไม่ได้ทั้งตัวเอกหรือตัวรองก็อาจจะยึดบทบาทเป็น  “ตัวตลก”  ทั้งหมดนั้น  ต่างก็มีงานแสดงและสามารถ “ทำเงิน” ได้… อย่างน้อยในช่วงเวลาหนึ่ง</p>
<p>นักลงทุนนั้นก็เช่นกัน  มีคุณสมบัติหรือยึดแนวการลงทุนหรือการเล่นหุ้นของตนหลากหลาย  บางคนเน้นลงทุนเฉพาะในหุ้น  “Super Stock” หรือหุ้นที่มีคุณสมบัติสุดยอด  บางคนเน้นลงทุนหุ้น Blue Chip  บ้างก็เล่นหุ้น  “Cyclical” หรือหุ้นวัฏจักร  บางคนชอบหุ้น  “Turnaround” หรือหุ้นที่กำลังฟื้นตัวจากปัญหาทางธุรกิจ  ถ้าเป็นพวก  “VI ขนานแท้”  ก็อาจจะเน้นหุ้นถูกประเภท PE และ PB ต่ำ  และนักเล่นหุ้นตามห้องค้าจำนวนมากที่ชอบเล่นหุ้น  “เก็งกำไร”  ทั้งหมดนั้นต่างก็มักจะ “ทำเงิน” ได้…  อย่างน้อยในช่วงเวลาหนึ่ง</p>
<p>ข้อสาม  ถ้าพูดถึงเรื่องการทำเงิน  อาชีพ “ดารา” และ  นักลงทุน โดยรวมนั้น ก็คล้าย ๆ  กับอาชีพอื่น ๆ  นั่นก็คือ  ไม่ใช่เป็นอาชีพที่ทำเงินดี  โดยเฉพาะถ้าไปเปรียบเทียบกับอาชีพที่ต้องเรียนและฝึกฝนหนักอย่างแพทย์หรือวิศวกร  แต่สิ่งที่ทำให้คนรู้สึกเหมือนว่าอาชีพดาราเป็นอาชีพที่ทำเงินมากนั้นอาจจะเป็นเพราะว่ามีดาราบางคนที่เป็น  “ซุปเปอร์สตาร์” สามารถทำเงินได้มหาศาลจากการเป็นนางแบบหรือนายแบบโฆษณาซึ่งทำให้ได้เงินค่าจ้างปีละบางทีเป็นหลายสิบรวมกันหลายปีอาจจะเป็นร้อยหรือหลายร้อยล้านบาท  แต่คนทั่วไปอาจจะไม่ได้ตระหนักว่า  ยังมีดาราจำนวนมากที่ไม่ได้โดดเด่นและยังต้องทำงานแบบ  “ปากกัดตีนถีบ”  หาเงินแทบไม่พอใช้  ซึ่งเมื่อนำมาเฉลี่ยกับดาราที่มีรายได้มากแล้วทำให้อาชีพดาราโดยรวมแล้วไม่ได้เป็นอาชีพที่ทำเงินสูงแต่อย่างใด</p>
<p>อาชีพนักลงทุนก็เช่นเดียวกัน  ถ้าเราฟังหรือดูผลงานการทำกำไรเฉพาะนักลงทุนระดับ  “เทพ”  เราก็อาจจะมี  “ภาพ”  ในใจว่า การลงทุนนั้นเป็นอาชีพที่ทำเงินมหาศาล  ผลตอบแทนต่อปีน่าจะได้หลายสิบเปอร์เซ็นต์และคนสามารถรวยได้ง่าย ๆ  จากการเป็นนักลงทุนหรือเล่นหุ้น  การรวยเป็นสิบเป็นร้อยหรือแม้แต่เป็นพันล้านบาทเป็นสิ่งที่ทำได้ไม่ยาก  ว่าที่จริงก็มีคนทำได้มาไม่รู้จะกี่คนหลังจากที่ทำมาไม่นานนัก  แต่นี่ก็เป็น “ภาพลวงตา”  เพราะยังมีนักลงทุนและนักเล่นหุ้นอีกจำนวนมากที่เราไม่เห็นและไม่รู้จักที่ทำผลตอบแทนการลงทุนได้น้อยมาก  หลายครั้งก็ขาดทุนมหาศาล  เมื่อเอาผลตอบแทนของคนเหล่านี้มาเฉลี่ยกับ  “เทพ”  ผลก็จะออกมาว่า  อาชีพนักลงทุนโดยรวมนั้นไม่ได้หรูหราอย่างที่หลายคนเข้าใจ</p>
<p>ข้อสี่  การเป็นนักลงทุนนั้น  ก็เหมือนกับการเป็นดาราในแง่ที่ว่า  มันไม่ได้มีความยุติธรรมหรือความเท่าเทียมกันสำหรับทุกคนที่เข้ามาเล่น  ความสามารถนั้นก็เป็นปัจจัยที่สำคัญมากที่สุดอย่างหนึ่งแต่ไม่ใช่ทั้งหมดและอาจจะไม่ถึงครึ่งของปัจจัยความสำเร็จในระยะยาวหรือตลอดชีวิต  การเป็นดารานั้น  บางทีการเกิดมาด้วยหน้าตาที่ไม่สวยหรือหล่อพอก็แทบจะปิดประตูสำหรับการเป็นซุปเปอร์สตาร์แล้ว  การลงทุนก็เช่นกัน  คนที่เกิดมาในครอบครัวที่ไม่มีทรัพย์สมบัติอะไรเลย  โอกาสที่จะมีพอร์ตใหญ่เหมือนกับ “ลูกเศรษฐี” ที่เริ่มต้นก็มีเงินลงทุนนับเป็นล้านหรือหลาย ๆ  ล้านบาทก็แทบจะเป็นไปไม่ได้  ดังนั้น  การเป็นนักลงทุนหรือเป็นดารานั้น  ถ้าจะให้มีความสุขก็คือต้องทำตัวแบบ “ศิลปิน”  นั่นก็คือ  พอใจและภูมิใจกับผลงานและความสำเร็จของตนเองโดยไม่ต้องไปสนใจกับคนอื่นมากนัก</p>
<p>ข้อห้าที่ผมจะพูดเป็นข้อสุดท้ายก็คือ  อาชีพนักลงทุนก็คล้าย ๆ  กับอาชีพดารานั่นคือ   มีความไม่แน่นอนสูง  ในวันหนึ่งคุณอาจจะเป็น “เซเล็บ”  หรือเป็นคนที่สังคมชื่นชมเป็นคนที่ฟู่ฟ่าเป็นที่กล่าวขวัญและจับตามอง  แต่ความผิดพลาดในการทำงานและการ “วางตำแหน่ง” ที่ผิดพลาดก็อาจจะทำให้คุณตกต่ำลงได้ง่าย ๆ   ดังนั้น  การตระหนักในความจริงข้อนี้จะช่วยให้คุณรอดพ้นจากสถานการณ์แบบนั้นได้ดีขึ้น  แม้แต่ จอร์จ โซรอส เองก็เคยพูดว่า  “I am not invincible”  นั่นก็คือ  เขาตระหนักตลอดเวลาว่า  ในเรื่องของการลงทุนนั้น  ต่อให้แน่แค่ไหนก็แพ้หรือตายได้เหมือนกัน</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.thaivi.com/2010/07/531/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>7</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ความฝันของ VI</title>
		<link>http://www.thaivi.com/2010/06/529/</link>
		<comments>http://www.thaivi.com/2010/06/529/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 28 Jun 2010 00:34:28 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร</dc:creator>
				<category><![CDATA[โลกในมุมมองของ Value Investor]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.thaivi.com/?p=529</guid>
		<description><![CDATA[โลกในมุมมองของ Value Investor            26 มิถุนายน 53
ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
Value Investor หนุ่มสาวหลายคน  โดยเฉพาะที่เริ่มประสบความสำเร็จจากการลงทุนอย่างงดงามนั้น  มักจะมีความฝันที่บรรเจิด  พวกเขามักจะคำนวณตัวเลขความมั่งคั่งที่เขาจะมีในอนาคตโดยอิงจากผลตอบแทนที่ผ่านมาในช่วง 3-4 ปี ซึ่งสูงมากเช่นเฉลี่ยปีละ 40-50%  และบางคนมากยิ่งกว่านั้น
พวกเขารู้ว่าการทำกำไรจากตลาดหุ้นปีละ 40-50% ในระยะยาวนั้นยากมาก  โดยเฉพาะเมื่อภาวะตลาดไม่อำนวยและพอร์ตลงทุนมีขนาดใหญ่ขึ้น  ดังนั้นเขาก็จะลดประมาณการผลตอบแทนลง   อย่างไรก็ตาม  เขาคิดว่าการทำผลตอบแทนปีละ 20-25% นั้นไม่ใช่เรื่องยาก  ว่าที่จริงบางทีผ่านไป 2-3 เดือนเขาก็ได้กำไรมาแล้วทั้ง ๆ  ที่ภาวะตลาดหุ้นก็ไม่ได้ดีนัก
การตั้งเป้าผลตอบแทนที่ 25% ต่อปีในระยะยาวนั้นแปลว่าเขาอาจจะสามารถ  มี “อิสรภาพทางการเงิน” หรือเลิกทำงานประจำได้ภายในอาจจะ 10-15 ปี  สำหรับ VI ที่ไม่ได้มีพ่อแม่ที่ร่ำรวย  และอาจจะทำให้เขามีเงินเป็นหลายสิบหรือร้อยล้านในกรณีที่ทางบ้านมีฐานะดีและเขาเริ่มลงทุนด้วยเงินเป็นหลักหลายล้านบาท
ไม่ว่าในกรณีใด   VI หนุ่มสาวที่ประสบความสำเร็จอย่างงดงามในช่วงต้นของการลงทุนมักจะมีความฝันว่าวันหนึ่งตนเองจะร่ำรวยในระดับ  “เศรษฐี”  มีเงินอย่างน้อยก็น่าจะ “หลายสิบล้านบาท” หรือในกรณีที่เริ่มต้นด้วยเงินมากก็จะมีเงินนับร้อยหรือพันล้านบาท  และนั่นก็จะทำให้เขา  “ฝันข้ามเวลา”  คือฝันที่ยังห่างไกลอีกมากว่า  เขาจะทำอะไรเมื่อวันนั้นมาถึง
หลายคนฝันว่าเขาจะไป  “ท่องโลก”  เพื่อที่จะได้เห็นชีวิตและวัฒนธรรมต่าง ๆ  [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>โลกในมุมมองของ Value Investor            26 มิถุนายน 53</p>
<p>ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร</p>
<p>Value Investor หนุ่มสาวหลายคน  โดยเฉพาะที่เริ่มประสบความสำเร็จจากการลงทุนอย่างงดงามนั้น  มักจะมีความฝันที่บรรเจิด  พวกเขามักจะคำนวณตัวเลขความมั่งคั่งที่เขาจะมีในอนาคตโดยอิงจากผลตอบแทนที่ผ่านมาในช่วง 3-4 ปี ซึ่งสูงมากเช่นเฉลี่ยปีละ 40-50%  และบางคนมากยิ่งกว่านั้น</p>
<p>พวกเขารู้ว่าการทำกำไรจากตลาดหุ้นปีละ 40-50% ในระยะยาวนั้นยากมาก  โดยเฉพาะเมื่อภาวะตลาดไม่อำนวยและพอร์ตลงทุนมีขนาดใหญ่ขึ้น  ดังนั้นเขาก็จะลดประมาณการผลตอบแทนลง   อย่างไรก็ตาม  เขาคิดว่าการทำผลตอบแทนปีละ 20-25% นั้นไม่ใช่เรื่องยาก  ว่าที่จริงบางทีผ่านไป 2-3 เดือนเขาก็ได้กำไรมาแล้วทั้ง ๆ  ที่ภาวะตลาดหุ้นก็ไม่ได้ดีนัก</p>
<p>การตั้งเป้าผลตอบแทนที่ 25% ต่อปีในระยะยาวนั้นแปลว่าเขาอาจจะสามารถ  มี “อิสรภาพทางการเงิน” หรือเลิกทำงานประจำได้ภายในอาจจะ 10-15 ปี  สำหรับ VI ที่ไม่ได้มีพ่อแม่ที่ร่ำรวย  และอาจจะทำให้เขามีเงินเป็นหลายสิบหรือร้อยล้านในกรณีที่ทางบ้านมีฐานะดีและเขาเริ่มลงทุนด้วยเงินเป็นหลักหลายล้านบาท</p>
<p>ไม่ว่าในกรณีใด   VI หนุ่มสาวที่ประสบความสำเร็จอย่างงดงามในช่วงต้นของการลงทุนมักจะมีความฝันว่าวันหนึ่งตนเองจะร่ำรวยในระดับ  “เศรษฐี”  มีเงินอย่างน้อยก็น่าจะ “หลายสิบล้านบาท” หรือในกรณีที่เริ่มต้นด้วยเงินมากก็จะมีเงินนับร้อยหรือพันล้านบาท  และนั่นก็จะทำให้เขา  “ฝันข้ามเวลา”  คือฝันที่ยังห่างไกลอีกมากว่า  เขาจะทำอะไรเมื่อวันนั้นมาถึง</p>
<p>หลายคนฝันว่าเขาจะไป  “ท่องโลก”  เพื่อที่จะได้เห็นชีวิตและวัฒนธรรมต่าง ๆ  ที่แตกต่างกันออกไป  ซึ่งนอกจากจะสนองความอยากรู้และรื่นรมย์แล้ว  มันยังช่วยขยายวิชั่นของเขาซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการลงทุนด้วย  ถ้าจะพูดไป  จิม โรเจอร์  นักลงทุนเอกคนหนึ่งของโลกก็เคยเดินทาง “รอบโลก”  มาแล้วสองครั้ง  หลังจากที่ร่ำรวยมหาศาลจากการลงทุนร่วมกับจอร์จ โซรอส</p>
<p>หลายคนอาจจะฝันที่จะมีบ้านใหญ่  รถหรู  และสามารถใช้จ่ายฟุ่มเฟือยได้หลังจากที่ตนเองร่ำรวยพอที่จะทำอย่างนั้นได้โดยไม่กระทบกับความมั่งคั่งส่วนตน   อย่างไรก็ตาม  นี่เป็นความฝันที่อาจจะ  “อยู่ลึก”  ในใจ  เนื่องจากการ “บริโภค”  สิ่งที่ฟุ่มเฟือยนั้น  ดูเหมือนว่าจะขัดกับแนวทางการดำเนินชีวิตของ VI  ดังนั้น  ฝันของการมีชีวิตหรูหราจึงมักจะเป็นฝันรายการท้าย ๆ ของ VI หลาย ๆ  คนโดยเฉพาะคนที่ไม่ได้ร่ำรวยมาก่อนอยู่แล้ว</p>
<p>ตรงกันข้ามกับการได้ใช้ชีวิตหรูหราสุขสบาย  VI จำนวนไม่น้อยฝันว่าจะ  “คืนให้แก่สังคม” โดยการบริจาคทรัพย์ให้แก่สาธารณกุศล  หลายคนคิดว่าจะ  “ตั้งมูลนิธิ”  เพื่อช่วยเหลือคนอื่น  VI  บางคนคิดว่าตนเองอยากเป็นอาจารย์หรือครูที่จะนำความรู้และประสบการณ์ไปช่วยสอนนักศึกษา  เหนือสิ่งอื่นใด  เหล่านี้คือกิจกรรมที่ VI ที่มีชื่อเสียงระดับโลก เช่น วอเร็น บัฟเฟตต์  และจอร์จ โซรอส ได้ทำหลังจากที่ร่ำรวยมหาศาลจากการลงทุนแล้ว</p>
<p>ผมเองคิดว่า  ความฝันนั้นเป็นสิ่งที่ดี  มันช่วยทำให้เรามีจิตใจที่มุ่งมั่นที่จะลงทุน  เราจะทุ่มเทในการศึกษาหาความรู้  เราจะอดออมได้มากกว่าปกติ  ทั้งหมดนั้นจะทำให้พอร์ตของเราโตเร็วขึ้น  ความฝันคือแรงกระตุ้นที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของมนุษย์  ว่าที่จริงผมเองก็เคยฝันมาตั้งแต่เริ่มเดินทางสาย VI ใหม่ ๆ</p>
<p>แต่ประสบการณ์ของผมก็คือ  ความฝันนั้นเรามักจะ  “ไปไม่ถึง”  สาเหตุก็คือ  บางครั้งเราตั้งความฝันไว้สูงเกินไป  ผลตอบแทนที่เราคาดหวังนั้น  เราตั้งไว้สูงยิ่งกว่าสิ่งที่ วอเร็น บัฟเฟตต์ ทำได้  เราคิดว่าเราทำได้ใน 4-5 ปี ดังนั้นเราน่าจะทำได้ในอีก10-20 ปีหรือมากกว่านั้น ซึ่งเป็นไปได้ยากมาก</p>
<p>อีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ฝันไม่เป็นจริงก็คือ  ความฝันนั้น “ไม่หยุดนิ่ง”  มันเปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ  ตามกาลเวลาและตามสถานะของตัวเรา  ตัวอย่างเช่น  เรื่องของความมั่งคั่งนั้น  VI บางคนอาจจะตั้งความฝันไว้ว่าจะมีเงินถึงจุดหนึ่งเช่น 50 ล้านบาท แล้วก็จะ “หยุด” เพราะรู้สึกว่า “พอแล้ว”   แต่เมื่อถึงเวลาที่เขามีเงิน 50 ล้านบาทจริง ๆ  เขาก็อาจจะรู้สึกว่ายังไม่พอหรือยังไม่อยากหยุด   พูดถึงเรื่องนี้ทำให้ผมนึกถึงบัฟเฟตต์  ซึ่งว่ากันว่า  เขาเคยคิดที่จะเลิกลงทุนหลังจากมีเงินประมาณ 40-50 ล้านเหรียญหรือ 1,000 ล้านบาทไทยเพื่อหันไป “ทำอย่างอื่น” ในชีวิตและเกือบจะทำอย่างนั้นจริง ๆ   แต่สุดท้าย  เขาก็ล้มเลิกความคิดนั้นและหันกลับมาลงทุนใหม่จนถึงทุกวันนี้</p>
<p>ความฝันอื่น ๆ  ที่กล่าวถึงก็เป็นเรื่องที่มักจะเปลี่ยนไปเช่นเดียวกัน  สมมุติว่าเขาประสบความสำเร็จและมีความมั่งคั่งตามที่ฝันจริง  โอกาสที่เขาจะ  “เดินทางรอบโลก”  หรือมีบ้านใหญ่โตหรูหรานั้นก็มักจะไม่เกิดขึ้น  บางทีเขาอาจจะคิดว่ามันเหนื่อยเกินไปที่จะเดินทางไกลหรือไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนบ้าน  เรื่องของ “มูลนิธิ”  นั้นก็ดูยุ่งเกินไปและไม่เห็นจะจำเป็น  ถ้าอยากทำบุญก็บริจาคให้ใครก็ได้  เช่นเดียวกัน  การเป็นอาจารย์สอนนักเรียนนั้น  ถ้าสอนเป็นครั้ง ๆ  ก็น่าสนุก  แต่ถ้าต้องสอนเป็นเรื่องเป็นราวดูเหมือนว่ามันจะเป็นความทุกข์  เหนือสิ่งอื่นใด  นักศึกษาส่วนใหญ่นั้นก็อาจจะไม่ได้สนใจ  “ความรู้”  ของเราเท่าไรนัก  เขาอาจจะแค่ต้องการสอบให้ผ่านเท่านั้น</p>
<p>สิ่งที่ผมคิดว่าน่าจะเป็นจริงได้มากที่สุดก็คือ  VI นั้นจะไม่หยุดลงทุนไม่ว่าความฝันอะไรจะเป็นจริงหรือไม่จริง  ไม่เชื่อก็ดู VI ระดับเซียนทั้งหลายที่ไม่เคยเกษียณแม้ว่าอายุจะเลย 80 ปีไปแล้ว  บัฟเฟตต์บอกว่าเขาและชาร์ลี มังเกอร์  นั้นจะลงทุนจนกว่าจะจำกันและกันไม่ได้แล้วเท่านั้น</p>
<p>ข้อสรุปสุดท้ายของผมก็คือ  ฝันนั้น  ฝันได้และควรจะฝัน  พยายามทำให้ความฝันนั้น  Realistic คือมีเหตุผลไม่เกินความเป็นจริง  การฝันถึงสิ่งที่อยากทำเมื่อประสบความสำเร็จและมั่งคั่งแล้วนั้นก็ทำได้  แต่ก็จงตระหนักว่ามันอาจจะไปไม่ถึง   เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ  เราอาจไม่ใช่ตัวคนเดียว  เรามี  “หุ้นส่วนชีวิต” ทั้งภรรยาและลูกที่จะต้องปรึกษาและเห็นชอบด้วย   แม้แต่ วอเร็น บัฟเฟตต์ เองนั้น  ก่อนหน้าที่ภรรยาคนก่อนของเขาจะเสียชีวิต  เขาบอกว่าถ้าเขาตายก่อน  ทรัพย์สมบัติก็จะกลายเป็นของภรรยา  แต่ถ้าภรรยาตายก่อน  เงินส่วนใหญ่ของเขาก็จะถูก “คืนกลับไปสู่สังคม”  และนั่นคือที่มาของการบริจาคเงินก้อนมโหราฬของเขาให้กับมูลนิธิของบิลเกต</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.thaivi.com/2010/06/529/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>4</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>VI Effect</title>
		<link>http://www.thaivi.com/2010/06/527/</link>
		<comments>http://www.thaivi.com/2010/06/527/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 20 Jun 2010 14:54:20 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร</dc:creator>
				<category><![CDATA[โลกในมุมมองของ Value Investor]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.thaivi.com/?p=527</guid>
		<description><![CDATA[โลกในมุมมองของ Value Investor           19  มิถุนายน 53
ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
ปรากฏการณ์เล็ก ๆ อย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ในแวดวงของ Value Investor ก็คือสิ่งที่ผมอยากจะเรียกว่า “VI Effect”   นี่คือปรากฏการณ์ที่หุ้นหลาย ๆ ตัวที่กลุ่ม Value Investor “มืออาชีพ” ซื้อลงทุนและได้รับการกล่าวขวัญถึงในเว็บไซ้ต์หรือสื่อต่าง ๆ  มีราคาปรับตัวขึ้นค่อนข้างเร็วและมาก
ก่อนที่จะพูดถึงเหตุผล  ผมคงต้องทำความเข้าใจถึงความหมายของคำว่า “Effect” เสียก่อนว่ามันหมายถึงอะไรเวลาพูดเกี่ยวกับเรื่องของการลงทุน
คำว่า Effect นั้น  หมายถึงผลกระทบ  หรืออิทธิพลอันเนื่องมาจากการกระทำของคนหรือกลุ่มของนักลงทุนที่มีต่อราคาหุ้นซึ่งอาจจะไม่นับหรือยังไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องของพื้นฐานของบริษัท  แต่เป็นเรื่องที่การกระทำของคนหรือกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งที่ส่งผลให้มีคนทำตามจำนวนมาก  ซึ่งส่งผลให้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นหรือลงมากกว่าที่ควรเป็น
ตัวอย่างเช่น  เมื่อมีข่าวว่า  วอเร็น บัฟเฟตต์ เข้าซื้อหุ้นของบริษัทปิโตรไชน่าของจีน  ราคาของหุ้นปิโตรไชน่าก็พุ่งขึ้นหลายเท่าในเวลาอันสั้น  อาจจะเป็นเพราะว่านักลงทุนคิดว่าถ้าบัฟเฟตต์ซื้อ  ก็หมายความว่าหุ้นตัวนี้คงเป็นหุ้นที่ดีและราคาถูก  ดังนั้น  พวกเขาจึงรีบเข้าไปซื้อตามก่อนที่ราคาจะ “ขึ้น” ไปหรือขึ้นไปอีก  นักลงทุนบางคนอาจจะไม่ได้คิดว่าหุ้นตัวนี้เป็นหุ้นที่ดีและถูกเท่าไรนัก   แต่เขาคิดว่าคงมีคนที่จะเข้าไปซื้อหุ้นปิโตรไชน่าตามบัฟเฟตต์  ดังนั้นเดี๋ยวหุ้นก็จะขึ้น  ดังนั้น  เขาต้องเข้าไปซื้อดักหน้าไว้ก่อน  กระบวนการที่คนต่างก็รีบเข้าไปซื้อหุ้นทำให้หุ้นปิโตรไชน่าขึ้นไปเองไม่ว่าพื้นฐานจะดีคุ้มกับราคาหุ้นหรือไม่  ลักษณะของการขึ้นของหุ้นในทันทีที่มีข่าวบัฟเฟตต์เข้าไปซื้อนั้นเรียกว่าเป็น  “Buffett Effect”  และผมคงไม่ต้องพูดต่อว่า  อิทธิพลของบัฟเฟตต์ต่อราคาหุ้นนั้นมากแค่ไหน  [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>โลกในมุมมองของ Value Investor           19  มิถุนายน 53</p>
<p>ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร</p>
<p>ปรากฏการณ์เล็ก ๆ อย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ในแวดวงของ Value Investor ก็คือสิ่งที่ผมอยากจะเรียกว่า “VI Effect”   นี่คือปรากฏการณ์ที่หุ้นหลาย ๆ ตัวที่กลุ่ม Value Investor “มืออาชีพ” ซื้อลงทุนและได้รับการกล่าวขวัญถึงในเว็บไซ้ต์หรือสื่อต่าง ๆ  มีราคาปรับตัวขึ้นค่อนข้างเร็วและมาก</p>
<p>ก่อนที่จะพูดถึงเหตุผล  ผมคงต้องทำความเข้าใจถึงความหมายของคำว่า “Effect” เสียก่อนว่ามันหมายถึงอะไรเวลาพูดเกี่ยวกับเรื่องของการลงทุน</p>
<p>คำว่า Effect นั้น  หมายถึงผลกระทบ  หรืออิทธิพลอันเนื่องมาจากการกระทำของคนหรือกลุ่มของนักลงทุนที่มีต่อราคาหุ้นซึ่งอาจจะไม่นับหรือยังไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องของพื้นฐานของบริษัท  แต่เป็นเรื่องที่การกระทำของคนหรือกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งที่ส่งผลให้มีคนทำตามจำนวนมาก  ซึ่งส่งผลให้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นหรือลงมากกว่าที่ควรเป็น</p>
<p>ตัวอย่างเช่น  เมื่อมีข่าวว่า  วอเร็น บัฟเฟตต์ เข้าซื้อหุ้นของบริษัทปิโตรไชน่าของจีน  ราคาของหุ้นปิโตรไชน่าก็พุ่งขึ้นหลายเท่าในเวลาอันสั้น  อาจจะเป็นเพราะว่านักลงทุนคิดว่าถ้าบัฟเฟตต์ซื้อ  ก็หมายความว่าหุ้นตัวนี้คงเป็นหุ้นที่ดีและราคาถูก  ดังนั้น  พวกเขาจึงรีบเข้าไปซื้อตามก่อนที่ราคาจะ “ขึ้น” ไปหรือขึ้นไปอีก  นักลงทุนบางคนอาจจะไม่ได้คิดว่าหุ้นตัวนี้เป็นหุ้นที่ดีและถูกเท่าไรนัก   แต่เขาคิดว่าคงมีคนที่จะเข้าไปซื้อหุ้นปิโตรไชน่าตามบัฟเฟตต์  ดังนั้นเดี๋ยวหุ้นก็จะขึ้น  ดังนั้น  เขาต้องเข้าไปซื้อดักหน้าไว้ก่อน  กระบวนการที่คนต่างก็รีบเข้าไปซื้อหุ้นทำให้หุ้นปิโตรไชน่าขึ้นไปเองไม่ว่าพื้นฐานจะดีคุ้มกับราคาหุ้นหรือไม่  ลักษณะของการขึ้นของหุ้นในทันทีที่มีข่าวบัฟเฟตต์เข้าไปซื้อนั้นเรียกว่าเป็น  “Buffett Effect”  และผมคงไม่ต้องพูดต่อว่า  อิทธิพลของบัฟเฟตต์ต่อราคาหุ้นนั้นมากแค่ไหน  เพราะหุ้นแทบจะทุกตัวที่บัฟเฟตต์ซื้อนั้น  หลังปรากฏข่าวหรือแม้แต่ข่าวลือก็มักจะ “วิ่งกระจาย”</p>
<p>Effect หรืออิทธิพลระดับ “โลก”  นั้น  แน่นอน  ไม่ใช่มีแต่เฉพาะจากบัฟเฟตต์ซึ่งเป็นแนวของ Value  Investor  นักเก็งกำไรอย่างจอร์จ โซรอส นั้นก็มี  Effect ไม่แพ้กันหรืออาจจะมากกว่า  ว่ากันว่าถ้าจอร์จ โซรอส เข้าไปเล่นอะไร  คนแห่ตามกันเพียบ   ตัวอย่างเช่นสมัยที่มีการเก็งกำไรค่าเงินบาทเมื่อปี 2540  ที่ทำให้ค่าเงินบาทล่มสลายนั้น  คนที่ทำจริง ๆ  คงเป็น “สาวก” ของโซรอสมากกว่าตัวเขาเอง</p>
<p>ในเมืองไทยนั้น  Effect ก่อนหน้านี้เท่าที่เห็นก็จะมีเฉพาะที่มาจากนักเก็งกำไรหรือ  “นักปั่น”  หุ้นรายใหญ่ที่มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับ   ในสมัยก่อนนั้น  พอมีข่าวว่า  เซียนหรือรายใหญ่กำลังเข้ามาเล่นหุ้นตัวไหน  หุ้นตัวนั้นก็  “วิ่งกันกระจาย”  เพราะคนเชื่อว่าต้องรีบซื้อก่อนที่มันจะวิ่ง  พอคนจำนวนมากคิดแบบนั้น  หุ้นก็ต้องขึ้นทั้ง ๆ  ที่พื้นฐานบริษัทอาจจะแย่มาก   อย่างไรก็ตาม  Effect เนื่องจากขาใหญ่นั้น  ในระยะหลังก็เริ่ม “เลือนลาง”  ไปเนื่องจากคนที่  “ซื้อตาม”  นั้นจำนวนมาก  “หนีไม่ทัน” และมักจะขาดทุน  จึงเลิกเชื่อถือ  ผลก็คือ  Effect เหล่านั้นก็หมดไปพร้อม ๆ  กับความนิยมในการเล่นหุ้นเก็งกำไรที่ไม่มีพื้นฐาน  และนั่นคงเป็นจุดเริ่มต้นของการลงทุนแบบ  Value Investment ที่เริ่มแพร่หลายและได้รับการยอมรับมากขึ้น</p>
<p>กลุ่ม Value Investor ที่ได้เริ่มเข้ามาลงทุนมากขึ้นเรื่อย ๆ  ในตลาดหุ้นตั้งแต่ช่วงหลังวิกฤติปี 2540  นั้น  มาถึงปัจจุบันผมอยากจะพูดว่าเติบโตขึ้นมากแบบก้าวกระโดดและน่าจะกลายเป็นกลุ่มที่มีพลังและอิทธิพลมากพอสมควรและกำลังสร้างปรากฏการณ์ที่เรียกว่า VI Effect  โดยมีเหตุผลต่อไปนี้</p>
<p>ข้อแรกก็คือ  “พลังเงิน”  ถึงแม้ว่าเม็ดเงินที่มีในตลาดหุ้นของ VI จะยังน้อยกว่านักลงทุนต่างประเทศหรือนักลงทุนสถาบัน  แต่ก็มีนัยสำคัญในตลาด  มองคร่าว ๆ  ผมคิดว่าเม็ดเงินรวมของกลุ่ม VI นั้นน่าจะอยู่ในหลัก “หลายหมื่นล้านบาท”  ซึ่งเพียงพอที่จะ “ขับเคลื่อนราคาหุ้น”  ของบริษัทขนาดเล็กหรือกลางบางบริษัทได้ไม่ยาก</p>
<p>ข้อสอง  ผลงานและความรอบรู้ในตัวกิจการของ VI ระดับ  “เซียน”  นั้น  สามารถสร้างความประทับใจและน่าเชื่อถือกับนักลงทุนอื่น ๆ  โดยเฉพาะที่เป็น VI ด้วยกัน  ดังนั้น  เวลาที่ VI ระดับเซียนซื้อหุ้น  จึงมักมีคนซื้อตามกันมาก  พลังเงินจำนวนมากบวกกับตัวหุ้นที่มักจะเป็นบริษัทเล็กและมีหุ้นกระจายอยู่ในตลาดน้อย  ทำให้หุ้นตัวดังกล่าววิ่งแรงมาก  และนี่ก็ยิ่งดึงดูดให้นักลงทุนรายใหม่เข้ามาซื้อหุ้นเพิ่มขึ้นไปอีก  Effect ก็เกิดขึ้น</p>
<p>ข้อสามก็คือ  พลังของการสื่อสาร  นี่คือวิวัฒนาการของการลงทุนที่ไม่มีในสมัยก่อน  ในยุคปัจจุบันนั้น  การสื่อสารกว้างขวาง  รวดเร็ว  แพร่หลาย  และถูกมาก  นักลงทุนส่วนบุคคลสามารถส่งข้อมูลถึงคนอื่นผ่านสื่อต่าง ๆ  ได้ด้วยตนเองและทันทีและสามารถผ่านถึงผู้รับทางโทรศัพท์มือถือได้  สื่อทางสังคมเช่น  เฟซบุค ทวิตเตอร์ หรือบล็อกส่วนตัวทำให้การตอบสนองของนักลงทุนนั้นรวดเร็วและรุนแรง</p>
<p>ข้อสี่  พลังของความคิดและความเชื่อที่คล้ายคลึงกันของ VI นี่เป็นเรื่องที่ทำให้เกิด Effect ง่ายขึ้นเข้าทำนอง  “สามัคคีคือพลัง”  VI จำนวนมากอ่านหรือรับรู้ข้อมูลผ่านเวบไซ้ต์เดียวกัน  ไปสัมนาที่เดียวกัน  ไปชุมนุมจัดเลี้ยงในกลุ่มเดียวกัน  หรืออ่านหนังสือเล่มเดียวกัน   ดังนั้น  เวลาได้รับรู้การซื้อขายหุ้นของ  “ผู้นำ” หรือ  “เซียน VI”  และไปศึกษาเพิ่มเติม  การตัดสินใจหรือปฏิบัติจึงออกมาในแนวเดียวกัน</p>
<p>ทั้งหมดนั้นก็เป็นเพียงเหตุผลบางส่วนที่ทำให้เริ่มเกิด  VI Effect ในตลาดหุ้นไทย   ในระยะสั้น  VI Effect ยังน่าจะมีต่อเนื่องไปซึ่งน่าจะเป็นผลจาก  “Success beget Success” หรือความสำเร็จก่อให้เกิดความสำเร็จตามมา   อย่างไรก็ตาม  ในที่สุด  “อิทธิพล”  จะยังคงอยู่ได้หรือไม่อยู่ที่ว่าในระยะยาวแล้ว  หุ้นที่เกิดจาก Effect ยังมีราคายืนอยู่และเติบโตขึ้นไปได้หรือไม่  ถ้าปรากฏว่าหุ้นขึ้นไปโดยเกิดจากผลกระทบระยะสั้น  แต่หลังจากนั้นหุ้นกลับตกลงมาเนื่องผลประกอบการบริษัทไม่เป็นอย่างที่คิด  สุดท้ายความเชื่อถือก็จะหมดไป  และ Effect ต่าง ๆ  จะหมดไป  ในอีกด้านหนึ่ง  คนที่ซื้อหุ้นตามก็ต้องระวังว่า  การซื้อตามนั้น  ไม่ใช่หลักการของ VI  ที่เน้นว่าเราต้อง “คิดเอง” และถ้าเราคิดแล้วมีคนตาม  นั่นก็แปลว่า  ฝีมือเราอาจจะก้าวขึ้นมาอีกขั้นหนึ่งและเราน่าจะประสบความสำเร็จสูงขึ้น</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.thaivi.com/2010/06/527/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>7</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ลดความเสี่ยงแบบ VI</title>
		<link>http://www.thaivi.com/2010/06/525/</link>
		<comments>http://www.thaivi.com/2010/06/525/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 13 Jun 2010 15:15:05 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร</dc:creator>
				<category><![CDATA[โลกในมุมมองของ Value Investor]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.thaivi.com/?p=525</guid>
		<description><![CDATA[โลกในมุมมองของ Value Investor               12 มิ.ย. 53
ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
การลงทุนในหุ้นมีความเสี่ยงค่อนข้างมากเมื่อเทียบกับการลงทุนในพันธบัตรหรือกองทุนต่าง ๆ   ดังนั้น  เพื่อความปลอดภัย  เราควรจะต้องลดความเสี่ยงให้เหลือน้อยลงเท่าที่จะทำได้  แต่ในขณะเดียวกัน  ยังได้ผลตอบแทนที่ดีมาก  พูดง่าย ๆ  ลงทุนให้ได้ผลตอบแทนสูงแต่ความเสี่ยงต่ำ  และต่อไปนี้คือเกณฑ์หรือกลยุทธง่าย ๆ ที่จะทำให้เราได้ผลลัพธ์แบบนั้น
ข้อ 1)  รู้ว่าคุณกำลังทำอะไรอยู่  นี่เป็นหลักสำคัญ  เพราะความเสี่ยงก็คือการที่คุณ  “ไม่รู้ว่ากำลังทำอะไรอยู่”  หรือเข้าใจผิดว่ารู้แต่จริง ๆ  แล้วไม่รู้  เช่น  คิดว่าการลงทุนในหุ้นของบริษัทขนาดใหญ่ที่ผลิตสินค้าโภคภัณฑ์เช่นปิโตรเคมีนั้น  “ไม่เสี่ยง”
ข้อ 2)  กระจายความเสี่ยงอย่างเหมาะสม  ไม่ถือหุ้นจำนวนน้อยหรือมากตัวเกินไป   จำนวนที่เหมาะสมสำหรับนักลงทุนที่มีเงินลงทุนไม่เกิน 100 ล้านบาทนั้น  ผมคิดว่าไม่ควรถือหุ้นเกิน 5-10 ตัว   การถือหุ้นจำนวนน้อยตัวเช่น 1-2 ตัวนั้นเป็นความเสี่ยงที่อาจจะเกิดการผิดพลาดร้ายแรงได้   เช่นเดียวกัน  การถือหุ้นมากตัวเกินไปก็มีความเสี่ยงในแง่ที่ว่าเราไม่สามารถเข้าใจหรือติดตามมันได้ดีพอซึ่งก็คือความเสี่ยงที่เกิดจากการ “ไม่รู้”
ข้อ 3)  พยายาม  “มองยาว”  คือวิเคราะห์ไปในอนาคต 3-5 ปี และวางแผนว่าจะลงทุนยาวตามกันไป  การมองยาวนั้นช่วยลดความเสี่ยงในการลงทุน  เพราะในระยะยาวราคาหุ้นจะปรับตัวไปตามกำไรของบริษัทเสมอ  [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>โลกในมุมมองของ Value Investor               12 มิ.ย. 53</p>
<p>ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร</p>
<p>การลงทุนในหุ้นมีความเสี่ยงค่อนข้างมากเมื่อเทียบกับการลงทุนในพันธบัตรหรือกองทุนต่าง ๆ   ดังนั้น  เพื่อความปลอดภัย  เราควรจะต้องลดความเสี่ยงให้เหลือน้อยลงเท่าที่จะทำได้  แต่ในขณะเดียวกัน  ยังได้ผลตอบแทนที่ดีมาก  พูดง่าย ๆ  ลงทุนให้ได้ผลตอบแทนสูงแต่ความเสี่ยงต่ำ  และต่อไปนี้คือเกณฑ์หรือกลยุทธง่าย ๆ ที่จะทำให้เราได้ผลลัพธ์แบบนั้น</p>
<p>ข้อ 1)  รู้ว่าคุณกำลังทำอะไรอยู่  นี่เป็นหลักสำคัญ  เพราะความเสี่ยงก็คือการที่คุณ  “ไม่รู้ว่ากำลังทำอะไรอยู่”  หรือเข้าใจผิดว่ารู้แต่จริง ๆ  แล้วไม่รู้  เช่น  คิดว่าการลงทุนในหุ้นของบริษัทขนาดใหญ่ที่ผลิตสินค้าโภคภัณฑ์เช่นปิโตรเคมีนั้น  “ไม่เสี่ยง”</p>
<p>ข้อ 2)  กระจายความเสี่ยงอย่างเหมาะสม  ไม่ถือหุ้นจำนวนน้อยหรือมากตัวเกินไป   จำนวนที่เหมาะสมสำหรับนักลงทุนที่มีเงินลงทุนไม่เกิน 100 ล้านบาทนั้น  ผมคิดว่าไม่ควรถือหุ้นเกิน 5-10 ตัว   การถือหุ้นจำนวนน้อยตัวเช่น 1-2 ตัวนั้นเป็นความเสี่ยงที่อาจจะเกิดการผิดพลาดร้ายแรงได้   เช่นเดียวกัน  การถือหุ้นมากตัวเกินไปก็มีความเสี่ยงในแง่ที่ว่าเราไม่สามารถเข้าใจหรือติดตามมันได้ดีพอซึ่งก็คือความเสี่ยงที่เกิดจากการ “ไม่รู้”</p>
<p>ข้อ 3)  พยายาม  “มองยาว”  คือวิเคราะห์ไปในอนาคต 3-5 ปี และวางแผนว่าจะลงทุนยาวตามกันไป  การมองยาวนั้นช่วยลดความเสี่ยงในการลงทุน  เพราะในระยะยาวราคาหุ้นจะปรับตัวไปตามกำไรของบริษัทเสมอ  และถ้าเรามั่นใจในกำไรระยะยาวของบริษัท  เราก็จะไม่ค่อยเสี่ยง   ตรงกันข้าม  ในระยะสั้น  หุ้นมักจะผันผวนไปตามภาวะตลาดและการเงินซึ่งคาดการณ์ยาก  ดังนั้น  การเล่นสั้นจึงมีความเสี่ยงสูงกว่า</p>
<p>ข้อ 4)  เลือกบริษัทที่มีผลการดำเนินงานสม่ำเสมอทั้งยอดขายและกำไร  กิจการเหล่านี้มักจะ  “คาดการณ์ได้ง่าย”  และไม่ค่อยผิดพลาดมากนัก  ดังนั้น  จึงมักจะสามารถทนทานต่อความผันผวนของภาวะแวดล้อมได้มากกว่าหุ้นของบริษัทที่มีผลการดำเนินงานที่ไม่แน่นอน</p>
<p>ข้อ 5)  เลือกบริษัทที่มีเงินสดมากและมีหนี้เงินกู้น้อยหรือไม่มีเลย  กิจการพวกนี้มีโอกาสเจ๊งน้อยมากและมักจะจ่ายปันผลดีซึ่งช่วยให้หุ้นมีเสถียรภาพสูงกว่าหุ้นที่มีหนี้มหาศาล  “การไม่มีหนี้เป็นลาภอันประเสริฐ”  ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของส่วนบุคคลหรือบริษัท</p>
<p>ข้อ 6)  เลือกหุ้นที่ให้ปันผลสม่ำเสมอและในอัตราที่เหมาะสมประมาณปีละ 3-4% ขึ้นไปเมื่อเทียบกับราคาหุ้น  ปันผลที่สม่ำเสมอนั้นเป็น “ฐาน”  ที่สำคัญที่จะช่วยให้ราคาหุ้นไม่ตกลงไปมากเวลาตลาดหุ้นมีปัญหา  เหนือสิ่งอื่นใด  ถ้าเราได้ปันผลปีละ 3-4%  จากราคาหุ้นที่เราซื้อ  ถึงแม้ว่าเวลาจะผ่านไปสัก 3-4 ปี โดยที่ราคาหุ้นไม่ขึ้นเลยเราก็ยัง  “ไม่ขาดทุน”  เมื่อเทียบกับการฝากเงินหรือซื้อพันธบัตรที่ให้ดอกเบี้ยไม่เกิน 1-4%  เท่านั้น</p>
<p>ข้อ 7)  เมื่อซื้อหุ้นแล้ว  ถ้าจะลดความเสี่ยง  เราต้องติดตามบริษัทตลอดเวลา  ทั้งตัวเลขผลการดำเนินงานและข่าวสารต่าง ๆ  ของบริษัท  และถ้าเป็นไปได้  เราจะต้องติดตามข้อมูล “ภาคสนาม”  นั่นคือ  การสังเกตติดตามกิจกรรมทางการตลาดและตัวผลิตภัณฑ์ของบริษัท  ยิ่งถ้าเรามีโอกาสได้ใช้สินค้าของบริษัทก็จะยิ่งดี</p>
<p>ข้อ 8)  ติดตามข่าวคราวทางเศรษฐกิจ  การเงิน  และภาวะตลาดหุ้นบ้าง  แม้ว่า VI ชื่อดังหลาย ๆ  คนจะบอกว่าอย่าไปสนใจภาพใหญ่แบบนั้น  แต่การรับรู้และนำข้อมูลทางเศรษฐกิจมาประกอบจะช่วยลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นโดย  “ไม่คาดคิด” ได้  โดยเฉพาะในกรณีที่หุ้นของเราบางตัวอาจถูกกระทบโดยตรง  อย่างไรก็ตาม  นี่เป็นความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้ไม่มากนัก</p>
<p>ข้อ 9)  หลีกเลี่ยงการกู้เงินหรือใช้มาร์จินในการลงทุน  การใช้เงินกู้มาลงทุนนั้น  แม้ว่าอาจจะช่วยให้ผลตอบแทนเราดีขึ้นมาก  แต่ความเสี่ยงก็สูงโดยเฉพาะในช่วงสั้นที่หุ้นอาจจะมีความผันผวนเนื่องจากปัจจัยต่าง ๆ  ที่ไม่อาจคาดคิดได้  ดังนั้น  VI ส่วนใหญ่และในสถานการณ์ส่วนใหญ่จึงไม่ควรทำ  เหนือสิ่งอื่นใด  การลงทุน  “ร้อยเปอร์เซ็นต์”  ในหุ้น  ก็ทำผลตอบแทนได้สูงพออยู่แล้วถ้าเราลงทุนอย่างถูกต้อง  ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องโตเร็วไปกว่านั้น</p>
<p>ทั้งหมดนั้นก็เป็นเพียงส่วนหนึ่งของกลยุทธและแนวทางในการลดความเสี่ยงของการลงทุนในหุ้นแบบ VI  ผมคิดว่าคนที่ลงทุนในหุ้นร้อยเปอร์เซ็นต์และเป็นนักลงทุนที่มุ่งมั่นและเป็นการลงทุน “เพื่อชีวิต”  ควรจะนำมาใช้ในหุ้นส่วนใหญ่ที่ลงทุน  ผมคิดว่าถ้าทำตามเกณฑ์ต่าง ๆ  ที่ว่ามานั้นอย่างเคร่งครัด   การลงทุนในหุ้นจำนวนมาก ๆ  ก็เป็นเรื่องที่  “ไม่เสี่ยง”   ว่าที่จริง  ผมคิดว่ามันเสี่ยงน้อยกว่าการถือเงินไว้ในบัญชีเงินฝากธนาคารหรือแม้แต่ในพันธบัตรรัฐบาลซึ่งนับวันจะมีค่าน้อยลงเพราะเงินเฟ้อกินไปหมด</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.thaivi.com/2010/06/525/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>7</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>สัญญาณแห่งคุณค่า</title>
		<link>http://www.thaivi.com/2010/06/521/</link>
		<comments>http://www.thaivi.com/2010/06/521/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 07 Jun 2010 01:56:08 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร</dc:creator>
				<category><![CDATA[โลกในมุมมองของ Value Investor]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.thaivi.com/?p=521</guid>
		<description><![CDATA[โลกในมุมมองของ Value Investor            5 มิถุนายน 2553
ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
ในการค้นหาว่าหุ้นตัวไหนจะมี Value หรือมีคุณค่า  หรือมีคุณค่ามากขึ้นนั้น  นอกจากกำไรที่ควรจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ แล้ว  ต่อไปนี้คือสัญญาณบางอย่างที่จะช่วยบอกเราว่าหุ้นตัวนั้นจะเป็นหุ้น Value ที่น่าสนใจในอนาคตและเป็นหุ้นที่เราควรพิจารณาลงทุน
สัญญาณแรกก็คือ  Market Share หรือส่วนแบ่งทางการตลาดของสินค้าของบริษัทเพิ่มขึ้นและเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ   นี้เป็นสัญญาณที่ดีมาก  เนื่องจากมันบอกว่าความสามารถในการแข่งขันของบริษัทกำลังเพิ่มขึ้น  และการได้หรือมีธุรกิจมากขึ้นมักจะก่อให้เกิดความได้เปรียบในแง่ของต้นทุนการผลิตและการขายของสินค้าต่อหน่วยซึ่งจะลดลง  และนั่นก็จะทำให้ได้เปรียบในการแข่งขันมากขึ้นไปอีก  ก่อให้เกิด “วงจรแห่งความรุ่งเรือง” ต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ
สัญญาณข้อที่สองก็คือ  บริษัทสามารถควบคุมราคาขายของสินค้าของบริษัทได้ดี  นั่นก็คือ  บริษัทสามารถกำหนดหรือควบคุมราคาขายสินค้าของบริษัทได้ในระดับที่มีเหตุผล  คือมีกำไรที่เพียงพอ  นี่เป็น Value หรือคุณค่าของกิจการ  ถ้าเราพบว่ากิจการไม่สามารถควบคุมราคาขายได้เช่นกิจการที่ขายสินค้าโภคภัณฑ์  หรือกิจการที่มีการแข่งขันกันรุนแรงมาก  แบบนี้เป็นสัญญาณว่ากิจการมีคุณค่าน้อย
สัญญาณที่สามคือ  ลูกค้ามีความภักดีต่อสินค้าหรือยี่ห้อของบริษัท  ถ้าพบว่าลูกค้ามีความภักดีมาก  ไม่เปลี่ยนไปใช้สินค้าหรือบริการของคู่แข่งง่าย ๆ  แบบนี้ก็ถือว่าเป็น  Value ที่มีคุณค่า  ตรงกันข้าม  ถ้าลูกค้ามักจะเปลี่ยนไปซื้อสินค้าหรือบริการจากคู่แข่งอยู่เรื่อย ๆ  ด้วยเหตุผลสารพัดเช่นเวลาที่มีโปรโมชั่นพิเศษ หรือมีสินค้าหรือบริการใหม่ที่แตกต่างจากเดิมเพียงเล็กน้อย  แบบนี้ต้องถือว่าบริษัทไม่ค่อยมี Value เท่าไรนัก
สัญญาณที่สี่ก็คือ  Profit [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>โลกในมุมมองของ Value Investor            5 มิถุนายน 2553</p>
<p>ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร</p>
<p>ในการค้นหาว่าหุ้นตัวไหนจะมี Value หรือมีคุณค่า  หรือมีคุณค่ามากขึ้นนั้น  นอกจากกำไรที่ควรจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ แล้ว  ต่อไปนี้คือสัญญาณบางอย่างที่จะช่วยบอกเราว่าหุ้นตัวนั้นจะเป็นหุ้น Value ที่น่าสนใจในอนาคตและเป็นหุ้นที่เราควรพิจารณาลงทุน</p>
<p>สัญญาณแรกก็คือ  Market Share หรือส่วนแบ่งทางการตลาดของสินค้าของบริษัทเพิ่มขึ้นและเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ   นี้เป็นสัญญาณที่ดีมาก  เนื่องจากมันบอกว่าความสามารถในการแข่งขันของบริษัทกำลังเพิ่มขึ้น  และการได้หรือมีธุรกิจมากขึ้นมักจะก่อให้เกิดความได้เปรียบในแง่ของต้นทุนการผลิตและการขายของสินค้าต่อหน่วยซึ่งจะลดลง  และนั่นก็จะทำให้ได้เปรียบในการแข่งขันมากขึ้นไปอีก  ก่อให้เกิด “วงจรแห่งความรุ่งเรือง” ต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ</p>
<p>สัญญาณข้อที่สองก็คือ  บริษัทสามารถควบคุมราคาขายของสินค้าของบริษัทได้ดี  นั่นก็คือ  บริษัทสามารถกำหนดหรือควบคุมราคาขายสินค้าของบริษัทได้ในระดับที่มีเหตุผล  คือมีกำไรที่เพียงพอ  นี่เป็น Value หรือคุณค่าของกิจการ  ถ้าเราพบว่ากิจการไม่สามารถควบคุมราคาขายได้เช่นกิจการที่ขายสินค้าโภคภัณฑ์  หรือกิจการที่มีการแข่งขันกันรุนแรงมาก  แบบนี้เป็นสัญญาณว่ากิจการมีคุณค่าน้อย</p>
<p>สัญญาณที่สามคือ  ลูกค้ามีความภักดีต่อสินค้าหรือยี่ห้อของบริษัท  ถ้าพบว่าลูกค้ามีความภักดีมาก  ไม่เปลี่ยนไปใช้สินค้าหรือบริการของคู่แข่งง่าย ๆ  แบบนี้ก็ถือว่าเป็น  Value ที่มีคุณค่า  ตรงกันข้าม  ถ้าลูกค้ามักจะเปลี่ยนไปซื้อสินค้าหรือบริการจากคู่แข่งอยู่เรื่อย ๆ  ด้วยเหตุผลสารพัดเช่นเวลาที่มีโปรโมชั่นพิเศษ หรือมีสินค้าหรือบริการใหม่ที่แตกต่างจากเดิมเพียงเล็กน้อย  แบบนี้ต้องถือว่าบริษัทไม่ค่อยมี Value เท่าไรนัก</p>
<p>สัญญาณที่สี่ก็คือ  Profit Margin  หรือเปอร์เซ็นต์กำไรเมื่อเทียบกับยอดขายของบริษัทเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ   นี่เป็นสัญญาณที่ต้องมองย้อนหลังไปหลาย ๆ  ไตรมาศหรืออาจจะหลายปี  ถ้าพบว่า Margin ค่อย ๆ  เพิ่มขึ้นเช่น  จากเดิมกำไรต่อยอดขายเป็น 3 เปอร์เซ็นต์  ปีต่อมาเป็น 3.2  ปีที่สามเป็น 3.4  ปีที่สี่เป็น 3.5  ปีที่ห้าเป็น  3.6  แบบนี้แปลว่าบริษัทสามารถทำกำไรต่อยอดขายเพิ่มขึ้นซึ่งอาจจะมาจากสาเหตุหลายอย่างเช่น  บริษัทสามารถขายสินค้าในราคาแพงขึ้นหรือสามารถลดต้นทุนลงไปเรื่อย ๆ  ซึ่งถือว่าเป็น Value หรือคุณค่าที่ดีมาก</p>
<p>สัญญาณข้อห้า  Return On Equity (ROE)  หรือ ผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้นค่อนข้างสูงและสม่ำเสมอหรือเพิ่มขึ้น   ตัวเลขที่จะแสดงถึง Value หรือคุณค่านั้นผมคิดว่าน่าจะต้องไม่ต่ำกว่า 14-15%  ต่อปี  ยิ่งสูงก็ถือว่ามี Value มากขึ้นเท่านั้น  แต่นี่ก็ต้องหมายถึงว่าบริษัทไม่ได้กู้หนี้มากเกินกว่าที่ควรเป็นซึ่งก็คือควรจะมีหนี้ไม่เกิน 4-5 เท่าของกำไรต่อปี  ยกเว้นกิจการที่มีรายได้และกำไรค่อนข้างแน่นอนเช่นพวกกิจการสาธารณูปโภคที่อาจจะยอมให้มีหนี้มากกว่านั้นได้  เรื่องของ ROE นั้น  ผมคิดว่าแทบจะบอกได้เลยว่าถ้ากิจการไหนมี ROE ต่ำมากเช่นต่ำกว่า 10% ต่อปีอย่างต่อเนื่องยาวนาน  แบบนี้ต้องบอกว่าหุ้นไม่ค่อยมี  Value เท่าไร</p>
<p>สัญญาณข้อที่หก เป็นกิจการที่สร้างกระแสเงินสดดี  ไม่ใช่กิจการที่ต้องลงทุนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ  หรือเป็นกิจการที่ต้องใช้เงินเพื่อบำรุงรักษาเครื่องจักร อุปกรณ์ค่อนข้างมากและตลอดเวลา  ยิ่งกิจการที่ขยายตัวได้โดยแทบจะไม่ต้องลงทุนเพิ่มก็ต้องถือว่าเป็นกิจการที่มีคุณค่าสูง  เพราะกิจการแบบนี้เมื่อมีกำไรก็มักจะสามารถจ่ายปันผลได้ในอัตราที่สูง   นอกจากนั้น  กิจการเหล่านี้เมื่อเวลาผ่านไปก็มักจะกลายเป็นกิจการที่  “ปลอดหนี้” เงินกู้จากสถาบันการเงินซึ่งทำให้ความเสี่ยงของบริษัทลดลงมาก</p>
<p>สัญญาณสุดท้ายที่ผมจะพูดถึงก็คือ  เรื่องของผู้บริหาร  คุณค่าของกิจการนั้นขึ้นอยู่กับตัวผู้บริหารค่อนข้างมาก  ผู้บริหารที่มีความโปร่งใส  เปิดเผยหรือเปิดตัวต่อสาธารณชนไม่แอบอยู่ใน “มุมมืด”  ผู้บริหารที่มีความซื่อสัตย์สุจริต  ผู้บริหารที่ทำอะไรมีเหตุมีผล  ผู้บริหารที่ตัดสินใจอะไรก็คำนึงถึงผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้น  และที่สำคัญ  ผู้บริหารที่จัดสรรผลกำไรอย่างเหมาะสม  นั่นคือ  จ่ายปันผลให้กับผู้ถือหุ้นอย่างยุติธรรม  เหล่านี้เป็นคุณค่าของบริษัท  ตรงกันข้าม  ผู้บริหารที่เก็บตัวไม่ยอมให้ข่าวสารกับผู้ถือหุ้น  เวลาจัดสรรผลกำไรของกิจการนั้นมองดูไม่สมเหตุสมผล  หรือเป็นคนที่เข้าใจได้ยากเวลาตัดสินใจทำอะไรเกี่ยวกับบริษัท  แบบนี้เป็นสัญญลักษณ์ของความไม่มีคุณค่า</p>
<p>การมองหา “คุณค่า” นั้น  ยังมีสัญญาณอื่น ๆ  อีกมาก  ที่กล่าวมานั้นเป็นเพียงบางส่วนที่สำคัญและเป็นเรื่องทั่วไปที่ใช้ได้กับทุกกิจการหรือทุกอุตสาหกรรม  นักลงทุนที่มุ่งมั่นและศึกษาบริษัทที่จะลงทุนจะต้องคิดอย่างละเอียดขึ้นว่าหุ้นที่ตนเองสนใจนั้น  มีคุณค่าหรือ  ด้อยคุณค่าอย่างอื่นที่สำคัญหรือไม่เพื่อที่จะได้วิเคราะห์อย่างถูกต้องว่าหุ้นของตนเองนั้น  มี  Value หรือกำลังมี Value เพิ่มขึ้นมากน้อยแค่ไหน</p>
<p>สรุปก็คือ  ในการวิเคราะห์ในแบบของ Value Investment นั้น  เราจะต้องมองหาคุณค่าของบริษัท  ยิ่งบริษัทมีคุณค่าสูงหรือกำลังมีคุณค่าสูงขึ้น  นั่นก็เป็นสิ่งที่ดี  เพราะคุณค่านั้นในไม่ช้าก็จะแปลงออกมาเป็นราคาหุ้นที่สูงขึ้น  ตรงกันข้าม  ถ้าเราพบว่า Value ของกิจการกำลังลดลง  แม้ว่าตัวเลขผลประกอบการจะยังดูดีอยู่  แต่ในที่สุด  ผลประกอบการก็จะตกต่ำลงตามคุณค่าที่ลดลง  และราคาหุ้นก็จะลดลงตามมา</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.thaivi.com/2010/06/521/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>10</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Value + Growth</title>
		<link>http://www.thaivi.com/2010/05/519/</link>
		<comments>http://www.thaivi.com/2010/05/519/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 30 May 2010 06:43:45 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร</dc:creator>
				<category><![CDATA[โลกในมุมมองของ Value Investor]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.thaivi.com/?p=519</guid>
		<description><![CDATA[โลกในมุมมองของ Value Investor             28 พฤษภาคม 53
ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
ในโลกของการลงทุนนั้น  มีแนวความคิดใหญ่ ๆ  น่าจะประมาณ 3 แบบนั่นคือ  Value Investment  ซึ่งเป็น  “โรงเรียน”  ที่เก่าที่สุดนำโดย เบน เกรแฮม  Growth Investment หรือการลงทุนในหุ้นที่เติบโตเร็วนำโดย ฟิลิปส์ ฟิสเชอร์  และ Passive Investment หรือการลงทุนที่ไม่ต้องเลือกหุ้นแต่ซื้อหุ้นทุกตัวที่อยู่ในดัชนีหรือในตลาดซึ่งเป็น  “โรงเรียน”  ล่าสุดที่นำโดยนักวิชาการการเงินแต่คนที่มีชื่อเสียงน่าจะเป็นกองทุนอิงดัชนี Vanguard ที่ก่อตั้งและบริหารโดย จอห์น โบเกิล  ส่วนแนวทางอื่น ๆ  นั้นมักเป็นแนวทางเล็ก ๆ ที่แตกแขนงออกไป  มีคนใช้และศึกษาน้อยเกินกว่าที่จะเรียกว่าเป็น  “โรงเรียน”
แนวทางของ Value Investment นั้น  มีหลักการที่เข้มข้นเป็นเรื่องเป็นราว   เป็นตำราที่ต้องใช้ศาสตร์หลาย ๆ  อย่างเฉพาะอย่างยิ่งทางการเงินในการวิเคราะห์หามูลค่าที่แท้จริงของหลักทรัพย์  ดังนั้น  คนที่ศึกษาจำเป็นต้องมีความรู้หลายอย่างรวมถึงความสามารถในการคำนวณทางการเงินถึงจะเข้าใจได้ลึกซึ้ง  หนังสือที่เป็น  “ไบเบิล” ของ Value [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>โลกในมุมมองของ Value Investor             28 พฤษภาคม 53</p>
<p>ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร</p>
<p>ในโลกของการลงทุนนั้น  มีแนวความคิดใหญ่ ๆ  น่าจะประมาณ 3 แบบนั่นคือ  Value Investment  ซึ่งเป็น  “โรงเรียน”  ที่เก่าที่สุดนำโดย เบน เกรแฮม  Growth Investment หรือการลงทุนในหุ้นที่เติบโตเร็วนำโดย ฟิลิปส์ ฟิสเชอร์  และ Passive Investment หรือการลงทุนที่ไม่ต้องเลือกหุ้นแต่ซื้อหุ้นทุกตัวที่อยู่ในดัชนีหรือในตลาดซึ่งเป็น  “โรงเรียน”  ล่าสุดที่นำโดยนักวิชาการการเงินแต่คนที่มีชื่อเสียงน่าจะเป็นกองทุนอิงดัชนี Vanguard ที่ก่อตั้งและบริหารโดย จอห์น โบเกิล  ส่วนแนวทางอื่น ๆ  นั้นมักเป็นแนวทางเล็ก ๆ ที่แตกแขนงออกไป  มีคนใช้และศึกษาน้อยเกินกว่าที่จะเรียกว่าเป็น  “โรงเรียน”</p>
<p>แนวทางของ Value Investment นั้น  มีหลักการที่เข้มข้นเป็นเรื่องเป็นราว   เป็นตำราที่ต้องใช้ศาสตร์หลาย ๆ  อย่างเฉพาะอย่างยิ่งทางการเงินในการวิเคราะห์หามูลค่าที่แท้จริงของหลักทรัพย์  ดังนั้น  คนที่ศึกษาจำเป็นต้องมีความรู้หลายอย่างรวมถึงความสามารถในการคำนวณทางการเงินถึงจะเข้าใจได้ลึกซึ้ง  หนังสือที่เป็น  “ไบเบิล” ของ Value Investment เช่น  Securities Analysis ของ เบน เกรแฮม นั้น  หนามากและอ่านยากเท่า ๆ  กับความ “น่าเบื่อ” ซึ่งแม้แต่คนที่เรียนมาทางการเงินโดยตรงก็พบว่ากว่าจะอ่านจบก็เหนื่อยทีเดียว</p>
<p>หัวใจของ Value Investment นั้นอยู่ที่การซื้อหุ้นที่มีราคาถูกหรือราคาต่ำกว่า “พื้นฐาน”ของกิจการ  โดยที่พื้นฐานของกิจการนั้นมักเน้นไปที่ข้อมูลหรือตัวเลขทางการเงินเช่น  ข้อมูลเกี่ยวกับทรัพย์สิน  กำไรที่เป็นตัวเลขในอดีตที่ผ่านมาเป็นต้น  ส่วนความถูกของราคาหุ้นก็มักจะดูจากค่า PE และ PB ว่าจะต้องต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของหุ้นในตลาดหลักทรัพย์  ดังนั้น  เวลาเลือกหุ้นโดยใช้มาตรฐานแบบนี้  หุ้นที่เข้าข่ายเป็นหุ้น Value จึงเป็นหุ้นที่มีค่า PE และ PB ต่ำเป็นหลัก  ซึ่งหุ้นประเภทนี้ส่วนมากมักเป็นหุ้นที่นักลงทุนไม่ค่อยสนใจจะลงทุนเนื่องจากเหตุผลหลายอย่างแต่ที่สำคัญก็คือเป็นหุ้นของกิจการที่มี  “คุณภาพต่ำ”  และคำว่าคุณภาพต่ำก็มีความหมายกว้างมากเช่น  เป็นกิจการที่ไม่โตหรือเป็นกิจการ “ตะวันตกดิน”  ผู้บริหารมีปัญหาในด้านของบรรษัทภิบาล  หรือ  กำไรลุ่ม ๆ ดอน  ๆ ไม่แน่นอน เป็นต้น</p>
<p>หัวใจของ Growth Investment นั้นอยู่ที่การซื้อหุ้นที่เติบโตเร็ว  บริษัทมีคุณภาพดีหรือถ้าจะพูดให้ถูกต้องกว่าก็คือ  มีศักยภาพสูงในการที่จะเติบโตในอนาคตด้วยเหตุผลต่าง ๆ  รวมถึงผู้บริหารที่มีความสามารถสูง  มีตลาดที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว  มีเทคโนโลยีใหม่ที่ทันสมัย  สิ่งเหล่านี้จะทำให้บริษัทมียอดขายเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและในที่สุดจะทำกำไรมหาศาล  ดังนั้น  การซื้อหุ้นไว้จะทำให้ได้กำไรงดงามเมื่อบริษัทประสบความสำเร็จและเติบโตไปตามที่คาด  ส่วนเรื่องของราคาหุ้น  แม้ว่าอาจจะดูว่ามีราคาแพงในวันนี้   โดยที่ค่า PE และ PB อาจจะสูงหรือสูงมากในวันนี้เนื่องจากกำไรของบริษัทยังอาจจะน้อยหรือไม่มีกำไรเลย  แต่ในอนาคตเมื่อกำไรเพิ่มขึ้น  ค่า PE ก็จะลดลงอย่างรวดเร็ว  กลายเป็นหุ้นที่ไม่แพง  อย่างไรก็ตาม  Growth Investor นั้นสนใจค่า PE น้อยกว่าการเติบโตของรายได้และกำไร</p>
<p>ผมคงไม่พูดถึง Passive Investment  เพราะเขาไม่เลือกหุ้นอยู่แล้ว  พวกเขาคิดว่าตลาดหลักทรัพย์นั้นเป็นตลาดที่มี  “ประสิทธิภาพ”  ในการกำหนดราคาหุ้นให้เหมาะสมกับพื้นฐานของหุ้นทุกตัว  ดังนั้นไม่ต้องไปเลือก  ซื้อเฉลี่ยไปทุกตัวและถือไว้ตลอดเวลา  ซึ่งก็จะทำให้ได้ผลตอบแทนที่เหมาะสมคือประมาณปีละเกือบ 10% ในระยะยาว</p>
<p>จุดอ่อนของความคิดแบบ Value Investment ก็คือ  การเน้นไปที่ความถูกของหุ้นเพียงอย่างเดียว  ทำให้มักเลือกหุ้นที่มีคุณภาพต่ำ  หุ้นเหล่านี้อาจจะให้ผลตอบแทนพอใช้ได้แต่ก็ไม่โดดเด่นนัก  หุ้นถูกหรือถูกมากเหล่านั้นเมื่อเวลาผ่านไปมันก็ยังคงถูกอยู่อย่างเดิม  ดังนั้นนักลงทุนก็อาจจะไม่ได้อะไร  เวลาของการรอคอยเพื่อที่จะให้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นมาสะท้อนพื้นฐานบางครั้งมันนานมากจนไม่คุ้มที่จะรอ  เพราะว่าเงินนั้นมีต้นทุนและมีค่าเสียโอกาส</p>
<p>จุดอ่อนของ Growth Investment ก็คือ  มันไม่ค่อยคำนึงถึงราคาหุ้นที่อาจจะแพงเกินไป  มันอิงอยู่กับการคาดการณ์อนาคตของบริษัทว่าจะโตแบบก้าวกระโดด  ถ้าสิ่งเหล่านั้นไม่เป็นไปตามคาด  หุ้นก็อาจจะตกลงมาอย่างแรงได้  เหนือสิ่งอื่นใด  ศาสตร์ของการมองอนาคตนั้นไม่หนักแน่นมั่นคง  โอกาสที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงมีมหาศาลและหลายเรื่องไม่อาจคาดได้  ดังนั้น  การซื้อหุ้นโดยไม่สนใจหรือสนใจน้อยในเรื่องของราคารวมถึงปัจจัยพื้นฐานทางการเงินหรือตัวเลขอื่น ๆ  จึงเป็นเรื่องที่อันตรายมาก</p>
<p>ทางเลือกก็คือ  จับแนวความคิดของ Value มารวมกับ Growth เพื่อหลีกเลี่ยงจุดอ่อนของการลงทุนทั้งสองแบบ  ขณะเดียวกัน  ได้จุดแข็งของแต่ละแนวทางมาใช้ในการลงทุน   แนวทางของ Value+Growth Investment นั้น  เราจะเน้นการวิเคราะห์ที่เป็น “แก่น” โดยใช้ Value Investemnt  ที่มีการตรวจสอบบริษัทอย่างเข้มข้นเป็นหลัก  หลังจากนั้น  เราจะมองทางด้านของคุณสมบัติทางด้านคุณภาพ  โดยเฉพาะโอกาสในการเติบโตของบริษัท ในแบบของ Growth Investment ซึ่งจะต้องมองถึงศักยภาพด้วยไม่ใช่ดูแต่ตัวเลขในอดีต  เช่นเดียวกัน  จะต้องมองไปถึงความสามารถในการแข่งขันของบริษัทและคู่แข่ง  รวมถึงการเปลี่ยนแปลงในภาวะแวดล้อมและตลาดของสินค้าในอนาคต</p>
<p>การเลือกลงทุนแบบ Value + Growth นั้น  เราจะไม่เลือกโดยยึดถือปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งเป็นหลัก   เราจะไม่เลือกเพราะว่ามันเป็นหุ้นที่ถูกที่สุดหรือดีที่สุดในด้านของคุณสมบัติและการเติบโตของบริษัท  แต่เราจะเลือกเพราะหุ้นนั้นเป็นกิจการที่ดีและแข็งแรงมีการเติบโตที่ดีพอในขณะเดียวกันหุ้นมีราคาถูกหรือมีราคาที่เหมาะสม  นี่เป็นศาสตร์ที่เราจะต้องเรียนรู้และปฏิบัติ  วอเร็น บัฟเฟตต์ ใช้แนวทางนี้  เซียนหุ้นจำนวนมากใช้แนวทางนี้  ผมเองก็ใช้แนวทางนี้  แต่คนที่ใช้ส่วนใหญ่ก็ไม่เคยบอกว่าตนเอง  “เปลี่ยนสี”  บัฟเฟตต์บอกว่า  Growth กับ Value นั้นเหมือนกับแฝดสยามที่มีตัวติดกันที่  “สะโพก”  นั่นก็คือ  Growth หรือการเจริญเติบโตนั้น  ที่จริงเป็นคุณสมบัติที่สำคัญมากอย่างหนึ่งของ Value มันแยกกันไม่ออก</p>
<p>ถ้าจะพูดไป  เมื่อเป็น Value Investor ถึงจุดหนึ่ง  คุณก็จะรู้ว่า Value Investment นั้น  แท้ที่จริงเป็น “กระบวนการในการคิด” ที่ต้องมีเหตุผลในด้านของการลงทุนรองรับ  มันไม่มีเรื่องของ Growth เรื่องของ โมเมนตัม และเรื่องอื่น ๆ ร้อยแปดที่แยกออกมาต่างหาก  ทุกเรื่องเป็นเรื่องเดียวกันคือ  มัน  “Make Sense” หรือไม่</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.thaivi.com/2010/05/519/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>4</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Investment Diary</title>
		<link>http://www.thaivi.com/2010/05/516/</link>
		<comments>http://www.thaivi.com/2010/05/516/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 16 May 2010 12:42:52 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร</dc:creator>
				<category><![CDATA[โลกในมุมมองของ Value Investor]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.thaivi.com/?p=516</guid>
		<description><![CDATA[โลกในมุมมองของ Value Investor               15 พฤษภาคม 53
ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
นักลงทุนนั้น  ว่ากันว่าเป็นคนที่มีความทรงจำสั้นมาก  เหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นเขาจะจำได้ติดตา  เช่น  วิกฤติที่ทำให้ตลาดหุ้นตกต่ำอย่างหนักและเหตุผลที่ทำให้เกิดวิกฤตินั้น  เมื่อเวลาผ่านไป  บางทีก็ไม่นานนัก  พวกเขาก็จะลืมเหตุการณ์เลวร้ายนั้นรวมถึงสาเหตุที่ทำให้เกิดขึ้น  พวกเขาซื้อขายหุ้นโดยไม่สนใจประวัติศาสตร์หรือสนใจน้อยมาก  นั่นทำให้ประวัติศาสตร์การเงิน  “ซ้ำรอย”  ครั้งแล้วครั้งเล่า  เราไม่เคยเรียนรู้จากประวัติศาสตร์โดยเฉพาะเมื่อมันผ่านไปนานแล้ว
เพื่อที่จะเรียนรู้จากความผิดพลาดในอดีต  เราจำเป็นที่จะต้องรู้ว่ามันเกิดความผิดพลาดขึ้น  ในเรื่องอื่น ๆ  นั้น   ความผิดพลาดเป็นเรื่องที่เรามักจะมองเห็นได้อย่างชัดเจน  แต่ในเรื่องของการลงทุนนั้น  บางทีเราก็ไม่รู้ว่ามันมีความผิดพลาดขึ้น  เหตุผลก็คือ  มีจิตวิทยาบางอย่างที่อาจจะบดบังความเข้าใจที่ถูกต้องของเรา
จิตวิทยาข้อแรกก็คือ  “ดีเป็นเพราะฝีมือเรา แย่เป็นเพราะคนอื่นหรือเรื่องอื่น”   หรือที่เรียกว่า  Self-Attribution Bias นี่เป็นจิตวิทยาของมนุษย์ทั่ว ๆ  ไป   อย่างเช่นเวลาที่เราเล่นกีฬา  ทีมที่ชนะส่วนใหญ่ก็จะบอกว่าเป็นเพราะฝีมือของทีม  แต่เวลาแพ้  บางทีก็โทษกรรมการหรือโทษโชคชะตา  ทั้ง ๆ  ที่ข้อเท็จจริงก็คือ  ฝีมือสู้เขาไม่ได้หรือใช้กลยุทธ์ในการแข่งขันที่ผิดพลาด  เช่นเดียวกัน  เวลาที่เราลงทุนและได้กำไรดีนั้น  เรามักจะคิดว่าเป็นฝีมือของเรา   แต่เวลาขาดทุน  บางครั้งเราก็คิดว่ามันเป็นสาเหตุอื่นหรือโชคร้ายหรือเหตุบังเอิญที่เราไม่อาจคาดได้   การไม่ยอมรับความผิดพลาดของตนเองนั้น  ย่อมทำให้เราไม่สามารถปรับปรุงแก้ไขข้อบกพร่องนั้นได้
จิตวิทยาข้อสองก็คือสิ่งที่ผมอยากจะใช้สำนวนว่า  “ผมว่าแล้ว”  นี่คือสิ่งที่คนเราเห็นผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นก่อนที่จะกลับไปอธิบายเหตุผลที่ทำให้มันเกิดขึ้นหรือที่เรียกในทางวิชาการว่า  Hindsight [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><span style="color: #0000ff;">โลกในมุมมองของ Value Investor               15 พฤษภาคม 53</span></p>
<p><span style="color: #0000ff;">ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร</span></p>
<p><span style="color: #0000ff;">นักลงทุนนั้น  ว่ากันว่าเป็นคนที่มีความทรงจำสั้นมาก  เหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นเขาจะจำได้ติดตา  เช่น  วิกฤติที่ทำให้ตลาดหุ้นตกต่ำอย่างหนักและเหตุผลที่ทำให้เกิดวิกฤตินั้น  เมื่อเวลาผ่านไป  บางทีก็ไม่นานนัก  พวกเขาก็จะลืมเหตุการณ์เลวร้ายนั้นรวมถึงสาเหตุที่ทำให้เกิดขึ้น  พวกเขาซื้อขายหุ้นโดยไม่สนใจประวัติศาสตร์หรือสนใจน้อยมาก  นั่นทำให้ประวัติศาสตร์การเงิน  “ซ้ำรอย”  ครั้งแล้วครั้งเล่า  เราไม่เคยเรียนรู้จากประวัติศาสตร์โดยเฉพาะเมื่อมันผ่านไปนานแล้ว</span></p>
<p><span style="color: #0000ff;">เพื่อที่จะเรียนรู้จากความผิดพลาดในอดีต  เราจำเป็นที่จะต้องรู้ว่ามันเกิดความผิดพลาดขึ้น  ในเรื่องอื่น ๆ  นั้น   ความผิดพลาดเป็นเรื่องที่เรามักจะมองเห็นได้อย่างชัดเจน  แต่ในเรื่องของการลงทุนนั้น  บางทีเราก็ไม่รู้ว่ามันมีความผิดพลาดขึ้น  เหตุผลก็คือ  มีจิตวิทยาบางอย่างที่อาจจะบดบังความเข้าใจที่ถูกต้องของเรา</span></p>
<p><span style="color: #0000ff;">จิตวิทยาข้อแรกก็คือ  “ดีเป็นเพราะฝีมือเรา แย่เป็นเพราะคนอื่นหรือเรื่องอื่น”   หรือที่เรียกว่า  Self-Attribution Bias นี่เป็นจิตวิทยาของมนุษย์ทั่ว ๆ  ไป   อย่างเช่นเวลาที่เราเล่นกีฬา  ทีมที่ชนะส่วนใหญ่ก็จะบอกว่าเป็นเพราะฝีมือของทีม  แต่เวลาแพ้  บางทีก็โทษกรรมการหรือโทษโชคชะตา  ทั้ง ๆ  ที่ข้อเท็จจริงก็คือ  ฝีมือสู้เขาไม่ได้หรือใช้กลยุทธ์ในการแข่งขันที่ผิดพลาด  เช่นเดียวกัน  เวลาที่เราลงทุนและได้กำไรดีนั้น  เรามักจะคิดว่าเป็นฝีมือของเรา   แต่เวลาขาดทุน  บางครั้งเราก็คิดว่ามันเป็นสาเหตุอื่นหรือโชคร้ายหรือเหตุบังเอิญที่เราไม่อาจคาดได้   การไม่ยอมรับความผิดพลาดของตนเองนั้น  ย่อมทำให้เราไม่สามารถปรับปรุงแก้ไขข้อบกพร่องนั้นได้</span></p>
<p><span style="color: #0000ff;">จิตวิทยาข้อสองก็คือสิ่งที่ผมอยากจะใช้สำนวนว่า  “ผมว่าแล้ว”  นี่คือสิ่งที่คนเราเห็นผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นก่อนที่จะกลับไปอธิบายเหตุผลที่ทำให้มันเกิดขึ้นหรือที่เรียกในทางวิชาการว่า  Hindsight Bias  นี่เป็นความลำเอียงของจิตใจที่คิดว่าเรา “แน่”  เรารู้ว่าอะไรเป็นอะไรทั้งที่เราไม่รู้และเราไม่ได้คิดคาดการณ์เอาไว้ก่อน   เรามา “รู้”  ก็ตอนที่เราเห็นแล้วว่าอะไรมันเกิดขึ้น    วิธีที่จะแก้ปัญหาความลำเอียงข้อนี้ก็คือ  การจดบันทึกสิ่งที่เราคิดหรือคาดการณ์ไว้ก่อน  เมื่อเกิดผลลัพธ์ขึ้น  เราก็จะได้รู้ว่าเราคิดถูกหรือคิดผิด   ในกรณีของการลงทุนนั้น  เราจะเรียกมันว่า  Investment Diary  นี่ก็คือไดอารี่ที่เราจะจดบันทึกเกี่ยวกับความคิดหรือการวิเคราะห์ของเราในการลงทุนในหุ้นหรืออื่น ๆ   การซื้อหุ้นแต่ละตัวเราจะบันทึกว่าอะไรคือเหตุผลที่เราซื้อหุ้นตัวนั้น</span></p>
<p><span style="color: #0000ff;">เมื่อเราจดบันทึกเหตุผลของการลงทุนในหุ้นหรือหลักทรัพย์ตัวไหนแล้ว  เราก็รอผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น  ภาพที่ออกมานั้น  สามารถที่จะแบ่งออกได้เป็นสี่แบบด้วยกันดังต่อไปนี้</span></p>
<p><span style="color: #0000ff;">แบบที่หนึ่ง  ในกรณีที่เราได้กำไร  การลงทุนประสบความสำเร็จ  และเหตุผลที่เราใช้ในการตัดสินใจลงทุนถูกต้อง   เช่น  เราลงทุนในหุ้น ก. เพราะเราเชื่อว่ากำไรของบริษัทนี้กำลังเติบโตก้าวกระโดดในไตรมาศหน้าและจะเติบโตต่อไปอีกไม่น้อยกว่า 3-4 ปี โดยที่ราคาหุ้นที่เห็นนั้นยังไม่ได้ปรับตัวขึ้นสอดคล้องกับพื้นฐานที่กำลังดีขึ้นและราคายังต่ำกว่าที่ควรจะเป็นมาก  เราก็จดบันทึกไว้  หลังจากนั้น  เมื่อกำไรในไตรมาศถูกประกาศออกมาก็เป็นจริงดังคาดและดูแล้วอนาคตก็น่าจะยังโตต่อเนื่อง  ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นไปในระดับหนึ่งประมาณ 20%  ซึ่งสอดคล้องกับกำไรที่ดีขึ้น  ถ้าเป็นแบบนี้  เราอาจจะสรุปได้ว่าสิ่งที่เราคิดนั้นถูกต้องแล้ว   อย่างไรก็ตาม  เรายังไม่ขายหุ้นออกไปเพราะเราเชื่อว่ากำไรจะยังเติบโตดีมากอยู่และในอนาคตราคาก็จะยังปรับตัวขึ้นไปได้อีกมาก  ในภาษาของนักลงทุน  เรา  “Right for the right reason”  เราถูกต้อง  นั่นอาจจะหมายความว่าเรามีฝีมือ</span></p>
<p><span style="color: #0000ff;">แบบที่สอง  ในกรณีที่เราได้กำไร  การลงทุนประสบความสำเร็จ  แต่เหตุผลที่เราใช้ในการตัดสินใจนั้นกลับไม่ถูกต้อง  เช่น  เราลงทุนในหุ้น ข. เพราะเราคิดว่ากำไรในไตรมาศหน้าจะดีมาก  เวลาผ่านไปสักระยะหนึ่งบริษัทได้ประกาศแจกวอแร้นต์ฟรีจำนวนมาก  ราคาหุ้นวิ่งขึ้นไปอย่างแรง  เราขายหุ้นทิ้งได้กำไรงดงาม  อย่างไรก็ตาม  งบรายไตรมาศที่ประกาศออกมาภายหลังพบว่ากำไรของบริษัทลดลงมาก  แบบนี้เราเรียกว่า  “Right for the wrong reason”  เราซื้อหุ้นถูกตัวด้วยเหตุผลที่ผิด  พูดง่าย ๆ เราประสบความสำเร็จเพราะโชคไม่ใช่ฝีมือ  อย่าหลอกตัวเองว่าตนเองเก่ง</span></p>
<p><span style="color: #0000ff;">แบบที่สาม  ในกรณีที่เราขาดทุน  การลงทุนไม่ประสบความสำเร็จ  เหตุผลในการลงทุนของเราผิด  เช่น  เราคิดว่าบริษัท ค. กำลังจะมีผลประกอบการที่ดี  เราซื้อหุ้นลงทุน  ผลประกอบการออกมาปรากฏว่าบริษัทขาดทุนอย่างหนัก  ราคาหุ้นตกต่ำลงมามาก   เราขายหุ้นทิ้ง ในกรณีนี้เรียกว่าเรา  “Wrong for the wrong reason”  เราลงทุนผิดเพราะเราวิเคราะห์ผิด  เราจำเป็นต้องเรียนรู้จากความผิดพลาดนี้</span></p>
<p><span style="color: #0000ff;">แบบที่สี่  ในกรณีที่เราขาดทุน  การลงทุนไม่ประสบความสำเร็จ  แต่เหตุผลที่เราใช้ในการตัดสินใจลงทุนนั้นถูกต้องเป็นไปตามคาด  เช่น  เราซื้อหุ้น ง. เพราะคิดว่ากำไรของบริษัทในไตรมาศที่กำลังมาถึงนั้นจะเติบโตขึ้น  เมื่องบไตรมาศถูกประกาศออกมาปรากฏว่ากำไรของบริษัทก็ปรับเพิ่มขึ้นจริง  อย่างไรก็ตาม  ในช่วงเวลาเดียวกัน  ตลาดหุ้นเกิดภาวะวิกฤติอันเป็นผลมาจากต่างประเทศ  ราคาหุ้น ง. ตกลงอย่างหนัก  เราขาดทุนแต่เป็นเพราะว่าโชคไม่ดี  ไม่ใช่เพราะเราคิดผิด  เรา  “Wrong for the right reason”</span></p>
<p><span style="color: #0000ff;">ด้วยการบันทึกเหตุผลของการตัดสินใจลงทุนลงใน Investment Diary  และศึกษาผลลัพธ์ในสี่กรณีดังกล่าว  เราก็จะได้รู้ว่าเราประสบความสำเร็จหรือล้มเหลวและด้วยเหตุผลใด  เรามีฝีมือหรือเราไม่เก่งเลย  เราโชคดีหรือโชคร้าย  สิ่งนี้จะทำให้เราสามารถเรียนรู้จากประวัติการลงทุนของเราได้อย่างถูกต้อง  โดยส่วนตัวผมเองนั้น  ผมยอมรับว่าไม่เคยจดบันทึกเหตุผลการลงทุนลงในไดอารี่  แต่ก็เชื่อว่าตนเองจำได้ว่าลงทุนในหุ้นแต่ละตัวด้วยเหตุผลใด  ผมคิดว่าผมจำได้เพราะลงทุนในหุ้นไม่กี่ตัว  สำหรับ VI นั้น  ผมคิดว่าการจดบันทึกเป็นสิ่งที่ดี  เหนือสิ่งอื่นใด  จอร์จ โซรอส บอกว่าเขาบันทึกความคิดของเขาแบบ  Real-Time  นั่นคืออาจจะพูดลงในเทป  เขาบอกว่ามันทำให้การลงทุนของเขาดีขึ้นมากอย่างไม่น่าเชื่อ</span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.thaivi.com/2010/05/516/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>3</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
