มนตรี นิพิฐวิทยา 20 มิถุนายน 2551
เมื่อ เอ่ยถึงการลงทุนในบริษัทเกิดใหม่ เราต่างก็นึกถึงความเสี่ยงที่สูงที่สุดคือการที่บริษัทเกิดใหม่นั้นมักจะไป ไม่รอดในช่วง 3-5 ปีแรกของการดำเนินงาน แต่ก็มีบริษัทไม่น้อยที่ผ่านช่วงยากลำบากมาได้ และกลายเป็นบริษัทที่ใหญ่ติดอันดับโลก
บริษัทเกิดใหม่เหล่านี้ หากเป็นบริษัทที่มีการดำเนินธุรกิจที่น่าสนใจ และอาจเตะตาเหล่ากองทุนที่ยอมเสี่ยงไปกับบริษัทด้วย (Venture Capital) บริษัทเล็กๆที่เกิดใหม่นั้นอาจกลายเป็นบริษัทที่ใหญ่โตและมีชื่อเสียงได้ สิ่งที่ผมอยากนำมาเล่ากันในครั้งนี้คือ เหล่าผู้จัดการกองทุนที่บริษัทกองทุนร่วมเสี่ยง (Venture Capitalists) มีหลักการและเหตุผลอย่างไรในการเลือกที่จะทุ่มเงินลงทุน ไปในบริษัทที่เกิดใหม่ และมีความเสี่ยงที่สูง ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง การผลิต การตลาด และเรื่องบุคลากร ผมเชื่อว่าหลักการเดียวกันนี้สามารถนำมาใช้ได้กลับบริษัทที่มีอยู่แล้วใน บ้านเราได้เช่นกัน
จากการ สัมภาษณ์ผู้จัดการกองทุน Venture Capital 4 คนโดย Harvard Business School ด้วยคำถามเดียวกัน สาม [...]
โดย วิบูลย์ พึงประเสริฐ 6 มิถุนายน 2551
เท่าที่อ่านบทวิเคาระห์เกี่ยว กับตลาดหุ้นไทยมาหลายปี นักวิเคาระห์ดัชนีตลาดหุ้นไทยมักออกมาฟันธงว่าหุ้นไทยจะไป 1,000 จุดเป็นประจำทุกปี เป็นเวลาอย่างน้อย 4-5 ปีติดต่อกัน นับตั้งแต่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจในปี 2540 เป็นต้นมา ดัชีหุ้นไทยไม่เคยขึ้นไปสูงเกิน 1,000 จุดสักครั้งเดียว จุดที่ใกล้เคียงที่สุดคือในช่วงปลายปี 2547 ที่ผ่านมา ดัชนีหุ้นขึ้นไปถึง 920 จุดก่อนที่เกิดปัญหาซับไพร์มต้นปีจนดัชนีร่วงลงไปถึง 720 จุดก่อนที่ปรับตัวกลับมาที่ 870 จุดในเดือนพฤษภาคม และลงมาเหลือ 800 จุดในปัจจุบันภายในเวลาสองสามอาทิตย์
เมื่อเทียบกับตลาดหุ้นใน ประเทศอาเซียนที่เกิดวิกฤตค่าเงินด้วยกันแล้ว ดัชนีหุ้นประเทศอื่นๆในแถบนี้ต่างปรับตัวเกิน1,000 จุดไปนานแล้ว ไม่นับตลาดหุ้นจีนที่กำลังร้อนแรง หรือตลาดหุ้นเวียดนามที่เพิ่งเปิดดำเนินการต่างมีดัชนีแซงหน้าตลาดหุ้นไทยไป กันแทบทุกประเทศ ตัวอย่างเช่น [...]
มนตรี นิพิฐวิทยา 30 พฤษภาคม 2551
ฉบับ ที่แล้วเราคุยกันเรื่อง PE Ratio มาคราวนี้ขอคุยเรื่อง PBV Ratio กันบ้าง เพราะอัตราส่วนสองตัวนี้นักลงทุนมักนำมาใช้ร่วมกันเสมอๆ
BV หรือ Book Value แปลเป็นไทยคือ มูลค่าตามบัญชี ซึ่งก็คือมูลค่าส่วนผู้ถือหุ้น หรือถ้าความหมายจริงๆก็คือ มูลค่าของทรัพย์สินที่หักด้วยหนี้สินแล้ว เหลือเป็นมูลค่าของผู้ถือหุ้นเท่าไร
เนื่องจากเป็นมูลค่าทางบัญชี มันจึงเกิดปัญหาขึ้นมาคือ การลงบัญชีนั้นแต่ละบริษัทอาจบันทึกสินทรัพย์และหนี้สินแตกต่างกันไป เช่นสินทรัพย์ถูกกำหนดให้บันทึกมูลค่าที่ราคาทุน คือราคาที่ได้สินทรัพย์นั้นมา บางบริษัทมีที่ดินที่บันทึกไว้เมื่อ 20ปี ที่แล้ว พอมาถึงปัจจุบันมูลค่าของที่ดินเพิ่มขึ้นมาหลายเท่าตัว แต่มูลค่าที่บันทึกลงในบัญชีนั้นยังมีมูลค่าเท่ากับเมื่อ20ปี ที่แล้ว หากไม่มีการประเมินมูลค่าและบันทึกบัญชีใหม่มูลค่าก็ยังคงบันทึกเอาไว้เท่า เดิม มูลค่า ทางบัญชีนี้ถ้าหากเราเข้าใจลึกซึ้งก็สามารถช่วยให้เราค้นพบบริษัทที่น่าลง ทุนได้ไม่ยาก ยกตัวอย่างเช่น บริษัทมีเครื่องจักรผลิตสินค้าอยู่เครื่องหนึ่ง สามารถผลิตสินค้าที่เป็นที่ต้องการของตลาดในขณะนั้นได้เป็นอย่างดี พอเวลาผ่านไป [...]
มนตรี นิพิฐวิทยา 9 พฤษภาคม 2551
เข้าใจความหมายของ PE Ratio
นักลงทุนเกือบทุกคนถูกสอนให้เชื่อว่า หุ้นที่PE ต่ำๆ(ต่ำกว่า 10 เท่า) ถือเป็นหุ้นที่มีราคาถูก ยิ่งPE ต่ำยิ่งถูก น่าซื้อมาก แต่ทำไมหุ้นที่PEต่ำก็ยังคงต่ำอยู่อย่างนั้น? หุ้นที่ PE สูงก็ยังคงสูงอยู่อย่างนั้น?
ความ เข้าใจเรื่องค่าPE นี้ไม่ได้ผิดครับ แต่ยังขาดส่วนประกอบที่สำคัญในการพิจารณาค่าๆนี้ ไม่เช่นนั้นเราจะใช้ค่านี้กันแบบไม่เข้าใจ และยังคงคิดกันอยู่ว่าหุ้นที่PEต่ำ เป็นหุ้นที่มีราคาถูกกว่ามูลค่า
การ คำนวณPE Ratio อย่างที่เราๆทำกันแบบง่ายๆคือ
PE สำหรับปีที่ผ่านมาเราจะใช้ ราคาปัจจุบันหารด้วยกำไรต่อหุ้นในปีที่ผ่านมา
PE สำหรับปีปัจจุบันเราจะต้อง ประเมินกำไรต่อหุ้นในปีปัจจุบัน แล้วเอาราคาหุ้นปัจจุบันหารด้วยกำไรต่อหุ้นที่ประเมินได้
ที่เราควรใช้คือ PE ปีปัจจุบัน ซึ่งจำเป็นต้องประเมินกำไรต่อหุ้นไปจนถึงสิ้นปี ความยากก็อยู่ที่การประเมินกำไรต่อหุ้นนี่แหละครับ
และนี่เองคือค่าPE Ratioที่เราๆท่านๆนิยมใช้กัน อย่างแพร่หลาย แต่เดี๋ยวเราจะมาดูว่าส่วนประกอบที่เป็นตัวกำหนดให้PEนั้น สูงหรือต่ำประกอบไปด้วยปัจจัยอะไรบ้าง
มูลค่าหุ้นนั้นจะถูกกำหนดโดยกระแสเงิน สดที่กิจการสร้างขึ้นในอนาคตของสินทรัพย์เดิมที่บริษัทมีอยู่ [...]
โดย วิบูลย์ พึงประเสริฐ 18 เมษายน 2551
นิทาน สมัยเด็กเรื่องหนึ่งเป็นที่นิยมมากคือเรื่อง”แจ็คผู้ฆ่ายักษ์” เรื่องมีอยู่ว่าแจ็คเป็นเด็กตัวเล็กๆคนหนึ่งอาศัยอยู่กับพ่อ วันหนึ่งพ่อให้แจ็คเอาวัวไปขายที่ตลาด แต่แจ๊คกลับแลกวัวกับเมล็ดถั่ว เมื่อกลับถึงบ้านพ่อโกรธมาก ปาเมล็ดถั่วที่ได้มาทิ้งไปนอกบ้าน แจ๊คเสียใจมาก แต่พอวันรุ่งขึ้นปรากฏว่าถั่วที่ทิ้งไป กลายเป็นต้นถั่วขนาดยักษ์สูงขึ้นไปถึงเมฆ แจ๊คยากรู้ว่ามีอะไรอย่ข้างบนจึงปีนต้นถั่วขึ้นไปเจอยักษ์ตนหนึ่ง ยักษ์เห็นแจ๊คเข้ามาในเขตแดนของตนจึงวิ่งไล่ แจ็คปีนลงมาถึงข้างล่างก่อน จึงฟันต้นถั่วทิ้ง ยักษ์เลยตกลงมาตาย
คิดว่า หลายท่านคงเคยได้ยินนิทานเรื่องนี้มาแล้ว ถ้าเปรียบเทียบนักลงทุนในตลาดหุ้นกับนิทานเรื่องนี้จะพบว่า นักลงทุนรายย่อยในตลาดหุ้นบ้านเราคงเปรียบได้กับ”แจ๊ค” ส่วน นักลงทุนสถาบันหรือนักลงทุนต่างชาติที่มีเงินลงทุนมากคงเหมือนกับ”ยักษ์”ใน นิทาน
นักลง ทุนรายย่อยมักคิดว่าตนเองมีเงินลงทุนและข้อมูลน้อยกว่านักลงทุนรายใหญ่ เลยคิดว่าตนเอง”เสียเปรียบ”ในการลงทุน แต่ในความเป็นจริงแล้วแจ๊คสามารถฆ่ายัักษ์ได้ นักลงทุนรายย่อยสามารถเป็นต่อนักลงทุนรายใหญ่ได้ด้วยเช่นเดียวกัน
เหตุผล หนึ่งที่นักลงทุนรายย่อยมีข้อ”ได้เปรียบ”นักลงทุนรายใหญ่อย่างนักลงทุน สถาบันคือนักลงทุนรายย่อยไม่ต้องติดข้อจำกัดของกลต. สำหรับนักลงทุนสถาบันที่ระดมเงินของประชาชนมาลงทุนในตลาดหุ้น เพื่อเป็นการปกป้องผู้ลงทุน กองทุนส่วนใหญ่มักถูกจำกัดด้วยกฏเกณท์ของการลงทุนที่ทางกลต.กำหนดเอาไว้ [...]
วิบูลย์ พึงประเสริฐ 4 มีนาคม 2551
คนรุ่น ใหม่มักมองว่าธรรมะของพระพุทธเจ้าเป็นเรื่องล้าสมัยและไม่เหมาะกับยุค ปัจจุบัน จึงไม่สนใจที่จะศึกษาในเรื่องนี้ แต่ในความเป็นจริงการนำธรรมะมาใช้ในชีวิตประจำวันถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญ มากๆ โดยเฉพาะปัจจุบันที่เป็นยุคของ”วัตถุนิยม”ที่ทำให้ผู้คนเริ่มห่างเหินจาก ธรรมชาติและความเข้าใจในชีวิตและจิตใจของตนเอง ตัวอย่างล่าสุดเช่นเรื่องของอาจารย์สาวมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ตัดสินใจกระโดดตึกฆ่าตัวตาย เนื่องจากผิดหวังในความรัก ทั้งๆที่เป็นคนสวยที่เรียนเก่ง มีฐานะทางบ้านระดับเศรษฐี ชีวิตแทบจะสมบูรณ์แบบ แต่ต้องมาจบชีวิตกับเรื่องที่สามารถแก้ไขง่ายๆได้ด้วยหลักธรรมทางศาสนา ถ้าอาจารย์สาวศึกษาในเรื่องของธรรมะสักเล็กน้อย คงไม่ตัดสินใจฆ่าตัวตาย
ใน เรื่องของการลงทุนเช่นเดียวกัน นักลงทุนจำนวนมากไม่สนใจในเรื่องของธรรมะ เพราะคิดว่าเป็นเรื่องล้าหลังไกลตัว ความจริงแล้วธรรมะเป็นเรื่องที่ไม่มีล้าสมัย สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ักับทุกยุคทุกสมัย ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าไหร่ ธรรมะเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจคือเรื่องของ”อิทธิบาท 4” ซึ่งสามารถช่วยให้นักลงทุนประสบความสำเร็จจากการลงทุนมากขึ้น
”อิทธิ บาท 4” เป็นธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าในการทำสิ่งใดให้ประสบความสำเร็จ การทำตามขั้นตอนอิทธิบาท 4 จะช่วยให้ผู้ปฏิบัติบรรลุถึงสิ่งที่ต้องการในที่สุด “อิทธิบาท 4” ประกอบไปด้วย ฉันทะ [...]
มนตรี นิพิฐวิทยา 28 มีนาคม 2551
เป็นที่ยอมรับกันทั่วไปว่า สินทรัพย์ใดๆจะมีมูลค่าได้สินทรัพย์นั้นจะต้องสามารถสร้างกระแสเงินสดได้ใน อนาคต ดังนั้นสินทรัพย์ใดๆก็ตามจะมีค่ามากน้อยจะขึ้นอยู่กับความสามารถสร้างกระแส เงินสดในอนาคต ดังนั้นก่อนที่เราจะเรียนรู้เรื่องการประเมินมูลค่าเราควรจะต้องรู้ที่มาของ เรื่องก่อน
เงิน ลงทุนเริ่มต้น
แน่ นอนว่าการจะได้มาซึ่งสินทรัพย์นั้นเราต้องจ่ายเงินเพื่อซื้อมา ฉะนั้น เราก็จำเป็นที่จะต้องพิจารณาว่าเงินที่เราจ่ายไปนั้นจะทำให้เราได้รับผลตอบ แทนที่คุ้มค่ากับเงินที่จ่ายไปหรือไม่
ความสามารถในการสร้างกระแสเงินสดในอนาคต
สมมุติ ว่ามีคนมาเสนอที่ดินให้เราให้เราเลือกสองแปลง แปลงหนึ่งอยู่ในซอยลึก อีกแปลงหนึ่งติดถนนใหญ่ เราคาดได้แน่นอนเลยว่า แปลงที่ติดถนนใหญ่จะต้องมีราคาสูงกว่าแน่นอน เพราะหากเราเอาที่ดินไปสร้างที่พักให้เช่า แน่นอนว่าเราสามารถตั้งราคาค่าเช่าในที่ดินที่อยู่ติดถนนและสามารถหาคนพัก ได้เต็มเร็วกว่าทำที่พักในที่ดินที่อยู่ลึกเข้าไป ฉะนั้นเราจะเห็นได้ว่าที่ดินทั้งสองแปลงนี้มีความสามารถในการสร้างกระแสเงิน สดในอนาคตได้ไม่เท่ากัน ราคาที่ดินจึงต่างกัน ฉนั้นด้วยเหตุผลเดียวกัน บริษัทที่มีความสามารถในการแข่งขันในระยะยาวจึงมีแนวโน้มที่จะสร้างกระแส เงินสดในอนาคตได้สูงกว่าบริษัทที่มีความสามารถในการแข่งขันต่ำ
ความ ไม่แน่นอนในการสร้างกระแสเงินสดและการเติบโตในอนาคตในอนาคต
ถ้า ที่ดินที่อยู่ในซอยลึกนั้นอาจโชคดีมีถนนตัดผ่าน หรืออาจมีโครงการรถไฟฟ้าผ่านเข้ามาในอนาคต ที่ดินแปลงดังกล่าวอาจมีราคาสูงกว่าแปลงที่ดินถนนเสียด้วยซ้ำ เพียงแต่ว่าโครงการนั้นอาจจะยังเป็นเพียงแผนงานในอนาคตซึ่งไม่แน่ว่ารัฐจะทำ [...]
โดย วิบูลย์ พึงประเสริฐ 14 มีนาคม 2551
ผู้คนส่วนใหญ่มักมองว่าธรรมะของพระพุทธเจ้าเป็น เรื่องเก่าล้าสมัย และไม่คิดใส่ใจที่จะศึกษาถึงแก่นแท้ของศาสนา ถึงแม้ว่าในทางปฏิบัติชาวไทยส่วนใหญ่จะนับถือศานาพุทธ ไหว้พระ และนับถือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ แต่ในความเป็นจริงคนที่เข้าใจในความจริงของพระพุทธศานานั้นหาได้ไม่ง่ายนัก
สำหรับ นักลงทุนในตลาดหุ้นนั้นคงไม่ต่างจากคนส่วนใหญ่ทั่วไปมากนักในเรื่องนี้ ถ้าเราศึกษาในเรื่องของศาสนาจริงๆแล้วจะพบว่ามีหลายเรื่องสามารถนำมาใช้ใน ชีวิตประจำวันได้เป็นอย่างดี รวมถึงในเรื่องการลงทุนด้วยเช่นเดียวกัน
ธรรมะ หัวข้อหนึ่งซึ่งนำมาใช้ในการลงทุนได้ดีมากคือเรื่องของ”โลภ โกรธ หลง” ซึ่งชาวไทยเรียนเกี่ยวกับเรื่องนี้มาตั้งแต่สมัยเรียนประถมศึกษา แต่ไม่ได้สนใจนำมาประยุกต์ใช้จริงๆ ดังนั้นจึงไม่สายที่จะนำหลักธรรมอายุมากกว่า 2,500 ปีมาใช้ในการลงทุน
ความโลภเป็น ศัตรูหมายเลขหนึ่งของนักลงทุน คนส่วนใหญ่เมื่อเห็นนักลงทุนคนอื่นทำกำไรได้มากๆจากการเก็งกำไร จึงเกิด”ความโลภ”อยากได้เงินเยอะๆบ้าง แล้วหันไปเก็งกำไรโดยที่ไม่มีประสบการณ์มากเพียงพอ สุดท้ายก็”ขาดทุน”เพราะหุ้นเก็งกำไรส่วนใหญ่มีราคาเปลี่ยนแปลงหวือหวา เมื่อราคาหุ้นซื้อไว้ตกอย่างมากและขายไม่ทันเจ้ามือ จะทิ้งก็เสียดาย จะถือไว้ก็ไม่รู้ว่าจะมีโอกาสได้เงินต้นคืนหรือเปล่า
อีก ตัวอย่างหนึ่งของ”ความโลภ”คือนักลงทุนส่วนใหญ่เมื่อได้กำไรจากการลงทุนใน ช่วงแรกๆ มักคิดว่าตนเองเริ่มเข้าขั้น”เซียน” พอลงทุนไปได้ไม่นานก็ทุ่มเงินสุดตัว เพราะ”ความโลภ”ที่อยากได้เงินมากๆ แต่แล้วทุกอย่างหลับตาลปัตร หุ้นที่ซื้อไว้มีราคาลดลงเรื่อยๆ [...]
มนตรี นิพิฐวิทยา 7 มีนาคม 2551
มีคำถามจากนักลงทุนอยู่บ่อยครั้งที่ว่า “หุ้น บริษัทนี้มีมูลค่าเท่าไร?” และทำอย่างไรถึงจะ ประเมินมูลค่าของมันได้ คำถามเหล่านี้มีขึ้นตลอดเวลาทั้งจากนักลงทุนรุ่นเก่าและรุ่นใหม่
ถ้าจะตอบกันจริงๆแล้วนั้นการประเมินมูลค่าสินทรัพย์ทุกอย่างในโลก นี้หาได้จากการคิดลดกระแสเงินสดในอนาคต (Discounted Future Cash flow) หรือกล่าวอีกแบบหนึ่งคือสินทรัพย์ใดๆจะมีมูลค่าได้นั้น สินทรัพย์นั้นจะต้องสามารถสร้างกระแสเงินสดให้แก่เจ้าของได้ในอนาคต สำหรับหุ้นของบริษัทจดทะเบียนก็เช่นเดียวกัน จะมีมูลค่า(เพิ่มจากมูลค่าตามบัญชี)ได้ บริษัทนั้นจะต้องสามารถสร้างเงินสดในอนาคตให้แก่ผู้ถือหุ้นได้สูงกว่าต้นทุน ของเงินสดที่ผู้เอามาซื้อหุ้นในวันนี้ได้
นักลงทุนหลายท่านที่ไม่เชื่อเรื่องนี้ก็อาจจะบอกว่าไม่จริง ไม่เกี่ยวกันหรอก หุ้นขึ้นลงเพราะมีคนมาซื้อหรือขาย มีกระแสเงิน(Fund Flow) จากต่างชาติเข้ามาซื้อ เข้ามาเก็งกำไร มีรายย่อยผสมโรง ดังนั้นสำหรับท่านที่ไม่เชื่อ ไม่คิดว่าเราจะหามูลค่าหุ้นจากวิธีที่ผมกล่าวได้ก็ไม่เป็นไรครับ ของอย่างนี้ไม่ว่ากันทางใครทางมัน แต่ผมมีคำถามฝากไปให้คิด คือ ย้อนกลับไปในสมัยวิกฤติเศรษฐกิจในบ้านเรา ตลาดหุ้นบ้านเราก่อนหน้านั้นรู้กันว่าเป็นตลาดที่ราคาหุ้นซื้อขายกันเกิน มูลค่ามาก (Overvalue) หรือขณะนั้นเรียกว่าเกิดฟองสบู่ ผมเชื่อเหลือเกินว่ามีคนบางคนบางกลุ่มทราบครับว่าตลาดหุ้นไทยกำลังมีราคา หุ้นเกินมูลค่า [...]
วิบูลย์ พึงประเสริฐ
ปัญหาซับ ไพร์มหรือลูกหนี้ด้อยคุณภาพที่เกิดขึ้นจากภาคอสังหาริมทรัพย์ของสหรัฐ อเมริกามีผลกระทบทำให้ตลาดหุ้นตกทั่วโลก สำหรับประเทศไทยคงหนีไม่พ้นกับผลกระทบของซับไพร์ม โดยเฉพาะการขายหุ้นทั่วโลกของนักลงทุนต่างประเทศ ทำให้ดัชนีหุ้นไทยลดลงจากต้นปีกว่า 10% นักลงทุนรายย่อยต่างขอคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญโดยเฉพาะคำถามที่ว่า จะทำอย่างไรดีเมื่อหุ้นตก
ในเวปไซค์ของ Thaivi.com มีสมาชิกท่านหนึ่งใช้ชื่อว่าคุณ Invisible Hand ได้เขียนถึงบทเรียนของปัญหาซับไพร์มได้อย่างสนใจ จึงนำมาให้อ่านกัน
“สิ่งที่เรา ได้เรียนรู้หลังเหตุการณ์หุ้นลงอันเนื่องจากปัญหาซับไพร์ม และเหตุการณ์การลงทุนอื่นๆ จะเห็นว่าไม่ได้เน้นข้อสังเกตเป็นวิชาการอะไรนัก เป็นข้อสังเกตเอาไว้อ่านสนุกๆกันนะครับ
1. เวลาหุ้นลงก็จะมีข่าวร้ายเต็มตลาด แต่ถ้าหุ้นขึ้นกลับมานักลงทุนก็พร้อมจะลืมข่าวร้ายนั้นไป
2. นักลงทุนต่างชาติ แม้ว่าจะมีปริมาณการซื้อขาย 30-40% ของตลาด แต่ก็สามารถกำหนดทิศทางตลาดได้ ตัวเลขการซื้อขายต่างชาติครึ่งวันเป็นตัวเลขที่สำคัญกว่าตัวเลข GDP ตัวเลขเศรษฐกิจ ธปท. ทุกสิ้นเดือน [...]