<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>thaivi.com &#187; Value Way</title>
	<atom:link href="http://www.thaivi.com/category/value-investing/value-way/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.thaivi.com</link>
	<description>Thai Value Investors</description>
	<lastBuildDate>Mon, 21 Feb 2011 02:35:21 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.0.5</generator>
		<item>
		<title>Venture Capitalists ประเมินโอกาสในการลงทุนอย่างไร</title>
		<link>http://www.thaivi.com/2010/02/448/</link>
		<comments>http://www.thaivi.com/2010/02/448/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 05 Feb 2010 08:57:25 +0000</pubDate>
		<dc:creator>TVI MOD</dc:creator>
				<category><![CDATA[Value Way]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.thaivi.com/?p=448</guid>
		<description><![CDATA[มนตรี นิพิฐวิทยา  20 มิถุนายน 2551 เมื่อ เอ่ยถึงการลงทุนในบริษัทเกิดใหม่ เราต่างก็นึกถึงความเสี่ยงที่สูงที่สุดคือการที่บริษัทเกิดใหม่นั้นมักจะไป ไม่รอดในช่วง 3-5 ปีแรกของการดำเนินงาน แต่ก็มีบริษัทไม่น้อยที่ผ่านช่วงยากลำบากมาได้ และกลายเป็นบริษัทที่ใหญ่ติดอันดับโลก บริษัทเกิดใหม่เหล่านี้ หากเป็นบริษัทที่มีการดำเนินธุรกิจที่น่าสนใจ และอาจเตะตาเหล่ากองทุนที่ยอมเสี่ยงไปกับบริษัทด้วย (Venture Capital) บริษัทเล็กๆที่เกิดใหม่นั้นอาจกลายเป็นบริษัทที่ใหญ่โตและมีชื่อเสียงได้ สิ่งที่ผมอยากนำมาเล่ากันในครั้งนี้คือ เหล่าผู้จัดการกองทุนที่บริษัทกองทุนร่วมเสี่ยง (Venture Capitalists) มีหลักการและเหตุผลอย่างไรในการเลือกที่จะทุ่มเงินลงทุน ไปในบริษัทที่เกิดใหม่ และมีความเสี่ยงที่สูง ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง การผลิต การตลาด และเรื่องบุคลากร ผมเชื่อว่าหลักการเดียวกันนี้สามารถนำมาใช้ได้กลับบริษัทที่มีอยู่แล้วใน บ้านเราได้เช่นกัน จากการ สัมภาษณ์ผู้จัดการกองทุน Venture Capital 4 คนโดย Harvard Business &#8230; <a href="http://www.thaivi.com/2010/02/448/">Continue reading <span class="meta-nav">&#8594;</span></a>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>มนตรี นิพิฐวิทยา  20  มิถุนายน 2551</p>
<p>เมื่อ เอ่ยถึงการลงทุนในบริษัทเกิดใหม่  เราต่างก็นึกถึงความเสี่ยงที่สูงที่สุดคือการที่บริษัทเกิดใหม่นั้นมักจะไป ไม่รอดในช่วง 3-5  ปีแรกของการดำเนินงาน แต่ก็มีบริษัทไม่น้อยที่ผ่านช่วงยากลำบากมาได้  และกลายเป็นบริษัทที่ใหญ่ติดอันดับโลก</p>
<p>บริษัทเกิดใหม่เหล่านี้  หากเป็นบริษัทที่มีการดำเนินธุรกิจที่น่าสนใจ  และอาจเตะตาเหล่ากองทุนที่ยอมเสี่ยงไปกับบริษัทด้วย (Venture Capital)  บริษัทเล็กๆที่เกิดใหม่นั้นอาจกลายเป็นบริษัทที่ใหญ่โตและมีชื่อเสียงได้  สิ่งที่ผมอยากนำมาเล่ากันในครั้งนี้คือ  เหล่าผู้จัดการกองทุนที่บริษัทกองทุนร่วมเสี่ยง (Venture  Capitalists) มีหลักการและเหตุผลอย่างไรในการเลือกที่จะทุ่มเงินลงทุน ไปในบริษัทที่เกิดใหม่ และมีความเสี่ยงที่สูง ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง การผลิต  การตลาด และเรื่องบุคลากร  ผมเชื่อว่าหลักการเดียวกันนี้สามารถนำมาใช้ได้กลับบริษัทที่มีอยู่แล้วใน บ้านเราได้เช่นกัน</p>
<p>จากการ สัมภาษณ์ผู้จัดการกองทุน Venture Capital 4  คนโดย Harvard  Business School ด้วยคำถามเดียวกัน สาม  สี่ข้อ เรามาดูกันว่า  ผู้จัดการกองทุนแต่ละกองจะมีคำตอบอย่างไรกับคำถามเหล่านั้น</p>
<p>คนแรกคือ Russell  Siegelman: Partner, Kleiner Perkins Caufield &amp; Byers ตอบคำถามข้อแรก ที่ถามว่า <strong><em>“คุณประเมินโอกาสในการลงทุนอย่าง ไร?”</em></strong> Siegelmam ตอบว่า  สิ่งที่เขาพิจารณานั้นมีหลายประเด็น และประเด็นสำคัญประการแรกคือ  บริษัทนั้นจะต้องมีโอกาสทางธุรกิจในตลาดที่ใหญ่ และโตเร็ว  ประการต่อมาบริษัทจะต้องมีความสามารถในการแข่งขันที่คงทน  เช่นมีเครือข่ายทางธุรกิจที่ใหญ่ เช่น e-Bay หรือไม่ก็สามารถ ล็อคลูกค้าให้อยู่กับบริษัทได้ เช่น Microsoft หรือเป็นธุรกิจ ที่ผลิตสินค้า บริการที่เข้ามาแก้ปัญหาที่ไม่เคยมีใครแก้ได้  และจะต้องเป็นปัญหาที่แก้ยาก  ปัญหานั้นมักจะเป็นปัญหาพื้นๆที่ยังไม่ถูกแก้ไข  เขาไม่ได้ให้ความสำคัญกับบริษัทที่มีสิทธิบัตรมากนักเพราะผู้คนมักจะต่อต้าน  ประการที่สาม  เขาจะเลือกลงทุนในบริษัทที่มีทีมงานที่ผู้ก่อตั้งเป็นผู้ร่วมในทีมงาน  และเป็นทีมงานที่เอาจริงเอาจัง  เขาไม่ชอบลงทุนในบริษัทเกิดใหม่ที่มีผู้บริหารจากภายนอก  เพราะผู้ก่อตั้ง(เจ้าของ)กับมืออาชีพมักมีเป้าหมายในการบริหารธุรกิจไม่ เหมือนกัน  คือผู้ก่อตั้งจะมีเป้าหมายในการมองหาโอกาสในการสร้างให้บริษัทเติบโตแข่ง แกร่ง เขาจึงยอมที่จะเสี่ยงกับผู้ก่อตั้งเสมอ</p>
<p>คำถามต่อไปคือ <strong><em>“คุณประเมินรูปแบบธุรกิจอย่างไร”</em></strong> เขาตอบว่า มีหลักใหญ่ๆอยู่สองประการ  คือ หนึ่งคือสินค้าหรือตลาดนั้นๆเป็นอะไรที่เข้าใจได้ง่าย  เช่นการปรับปรุงสินค้าหรือบริการเดิมให้ดีขึ้น  และแน่นอนว่าเขาจะลงทุนในบริษัทที่มีรูปแบบธุรกิจ(Business Model)  ที่เข้าใจได้จริงๆ ต่อมาหากเป็นสินค้าหรือตลาดใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อน  หรืออาจจะเรียกได้ว่ารูปแบบธุรกิจไม่มีความชัดเจน  เขาจะดูว่าธุรกิจนั้นๆมีตลาดที่ใหญ่พอไหม  และมีอัตราการเติบโตของธุรกิจที่สูงเพียงพอที่จะเสี่ยงไหม  สิ่งที่จะต้องพิจารณาต่อมาคือเรื่องของช่วงเวลาในการลงทุน  ในบางครั้งธุรกิจมีรูปแบบที่ชัดเจน  แต่ยังไม่ใช่เวลาที่จะทำให้ธุรกิจนั้นเกิดได้ เขาจะยังไม่ร่วมลงทุน</p>
<p>คำถามที่ว่า <strong><em>“คุณตรวจสอบอะไรของบริษัทบ้าง ก่อนการตัดสินใจลงทุน”</em></strong> เขาตอบว่า สิ่งสำคัญที่จะต้องตรวจสอบ คือการตรวจสอบทางเทคนิค  ต้องดูให้แน่ใจว่าสินค้าและบริการนั้นๆเป็นได้จริงในเชิงเทคนิค  และเชิงพานิช สิ่งที่ต้องตรวจสอบต่อไปคือ ลูกค้า  เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะหากบริษัทกำหนดลูกค้าเป้าหมายไม่ถูกต้อง  บริษัทจะไม่มีหนทางในการนำเสนอสินค้าหรือบริการที่ตรงความต้องการของลูกค้า  หรือลูกค้าไม่มีความต้องการที่จะจ่าย (เห็นว่าไม่คุ้มที่จะจ่าย)  ค่าสินค้าหรือบริการ ส่วนนี้เขาจะพิจารณาอย่างละเอียดและเคร่งครัดมาก</p>
<p>คำถามที่เกี่ยวกับการวิเคราะห์ทางการ เงิน <strong><em>“คุณมีขบวนการ วิเคราะห์ทางการเงินอะไรบ้าง”</em></strong> คำตอบในส่วนนี้น่าสนใจมาก เขาตอบว่า  สิ่งที่เขาทำไม่ใช่การประมาณการยอดขาย ต้นทุนหรือกำไรเป็นอย่างแรก  สิ่งที่เขาทำคือ วิเคราะห์ห่วงโซ่แห่งมูลค่า (Value Chain Analysis)  หรืออธิบายง่ายๆคือขบวนการทำงานของบริษัทตั้งแต่สั่งซื้อวัตถุดิบจนกระทั่ง การบริการหลังการขาย  เขาจะวิเคราะห์ขบวนการทำงานที่มีความสัมพันธ์กับต้นทุนและยอดขายที่จะเกิดใน แต่ละขั้นตอนอย่างรอบครอบ  เพื่อให้เห็นว่าบริษัทจะสามารถทำได้จริงตามที่ประมาณการเอาไว้หรือไม่</p>
<p>จะเห็นว่า แม้Venture capital  ที่มักจะเป็นแหล่งเงินให้กับบริษัทที่เกิดใหม่และมีความเสี่ยงที่สูงนั้น สิ่งที่พวกเขาให้ความสำคัญมากเป็นอันดับต้นๆคือ คุณภาพของกิจการ  ความสามารถในการแข่งขันระยะยาว มีตลาดและลูกค้าที่พร้อมจะจ่าย  หลักการเหล่านี้เราเองก็สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับการลงทุนของเราได้เช่นกัน  เพียงแต่เราให้ความสำคัญกับข้อมูลเชิงคุณภาพเป็นหลักเท่านั้นเอง</p>
<p>ครั้งต่อไปผมจะนำความเห็นของ Venture Capitalist คนอื่นมานำ เสนอต่อครับ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.thaivi.com/2010/02/448/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ทำไมหุ้นไทยไม่ไปไหน</title>
		<link>http://www.thaivi.com/2010/02/446/</link>
		<comments>http://www.thaivi.com/2010/02/446/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 05 Feb 2010 08:56:51 +0000</pubDate>
		<dc:creator>TVI MOD</dc:creator>
				<category><![CDATA[Value Way]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.thaivi.com/?p=446</guid>
		<description><![CDATA[โดย วิบูลย์ พึงประเสริฐ 6 มิถุนายน 2551 เท่าที่อ่านบทวิเคาระห์เกี่ยว กับตลาดหุ้นไทยมาหลายปี นักวิเคาระห์ดัชนีตลาดหุ้นไทยมักออกมาฟันธงว่าหุ้นไทยจะไป 1,000 จุดเป็นประจำทุกปี เป็นเวลาอย่างน้อย 4-5 ปีติดต่อกัน นับตั้งแต่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจในปี 2540 เป็นต้นมา ดัชีหุ้นไทยไม่เคยขึ้นไปสูงเกิน 1,000 จุดสักครั้งเดียว จุดที่ใกล้เคียงที่สุดคือในช่วงปลายปี 2547 ที่ผ่านมา ดัชนีหุ้นขึ้นไปถึง 920 จุดก่อนที่เกิดปัญหาซับไพร์มต้นปีจนดัชนีร่วงลงไปถึง 720 จุดก่อนที่ปรับตัวกลับมาที่ 870 จุดในเดือนพฤษภาคม และลงมาเหลือ 800 จุดในปัจจุบันภายในเวลาสองสามอาทิตย์ เมื่อเทียบกับตลาดหุ้นใน ประเทศอาเซียนที่เกิดวิกฤตค่าเงินด้วยกันแล้ว ดัชนีหุ้นประเทศอื่นๆในแถบนี้ต่างปรับตัวเกิน1,000 จุดไปนานแล้ว ไม่นับตลาดหุ้นจีนที่กำลังร้อนแรง หรือตลาดหุ้นเวียดนามที่เพิ่งเปิดดำเนินการต่างมีดัชนีแซงหน้าตลาดหุ้นไทยไป กันแทบทุกประเทศ &#8230; <a href="http://www.thaivi.com/2010/02/446/">Continue reading <span class="meta-nav">&#8594;</span></a>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>โดย วิบูลย์ พึงประเสริฐ    6  มิถุนายน 2551</p>
<p>เท่าที่อ่านบทวิเคาระห์เกี่ยว กับตลาดหุ้นไทยมาหลายปี  นักวิเคาระห์ดัชนีตลาดหุ้นไทยมักออกมาฟันธงว่าหุ้นไทยจะไป 1,000  จุดเป็นประจำทุกปี เป็นเวลาอย่างน้อย 4-5 ปีติดต่อกัน  นับตั้งแต่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจในปี 2540 เป็นต้นมา  ดัชีหุ้นไทยไม่เคยขึ้นไปสูงเกิน 1,000 จุดสักครั้งเดียว  จุดที่ใกล้เคียงที่สุดคือในช่วงปลายปี 2547 ที่ผ่านมา ดัชนีหุ้นขึ้นไปถึง  920 จุดก่อนที่เกิดปัญหาซับไพร์มต้นปีจนดัชนีร่วงลงไปถึง 720  จุดก่อนที่ปรับตัวกลับมาที่ 870 จุดในเดือนพฤษภาคม และลงมาเหลือ 800  จุดในปัจจุบันภายในเวลาสองสามอาทิตย์</p>
<p>เมื่อเทียบกับตลาดหุ้นใน ประเทศอาเซียนที่เกิดวิกฤตค่าเงินด้วยกันแล้ว  ดัชนีหุ้นประเทศอื่นๆในแถบนี้ต่างปรับตัวเกิน1,000 จุดไปนานแล้ว  ไม่นับตลาดหุ้นจีนที่กำลังร้อนแรง  หรือตลาดหุ้นเวียดนามที่เพิ่งเปิดดำเนินการต่างมีดัชนีแซงหน้าตลาดหุ้นไทยไป กันแทบทุกประเทศ ตัวอย่างเช่น  ดัชนีตลาดหุ้นมาเลเซียในช่วงเกิดวิกฤตเศรษฐกิจปี 2541   ดัชนี ลดลงไปเหลือ 261 จุด ปัจจุบันดัชนีอยู่ที่ 1,253 จุด  ดัชนีตลาดหุ้นอินโดนีเซียปีดที่ 2,362 จุด  ดัชนีตลาดหุ้นฟิลิปปินส์ปัจจุบันอยู่ที่ 3,028 จุด  ตลาดหุ้นเหล่านี้ต่างประสบปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจในช่วงปี 2540  ด้วยกันทั้งสิ้นและดัชนีลดลงไม่ต่างจากดัชนีตลาดหลักทรัพย์ไทยสักเท่าไหร่ นัก  แต่ปัจจุบันตลาดหุ้นอื่นๆในภูมิภาคนี้ต่างให้ผลตอบแทนมากกว่าตลาดหุ้นไทยมาก  รวมทั้งปรับตัวเกิน 1,000 จุด ขณะที่ตลาดหุ้นไทยยังขึ้นๆลงๆอยู่แถวๆ  700-900 จุดไม่ไปไหนเสียทีมาหลายปีแล้ว</p>
<p>เหตุใดตลาดหุ้นไทยถึงไม่สมารถ ปรับตัวเกิน 1,000 จุดเหมือนประเทศอื่นๆได้เสียที  น่าจะมีสาเหตุที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์นี้ขึ้นได้  ซึ่งสามารถสรุปได้ดังต่อไปนี้</p>
<p>ข้อแรก  สาหตุจากความไม่มั่นคงทางการเมือง ประเทศไทยผ่านการรัฐประหารครั้งล่าสุด  เมื่อเดือนกันยายน 2549  นับเป็นเวลานานกว่าสิบปีที่เหตุการณ์นี้ไม่เคยเกิดขึ้นในประเทศไทย  การมีรัฐบาลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง  รวมทั้งผู้บริหารประเทศมาจากการปฏิวัติรัฐประหารนั้น  ไม่ได้เป็นสิ่งที่นักลงทุนต่างประเทศให้ความเชื่อถือมากนัก  เพราะประเทศไทยเป็นประเทศประชาธิปไตยมีรัฐบาลมาจากเลือกตั้งเป็นเวลานาน  อยู่ๆทหารออกมาฉีกรัฐธรรมมูญแล้วตั้งตนเองปกครองประเทศ  สำหรับประเทศในเอเซียนั้นคงหาได้ยาก  ยกเว้นหากเกิดในประเทศด้อยพัฒนาอย่างในประเทศในอาฟริกาอาจไม่น่าแปลกใจนัก  นอกเหนือจากนั้นการที่มีผู้คนออกมาประท้วงรัฐบาลบ่อยๆจนสามารถโค่นล้มรัฐบาล ได้  ดูเหมือนเหล่านักประท้วงหล่านั้นคิดว่าวิถีทางนี้เป็นสิ่งที่น่าปฏิบัติและ น่าจะได้ผลเป็นที่น่าพอใจ  จึงออกมาประท้วงกันอีกรอบเพื่อไล่รัฐบาลที่ตนเองไม่ชอบออกไป  แต่ที่แปลกคือประเทศประชาธิปไตยอย่างสหรัฐอเมริกา  มีคนไม่ชอบประธานาธิบดีบุชอยู่มากกว่าครึ่งประเทศ  แต่ก็ไม่มีใครใช้วิธีการประท้วงและปฏิวัติรัฐประหารเพื่อไล่ประธานาธิบดีบุ ชแต่อย่างใด  ประเทศที่มีเสถียรภาพทางการเมืองสามารถทำให้ดัชนีตลาดหุ้นเพิ่มขึ้นได้อย่าง ต่อเนื่อง</p>
<p>เหตุผลอีกข้อหนึ่ง คือ  ตลาดหุ้นไทยไม่มีหุ้นใหญ่เข้าตลาดมาเป็นเวลานานหลายปี  ตั้งแต่การแปรรูปการไฟฟ้าฝ่ายผลิตถูกศาลระงับไป  ตลาดหุ้นไทยก็ไม่มีหุ้นจากบริษัทใหญ่ๆหรือรัฐวิสาหกิจขนาดแสนล้านเข้าระดม ทุนในตลาดหุ้นอีกเลย  รวมทั้งการที่บริษัทเบียร์แห่งหนึ่งถูกประท้วงจนต้องไปจดทะเบียนในตลาดหุ้น สิงคโปร์แทน  ทำให้มาร์เกตแคปของตลาดหุ้นไทยต้องอาศัยหุ้นบริษัทเดิมๆที่จดทะเบียนอยู่ ก่อนแล้วเป็นตัวผลักดันดัชนี  ซึ่งถ้าหุ้นบริษัทเหล่านั้นไม่สามารถปรับตัวเพิ่มได้มาก  ดัชนีหุ้นไทยก็ไม่สามารถไปไหนไกลได้</p>
<p>ดังนั้น การผลักดันให้ดัชนีหุ้นไทยเพิ่มขึ้นกว่า 1,000  จุดนั้นทำได้โดยแปรรูปรัฐวิสากิจขนาดใหญ่เข้าตลาดหุ้นอย่างโปร่งใส  และเลิกวงจรอุบาทว์ทางการเมืองที่ประเทศไทยเผชิญอยู่เป็นเวลากว่า 50 ปี  โดยการเลิกประท้วง เลิกปฏิวัติรัฐประหาร สนับสนุนรัฐบาลอยู่จนครบเทอม  จากนั้นให้ประเทศเข้าสู่วงจรของการเลือกตั้งตามวิถีทางของประเทศที่เป็น ประชาธิปไตยที่แท้จริงเสียที</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.thaivi.com/2010/02/446/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ทำความเข้าใจ PBV Ratio</title>
		<link>http://www.thaivi.com/2010/02/444/</link>
		<comments>http://www.thaivi.com/2010/02/444/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 05 Feb 2010 08:56:23 +0000</pubDate>
		<dc:creator>TVI MOD</dc:creator>
				<category><![CDATA[Value Way]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.thaivi.com/?p=444</guid>
		<description><![CDATA[มนตรี นิพิฐวิทยา  30 พฤษภาคม 2551 ฉบับ ที่แล้วเราคุยกันเรื่อง PE Ratio มาคราวนี้ขอคุยเรื่อง PBV Ratio กันบ้าง เพราะอัตราส่วนสองตัวนี้นักลงทุนมักนำมาใช้ร่วมกันเสมอๆ BV หรือ Book Value แปลเป็นไทยคือ มูลค่าตามบัญชี ซึ่งก็คือมูลค่าส่วนผู้ถือหุ้น หรือถ้าความหมายจริงๆก็คือ มูลค่าของทรัพย์สินที่หักด้วยหนี้สินแล้ว เหลือเป็นมูลค่าของผู้ถือหุ้นเท่าไร เนื่องจากเป็นมูลค่าทางบัญชี มันจึงเกิดปัญหาขึ้นมาคือ การลงบัญชีนั้นแต่ละบริษัทอาจบันทึกสินทรัพย์และหนี้สินแตกต่างกันไป เช่นสินทรัพย์ถูกกำหนดให้บันทึกมูลค่าที่ราคาทุน คือราคาที่ได้สินทรัพย์นั้นมา บางบริษัทมีที่ดินที่บันทึกไว้เมื่อ 20ปี ที่แล้ว พอมาถึงปัจจุบันมูลค่าของที่ดินเพิ่มขึ้นมาหลายเท่าตัว แต่มูลค่าที่บันทึกลงในบัญชีนั้นยังมีมูลค่าเท่ากับเมื่อ20ปี ที่แล้ว หากไม่มีการประเมินมูลค่าและบันทึกบัญชีใหม่มูลค่าก็ยังคงบันทึกเอาไว้เท่า เดิม            มูลค่า ทางบัญชีนี้ถ้าหากเราเข้าใจลึกซึ้งก็สามารถช่วยให้เราค้นพบบริษัทที่น่าลง &#8230; <a href="http://www.thaivi.com/2010/02/444/">Continue reading <span class="meta-nav">&#8594;</span></a>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>มนตรี  นิพิฐวิทยา  30 พฤษภาคม 2551</p>
<p>ฉบับ ที่แล้วเราคุยกันเรื่อง PE Ratio มาคราวนี้ขอคุยเรื่อง PBV  Ratio กันบ้าง  เพราะอัตราส่วนสองตัวนี้นักลงทุนมักนำมาใช้ร่วมกันเสมอๆ<br />
BV หรือ Book Value แปลเป็นไทยคือ มูลค่าตามบัญชี ซึ่งก็คือมูลค่าส่วนผู้ถือหุ้น หรือถ้าความหมายจริงๆก็คือ  มูลค่าของทรัพย์สินที่หักด้วยหนี้สินแล้ว  เหลือเป็นมูลค่าของผู้ถือหุ้นเท่าไร</p>
<p>เนื่องจากเป็นมูลค่าทางบัญชี มันจึงเกิดปัญหาขึ้นมาคือ  การลงบัญชีนั้นแต่ละบริษัทอาจบันทึกสินทรัพย์และหนี้สินแตกต่างกันไป  เช่นสินทรัพย์ถูกกำหนดให้บันทึกมูลค่าที่ราคาทุน  คือราคาที่ได้สินทรัพย์นั้นมา บางบริษัทมีที่ดินที่บันทึกไว้เมื่อ 20ปี ที่แล้ว พอมาถึงปัจจุบันมูลค่าของที่ดินเพิ่มขึ้นมาหลายเท่าตัว  แต่มูลค่าที่บันทึกลงในบัญชีนั้นยังมีมูลค่าเท่ากับเมื่อ20ปี ที่แล้ว  หากไม่มีการประเมินมูลค่าและบันทึกบัญชีใหม่มูลค่าก็ยังคงบันทึกเอาไว้เท่า เดิม            มูลค่า ทางบัญชีนี้ถ้าหากเราเข้าใจลึกซึ้งก็สามารถช่วยให้เราค้นพบบริษัทที่น่าลง ทุนได้ไม่ยาก ยกตัวอย่างเช่น  บริษัทมีเครื่องจักรผลิตสินค้าอยู่เครื่องหนึ่ง  สามารถผลิตสินค้าที่เป็นที่ต้องการของตลาดในขณะนั้นได้เป็นอย่างดี  พอเวลาผ่านไป มีผู้ผลิตสินค้าชนิดเดียวกันออกมาขายมากๆเข้า  ผลกำไรที่เคยมีกลับกลายเป็นผลขาดทุน  บางบริษัทคู่แข่งทนไม่ไหวเลิกกิจการไประหว่างยังขาดทุน  ส่วนบริษัทยังทนผลิตสินค้าต่อไป  แน่นอนราคาหุ้นของบริษัทคงต้องตกลงมาอย่างหนัก  และถ้าหากตกลงมามากๆเมื่อเทียบกับมูลค่าของเครื่องจักรแล้วละก็ดูให้ดีๆเลย ครับ  เพราะถ้าเราสร้างเครื่องจักรใหม่อาจต้องใช้เงินทุนมากกว่าราคาหุ้นตอนนั้น แน่นอน  ฉะนั้นหุ้นของบริษัทนั้นจึงถือได้ว่าถูกมากๆเมื่อเทียบกับราคาที่จะต้องไปลง ทุนสร้างเครื่องจักรใหม่  เหตุการณ์ลักษณะนี้เคยเกิดขึ้นแล้วในอดีตที่ราคาหุ้นปิโตรเคมีบางบริษัทต่ำ กว่ามูลค่าทางบัญชี และต่ำกว่ามูลค่าสร้างโรงงานใหม่มาก  พอธุรกิจกลับมาเริ่มมีกำไร ราคาหุ้นก็วิ่งขึ้นหลายเท่าตัว</p>
<p>กลับมาดูความหมายของ PBV กันต่อครับ PBV  = ราคาหุ้นปัจจุบัน / มุลค่าทางบัญชี หรือ</p>
<p><strong>PBV = P0 / Book Value</strong>Book  Value = Equity (ส่วนผู้ถือหุ้น)</p>
<p>เอากำไรสุทธิหรือ Net income หรือ Earning  เข้ามาคูณและหารไปพร้อมๆกัน เราจะได้สูตรใหม่ ดังนี้</p>
<p><strong> PBV = (Price x Earning) / (Equity x Earning)</strong></p>
<p>จับคู่ใหม่ให้เห็นชัดๆคือ PBV = {Price / Earning) x  {Earning / Equity) เราจะได้ สูตรใหม่ดังนี้</p>
<p><strong> PBV  = PE x ROE</strong></p>
<p>สูตร นี้บอกเราว่าค่า PBV ถูกกำหนดด้วยค่าสองค่าคือ PE  และ ROE (อัตราผลตอบแทนส่วนผู้ถือหุ้น) เรื่องPE  ผมกล่าวไปแล้วเมื่อคราวที่แล้ว ส่วนROE  นั้นค่านี้บอกเราว่าบริษัทเอาเงินทุนที่ได้จากผู้ถือหุ้นไปลงทุนแล้วสร้างผล ตอบแทนได้คุ้มค่าหรือไม่</p>
<p>คราว นี้เรามาดูว่า หุ้นที่ PBV มีค่าสูงค่าต่ำนั้นบ่งบอกอะไร บ้าง</p>
<p>หุ้นที่ PBV  ต่ำ PE สูง ROE ต่ำ  เป็นหุ้นที่อาจมีมูลค่าเกินพื้นฐานไปแล้ว เพราะPEสูงแต่กลับ ให้ผลตอบแทนต่อส่วนผู้ถือหุ้นต่ำ มันจึงมาสะท้อนออกที่ PBV</p>
<p>หุ้นที่ PBV ต่ำ PE ต่ำ ROE  สูง อาจเป็นหุ้นที่มีความเสี่ยงสูง (สะท้อนออกทาง PE)  หรืออาจจะมีมูลค่าต่ำกว่าปัจจัยพื้นฐาน  อันนี้ต้องเข้าไปดูรายละเอียดการดำเนินงานของบริษัท ถ้าธุรกิจดี  ไม่เสี่ยงอย่างที่ตลาดคิดก็น่าลงทุนมาก</p>
<p>หุ้นที่ PBV สูง PE สูง ROE  ต่ำ หุ้นแบบนี้อันตรายมาก เพราะผลตอบแทนผู้ถือหุ้นต่ำ PE  กลับสูง และเชื่อว่าต้องสูงมากถึงสามารถดึง PBV ให้สูงตามไป ด้วย</p>
<p>หุ้นที่ PBV  สูง PE ต่ำ ROE สูง  หุ้นแบบนี้อาจเป็นหุ้นที่มีความเสี่ยงสูง  หรือความไม่แน่นอนของการทำกำไรไม่แน่นอน  หรือบางครั้งราคาสูงเกินมูลค่าไปแล้วก็ได้ เพราะผลตอบแทนผู้ถือหุ้นสูงมาก  แต่ PEกลับต่ำมาก การที่ROEสูงอาจเป็นเพราะมี หนี้สินมากกว่าทุนมากๆก็ได้  แน่นอนครับว่าหนี้สินมากๆก็นำมาซึ่งความเสี่ยงที่สูงตามไปด้วย</p>
<p>ทั้งหมดนี้เราต้องดูพื้นฐานทางธุรกิจประกอบกันเพื่อให้เป็นการยืน ยันซึ่งกันและกันว่า  ทั้งธุรกิจซึ่งเป็นเหตุนั้นส่งผลให้ผลที่ได้ออกมาคืออัตราส่วนต่างๆนั้นออก มาในรูปแบบใด</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.thaivi.com/2010/02/444/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Valuation 4</title>
		<link>http://www.thaivi.com/2010/02/442/</link>
		<comments>http://www.thaivi.com/2010/02/442/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 05 Feb 2010 08:55:57 +0000</pubDate>
		<dc:creator>TVI MOD</dc:creator>
				<category><![CDATA[Value Way]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.thaivi.com/?p=442</guid>
		<description><![CDATA[มนตรี นิพิฐวิทยา 9 พฤษภาคม 2551 เข้าใจความหมายของ PE Ratio นักลงทุนเกือบทุกคนถูกสอนให้เชื่อว่า หุ้นที่PE ต่ำๆ(ต่ำกว่า 10 เท่า) ถือเป็นหุ้นที่มีราคาถูก ยิ่งPE ต่ำยิ่งถูก น่าซื้อมาก แต่ทำไมหุ้นที่PEต่ำก็ยังคงต่ำอยู่อย่างนั้น? หุ้นที่ PE สูงก็ยังคงสูงอยู่อย่างนั้น? ความ เข้าใจเรื่องค่าPE นี้ไม่ได้ผิดครับ แต่ยังขาดส่วนประกอบที่สำคัญในการพิจารณาค่าๆนี้ ไม่เช่นนั้นเราจะใช้ค่านี้กันแบบไม่เข้าใจ และยังคงคิดกันอยู่ว่าหุ้นที่PEต่ำ เป็นหุ้นที่มีราคาถูกกว่ามูลค่า การ คำนวณPE Ratio อย่างที่เราๆทำกันแบบง่ายๆคือ PE สำหรับปีที่ผ่านมาเราจะใช้ ราคาปัจจุบันหารด้วยกำไรต่อหุ้นในปีที่ผ่านมา PE สำหรับปีปัจจุบันเราจะต้อง ประเมินกำไรต่อหุ้นในปีปัจจุบัน แล้วเอาราคาหุ้นปัจจุบันหารด้วยกำไรต่อหุ้นที่ประเมินได้ ที่เราควรใช้คือ &#8230; <a href="http://www.thaivi.com/2010/02/442/">Continue reading <span class="meta-nav">&#8594;</span></a>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>มนตรี นิพิฐวิทยา  9 พฤษภาคม 2551</p>
<p align="center"><strong>เข้าใจความหมายของ </strong><strong>PE Ratio</strong></p>
<p>นักลงทุนเกือบทุกคนถูกสอนให้เชื่อว่า  หุ้นที่PE ต่ำๆ(ต่ำกว่า 10  เท่า) ถือเป็นหุ้นที่มีราคาถูก ยิ่งPE ต่ำยิ่งถูก น่าซื้อมาก  แต่ทำไมหุ้นที่PEต่ำก็ยังคงต่ำอยู่อย่างนั้น? หุ้นที่ PE  สูงก็ยังคงสูงอยู่อย่างนั้น?</p>
<p>ความ เข้าใจเรื่องค่าPE  นี้ไม่ได้ผิดครับ แต่ยังขาดส่วนประกอบที่สำคัญในการพิจารณาค่าๆนี้  ไม่เช่นนั้นเราจะใช้ค่านี้กันแบบไม่เข้าใจ และยังคงคิดกันอยู่ว่าหุ้นที่PEต่ำ เป็นหุ้นที่มีราคาถูกกว่ามูลค่า</p>
<p>การ คำนวณPE Ratio  อย่างที่เราๆทำกันแบบง่ายๆคือ</p>
<p>PE  สำหรับปีที่ผ่านมาเราจะใช้  ราคาปัจจุบันหารด้วยกำไรต่อหุ้นในปีที่ผ่านมา</p>
<p>PE สำหรับปีปัจจุบันเราจะต้อง ประเมินกำไรต่อหุ้นในปีปัจจุบัน  แล้วเอาราคาหุ้นปัจจุบันหารด้วยกำไรต่อหุ้นที่ประเมินได้</p>
<p>ที่เราควรใช้คือ PE ปีปัจจุบัน  ซึ่งจำเป็นต้องประเมินกำไรต่อหุ้นไปจนถึงสิ้นปี  ความยากก็อยู่ที่การประเมินกำไรต่อหุ้นนี่แหละครับ</p>
<p>และนี่เองคือค่าPE Ratioที่เราๆท่านๆนิยมใช้กัน อย่างแพร่หลาย แต่เดี๋ยวเราจะมาดูว่าส่วนประกอบที่เป็นตัวกำหนดให้PEนั้น สูงหรือต่ำประกอบไปด้วยปัจจัยอะไรบ้าง</p>
<p>มูลค่าหุ้นนั้นจะถูกกำหนดโดยกระแสเงิน สดที่กิจการสร้างขึ้นในอนาคตของสินทรัพย์เดิมที่บริษัทมีอยู่  บวกด้วยอัตราการเติบโตของกระแสเงินสดที่จะเกิดจากการลงทุนในสินทรัพย์ใหม่ หรือการเติบโตของอุตสาหกรรมและคิดลดกลับมาเป็นมูลค่าเงินสดในปัจจุบัน   สามารถเขียนเป็นสมการได้ดังนี้</p>
<p>P0                 =                  E1/k + PVGO</p>
<p>E1                =                   กำไรต่อหุ้นในปีนั้นๆ</p>
<p>k                  =                   ต้นทุนเงินลงทุนของเรา</p>
<p>PVGO           =                    มูลค่าปัจจุปันของโอกาสในการเติบโต</p>
<p>ถ้า เราเอา E หรือกำไรต่อหุ้นเข้ามาหาร เพื่อจะหาค่าPE Ratio เราจะได้สมการดังนี้</p>
<p>P0  / E1                   =        1/k + PVGO/E1</p>
<p>มา ถึงสูตรนี้เราจะเห็นในสูตรมีค่าอยู่สองส่วนถ้าบริษัท ABCเป็นบริษัทที่เรามองไม่เห็น การเติบโตเลย ค่า PE จะเท่ากับ 1/k หรือ  ราคาหุ้นจะมีมูลค่าเพียง กำไรต่อหุ้นหารด้วยต้นทุนเงินลงทุนของเรา (P  = E/k) หุ้นที่ไม่โตจะเห็นPEต่ำๆเพราะไม่มีมูลค่า ปัจจุบันของการเติบโตมารวม</p>
<p>หาก หุ้นบริษัทหนึ่งบริษัทใดมีค่าPEสูง  อยู่นั่นอาจหมายถึงหุ้นบริษัทนั้นมีโอกาสที่จะเติบโตสูงรวมอยู่ในการคิดค่าPE  แล้ว</p>
<p>อีก ปัจจัยที่กำหนดค่า PE Ratioให้สูง ให้ต่ำนั่นคือค่าความเสี่ยง ซึ่งสะท้อนผ่านค่า k หรือต้นทุน เงินลงทุน เพราะถ้าเห็นว่าเสี่ยงมากนักลงทุนจะคิดค่า k สูงๆ  ทำให้ค่าPEลดต่ำลง  และถึงแม้ว่าหุ้นบริษัทนั้นจะมีโอกาสในการเติบโตสูงแต่ถ้าค่าเสี่ยงสูงด้วย  ค่าPVGOนั้นจะต่ำเพราะถูกคิดลดความค่าkที่สูง ด้วยเช่นกัน</p>
<p>ขอสรุป ว่า ค่าPE Ratio ที่สูงหรือต่ำถูกกำหนด ด้วย <strong>กำไรในแต่ละปี อัตราการเติบโตของกระแสเงินสด  (ไม่ใช่กำไรทางบัญชี หรือเฉพาะยอดขาย) และสุดท้ายความเสี่ยงในการลงทุน</strong></p>
<p>ฉะนั้นหน้าที่ที่สำคัญของนักลงทุนที่ ต้องการผลตอบแทนที่เหนือกว่าตลาด  คือจะต้องค้นหาหุ้นที่มีอัตราการเติบโตของยอดขาย กำไร  กระแสเงินสดได้สูงอย่างต่อเนื่อง ความเสี่ยงในการลงทุนที่ต่ำ แต่มีPEที่ไม่สูงจนเกินไป  โดยเปรียบเทียบกับอัตราการเติบโต ความสามารถในการทำกำไร  ซึ่งทั้งหมดนี้เราจะต้องวิเคราะห์กิจการอย่างละเอียดรอบครอบ</p>
<p>สมาคม ส่งเสริมผู้ลงทุนไทยได้จัดสัมมนาพัฒนาความรู้ผู้ลงทุนในเดือนพฤษภาคมสอง รายการ คือ เรื่อง การวิเคราะห์เศรษฐกิจ วิทยากร ดร. สุรจิต ลักษณะสุต  หัวหน้าทีมเศรษฐกิจในประเทศ ธนาคารแห่งประเทศไทย ในวันที่ 17 พฤษภาคม 51 และ  บัญชีสำหรับผู้ลงทุน วิทยากร ดร. วรศักดิ์ ทุมมานนท์ จาก  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในวันที่ 28 พฤษภาคม 51  รายละเอียดติดต่อ สมาคมส่งเสริมผู้ลงทุนไทย โทร 02-237-1992-3 ต่อ14</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.thaivi.com/2010/02/442/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>แจ็คผู้ฆ่ายักษ์</title>
		<link>http://www.thaivi.com/2010/02/440/</link>
		<comments>http://www.thaivi.com/2010/02/440/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 05 Feb 2010 08:55:29 +0000</pubDate>
		<dc:creator>TVI MOD</dc:creator>
				<category><![CDATA[Value Way]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.thaivi.com/?p=440</guid>
		<description><![CDATA[โดย วิบูลย์ พึงประเสริฐ 18 เมษายน 2551 นิทาน สมัยเด็กเรื่องหนึ่งเป็นที่นิยมมากคือเรื่อง”แจ็คผู้ฆ่ายักษ์” เรื่องมีอยู่ว่าแจ็คเป็นเด็กตัวเล็กๆคนหนึ่งอาศัยอยู่กับพ่อ วันหนึ่งพ่อให้แจ็คเอาวัวไปขายที่ตลาด แต่แจ๊คกลับแลกวัวกับเมล็ดถั่ว เมื่อกลับถึงบ้านพ่อโกรธมาก ปาเมล็ดถั่วที่ได้มาทิ้งไปนอกบ้าน แจ๊คเสียใจมาก แต่พอวันรุ่งขึ้นปรากฏว่าถั่วที่ทิ้งไป กลายเป็นต้นถั่วขนาดยักษ์สูงขึ้นไปถึงเมฆ แจ๊คยากรู้ว่ามีอะไรอย่ข้างบนจึงปีนต้นถั่วขึ้นไปเจอยักษ์ตนหนึ่ง ยักษ์เห็นแจ๊คเข้ามาในเขตแดนของตนจึงวิ่งไล่ แจ็คปีนลงมาถึงข้างล่างก่อน จึงฟันต้นถั่วทิ้ง ยักษ์เลยตกลงมาตาย คิดว่า หลายท่านคงเคยได้ยินนิทานเรื่องนี้มาแล้ว ถ้าเปรียบเทียบนักลงทุนในตลาดหุ้นกับนิทานเรื่องนี้จะพบว่า นักลงทุนรายย่อยในตลาดหุ้นบ้านเราคงเปรียบได้กับ”แจ๊ค” ส่วน นักลงทุนสถาบันหรือนักลงทุนต่างชาติที่มีเงินลงทุนมากคงเหมือนกับ”ยักษ์”ใน นิทาน นักลง ทุนรายย่อยมักคิดว่าตนเองมีเงินลงทุนและข้อมูลน้อยกว่านักลงทุนรายใหญ่ เลยคิดว่าตนเอง”เสียเปรียบ”ในการลงทุน แต่ในความเป็นจริงแล้วแจ๊คสามารถฆ่ายัักษ์ได้ นักลงทุนรายย่อยสามารถเป็นต่อนักลงทุนรายใหญ่ได้ด้วยเช่นเดียวกัน เหตุผล หนึ่งที่นักลงทุนรายย่อยมีข้อ”ได้เปรียบ”นักลงทุนรายใหญ่อย่างนักลงทุน สถาบันคือนักลงทุนรายย่อยไม่ต้องติดข้อจำกัดของกลต. สำหรับนักลงทุนสถาบันที่ระดมเงินของประชาชนมาลงทุนในตลาดหุ้น เพื่อเป็นการปกป้องผู้ลงทุน กองทุนส่วนใหญ่มักถูกจำกัดด้วยกฏเกณท์ของการลงทุนที่ทางกลต.กำหนดเอาไว้ ทั้งนี้เพื่อไม่ให้กองทุนหรือสถาบันต่างๆนำเงินไปลงทุนที่เสี่ยงเกินไป &#8230; <a href="http://www.thaivi.com/2010/02/440/">Continue reading <span class="meta-nav">&#8594;</span></a>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>โดย วิบูลย์ พึงประเสริฐ  18  เมษายน 2551</p>
<p>นิทาน สมัยเด็กเรื่องหนึ่งเป็นที่นิยมมากคือเรื่อง”แจ็คผู้ฆ่ายักษ์”  เรื่องมีอยู่ว่าแจ็คเป็นเด็กตัวเล็กๆคนหนึ่งอาศัยอยู่กับพ่อ  วันหนึ่งพ่อให้แจ็คเอาวัวไปขายที่ตลาด แต่แจ๊คกลับแลกวัวกับเมล็ดถั่ว  เมื่อกลับถึงบ้านพ่อโกรธมาก ปาเมล็ดถั่วที่ได้มาทิ้งไปนอกบ้าน  แจ๊คเสียใจมาก แต่พอวันรุ่งขึ้นปรากฏว่าถั่วที่ทิ้งไป  กลายเป็นต้นถั่วขนาดยักษ์สูงขึ้นไปถึงเมฆ  แจ๊คยากรู้ว่ามีอะไรอย่ข้างบนจึงปีนต้นถั่วขึ้นไปเจอยักษ์ตนหนึ่ง  ยักษ์เห็นแจ๊คเข้ามาในเขตแดนของตนจึงวิ่งไล่ แจ็คปีนลงมาถึงข้างล่างก่อน  จึงฟันต้นถั่วทิ้ง ยักษ์เลยตกลงมาตาย</p>
<p>คิดว่า หลายท่านคงเคยได้ยินนิทานเรื่องนี้มาแล้ว  ถ้าเปรียบเทียบนักลงทุนในตลาดหุ้นกับนิทานเรื่องนี้จะพบว่า  นักลงทุนรายย่อยในตลาดหุ้นบ้านเราคงเปรียบได้กับ”แจ๊ค”  ส่วน นักลงทุนสถาบันหรือนักลงทุนต่างชาติที่มีเงินลงทุนมากคงเหมือนกับ”ยักษ์”ใน นิทาน</p>
<p>นักลง ทุนรายย่อยมักคิดว่าตนเองมีเงินลงทุนและข้อมูลน้อยกว่านักลงทุนรายใหญ่  เลยคิดว่าตนเอง”เสียเปรียบ”ในการลงทุน  แต่ในความเป็นจริงแล้วแจ๊คสามารถฆ่ายัักษ์ได้  นักลงทุนรายย่อยสามารถเป็นต่อนักลงทุนรายใหญ่ได้ด้วยเช่นเดียวกัน</p>
<p>เหตุผล หนึ่งที่นักลงทุนรายย่อยมีข้อ”ได้เปรียบ”นักลงทุนรายใหญ่อย่างนักลงทุน สถาบันคือนักลงทุนรายย่อยไม่ต้องติดข้อจำกัดของกลต.  สำหรับนักลงทุนสถาบันที่ระดมเงินของประชาชนมาลงทุนในตลาดหุ้น  เพื่อเป็นการปกป้องผู้ลงทุน  กองทุนส่วนใหญ่มักถูกจำกัดด้วยกฏเกณท์ของการลงทุนที่ทางกลต.กำหนดเอาไว้  ทั้งนี้เพื่อไม่ให้กองทุนหรือสถาบันต่างๆนำเงินไปลงทุนที่เสี่ยงเกินไป เช่น  บางกองทุนถูกกำหนดให้ถือหุ้นมากกว่า 20 บริษัท เพื่อเป็นการกระจายความเสี่ยง  หรือบางครั้งกองทุนต่างๆไม่สามารถถือหุ้นบริษัทใดบริษัทหนึ่งเกิน 5% ได้</p>
<p>การถือ หุ้นหลายๆบริษัทเป็นการกระจายความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น  ถ้าราคาหุ้นบริษัทใดบริษัทหนึ่งเกิดตกต่ำอย่างมากก็ไม่มีผลกระทบกับพอร์ตการ ลงทุน  แต่ขณะเดียวกันถ้าราคาหุ้นบริษัทใดบริษัทหนึ่งเพิ่มขึ้นมากก็ทำให้พอร์ตการ ลงทุนเติบโตได้ไม่มากนัก  การกระจายความเสี่ยงในลักษณะเช่นนี้มักทำผลตอบแทนได้ใกล้เคียงกับดัชนีของ ตลาด โอกาสที่จะชนะตลาดมากๆเป็นไปได้น้อย  เช่นเดียวกันโอกาสที่พอร์ตลดลงมากกว่าตลาดมีไม่มากนัก</p>
<p>นักลง ทุนรายย่อยไม่จำเป็นต้องถูกกำหนดให้ถือหุ้นมากเป็นสิบๆบริษัทเหมือนกองทุน  จึงสามารถเลือกถือหุ้นกี่บริษัทก็ได้ตามที่ต้องการ  การทำผลตอบแแทนให้เหนือกว่าตลาดวิธีหนึ่งคือการถือหุ้นน้อยบริษัท  ถ้าบริษัทใดบริษัทหนึ่งในพอร์ตการลงทุนทำผลตอบแทนได้อย่างโดดเด่น  ก็เพียงพอที่ทำให้ผลการลงทุนชนะผลตอบแทนรวมของตลาดได้</p>
<p>ตัวอย่าง เช่น ในพอร์ตของกองทุนมีหุ้นทั้งหมด 20 บริษัทในจำนวนเท่าๆกัน สมมุติในปี นั้นหุ้นตัว อื่นๆมีผลตอบแทนเท่ากับศุนย์ แต่มีหุ้นบริษัทหนึ่งทำผลตอบแทนได้ 100%   พอร์ ตการลงทุนของกองทุนนี้สามารถทำผลตอบแทนรวมได้เท่ากับ 100/20 =  5% แต่ถ้า นักลงทุนรายย่อยมีหุ้นเพียง 5 บริษัท ถ้าบริษัทใดบริษัทหนึ่งทำผลตอบแทนได้ 100%  เหมือนหุ้นของกองทุน ขณะที่หุ้นบริษัทอื่นๆราคาเท่าเดิม พอร์ ตการลงทุนของนักลงทุนรายย่อยทำผลตอบแทนรวมได้ถึง 100/5 =  20% ซึ่งมากกว่า ผลตอบแทนของกองทุนอย่างเห็นได้ชัด</p>
<p>ดัง นั้นนักลงทุนรายย่อยไม่ได้เสียเปรียบนักลงทุนรายย่อยหรือสถาบันอยู่เสมอไป  ถ้ารายย่อยเข้าใจและนำจุดอ่อนของตนมาเป็นจุดแข็ง  เชื่อแน่ว่าแจ็คตัวเล็กๆสามารถเอาชนะยักษ์ตัวโตได้เช่นเดียวกัน</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.thaivi.com/2010/02/440/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ธรรมะกับการลงทุน (2)</title>
		<link>http://www.thaivi.com/2010/02/438/</link>
		<comments>http://www.thaivi.com/2010/02/438/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 05 Feb 2010 08:55:05 +0000</pubDate>
		<dc:creator>TVI MOD</dc:creator>
				<category><![CDATA[Value Way]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.thaivi.com/?p=438</guid>
		<description><![CDATA[วิบูลย์ พึงประเสริฐ 4 มีนาคม 2551 คนรุ่น ใหม่มักมองว่าธรรมะของพระพุทธเจ้าเป็นเรื่องล้าสมัยและไม่เหมาะกับยุค ปัจจุบัน จึงไม่สนใจที่จะศึกษาในเรื่องนี้ แต่ในความเป็นจริงการนำธรรมะมาใช้ในชีวิตประจำวันถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญ มากๆ โดยเฉพาะปัจจุบันที่เป็นยุคของ”วัตถุนิยม”ที่ทำให้ผู้คนเริ่มห่างเหินจาก ธรรมชาติและความเข้าใจในชีวิตและจิตใจของตนเอง ตัวอย่างล่าสุดเช่นเรื่องของอาจารย์สาวมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ตัดสินใจกระโดดตึกฆ่าตัวตาย เนื่องจากผิดหวังในความรัก ทั้งๆที่เป็นคนสวยที่เรียนเก่ง มีฐานะทางบ้านระดับเศรษฐี ชีวิตแทบจะสมบูรณ์แบบ แต่ต้องมาจบชีวิตกับเรื่องที่สามารถแก้ไขง่ายๆได้ด้วยหลักธรรมทางศาสนา ถ้าอาจารย์สาวศึกษาในเรื่องของธรรมะสักเล็กน้อย คงไม่ตัดสินใจฆ่าตัวตาย ใน เรื่องของการลงทุนเช่นเดียวกัน นักลงทุนจำนวนมากไม่สนใจในเรื่องของธรรมะ เพราะคิดว่าเป็นเรื่องล้าหลังไกลตัว ความจริงแล้วธรรมะเป็นเรื่องที่ไม่มีล้าสมัย สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ักับทุกยุคทุกสมัย ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าไหร่ ธรรมะเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจคือเรื่องของ”อิทธิบาท 4” ซึ่งสามารถช่วยให้นักลงทุนประสบความสำเร็จจากการลงทุนมากขึ้น ”อิทธิ บาท 4” เป็นธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าในการทำสิ่งใดให้ประสบความสำเร็จ การทำตามขั้นตอนอิทธิบาท 4 จะช่วยให้ผู้ปฏิบัติบรรลุถึงสิ่งที่ต้องการในที่สุด “อิทธิบาท &#8230; <a href="http://www.thaivi.com/2010/02/438/">Continue reading <span class="meta-nav">&#8594;</span></a>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div>
<p>วิบูลย์ พึงประเสริฐ 4 มีนาคม 2551</p>
<p>คนรุ่น ใหม่มักมองว่าธรรมะของพระพุทธเจ้าเป็นเรื่องล้าสมัยและไม่เหมาะกับยุค ปัจจุบัน จึงไม่สนใจที่จะศึกษาในเรื่องนี้  แต่ในความเป็นจริงการนำธรรมะมาใช้ในชีวิตประจำวันถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญ มากๆ  โดยเฉพาะปัจจุบันที่เป็นยุคของ”วัตถุนิยม”ที่ทำให้ผู้คนเริ่มห่างเหินจาก ธรรมชาติและความเข้าใจในชีวิตและจิตใจของตนเอง  ตัวอย่างล่าสุดเช่นเรื่องของอาจารย์สาวมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง  ตัดสินใจกระโดดตึกฆ่าตัวตาย เนื่องจากผิดหวังในความรัก  ทั้งๆที่เป็นคนสวยที่เรียนเก่ง มีฐานะทางบ้านระดับเศรษฐี  ชีวิตแทบจะสมบูรณ์แบบ  แต่ต้องมาจบชีวิตกับเรื่องที่สามารถแก้ไขง่ายๆได้ด้วยหลักธรรมทางศาสนา  ถ้าอาจารย์สาวศึกษาในเรื่องของธรรมะสักเล็กน้อย คงไม่ตัดสินใจฆ่าตัวตาย</p>
<p>ใน เรื่องของการลงทุนเช่นเดียวกัน นักลงทุนจำนวนมากไม่สนใจในเรื่องของธรรมะ  เพราะคิดว่าเป็นเรื่องล้าหลังไกลตัว  ความจริงแล้วธรรมะเป็นเรื่องที่ไม่มีล้าสมัย  สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ักับทุกยุคทุกสมัย ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าไหร่  ธรรมะเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจคือเรื่องของ<strong>”อิทธิบาท 4”</strong> ซึ่งสามารถช่วยให้นักลงทุนประสบความสำเร็จจากการลงทุนมากขึ้น</p>
<p>”อิทธิ บาท 4” เป็นธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าในการทำสิ่งใดให้ประสบความสำเร็จ  การทำตามขั้นตอนอิทธิบาท 4  จะช่วยให้ผู้ปฏิบัติบรรลุถึงสิ่งที่ต้องการในที่สุด “อิทธิบาท 4”  ประกอบไปด้วย ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา</p>
<p><strong>ฉันทะ</strong> ความพอใจรักใคร่ในสิ่งนั้น นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จต้องรักในการลงทุน  คนที่ถูกบังคับให้ทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งมักทำได้ไม่นานต้องเลิกล้มไปในที่สุด  ถ้านักลงทุนรักในการลงทุน  เขาจะมองว่าการลงทุนเป็นสิ่งที่น่าสนใจและไม่คิดว่าเป็นเรื่องน่าเบื่อหน่าย  นักลงทุนระดับโลกอย่างวอร์เรน บัฟเฟตเคยกล่าวว่า  การลงทุนคือชีวิตของเขาและทุกวันเขาเต้นแทปมาทำงาน  ถ้าเรามี”ฉันทะ”กับการลงทุน  เราคงรักและสนุกกับการลงทุนอย่างทุกเมื่อเชื่อวัน</p>
<p><strong>วิริยะ</strong> ความพากเพียร นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จต้องมีความมานะพากเพียร  ไม่ว่าจะเป็นการหาข้อมูลในการลงทุน ศึกษาบริษัทที่น่าสนใจ  ทั้งจากรายงานประจำปี หรือจากงบการเงินของบริษัท  ศึกษาจุดอ่อนจุดแข็งของบริษัท  รวมทั้งแนวโน้มและการแข่งขันในอุตสาหกรรมนั้นๆ  นักลงทุนที่หาทางลัดโดยการถามง่ายๆจากคนอื่นว่า “ช่วงนี้ซื้ออะไรดี”  แล้วซื้อหุ้นนั้นๆโดยไม่ได้ทำการบ้านก่อน มีโอกาสเจ็บตัวจากการลงทุนมาก  เพราะการวิเคราะห์ธุรกิจเป็นเรื่องของมุมมองของแต่ละบุคคล  ถ้านักลงทุนไม่ได้้เข้าใจในบริษัทนั้นๆด้วยตนเอง  เมื่อพื้นฐานธุรกิจเปลี่ยนไป อาจทำให้ขาดทุนจากการลงทุนได้</p>
<p><strong>จิต ตะ</strong> ความฝักใฝ่เอาใจใส่  นักลงทุนที่ดีควรติดตามผลการดำเนินงานของบริษัทอย่างสม่ำเสมอ  รวมทั้งตรวจสอบพื้นฐานของธุรกิจอยู่ตลอดเวลาว่ามีสิ่งใดเปลียนแปลงไปหรือไม่  นักลงทุนส่วนใหญ่มักมองแค่ราคาของหุ้นเป็นหลัก  ถ้าราคาลงถือว่าเป็นหุ้นไม่ดี หุ้นที่ดีคือหุ้นที่มีราคาเพิ่มสูงขึ้น  ในความเป็นจริงแล้ว  บางช่วงที่ราคาหุ้นลดลงแต่พื้นฐานกิจการดีขึ้นอย่างมั่นคงแล้ว  ถือว่าเป็น”โอกาส”ในการลงทุนมากกว่า  รวมทั้งมีนักลงทุนจำนวนมากซื้อหุ้นแล้วปล่อยไว้โดยไม่สนใจในกิจการของบริษัท  อาจทำให้การลงทุนเสียหายได้ ถ้ากิจการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ</p>
<p><strong>วิมังสา</strong> ความหมั่นสอดส่องในเหตุและผลของสิ่งนั้น  มีนักลงทุนจำนวนมากซื้อหุ้นมาแล้วไม่ทราบว่าจะขายหุ้นในช่วงไหนดี  การที่เราตรวจสอบเหตุผลของการซื้อหุ้นจะช่วยให้เราตัดสินใจในการขายได้ไม่ ยากนัก มีผู้รู้บอกว่าถ้าเราซื้อหุ้นด้วยเหตุผลอะไร  เราก็ควรขายหุ้นด้วยเหตุผลนั้น ตัวอย่างเช่น  ถ้าเราซื้อหุ้นเพราะคิดว่าราคาหุ้นจะขึ้น แต่ถ้าราคาหุ้นไม่ขึ้นหรือลดลง  เราก็ควรจะขายออกไป หรือถ้าเราคิดว่าเราซื้อหุ้นเพราะเป็นกิจการที่ดี  แต่มาตรวจสอบทีหลังพบว่าเป็นกิจการที่ไม่ดี  เรา็ควรจะขายหุ้นออกไปเช่นเดียวกัน</p>
<p>จะเห็นว่าธรรมะเป็นเรื่องที่ไม่ ได้ไกลตัวเราอย่างที่คิด สามารถนำมาใช้ได้ในชีวิตประจำวัน  รวมถึงการลงทุนในตลาดหุ้นได้ด้วย</p></div>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.thaivi.com/2010/02/438/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Valuation 2</title>
		<link>http://www.thaivi.com/2010/02/436/</link>
		<comments>http://www.thaivi.com/2010/02/436/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 05 Feb 2010 08:54:28 +0000</pubDate>
		<dc:creator>TVI MOD</dc:creator>
				<category><![CDATA[Value Way]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.thaivi.com/?p=436</guid>
		<description><![CDATA[มนตรี นิพิฐวิทยา  28 มีนาคม 2551 เป็นที่ยอมรับกันทั่วไปว่า สินทรัพย์ใดๆจะมีมูลค่าได้สินทรัพย์นั้นจะต้องสามารถสร้างกระแสเงินสดได้ใน อนาคต ดังนั้นสินทรัพย์ใดๆก็ตามจะมีค่ามากน้อยจะขึ้นอยู่กับความสามารถสร้างกระแส เงินสดในอนาคต ดังนั้นก่อนที่เราจะเรียนรู้เรื่องการประเมินมูลค่าเราควรจะต้องรู้ที่มาของ เรื่องก่อน เงิน ลงทุนเริ่มต้น แน่ นอนว่าการจะได้มาซึ่งสินทรัพย์นั้นเราต้องจ่ายเงินเพื่อซื้อมา ฉะนั้น เราก็จำเป็นที่จะต้องพิจารณาว่าเงินที่เราจ่ายไปนั้นจะทำให้เราได้รับผลตอบ แทนที่คุ้มค่ากับเงินที่จ่ายไปหรือไม่ ความสามารถในการสร้างกระแสเงินสดในอนาคต สมมุติ ว่ามีคนมาเสนอที่ดินให้เราให้เราเลือกสองแปลง แปลงหนึ่งอยู่ในซอยลึก อีกแปลงหนึ่งติดถนนใหญ่ เราคาดได้แน่นอนเลยว่า แปลงที่ติดถนนใหญ่จะต้องมีราคาสูงกว่าแน่นอน เพราะหากเราเอาที่ดินไปสร้างที่พักให้เช่า แน่นอนว่าเราสามารถตั้งราคาค่าเช่าในที่ดินที่อยู่ติดถนนและสามารถหาคนพัก ได้เต็มเร็วกว่าทำที่พักในที่ดินที่อยู่ลึกเข้าไป ฉะนั้นเราจะเห็นได้ว่าที่ดินทั้งสองแปลงนี้มีความสามารถในการสร้างกระแสเงิน สดในอนาคตได้ไม่เท่ากัน ราคาที่ดินจึงต่างกัน ฉนั้นด้วยเหตุผลเดียวกัน บริษัทที่มีความสามารถในการแข่งขันในระยะยาวจึงมีแนวโน้มที่จะสร้างกระแส เงินสดในอนาคตได้สูงกว่าบริษัทที่มีความสามารถในการแข่งขันต่ำ ความ ไม่แน่นอนในการสร้างกระแสเงินสดและการเติบโตในอนาคตในอนาคต ถ้า ที่ดินที่อยู่ในซอยลึกนั้นอาจโชคดีมีถนนตัดผ่าน หรืออาจมีโครงการรถไฟฟ้าผ่านเข้ามาในอนาคต &#8230; <a href="http://www.thaivi.com/2010/02/436/">Continue reading <span class="meta-nav">&#8594;</span></a>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>มนตรี  นิพิฐวิทยา  28 มีนาคม 2551</strong></p>
<p><strong> </strong><strong> เป็นที่ยอมรับกันทั่วไปว่า  สินทรัพย์ใดๆจะมีมูลค่าได้สินทรัพย์นั้นจะต้องสามารถสร้างกระแสเงินสดได้ใน อนาคต  ดังนั้นสินทรัพย์ใดๆก็ตามจะมีค่ามากน้อยจะขึ้นอยู่กับความสามารถสร้างกระแส เงินสดในอนาคต  ดังนั้นก่อนที่เราจะเรียนรู้เรื่องการประเมินมูลค่าเราควรจะต้องรู้ที่มาของ เรื่องก่อน</strong></p>
<p><strong> </strong><strong>เงิน ลงทุนเริ่มต้น</strong></p>
<p><strong> </strong><strong>แน่ นอนว่าการจะได้มาซึ่งสินทรัพย์นั้นเราต้องจ่ายเงินเพื่อซื้อมา ฉะนั้น  เราก็จำเป็นที่จะต้องพิจารณาว่าเงินที่เราจ่ายไปนั้นจะทำให้เราได้รับผลตอบ แทนที่คุ้มค่ากับเงินที่จ่ายไปหรือไม่</strong></p>
<p><strong> </strong><strong> </strong><strong>ความสามารถในการสร้างกระแสเงินสดในอนาคต</strong></p>
<p><strong>สมมุติ ว่ามีคนมาเสนอที่ดินให้เราให้เราเลือกสองแปลง แปลงหนึ่งอยู่ในซอยลึก  อีกแปลงหนึ่งติดถนนใหญ่ เราคาดได้แน่นอนเลยว่า  แปลงที่ติดถนนใหญ่จะต้องมีราคาสูงกว่าแน่นอน  เพราะหากเราเอาที่ดินไปสร้างที่พักให้เช่า  แน่นอนว่าเราสามารถตั้งราคาค่าเช่าในที่ดินที่อยู่ติดถนนและสามารถหาคนพัก ได้เต็มเร็วกว่าทำที่พักในที่ดินที่อยู่ลึกเข้าไป  ฉะนั้นเราจะเห็นได้ว่าที่ดินทั้งสองแปลงนี้มีความสามารถในการสร้างกระแสเงิน สดในอนาคตได้ไม่เท่ากัน ราคาที่ดินจึงต่างกัน ฉนั้นด้วยเหตุผลเดียวกัน  บริษัทที่มีความสามารถในการแข่งขันในระยะยาวจึงมีแนวโน้มที่จะสร้างกระแส เงินสดในอนาคตได้สูงกว่าบริษัทที่มีความสามารถในการแข่งขันต่ำ</strong></p>
<p><strong>ความ ไม่แน่นอนในการสร้างกระแสเงินสดและการเติบโตในอนาคตในอนาคต</strong></p>
<p><strong>ถ้า ที่ดินที่อยู่ในซอยลึกนั้นอาจโชคดีมีถนนตัดผ่าน  หรืออาจมีโครงการรถไฟฟ้าผ่านเข้ามาในอนาคต  ที่ดินแปลงดังกล่าวอาจมีราคาสูงกว่าแปลงที่ดินถนนเสียด้วยซ้ำ  เพียงแต่ว่าโครงการนั้นอาจจะยังเป็นเพียงแผนงานในอนาคตซึ่งไม่แน่ว่ารัฐจะทำ โครงการดังกล่าว หรือ  ถ้าที่ดินที่ติดถนนใหญ่นั้นหากเราสร้างที่พักไปแล้วให้เช่าได้เต็ม  แต่ก็ไม่แน่ว่าเราจะสามารถเก็บค่าเช่าได้สูง  หรือมีคนมาเช่าได้เต็มตลอดเวลาในอนาคต  เพราะอาจมีคนมาสร้างที่พักในบริเวณใกล้กันนั้นกลายเป็นคู่แข่งกับเราไป  และเราก็อาจไม่สามารถปรับราคาค่าที่พักขึ้นได้ในอนาคต  ทั้งหมดนี้คือความไม่แน่นนอนว่าสินทรัพย์ของเรานั้นจะสร้างกระแสเงินสดได้ดี ในอนาคต และความไม่แน่นอนนี้เองที่เรารู้จักกันในชื่อว่าความเสี่ยง</strong></p>
<p><strong>ต้น ทุนของเงินลงทุน</strong></p>
<p><strong>หลายท่านอาจจะบอกว่า  ถ้าเราเอาเงินเย็นๆของเรามาลงทุน เงินนั้นจะไปมีต้นทุนอะไร  แต่อย่าลืมว่าถ้าเราเอาเงินที่จะลงทุนสร้างที่พักนั้นไปทำอย่างอื่น  เราอาจจะได้ผลตอบแทนที่ดีกว่า แน่นอนกว่า  ตรงนี้เองที่เรียกว่าต้นทุนค่าเสียโอกาส  และถ้าเราต้องกู้เงินมาลงทุนด้วยแล้วยิ่งเห็นชัด เพราะเราต้องเสียดอกเบี้ย  และดอกเบี้ยนี่เองคือต้นทุนของเงินกู้</strong><strong> </strong></p>
<p><strong>ค่า ของเงินตามเวลา</strong></p>
<p><strong>คนทุกคนถ้าเป็นไปได้จะต้องการ เงินสดในวันนี้มากกว่าที่จะต้องรอเพื่อจะได้รับเงินสดในวันหน้า  เพราะเนื่องจากเงินในอนาคตนั้นอาจจะมีมูลค่าลดลงในอนาคตได้  ถ้าไม่เชื่อลองคิดดูว่า เมื่อก่อนเราซื้อไข่ฟองละเท่าไร  บัดนี้ซื้อไข่ฟองละเท่าไร แน่นอนแพงขึ้น แต่ขอบอกว่าของไม่ได้แพงขึ้น  แต่เงินลดมูลค่าลง ฉะนั้นยิ่งระยะเวลานาน เงินนั้นยิ่งมีมูลค่าลดลง  ถ้าเปรียบกับกระแสเงินสดในอนาคตที่ได้จากสินทรัพย์  ยิ่งเวลานานเท่าใดเรายิ่งได้เงินที่มูลค่าลดลงไปตามเวลาเท่านั้น</strong></p>
<p><strong>ถ้า เราจับเอาปัจจัยดังกล่าวข้างต้นมาเขียนให้เป็นสัญลักษณ์  เราจะเขียนได้ดังนี้</strong></p>
<p><strong>มูลค่าของสินทรัพย์ </strong><strong>=  &#8211; </strong><strong>เงินลงทุนเริ่มแรก </strong><strong>+ </strong><strong><span style="text-decoration: underline;">กระแสเงินสดในอนาคต </span><span style="text-decoration: underline;">x (</span><span style="text-decoration: underline;">อัตราการ เติบโต</span><span style="text-decoration: underline;">)</span></strong></p>
<p><strong> </strong><strong>ต้นทุนของเงินลงทุน </strong><strong>– </strong><strong>ความไม่แน่นอน</strong></p>
<ul>
<li><strong>· </strong><strong>เงิน ลงทุนเริ่มแรกเป็นเงินที่เราจ่ายออกไป ดังนั้นจึงมีค่าเป็นลบ</strong></li>
<li><strong>· </strong><strong>กระแส เงินสดในอนาคตและอัตราการเติบโตเกิดจากการประมาณการ</strong></li>
<li><strong>· </strong><strong>ต้น ทุนเงินลงทุนนั้นจะมากจะน้อยขึ้นอยู่กับความไม่แน่นอน ยิ่งความไม่แน่นอนสูง  เราก็ต้องเผื่อค่านี้เอาไว้มากๆ ฉะนั้น ต้นทุนของเงินลงทุน </strong><strong>– </strong><strong>ความไม่แน่นอน นี้สะท้อนถึงความเสี่ยง</strong><strong> </strong></li>
</ul>
<p><strong>หาก เราเอามาเขียนในรูปแบบทางคณิตศาสตร์ เราจะได้ดังนั้น </strong></p>
<p><strong>Value  of asset, Va       =  &#8211; Int. Inv. + <span style="text-decoration: underline;">CF  (1+g)</span></strong><strong> </strong></p>
<p><strong> </strong><strong>(r – g)</strong><strong> </strong><strong> </strong></p>
<p><strong>สมการนี้ใช้กันอย่างแพร่หลาย ในวงการธุรกิจ การเงินและการวิเคราะห์หลักทรัพย์ เรียกว่า  การคิดลดกระแสเงินสด</strong><strong>, Discounted Cash  flow</strong></p>
<p><strong> </strong><strong> </strong><strong>ถ้าเราเอามาใช้กับการลงทุน  ตัวแปรต่างๆก็จะถูกแทนค่าดังนี้</strong></p>
<p><strong>มูลค่า หุ้น </strong><strong>= &#8211; </strong><strong>ราคา หุ้น</strong><strong> + </strong><strong><span style="text-decoration: underline;">กระแสเงินสด ที่ได้รับจากหุ้น </span><span style="text-decoration: underline;">x </span><span style="text-decoration: underline;">อัตราการเติบ โตของผลตอบแทน</span></strong></p>
<p><strong> </strong><strong>ต้นทุนเงินทุนของผู้ลงทุน</strong></p>
<p><strong>ที่ นี้ตามแปรในสมการส่วนหลังนี้มันไปเกี่ยวข้องกับการดำเนินงานของบริษัท  เราจึงจำเป็นต้องศึกษาธุรกิจของบริษัทที่จะไปลงทุนเพื่อที่เราจะได้ทราบถึง  กระแสเงินสด อัตราการเติบโต ความเสี่ยง  ในฉบับหน้าเราจะมาคุยกันถึงเรื่องนี้กัน</strong></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.thaivi.com/2010/02/436/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ธรรมะกับการลงทุน</title>
		<link>http://www.thaivi.com/2010/02/434/</link>
		<comments>http://www.thaivi.com/2010/02/434/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 05 Feb 2010 08:53:57 +0000</pubDate>
		<dc:creator>TVI MOD</dc:creator>
				<category><![CDATA[Value Way]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.thaivi.com/?p=434</guid>
		<description><![CDATA[โดย วิบูลย์ พึงประเสริฐ 14 มีนาคม 2551 ผู้คนส่วนใหญ่มักมองว่าธรรมะของพระพุทธเจ้าเป็น เรื่องเก่าล้าสมัย และไม่คิดใส่ใจที่จะศึกษาถึงแก่นแท้ของศาสนา ถึงแม้ว่าในทางปฏิบัติชาวไทยส่วนใหญ่จะนับถือศานาพุทธ ไหว้พระ และนับถือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ แต่ในความเป็นจริงคนที่เข้าใจในความจริงของพระพุทธศานานั้นหาได้ไม่ง่ายนัก สำหรับ นักลงทุนในตลาดหุ้นนั้นคงไม่ต่างจากคนส่วนใหญ่ทั่วไปมากนักในเรื่องนี้ ถ้าเราศึกษาในเรื่องของศาสนาจริงๆแล้วจะพบว่ามีหลายเรื่องสามารถนำมาใช้ใน ชีวิตประจำวันได้เป็นอย่างดี รวมถึงในเรื่องการลงทุนด้วยเช่นเดียวกัน ธรรมะ หัวข้อหนึ่งซึ่งนำมาใช้ในการลงทุนได้ดีมากคือเรื่องของ”โลภ โกรธ หลง” ซึ่งชาวไทยเรียนเกี่ยวกับเรื่องนี้มาตั้งแต่สมัยเรียนประถมศึกษา แต่ไม่ได้สนใจนำมาประยุกต์ใช้จริงๆ ดังนั้นจึงไม่สายที่จะนำหลักธรรมอายุมากกว่า 2,500 ปีมาใช้ในการลงทุน ความโลภเป็น ศัตรูหมายเลขหนึ่งของนักลงทุน คนส่วนใหญ่เมื่อเห็นนักลงทุนคนอื่นทำกำไรได้มากๆจากการเก็งกำไร จึงเกิด”ความโลภ”อยากได้เงินเยอะๆบ้าง แล้วหันไปเก็งกำไรโดยที่ไม่มีประสบการณ์มากเพียงพอ สุดท้ายก็”ขาดทุน”เพราะหุ้นเก็งกำไรส่วนใหญ่มีราคาเปลี่ยนแปลงหวือหวา เมื่อราคาหุ้นซื้อไว้ตกอย่างมากและขายไม่ทันเจ้ามือ จะทิ้งก็เสียดาย จะถือไว้ก็ไม่รู้ว่าจะมีโอกาสได้เงินต้นคืนหรือเปล่า อีก ตัวอย่างหนึ่งของ”ความโลภ”คือนักลงทุนส่วนใหญ่เมื่อได้กำไรจากการลงทุนใน ช่วงแรกๆ มักคิดว่าตนเองเริ่มเข้าขั้น”เซียน” &#8230; <a href="http://www.thaivi.com/2010/02/434/">Continue reading <span class="meta-nav">&#8594;</span></a>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>โดย วิบูลย์ พึงประเสริฐ 14  มีนาคม 2551</p>
<p>ผู้คนส่วนใหญ่มักมองว่าธรรมะของพระพุทธเจ้าเป็น เรื่องเก่าล้าสมัย และไม่คิดใส่ใจที่จะศึกษาถึงแก่นแท้ของศาสนา  ถึงแม้ว่าในทางปฏิบัติชาวไทยส่วนใหญ่จะนับถือศานาพุทธ ไหว้พระ  และนับถือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ  แต่ในความเป็นจริงคนที่เข้าใจในความจริงของพระพุทธศานานั้นหาได้ไม่ง่ายนัก</p>
<p>สำหรับ นักลงทุนในตลาดหุ้นนั้นคงไม่ต่างจากคนส่วนใหญ่ทั่วไปมากนักในเรื่องนี้  ถ้าเราศึกษาในเรื่องของศาสนาจริงๆแล้วจะพบว่ามีหลายเรื่องสามารถนำมาใช้ใน ชีวิตประจำวันได้เป็นอย่างดี รวมถึงในเรื่องการลงทุนด้วยเช่นเดียวกัน</p>
<p>ธรรมะ หัวข้อหนึ่งซึ่งนำมาใช้ในการลงทุนได้ดีมากคือเรื่องของ”โลภ โกรธ หลง”  ซึ่งชาวไทยเรียนเกี่ยวกับเรื่องนี้มาตั้งแต่สมัยเรียนประถมศึกษา  แต่ไม่ได้สนใจนำมาประยุกต์ใช้จริงๆ  ดังนั้นจึงไม่สายที่จะนำหลักธรรมอายุมากกว่า 2,500 ปีมาใช้ในการลงทุน</p>
<p><strong>ความโลภ</strong>เป็น ศัตรูหมายเลขหนึ่งของนักลงทุน  คนส่วนใหญ่เมื่อเห็นนักลงทุนคนอื่นทำกำไรได้มากๆจากการเก็งกำไร  จึงเกิด”ความโลภ”อยากได้เงินเยอะๆบ้าง  แล้วหันไปเก็งกำไรโดยที่ไม่มีประสบการณ์มากเพียงพอ  สุดท้ายก็”ขาดทุน”เพราะหุ้นเก็งกำไรส่วนใหญ่มีราคาเปลี่ยนแปลงหวือหวา  เมื่อราคาหุ้นซื้อไว้ตกอย่างมากและขายไม่ทันเจ้ามือ จะทิ้งก็เสียดาย  จะถือไว้ก็ไม่รู้ว่าจะมีโอกาสได้เงินต้นคืนหรือเปล่า</p>
<p>อีก ตัวอย่างหนึ่งของ”ความโลภ”คือนักลงทุนส่วนใหญ่เมื่อได้กำไรจากการลงทุนใน ช่วงแรกๆ มักคิดว่าตนเองเริ่มเข้าขั้น”เซียน”  พอลงทุนไปได้ไม่นานก็ทุ่มเงินสุดตัว เพราะ”ความโลภ”ที่อยากได้เงินมากๆ  แต่แล้วทุกอย่างหลับตาลปัตร หุ้นที่ซื้อไว้มีราคาลดลงเรื่อยๆ  จนสุดท้ายต้องขายขาดทุน หรือ Cut Loss ไป เพราะไม่ได้เผื่อสำหรับเหตุการณ์ที่ไม่คิดไม่ถึง</p>
<p><strong>ความโกรธ</strong>เป็นอีก ปัจจัยที่ทำให้นักลงทุนไม่ประสบความสำเร็จ  นักลงทุนส่วนใหญ่เมื่อขาดทุนมักเกิด”ความโกรธ”และเสียใจที่ขาดทุน  และเมื่อมีความโกรธเกิดขึ้นจึงอยากจะ”เอาคืน”  จึงลงทุนโดยขาด”สติ”หรือมีความรอบคอบน้อยลง สังเกตได้จากเมื่อขาดทุน  นักลงทุนมักจะทุ่มเงินซื้อหุ้นเข้าไปอีก  เพื่อจะได้กำไรกลับคืนมาอย่างรวดเร็ว ในความเป็นจริง ตลาดหุ้นอาจปรับตัวลง  ทำให้ราคาหุ้นที่ซื้อไว้ลดลงต่ำกว่าเิดิมก็ได้  หุ้นที่ซื้อไว้อาจทำให้”ขาดทุน”มากกว่าเดิม</p>
<p>นัก เก็งกำไรมืออาชีพมักให้คำแนะนำว่า  เมื่อเล่นเสียควรจะ”หยุด”มากกว่าที่จะเล่นต่อเพื่อเอาทุนคืน  เพราะในช่วงเวลานั้นจิตใจของเราจะพวักพวงและเสียสมาธิไปแล้ว</p>
<p>สุด ท้ายคือ<strong>ความหลง</strong> นักลงทุนจำนวนมากมักมีทิฐิคิดว่า”ความคิด”ของตนถูกต้องอยู่ตลอดเวลา  เมื่อซื้อหุ้นตัวใดแล้วอาจเกิดอาการ”หลง”ในหุ้นนั้น และคิดว่าเป็นหุ้นที่ดี  ไม่ยอมขาย ถึงแม้ในความเป็นจริงพื้นฐานของหุ้นนั้นได้เปลี่ยนไปแล้ว  และราคาหุ้นอาจไม่กลับมาที่เดิมอีก เช่น  หุ้นของบริษัทอสังหาริมทรัพย์บริษัทหนึ่ง ในช่วง 4-5  ปีก่อนถือว่าเป็นดาวรุ่งของธุรกิจ  มีการซื้อกิจการเพิ่มยอดขายผ่านทางบริษััทลูกจำนวนมาก  ราคาหุ้นเพิ่มขึ้นไปหุ้นละกว่า 10 บาท  แต่ปัจจุบันกลับพบว่าบริษัทดังกล่าวเต็มไปด้วยหนี้สินและยอดขายที่ลดลงจาก สภาพเศรษฐกิจ  ถ้านักลงทุนยังถือหุ้นบริษัทนี้อยู่จะพบว่าราคาหุ้นลดลงเหลือไม่ถึงหุ้นละ 1  บาท</p>
<p>ดังนั้น ธรรมะในพระพุทธศาสนาไม่ใช่เรื่องล้าสมัยแต่อย่างใด  นักลงทุนสามารถนำหลักธรรมมาใช้ในการลงทุนได้  ซึ่งจะช่วยให้การลงทุนประสบความสำเร็จมากขึน  และนักลงทุนเองมีจิตใจที่สงบเยือกเย็นมากขึ้นด้วยเช่นกัน</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.thaivi.com/2010/02/434/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Valuation 1</title>
		<link>http://www.thaivi.com/2010/02/432/</link>
		<comments>http://www.thaivi.com/2010/02/432/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 05 Feb 2010 08:53:31 +0000</pubDate>
		<dc:creator>TVI MOD</dc:creator>
				<category><![CDATA[Value Way]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.thaivi.com/?p=432</guid>
		<description><![CDATA[มนตรี นิพิฐวิทยา  7 มีนาคม 2551 มีคำถามจากนักลงทุนอยู่บ่อยครั้งที่ว่า “หุ้น บริษัทนี้มีมูลค่าเท่าไร?”  และทำอย่างไรถึงจะ ประเมินมูลค่าของมันได้ คำถามเหล่านี้มีขึ้นตลอดเวลาทั้งจากนักลงทุนรุ่นเก่าและรุ่นใหม่ ถ้าจะตอบกันจริงๆแล้วนั้นการประเมินมูลค่าสินทรัพย์ทุกอย่างในโลก นี้หาได้จากการคิดลดกระแสเงินสดในอนาคต (Discounted Future Cash flow) หรือกล่าวอีกแบบหนึ่งคือสินทรัพย์ใดๆจะมีมูลค่าได้นั้น สินทรัพย์นั้นจะต้องสามารถสร้างกระแสเงินสดให้แก่เจ้าของได้ในอนาคต สำหรับหุ้นของบริษัทจดทะเบียนก็เช่นเดียวกัน จะมีมูลค่า(เพิ่มจากมูลค่าตามบัญชี)ได้ บริษัทนั้นจะต้องสามารถสร้างเงินสดในอนาคตให้แก่ผู้ถือหุ้นได้สูงกว่าต้นทุน ของเงินสดที่ผู้เอามาซื้อหุ้นในวันนี้ได้ นักลงทุนหลายท่านที่ไม่เชื่อเรื่องนี้ก็อาจจะบอกว่าไม่จริง ไม่เกี่ยวกันหรอก หุ้นขึ้นลงเพราะมีคนมาซื้อหรือขาย มีกระแสเงิน(Fund Flow) จากต่างชาติเข้ามาซื้อ เข้ามาเก็งกำไร มีรายย่อยผสมโรง ดังนั้นสำหรับท่านที่ไม่เชื่อ ไม่คิดว่าเราจะหามูลค่าหุ้นจากวิธีที่ผมกล่าวได้ก็ไม่เป็นไรครับ ของอย่างนี้ไม่ว่ากันทางใครทางมัน แต่ผมมีคำถามฝากไปให้คิด คือ ย้อนกลับไปในสมัยวิกฤติเศรษฐกิจในบ้านเรา ตลาดหุ้นบ้านเราก่อนหน้านั้นรู้กันว่าเป็นตลาดที่ราคาหุ้นซื้อขายกันเกิน มูลค่ามาก (Overvalue) &#8230; <a href="http://www.thaivi.com/2010/02/432/">Continue reading <span class="meta-nav">&#8594;</span></a>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>มนตรี  นิพิฐวิทยา  7 มีนาคม 2551</p>
<p>มีคำถามจากนักลงทุนอยู่บ่อยครั้งที่ว่า “หุ้น บริษัทนี้มีมูลค่าเท่าไร?”  และทำอย่างไรถึงจะ ประเมินมูลค่าของมันได้  คำถามเหล่านี้มีขึ้นตลอดเวลาทั้งจากนักลงทุนรุ่นเก่าและรุ่นใหม่</p>
<p>ถ้าจะตอบกันจริงๆแล้วนั้นการประเมินมูลค่าสินทรัพย์ทุกอย่างในโลก นี้หาได้จากการคิดลดกระแสเงินสดในอนาคต (Discounted Future  Cash flow) หรือกล่าวอีกแบบหนึ่งคือสินทรัพย์ใดๆจะมีมูลค่าได้นั้น  สินทรัพย์นั้นจะต้องสามารถสร้างกระแสเงินสดให้แก่เจ้าของได้ในอนาคต  สำหรับหุ้นของบริษัทจดทะเบียนก็เช่นเดียวกัน  จะมีมูลค่า(เพิ่มจากมูลค่าตามบัญชี)ได้  บริษัทนั้นจะต้องสามารถสร้างเงินสดในอนาคตให้แก่ผู้ถือหุ้นได้สูงกว่าต้นทุน ของเงินสดที่ผู้เอามาซื้อหุ้นในวันนี้ได้</p>
<p>นักลงทุนหลายท่านที่ไม่เชื่อเรื่องนี้ก็อาจจะบอกว่าไม่จริง  ไม่เกี่ยวกันหรอก หุ้นขึ้นลงเพราะมีคนมาซื้อหรือขาย มีกระแสเงิน(Fund  Flow) จากต่างชาติเข้ามาซื้อ เข้ามาเก็งกำไร มีรายย่อยผสมโรง  ดังนั้นสำหรับท่านที่ไม่เชื่อ  ไม่คิดว่าเราจะหามูลค่าหุ้นจากวิธีที่ผมกล่าวได้ก็ไม่เป็นไรครับ  ของอย่างนี้ไม่ว่ากันทางใครทางมัน แต่ผมมีคำถามฝากไปให้คิด คือ  ย้อนกลับไปในสมัยวิกฤติเศรษฐกิจในบ้านเรา  ตลาดหุ้นบ้านเราก่อนหน้านั้นรู้กันว่าเป็นตลาดที่ราคาหุ้นซื้อขายกันเกิน มูลค่ามาก (Overvalue) หรือขณะนั้นเรียกว่าเกิดฟองสบู่  ผมเชื่อเหลือเกินว่ามีคนบางคนบางกลุ่มทราบครับว่าตลาดหุ้นไทยกำลังมีราคา หุ้นเกินมูลค่า และได้ค่อยๆลดการลงทุนออกไป  แต่ที่เราเห็นกันชัดเจนเลยคือต่างชาติขายอย่างเดียว ผมถามว่าใครรับซื้อครับ  ขณะนั้นผมเชื่ออีกว่าหมู่เฮาคนไทยนี่แหละรับซื้อหมด  ไม่ใช่แค่นักลงทุนธรรมดาๆหรอกครับ ระดับมีชื่อเสียงยังเดี้ยงกันเป็นแถว  หลังจากฝุ่นจาง นักลงทุนใหญ่น้อยทำใจกันได้แล้ว สิ่งที่เราพบเห็นก็คือ  มีหุ้นกลุ่มหนึ่งราคากลับมายืนและปรับตัวสูงขึ้น นั่นคือหุ้นกลุ่มส่งออก  ถามว่ากระแสเงินของฝรั่งออกไปจนเกือบหมด และไม่ค่อยมีคนอยากซื้อหุ้น  เพราะบางคนหมดตัว เข็ดขยาดกันไปหมดแล้ว  แต่ทำไมเจ้าหุ้นกลุ่มนี้มันยังขึ้นได้ขึ้นดี?</p>
<p>คำตอบของผมคือบริษัทในกลุ่มนี้ได้ประโยชน์จากค่าเงินที่อ่อนค่าลง  แน่นอนส่งผลให้ขายของได้มากขึ้นเมื่อเปลี่ยนเป็นเงินตราต่างประเทศแล้วของ ถูกลงมาก กำไรก็มากขึ้น แนวโน้มการทำกำไรในอนาคตก็ดีขึ้น  ราคาหุ้นก็ปรับตัวขึ้น  แน่นอนครับคนที่รู้และเข้าใจเรื่องการประเมินมูลค่านั้น  รอดจากวิกฤติและสามารถหาประโยชน์จากวิกฤติได้ตลอดเวลา</p>
<p>เอาละครับท่านที่เชื่อก็อ่านต่อครับ  ส่วนท่านที่ไม่เชื่อจะอ่านต่อก็ได้ไม่ว่ากัน !!!</p>
<p>มีนักลงทุนถามต่อว่า  การประเมินมูลค่านั้นทำได้แต่เฉพาะการคิดลดกระแสเงินสดหรือ Discounted  Cash Flow เท่านั้นหรือ?</p>
<p>ตอบ ได้เต็มปากเต็มคำเลยครับว่าใช่!!!</p>
<p>แล้ว ที่เห็นว่าใช้ PE Ratio, PBV Ratioนั่นไม่เห็นจะไป คิดลดกระแสเงินสดอะไรเลยนี่ วิธีนี้ก็เห็นว่าใช้กันโดยทั่วไป  เข้าใจง่ายใช้ง่าย หุ้นที่PE, PBV ratio ต่ำๆก็มักจะเป็นหุ้น ที่ราคาต่ำกว่ามูลค่า หุ้นที่PE Ratioคือหุ้นที่ราคาสูงหรือ เรียกว่าหุ้นที่แพงไปแล้ว</p>
<p>จริงๆมีคำตอบอธิบาย เรื่องเหล่านี้ได้ครับ แต่ก่อนจะตอบคงต้องถามเป็นคำถามให้คิดกันก่อน  ผมถามว่าหุ้นบางบริษัทที่ PE Ratio  ต่ำบางที่มันก็ต่ำอยู่อย่างนั้นไม่เห็นมันสูงขึ้นเลยเป็นเวลานาน บางบริษัท PE  Ratio สูง มันก็สูงอยู่อย่างนั้นไม่ค่อยลงมาให้ซื้อกันถูกๆซะที  ทำไมละครับ?ถ้าหากเราเข้าใจว่า PE  Ratio มันไม่ใช่แค่เอาราคาปัจจุบันของหุ้นหารด้วยกำไรต่อหุ้น  เราจะตอบคำถามข้างบนของผมได้ไม่ยาก  แต่ก่อนที่ผมจะอธิบายถึงรายละเอียดเกี่ยวกับ PE, PBV Ratioนั้น  เราคงต้องกล่าวถึงพื้นฐาน สมมุติฐานกันค่อนข้างยืดยาว  ซึ่งต้องค่อยๆว่ากันไปที่ละเรื่องและคงต้องใช้ตัวอย่างประกอบไปตลอดเรื่อง ครับ ในการนี้เราจะได้เรียนรู้เรื่องการประเมินมูลค่าทุกวิธี  การรู้ที่มาของแต่ละวิธีนั้นจะทำให้เรานำเอาวิธีต่างๆนั้นไปใช้ประโยชน์ได้ อย่างถูกต้อง ถูกกับลักษณะการทำธุรกิจของบริษัท และที่สำคัญถูกเวลา</p>
<p>ก่อน จบผมขอประชาสัมพันธ์การสัมมนาเรื่อง Investment Valuation  วันเสาร์ที่ 15 และวันอาทิตย์ที่ 16 มีนาคม 2551 เวลา 09.00 –  16.00 น. วิทยากรคุณธนเดช มหโภไคย   กรรมการ  สมาคมส่งเสริมผู้ลงทุนไทย   และคุณ วิศิษฐ์ องค์พิพัฒนกุล  รองกรรมการผู้จัดการ บล.ทรีนีตี้ (ประเทศไทย) จำกัด ค่าสัมมนา 5,500  บาท รายละเอียดดูได้ที่http://www.thaiinvestors.com/news/show_announcement.php?announce_id=89</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.thaivi.com/2010/02/432/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>บทเรียนจากซับไพร์ม</title>
		<link>http://www.thaivi.com/2010/02/430/</link>
		<comments>http://www.thaivi.com/2010/02/430/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 05 Feb 2010 08:52:59 +0000</pubDate>
		<dc:creator>TVI MOD</dc:creator>
				<category><![CDATA[Value Way]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.thaivi.com/?p=430</guid>
		<description><![CDATA[วิบูลย์ พึงประเสริฐ ปัญหาซับ ไพร์มหรือลูกหนี้ด้อยคุณภาพที่เกิดขึ้นจากภาคอสังหาริมทรัพย์ของสหรัฐ อเมริกามีผลกระทบทำให้ตลาดหุ้นตกทั่วโลก สำหรับประเทศไทยคงหนีไม่พ้นกับผลกระทบของซับไพร์ม โดยเฉพาะการขายหุ้นทั่วโลกของนักลงทุนต่างประเทศ ทำให้ดัชนีหุ้นไทยลดลงจากต้นปีกว่า 10% นักลงทุนรายย่อยต่างขอคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญโดยเฉพาะคำถามที่ว่า จะทำอย่างไรดีเมื่อหุ้นตก ในเวปไซค์ของ Thaivi.com มีสมาชิกท่านหนึ่งใช้ชื่อว่าคุณ Invisible Hand ได้เขียนถึงบทเรียนของปัญหาซับไพร์มได้อย่างสนใจ จึงนำมาให้อ่านกัน “สิ่งที่เรา ได้เรียนรู้หลังเหตุการณ์หุ้นลงอันเนื่องจากปัญหาซับไพร์ม และเหตุการณ์การลงทุนอื่นๆ จะเห็นว่าไม่ได้เน้นข้อสังเกตเป็นวิชาการอะไรนัก เป็นข้อสังเกตเอาไว้อ่านสนุกๆกันนะครับ 1. เวลาหุ้นลงก็จะมีข่าวร้ายเต็มตลาด แต่ถ้าหุ้นขึ้นกลับมานักลงทุนก็พร้อมจะลืมข่าวร้ายนั้นไป 2. นักลงทุนต่างชาติ แม้ว่าจะมีปริมาณการซื้อขาย 30-40% ของตลาด แต่ก็สามารถกำหนดทิศทางตลาดได้ ตัวเลขการซื้อขายต่างชาติครึ่งวันเป็นตัวเลขที่สำคัญกว่าตัวเลข GDP ตัวเลขเศรษฐกิจ ธปท. ทุกสิ้นเดือน หรือการเพิ่มขึ้นการส่งออกของประเทศในแต่ละเดือนไปเสียแล้ว เพราะอย่างหลังมันไม่เคยทำให้หุ้นขึ้นหรือลงได้แต่อย่างไร การซื้อขายอย่างหนักของนักลงทุนต่างชาติ &#8230; <a href="http://www.thaivi.com/2010/02/430/">Continue reading <span class="meta-nav">&#8594;</span></a>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div>
<p><span style="font-family: 'Tahoma','sans-serif';"><span style="font-size: small;">วิบูลย์ พึงประเสริฐ</span></span></p>
<p><span style="font-family: 'Tahoma','sans-serif';"><span style="font-size: small;">ปัญหาซับ ไพร์มหรือลูกหนี้ด้อยคุณภาพที่เกิดขึ้นจากภาคอสังหาริมทรัพย์ของสหรัฐ อเมริกามีผลกระทบทำให้ตลาดหุ้นตกทั่วโลก  สำหรับประเทศไทยคงหนีไม่พ้นกับผลกระทบของซับไพร์ม  โดยเฉพาะการขายหุ้นทั่วโลกของนักลงทุนต่างประเทศ  ทำให้ดัชนีหุ้นไทยลดลงจากต้นปีกว่า 10%  นักลงทุนรายย่อยต่างขอคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญโดยเฉพาะคำถามที่ว่า  จะทำอย่างไรดีเมื่อหุ้นตก </span></span><span style="font-family: 'Tahoma','sans-serif';"><span style="font-size: small;"> </span></span></p>
<p><span style="font-family: 'Tahoma','sans-serif';"><span style="font-size: small;">ในเวปไซค์ของ  Thaivi.com<span> </span>มีสมาชิกท่านหนึ่งใช้ชื่อว่าคุณ Invisible Hand  ได้เขียนถึงบทเรียนของปัญหาซับไพร์มได้อย่างสนใจ จึงนำมาให้อ่านกัน </span></span><span style="font-family: 'Tahoma','sans-serif';"><span style="font-size: small;"> </span></span></p>
<p><span style="font-family: 'Tahoma','sans-serif';"><span style="font-size: small;">“สิ่งที่เรา ได้เรียนรู้หลังเหตุการณ์หุ้นลงอันเนื่องจากปัญหาซับไพร์ม  และเหตุการณ์การลงทุนอื่นๆ จะเห็นว่าไม่ได้เน้นข้อสังเกตเป็นวิชาการอะไรนัก  เป็นข้อสังเกตเอาไว้อ่านสนุกๆกันนะครับ </span></span><span style="font-family: 'Tahoma','sans-serif';"><span style="font-size: small;"> </span></span></p>
<p><span style="font-family: 'Tahoma','sans-serif';"><span style="font-size: small;">1.  เวลาหุ้นลงก็จะมีข่าวร้ายเต็มตลาด  แต่ถ้าหุ้นขึ้นกลับมานักลงทุนก็พร้อมจะลืมข่าวร้ายนั้นไป </span></span><span style="font-family: 'Tahoma','sans-serif';"><span style="font-size: small;"> </span></span></p>
<p><span style="font-family: 'Tahoma','sans-serif';"><span style="font-size: small;">2.  นักลงทุนต่างชาติ แม้ว่าจะมีปริมาณการซื้อขาย 30-40% ของตลาด  แต่ก็สามารถกำหนดทิศทางตลาดได้  ตัวเลขการซื้อขายต่างชาติครึ่งวันเป็นตัวเลขที่สำคัญกว่าตัวเลข GDP  ตัวเลขเศรษฐกิจ ธปท. ทุกสิ้นเดือน  หรือการเพิ่มขึ้นการส่งออกของประเทศในแต่ละเดือนไปเสียแล้ว  เพราะอย่างหลังมันไม่เคยทำให้หุ้นขึ้นหรือลงได้แต่อย่างไร  การซื้อขายอย่างหนักของนักลงทุนต่างชาติ  ก็ทำให้เราซื้อหุ้นบางตัวได้ถูกกว่าที่คิดได้  หรือขายหุ้นบางตัวแพงกว่าที่คิดได้ </span></span><span style="font-family: 'Tahoma','sans-serif';"><span style="font-size: small;"> </span></span></p>
<p><span style="font-family: 'Tahoma','sans-serif';"><span style="font-size: small;">3.  การซื้อหรือขายหุ้นแบบแบ่งไม้หรือหลายๆ order ก็ลดผลกระทบของโชคชะตาได้  เพราะมีบ่อยครั้งที่เราอาจจะพลาดการซื้อหรือขายหุ้นเพราะตั้งซื้อหรือต่ำไป หรือขายสูงไปเพียง 1 step โดยไม่ได้กระจาย order แล้วบอกว่าโชคไม่ดี  ผมคิดว่าเราสามารถเอาชนะโชคชะตาในเรื่องนี้ได้ไม่ยากนัก  การตั้งซื้อหรือขายที่เลขกลมๆ เช่น 0 5 อาจจะไม่ใช่ความคิดที่ดีนัก หลายๆ  ครั้งที่เสื้อตัวละ 99 บาทจะขายดีกว่าเสื้อตัวละ 100 บาททั้งๆ  ที่ราคาต่างกันเพียง 1 บาท </span></span><span style="font-family: 'Tahoma','sans-serif';"><span style="font-size: small;"> </span></span></p>
<p><span style="font-family: 'Tahoma','sans-serif';"><span style="font-size: small;">4. การดู bid  offer นานเกินไปบางครั้งอาจจะทำให้เราไม่กล้าซื้อหรือขายได้ หุ้นขาลง  bid-offer และการเคาะแต่ละไม้ชวนให้เคาะขายตามอย่างยิ่ง ในทางกลับกัน  ในหุ้นขาขึ้นก็เช่นกัน </span></span><span style="font-family: 'Tahoma','sans-serif';"><span style="font-size: small;"> </span></span></p>
<p><span style="font-family: 'Tahoma','sans-serif';"><span style="font-size: small;">5.  หุ้นบางตัวเมื่อตลาดปรับลงมา เมื่อตลาดขึ้นกลับอาจจะขึ้นได้สูงกว่าเดิม  แต่หุ้นบางตัวลงแล้วลงเลยไม่กลับมา  การเลือกซื้อหุ้นในตลาดขาลงนอกจากจะพิจารณาหุ้นที่ลงมาเยอะเป็นพิเศษ  แต่เราจะต้องเลือกพื้นฐานของหุ้นด้วย ถ้ายังไม่ชำนาญหรือเกรงว่าทำได้ไม่ดี  การซื้อ TDEX ก็อาจจะเป็นทางเลือกที่น่าสนใจกว่า </span></span><span style="font-family: 'Tahoma','sans-serif';"><span style="font-size: small;"> </span></span></p>
<p><span style="font-family: 'Tahoma','sans-serif';"><span style="font-size: small;">6.  บางครั้งความคิดที่รอต่างชาติหยุดขายแล้วค่อยซื้อหุ้นนั้นอาจจะไม่ได้ผลทุก ครั้งไป หลายๆ ครั้งหุ้นจะใกล้ๆ จุดต่ำสุดเมื่อต่างชาติเพลาการขายลง </span></span><span style="font-family: 'Tahoma','sans-serif';"><span style="font-size: small;"> </span></span></p>
<p><span style="font-family: 'Tahoma','sans-serif';"><span style="font-size: small;">7.  นักลงทุนในประเทศหลายๆ คนที่ขายหุ้นเพราะกลัว subprime จริงๆ  แล้วไม่ค่อยรู้รายละเอียดหรอกว่าปัญหา subprime มันเป็นยังไง  แต่การบอกคนอื่นๆ ว่าขายหุ้นเพราะ subprime  นั้นย่อมดูดีกว่าการขายหุ้นเพราะตกใจกลัวแน่นอน </span></span><span style="font-family: 'Tahoma','sans-serif';"><span style="font-size: small;"> </span></span></p>
<p><span style="font-family: 'Tahoma','sans-serif';"><span style="font-size: small;">8.  การที่เราฟังนักวิเคราะห์ที่บอกว่า ถ้าหลุด 10 บาทจะมีสิทธิลงไป 9.5 บาท  ถ้ายืนเหนือ 10 บาทได้แปลว่าจะไม่ลงแล้ว หรือถ้าทะลุ 5 บาทมีสิทธิไปทดสอบ  5.5 บาทนั้น  เป็นคำอธิบายที่ถูกต้องตามหลักความน่าจะเป็นและดูเหมือนจะเป็นสัจธรรมหรือ  fact มากกว่าการคาดการณ์ </span></span><span style="font-family: 'Tahoma','sans-serif';"><span style="font-size: small;"> </span></span></p>
<p><span style="font-family: 'Tahoma','sans-serif';"><span style="font-size: small;">9.  นักวิเคราะห์บางคนเริ่มบทวิเคราะห์หุ้นตัวหนึ่งครั้งแรกโดยแนะนำว่า sell  เมื่อพื้นฐานดีขึ้นจึงปรับเป็น hold  แต่ลืมคิดไปว่าเมื่อนักลงทุนขายหุ้นหมดไปแล้วตามคำแนะนำจะเอาหุ้นที่ไหนมา ถือ ดังนั้นการปรับจาก sell เป็น hold แปลว่าให้หาหุ้นมาถือ  ก็คือให้ซื้อนั่นเอง แต่การปรับจาก sell เป็น buy  นั้นจะทำให้โดนเจ้านายและลูกค้าด่า ในทางกลับกัน การปรับจาก strong buy  เป็น hold ก็มีนัยคล้ายๆ กัน </span></span><span style="font-family: 'Tahoma','sans-serif';"><span style="font-size: small;"> </span></span></p>
<p><span style="font-family: 'Tahoma','sans-serif';"><span style="font-size: small;">10.  การซื้อขายทาง internet เหมาะกับนักลงทุนที่ต้องการความสะดวกและเข้าถึง  internet ได้เกือบตลอดเวลา แต่ถ้าจุดประสงค์เพื่อประหยัดค่าคอมฯ  บางครั้งการเติม 0 เกินไป 1 ตัวหรือ ซื้อเป็นขาย ขายเป็นซื้อ  มันอาจจะมากกว่าค่าคอมฯ ที่ประหยัดได้ทั้งปี คล้ายๆ  กับการซื้อบริการอะไรล่วงหน้าได้ส่วนลดเยอะแต่ท้ายสุดแล้วไม่ค่อยได้ไป </span></span><span style="font-family: 'Tahoma','sans-serif';"><span style="font-size: small;"> </span></span></p>
<p><span style="font-family: 'Tahoma','sans-serif';"><span style="font-size: small;">11.  นักวิเคราะห์ที่วิเคราะห์ถูก 100% ทุกครั้งนั้นไม่มีแน่นอน  ที่เห็นส่วนมากนั้นถูกครึ่งผิดครึ่งซึ่งไม่ช่วยอะไรได้มากนักเหมือนเล่นปั่น แปะ แต่คนที่มี value add  ที่สุดคือคนที่ผิดเกือบทุกครั้งเพราะเราเพียงแค่ทำตรงข้ามก็ถูกแล้ว  จึงเป็นเหตุให้บางคนจึงมีชื่อเสียงเพราะตลาดรู้ว่าคนนี้ออกมาฟันธงว่าเป็นขา ขึ้นเมื่อไหร่ต้องให้ขายหุ้นทุกทีไป </span></span><span style="font-family: 'Tahoma','sans-serif';"><span style="font-size: small;"> </span></span></p>
<p><span style="font-family: 'Tahoma','sans-serif';"><span style="font-size: small;">12.  หุ้นลงมากๆ หรือขึ้นมากๆ ไม่ใช่ว่า VI  จะต้องไม่กลัวหรือเสียดายไม่เป็นเพราะเรายังมีชีวิตจิตใจ  ทุกครั้งที่ซื้อกลัวลงต่อมั้ยผมคิดว่าคงต้องมีความรู้สึกนี้กันบ้าง  หรือหุ้นขึ้นแรงๆ ขายแล้วกลัวขึ้นต่อมั้ย ก็กลัวเพราะมันก็เกิดประจำ  การซื้อแล้วลงหรือขายแล้วขึ้นนั้นเป็นสิ่งที่ต้องเกิดแน่ๆ  หากเรายังเลือกที่จะลงทุนในตลาดหุ้นเป็นเรื่องที่ต้องทำใจยอมรับ  ดังนั้นการซื้อหรือขายแต่ละครั้งต้องคิดให้ถี่ถ้วนและวินัยการลงทุนเป็น เรื่องสำคัญเช่นกัน” </span></span><span style="font-family: 'Tahoma','sans-serif';"><span style="font-size: small;"><br />
</span></span></div>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.thaivi.com/2010/02/430/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

