Saturday, July 31st, 2010

โลกในมุมมองของ Value Investor            8 พฤษภาคม 53
ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
ข้อสังเกตของผมอย่างหนึ่งสำหรับนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จก็คือ  หลาย ๆ คนมีความเชี่ยวชาญในหุ้นบางกลุ่มหรือบางแบบเป็นพิเศษ  บางคนก็เชี่ยวชาญในการเล่นหุ้นด้วยเทคนิคบางอย่าง  ถ้าจะพูดแบบ วอเร็น บัฟเฟตต์ ก็คือ  พวกเขามักลงทุนภายใต้  Circle Of Competence หรือ  “ขอบเขตของความรอบรู้”  ที่ตนมีอยู่หรือได้สร้างขึ้นมา
ลองมาดูว่าขอบเขตของความรอบรู้  (COC) ที่ผมพอจะนึกได้ว่ามีคนใช้และทำเงินให้ได้มากมายในตลาดหุ้นไทยมีอะไรบ้าง
COC แรกที่ผมจะพูดถึงก็คือ  การปั่นหุ้น  นี่คือวิธีทำเงินที่ได้ผลดีมากในช่วงที่ตลาดหุ้นไทยเป็นกระทิงที่ร้อนแรงย้อนหลังไปไม่ต่ำกว่า 15-20 ปี โดยเฉพาะในช่วงที่กฏหมายกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ยังไม่มีผลในการควบคุม   คนที่รวยจากการปั่นหุ้นในยุคนั้น  จำนวนไม่น้อยก็  “เจ๊ง”  ไปจากภาวะวิกฤติ  ความผิดพลาด  และอาจจะเกิดจากการ  “หักหลัง” และอื่น ๆ  แต่ผมคิดว่าหลาย ๆ คนก็ยังรวยอยู่จนถึงทุกวันนี้    ในปัจจุบัน  ผมคิดว่านี่ก็ยังน่าจะเป็น  COC  ที่สามารถทำเงินได้เป็นกอบเป็นกำ  เพียงแต่การปั่นหุ้นในวันนี้อาจจะต้องมีกรรมวิธีที่ซับซ้อนขึ้นและคนที่ทำได้อาจจะต้องมีคุณสมบัติส่วนตัวเฉพาะ  เช่น  เป็นคนมีเงินมากพอสมควรและอาจจะต้องมีความกล้าได้กล้าเสียและกล้าเสี่ยงกับการถูกจับหรือชื่อเสียงส่วนตัวด้วย
COC ที่สองนั้นน่าจะใกล้เคียงกับอันแรก  นั่นก็คือ  การเก็งกำไร   นี่เป็นความเชี่ยวชาญในการ  “เล่นหุ้น” [...]

โลกในมุมมองของ Value Investor           1 พฤษภาคม 2553
ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
ครั้งหนึ่งในที่ประชุมผู้ถือหุ้นของเบิร์กไชร์ แฮททาเวย์  มีคนถามว่าวัน ๆ หนึ่ง วอเร็น บัฟเฟตต์ ทำอะไรบ้าง  บัฟเฟตต์ตอบว่า ส่วนใหญ่เขาอ่านหนังสือและพูดโทรศัพท์  เสร็จแล้วบัฟเฟตต์ก็หันไปถาม ชาร์ลี มังเกอร์ เพื่อนซี้และรองประธานของเบิร์กไชร์ ว่าเขาทำอะไรในแต่ละวัน  มังเกอร์ตอบว่า
“คำถามนี้ทำให้ผมนึกถึงเพื่อนคนหนึ่งในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองที่ประจำการอยู่ในหน่วยของทหารที่ไม่มีอะไรทำ”   มังเกอร์เล่าต่อว่า  “นายพลคนหนึ่งได้เข้ามาพบกับกับตันกลอทซ์ซึ่งเป็นเจ้านายของเพื่อนผมและก็ถามว่า  ‘กับตันกลอทซ์  คุณทำอะไรบ้าง’  เจ้านายของเพื่อนผมตอบว่า ‘ไม่มีอะไรซักอย่างเลยครับ’  ท่านนายพลโกรธมากและหันมาถามเพื่อนผมว่า ‘แล้วแกล่ะทำอะไร’  เพื่อนผมตอบว่า  ‘ผมก็ช่วยงานกับตันกลอทซ์’  และนั่นก็คือคำอธิบายสิ่งที่ผมทำอยู่ที่เบิร์กไชร์ได้ดีที่สุด”
ดูเหมือนว่าวอเร็นบัฟเฟตต์ในฐานะของการเป็นนักลงทุนแบบ VI นั้น  ไม่ค่อยมีงานอะไรทำ   เช่นเดียวกัน  ชาร์ลี มังเกอร์ ซึ่งก็เป็นนักลงทุนระดับเซียนที่ช่วยบัฟเฟตต์ลงทุนก็ไม่ค่อยมีอะไรทำเหมือนกัน   ลองมาดูว่าวัน ๆ หนึ่งบัฟเฟตต์ทำอะไรบ้าง
ปกติบัฟเฟตต์ตื่นประมาณ 6.45 น.  แล้วก็อ่านหนังสือพิมพ์หลายฉบับ  บางครั้งก็เข้าไปอ่านในอินเตอร์เน็ตบ้างเพื่อดูว่ามีอะไรเกิดขึ้น  เขาไปถึงที่ทำงานประมาณ 9.00 น. หรือบางทีก็ 8.00 น. ขึ้นอยู่กับว่าจะมีอะไรต้องทำ  [...]

โลกในมุมมองของ Value Investor           24 เมษายน 53
ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
ความร่ำรวยมหาศาลที่ได้มาอย่างสุจริตนั้น  ในอดีตมักจะมาจากการทำธุรกิจและการซื้อที่ดิน  มีคำพูดที่ว่า  คนจีนนั้นร่ำรวยจากการทำธุรกิจและอาศัยอยู่ในเมือง   ส่วน “แขก” นั้น  จับจองที่ดินผืนใหญ่ชานเมืองเลี้ยงวัวและก็ร่ำรวยมหาศาลจากราคาที่ดินที่เพิ่มขึ้น  มาถึงยุคปัจจุบัน  การทำธุรกิจก็ยังเป็นหนทางที่ทำให้ร่ำรวยได้มหาศาล  แต่ก็ยากขึ้นมากสำหรับคนที่ไม่ได้มีต้นทุนเดิมที่ใหญ่พอ  พูดง่าย ๆ  สำหรับคนไทยที่ไม่ได้มีพ่อแม่ที่มีฐานะร่ำรวย  การเริ่มธุรกิจที่จะสามารถเติบโตมหาศาลก็ยากมาก  เพราะในเมืองไทยเราไม่มีอุตสาหกรรม “ไซเบอร์” ที่มีศักยภาพพอที่จะทำให้คนตัวเล็ก ๆ  สร้างธุรกิจจนร่ำรวยได้ง่ายเหมือนอย่างในอเมริกาหรือจีน  ส่วนเรื่องที่ดินนั้น  สำหรับคนที่มีเงินมาก  การเล่นที่ก็ยังเป็นหนทางสร้างความมั่งคั่งที่น่าจะโดดเด่นไม่แพ้การทำธุรกิจ  อย่างไรก็ตาม  เป็นเรื่องยากมากที่คนมีเงินน้อยจะเข้าไปเล่นที่ได้  การจับจองที่ดินถูก ๆ  เพื่อ “เลี้ยงวัว” ไม่มีอีกแล้ว
โชคดีที่ตลาดหุ้นเกิดขึ้น  คน  “ตัวเล็กตัวน้อย”  นั่นก็คือนักลงทุนที่มีเงินเพียงน้อยนิดสามารถ “ซื้อธุรกิจ”  ในตลาดหลักทรัพย์  เป็นเจ้าของหุ้นบางส่วนของธุรกิจที่มีผลการดำเนินงานที่ดีหรือเป็นธุรกิจที่ดีที่สุดของประเทศได้  ผลก็คือ  นักลงทุนบางคนสามารถที่จะสร้างความมั่งคั่งและร่ำรวยมหาศาลได้ทั้งที่ไม่ได้มีต้นทุนเงินมากมายในตอนเริ่มแรก  และเมื่อเวลาผ่านไปนานกว่านี้อีก  ผมเชื่อว่าจะมีคนร่ำรวยจากการ “ทำธุรกิจ”  ผ่านตลาดหุ้นมากขึ้นเรื่อย ๆ   ผมยังเชื่อด้วยว่า  ในที่สุด  คนที่รวยโดยการทำธุรกิจผ่านตลาดหุ้นจะเป็นเรื่อง  “ปกติ”  เช่นเดียวกับคนที่รวยจากการทำธุรกิจด้วยตนเอง
คนที่รวยจากการเล่นที่นั้น  [...]

โลกในมุมมองของ Value Investor           17 เมษายน 53
ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
นักวิเคราะห์หุ้นแบบ Value นั้น  แตกต่างจากนักวิเคราะห์หุ้น “มืออาชีพ”  ทั่วไปในเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งก็คือ  Value Investor ให้ความสำคัญอย่างมากกับการวิเคราะห์ “กิจการ”  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการตลาดของบริษัท  และด้านการตลาดที่ว่าก็คือ  ความสามารถในการแข่งขันของบริษัทเมื่อเทียบกับคู่แข่งในระยะยาว   การแข่งขัน  หรือถ้าจะพูดให้โก้เก๋ก็คือ  “สงคราม” การตลาดระหว่างบริษัทกับคู่ต่อสู้นั้น  เป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่เราจะต้องวิเคราะห์พิจารณา  เพราะถ้าวิเคราะห์ได้ว่าใครจะเป็นผู้ชนะในสงคราม  เราก็จะรู้ว่าบริษัทไหนจะรุ่งและบริษัทไหนจะร่วง  ในเรื่องนี้ อัล รีส  และแจ๊ค เทร้าท์  กูรูการตลาดระดับเซียนได้เขียนไว้นานแล้วในหนังสือเรื่อง  Marketing Warfare  พวกเขาอธิบายว่าสงครามการตลาดนั้น  ไม่ได้แตกต่างจากสงครามจริงมากนักในด้านของกลยุทธ์ต่าง ๆ  ที่ควรนำมาใช้  กฏของสงคราม  ซึ่งคิดค้นโดย  คาร์ล วอน คลอสวิตซ์  “บิดาแห่งการสงคราม”  สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับการตลาดได้อย่างเยี่ยมยอด  และต่อไปนี้ก็คือกฏที่สำคัญที่สุดบางข้อที่นักลงทุนควรรู้
กฏข้อแรกก็คือ  ฝ่ายที่มีทรัพยากรมากกว่าจะเป็นผู้ชนะ  ในสงครามทุกครั้ง  กองทัพที่มีไพร่พลมากกว่าย่อมเป็นผู้ชนะ  อย่าไปพูดถึงเรื่องของคุณภาพของคน  ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดก็คือสงครามโลกครั้งที่สอง  ที่เยอรมันพ่ายแพ้แก่สัมพันธมิตรที่มีกำลังพลและทรัพยากรต่าง ๆ  มากกว่ามาก [...]

โลกในมุมมองของ Value Investor          3 เมษา 53
ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
ตั้งแต่ปี 2539 ผมได้ลงทุนเงินทั้งหมดหรือเกือบทั้งหมดที่มีอยู่ในหุ้น   ในช่วงแรก ๆ  นั้น  แน่นอน  ผมต้องเก็บเงินสดไว้จำนวนหนึ่งเป็นสภาพคล่องสำหรับใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน  เงินจำนวนนั้นถ้าคิดคำนวณก็อาจจะประมาณเท่ากับ 10%  ของเงินทั้งหมดที่มีอยู่  เงินอีก 90%  ผมลงในหุ้นทั้งหมด  เหตุผลที่ผมลงทุนในหุ้นนั้น  เป็นเพราะผมเห็นว่าหุ้นที่ผมลงทุนนั้นเป็นบริษัทที่มั่นคง  มีกำไรที่สม่ำเสมอ  มีปันผลที่ค่อนข้างแน่นอนประมาณไม่ต่ำกว่า 4-5% ต่อปี  ผมลงเพราะผมเห็นว่าหุ้นเป็นการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงสุดที่ผมจะทำได้  ผมไม่คิดว่าผมรับความเสี่ยงมากเกินไป  เพราะผมถือหุ้นต่าง ๆ  เกือบสิบบริษัท  ถ้าบริษัทหนึ่งมีปัญหา  บริษัทอื่นก็ยังดีอยู่และทำผลตอบแทนชดเชยได้
ผ่านมาประมาณ 14 ปี  ผมก็ยังคงถือเงินสดเป็นสภาพคล่องประมาณเท่าเดิม  แต่เนื่องจากเงินลงทุนในหุ้นของผมเติบโตขึ้นมาก  เงินสภาพคล่องที่เคยเป็น 10%  ของพอร์ต  ตอนนี้จึงเป็นเพียง 1%  ของเงินทั้งหมด  การถือหุ้น  “ร้อยเปอร์เซ็นต์”  ของผม “ตลอดเวลา” เป็นเวลา 14 ปีนั้น  ได้ผ่านเหตุการณ์  “เลวร้าย”  ต่าง ๆ  [...]

โลกในมุมมองของ Value Investor             27 มีนาคม 53
ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
ในขณะที่วาทกรรมเรื่อง ไพร่-อำมาตย์ กำลังร้อนอยู่ในขณะนี้  ผมลองมาคิดดูถึงตัวเองในฐานะนักลงทุนอาชีพแบบ Value Investor ว่าเราน่าจะเป็นใคร  ไพร่ หรือ อำมาตย์ หรือ อย่างอื่น
ก่อนที่จะพูดว่าเป็นไพร่หรืออำมาตย์  ผมคงต้องกำหนดนิยามเสียก่อนว่าไพร่และอำมาตย์ในความหมายของผมนั้น   ไม่ได้เป็นคำนิยามตามพจนานุกรมที่อาจจะบอกว่าไพร่คือข้าทาสหรืออำมาตย์คือข้าราชการในสังคมไทยสมัยก่อน  ไพร่ในความหมายของผมและดูเหมือนว่าจะเป็นความหมายของคนในสังคมจำนวนมากเห็นได้จากการใช้คำ ๆ  นี้ในภาพยนต์และละครหลังข่าวกันเป็นประจำก็คือ  เป็น  “ชาวบ้าน”  ที่ไม่มี “ตระกูล”  ยากจน  เป็นคน “ชั้นต่ำ” ของสังคมที่ไม่มีอภิสิทธิ์อะไรทั้งสิ้น   ว่าที่จริงไพร่นั้นเป็นคนที่  “ถูกกดขี่”  และเป็นคนที่เสียเปรียบทุกด้านในสังคม
ส่วนคำว่าอำมาตย์นั้น  ว่าไปแล้ว  เราก็แทบจะไม่ได้ใช้เลยในชีวิตประจำวันสมัยใหม่  แต่ถ้าตีความตามที่มีการใช้กันเป็นวาทกรรมในขณะนี้  ก็น่าจะหมายถึงคนที่เป็นคน  “ชั้นสูง”  ของสังคม  เป็นคนที่มีสถานะทางตำแหน่งงานในราชการหรือองค์กรธุรกิจ  เป็นคนที่มีอภิสิทธิ์  เป็น  “ผู้กดขี่” เป็น  “นาย”  และเป็นผู้ที่ได้เปรียบทุกอย่างในสังคม  ซึ่งในสมัยปัจจุบันนี้  ไม่จำเป็นที่จะต้องเป็นข้าราชการเลย
มาดูก่อนว่าเราเป็นคน “ชั้นสูง” หรือไม่?  นี่เป็นเรื่องชัดเจนว่าเราไม่ใช่  เราไม่ได้เกิดในตระกูล  “ผู้ดี”  [...]

โลกในมุมมองของ Value Investor             20 มีนาคม 53
ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
ตำนานความมั่งคั่งของ วอเร็น บัฟเฟตต์ นั้น  เป็นแรงบันดาลใจให้กับ Value Investor ทั่วโลกไม่เว้นแม้แต่ในเมืองไทย  จุดเด่นของบัฟเฟตต์นั้น  นอกจากจำนวนเงินที่มหาศาลติดอันดับต้น ๆ ของเศรษฐีที่รวยที่สุดในโลกแล้ว  ยังเป็นเพราะเขาไม่ได้เป็นคนที่มีฐานะทางบ้านที่ร่ำรวยมาก่อน  หรือแต่งงานกับคนที่ร่ำรวย  นอกจากนั้น  เขาไม่ได้เป็นคนที่สร้างตัวจาก  “ธุรกิจ”  เขาเป็นแค่  “นักลงทุน”  มาตลอดชีวิต  ดังนั้น  นักลงทุนหนุ่ม ๆ  จำนวนมากจึงอาจจะคิดว่าพวกเขาก็สามารถรวยมหาศาลได้เช่นกันโดยการยึด  “อาชีพ”  การเป็น  “นักลงทุน” ตั้งแต่ยังอายุน้อยและด้วยเงินเริ่มต้นที่น้อยมากแบบเดียวกับบัฟเฟตต์   แต่นี่เป็นหนทางของ วอเร็น บัฟเฟตต์ จริงหรือ?   ลองมาดูเส้นทางการสร้างความมั่งคั่งของ วอเร็น บัฟเฟตต์ ดูว่าเขารวยจนมีเงินประมาณ 47,000 ล้านเหรียญหรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 1.5 ล้านล้านบาทได้อย่างไร
พูดถึง “เงินเริ่มต้น” ของบัฟเฟตต์ก่อน  ตาม  “ตำนาน”  นั้น  บอกว่าบัฟเฟตต์เริ่มต้นลงทุนด้วยเงินเพียง  100 เหรียญหรือไม่กี่พันบาทไทย  [...]

โลกในมุมมองของ Value Investor             13 มีนาคม 53
ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
กฏของการลงทุนข้อที่สำคัญที่สุดข้อหนึ่งก็คือ  “การกระจายความเสี่ยง”  หรือที่เรียกว่า Diversify  ในภาษาอังกฤษ   การกระจายความเสี่ยงนั้นจะเป็นการป้องกันอันตรายร้ายแรงที่อาจจะเกิดขึ้นจากความผันผวนหรือความผิดพลาดในการลงทุนในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง  ในแวดวงการเงินมีคำเปรียบเปรยเรื่องการกระจายความเสี่ยงว่าเหมือนกับการ  “ใส่ใข่ไว้ในตะกร้าหลายใบ”  นั่นก็คือ  หากตะกร้าใบใดใบหนึ่งตกลงพื้นทำให้ใข่แตกหมด  ใข่ในตะกร้าใบอื่น ๆ  ก็ยังอยู่   แต่ถ้าใส่ใข่ทั้งหมดในตะกร้าใบเดียว  และตะกร้าใบนั้นตกลงพื้น  ความเสียหายก็มหาศาล  ดังนั้น  เขาจึงบอกว่า  “อย่าใส่ใข่ทั้งหมดในตะกร้าใบเดียว”   ความหมายก็คือ  เงินทั้งหมดที่มีอยู่นั้น  อย่าลงทุนในทรัพย์สินเพียงอย่างเดียว  ให้กระจายเงินลงทุนไปในทรัพย์สินต่าง ๆ  ทุกอย่างให้มากที่สุด  เวลาทรัพย์สินอย่างหนึ่งเสียหาย  ทรัพย์สินอื่นก็ยังอยู่และมักให้ผลตอบแทนชดเชยกับความเสียหายนั้นได้  ถ้าทำแบบนี้   โดยรวมแล้ว  เราจะไม่เสี่ยงหรือเสียงน้อยมาก  และผลตอบแทนที่ได้จะ “ดีพอใช้”
วิธีการในการ Diversify หรือกระจายความเสี่ยงนั้นมีหลักการใหญ่ ๆ  อยู่ 4 ข้อ  ซึ่งถ้าเราทำตามแล้ว  รับประกันได้ว่า  ความเสี่ยงของเราจะน้อยลง  ลงทุนแล้วนอนตาหลับและได้ผลตอบแทนน่าพอใจ  อย่างไรก็ตาม  อย่าหวังรวยจากการลงทุนด้วยกลยุทธ์กระจายความเสี่ยงมาก ๆ
ข้อแรก  กระจายการถือหลักทรัพย์ในหลาย ๆ  กลุ่มหรือที่เรียกว่าหลาย  [...]

โลกในมุมมองของ Value Investor           6 มีนาคม 53
ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
การลงทุนแบบ Value Investment ในเมืองไทยนั้นน่าจะเริ่มขึ้นอย่างเป็นจริงเป็นจังหลังจากปี 2540 ซึ่งเป็นปีวิกฤติเศรษฐกิจไทยและหลังจากการตีพิมพ์หนังสือเรื่อง  “ตีแตก”  ของผมในราวปี 2542   นั่นเป็นปีเริ่มต้นที่  “เข้าตำรา”  โหร  นั่นคือ  ดวง “ตกฟาก”  ของ VI เหมาะสม  เป็น “ดวง” ที่ดีมาก  เพราะหลังจากการตกต่ำอย่างหนักของตลาดหุ้นในช่วงนั้นทำให้ตลาดเต็มไปด้วยหุ้นที่มีราคาถูกอย่างไม่น่าเชื่อ  ผมยังจำได้ว่ามีหุ้นของกิจการที่มั่นคงแข็งแกร่ง  เป็นผู้นำอันดับหนึ่งในอุตสาหกรรมอาหารที่เป็นสิ่งจำเป็นในชีวิต  ที่ยังมียอดขายดีมากในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจ  มีกำไรและปันผลที่สูงมาก  ฐานะการเงินแข็งแกร่งไม่มีหนี้สินจากสถาบันการเงิน   แต่ราคาของมันคิดเป็นค่า PE แค่  5  เท่า  ค่า PB  ไม่เกิน 1 เท่า  และจ่ายปันผลเมื่อเทียบกับราคาหุ้นถึง 10%  ต่อปี  ดังนั้น  การลงทุนซื้อหุ้นแบบนี้ซึ่งก็คือหุ้นแบบ VI จึงเป็นการลงทุน  “ในฝัน”  และเมื่อเวลาผ่านไป  มันก็พิสูจน์ให้เห็นว่าเป็นการลงทุนที่ดีและได้ผลตอบแทนที่งดงามมาก
ว่าไปแล้ว  ดวงตกฟากของ  [...]

โลกในมุมมองของ Value Investor          28 กุมภาพันธ์ 53
ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
ประเทศไทยในช่วงหลายปีที่ผ่านมาดูเหมือนว่าจะตกอยู่ในภาวะยุ่งเหยิงทางการเมืองอย่างไม่มีที่สิ้นสุด  หลาย ๆ  คนมองว่าถ้าแก้ไม่ตก  เราอาจจะกลายเป็น  Failed State หรือ  “รัฐที่ล้มเหลว”  นั่นคือ  บ้านเมืองไม่มีขื่อมีแป  ประชาชนแตกแยกและต่อสู้ทำร้ายกันเองและไม่มีใครสามารถปกครองหรือรักษาความสงบเรียบร้อยกันได้  และถ้าเป็นอย่างนั้น  เศรษฐกิจก็จะพังทลาย   มองมาที่หุ้นและตลาดหุ้น  นักวิเคราะห์และคอมเม้นเตเตอร์จำนวนมากต่างก็พูดถึงเหตุการและสถานการณ์ทางการเมืองที่  “รุนแรง”  ที่เกิดขึ้นว่าจะทำให้ตลาดหุ้น  “ตกอย่างหนัก”  และแนะนำว่าควร  “ลดพอร์ตลงทุน”  หลีกเลี่ยงการถือหุ้นจนกว่าสถานการณ์ทางการเมืองจะ  “ชัดเจนกว่านี้”  แต่สถานการณ์ทางการเมืองก็ไม่เคยชัดเจนและไม่ดีขึ้น  เช่นเดียวกัน  ประเทศก็ไม่ได้กลายเป็นรัฐที่ล้มเหลว  เช่นเดียวกัน  เศรษฐกิจก็ไม่ได้พังทลาย   และเช่นเดียวกัน  ตลาดหุ้นก็ไม่ได้ตกอย่างหนัก    ดูเหมือนว่าทุกอย่างก็ดำเนินไปตามครรลองของมัน   ยกเว้นแต่เรื่องของการเมืองที่ก็ยัง  “ล้าหลัง”  อยู่เหมือนเดิม
เรื่องของการเมืองที่จะมีผลกระทบต่อตลาดหุ้นนั้น   ดูเหมือนว่าคนจะเชื่อกันว่ามันมีผลกระทบที่รุนแรง  เราถูกสอนหรือถูกทำให้ฝังใจกันมานานว่า   การเมืองคือปัจจัยสำคัญในการกำหนดทุกอย่างในประเทศ  ถ้าการเมืองมีปัญหาหรือมี  “วิกฤติ”   เศรษฐกิจก็ไปไม่ได้  และแน่นอน  ตลาดหุ้นก็จะต้องตกอย่างรุนแรง  ดังนั้น  พอเกิดปัญหาทางการเมืองขึ้น  คนก็มีแนวโน้มจะขายหุ้นทิ้ง  ทำให้หุ้นตก   แต่ถ้าปัญหาการเมืองนั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับภาวะเศรษฐกิจหรือการดำเนินการของบริษัทจดทะเบียนโดยตรง  เมื่อเวลาผ่านไปนักลงทุนก็เริ่มเห็นและกลับเข้ามาซื้อหุ้นใหม่  [...]