Friday, March 12th, 2010

โลกในมุมมองของ Value Investor                 29 กันยายน 52
ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
การหามูลค่าที่แท้จริงของกิจการหรือที่ภาษานักวิชาการเรียกว่า  Intrinsic Value นั้น  สำหรับ VI  แล้ว  มันน่าจะเป็นช่วงมากกว่าเป็นตัวเลขที่แน่นอนเพียงตัวเดียว  หรือถ้าจะพูดให้ถูกต้องขึ้นไปอีกก็คือ  เราไม่พูดว่ามันควรมีค่ากี่บาทถึงกี่บาท  แต่เรามักพูดว่ามันถูกหรือถูกมาก  หรือมันแพงหรือแพงมาก   การวัดความถูกความแพงของหุ้นนั้น   ข้อมูลที่ VI นิยมใช้มากที่สุดน่าจะรวมถึงค่า  PE หรือราคาหุ้นเมื่อเทียบกับกำไรของกิจการ   ค่า  PB  หรือราคาหุ้นเมื่อเทียบกับมูลค่าทางบัญชีของหุ้น  ค่า  DP หรือปันผลเมื่อเทียบกับราคาหุ้นหรือที่เรียกว่า  Dividend Yield  และสุดท้ายก็คือมูลค่าตลาดของหุ้นทั้งหมดของกิจการหรือค่า  Market Cap.  นอกจากนั้น  VI บางคนก็ยังใช้ค่า  PEG ซึ่งก็คือค่า PE หารด้วยอัตราการเจริญเติบโตของกำไรของบริษัทด้วย
หุ้นที่ถูกสำหรับ VI ก็คือหุ้นที่มีค่า PE  หรือค่า PB  ต่ำกว่าค่า PE หรือค่า PB เฉลี่ยของตลาดหรือมีค่า DP สูงกว่าค่า [...]

“ในหมู่นักลงทุนที่ขึ้นชื่อของโลก นั้นมีหลายท่านด้วยกัน ในแต่ละท่านนั้นก็จะมีแนวทางและวิธีการลงทุนที่คล้ายคลึงกันบ้างแตกต่างกัน บ้าง หากเราได้เรียนรู้และเลือกใช้แนวทางและวิธีการลงทุนของแต่ละท่านให้เหมาะสม กับตัวเรานั้นจะเป็นการดีหรือไม่ Thai Value Investor.com จึงได้นำเสนอประวัติ แนวคิดและวิธีการของนักลงทุนแต่ละท่านเป็นลำดับไป”

Warren Buffett เคยพูดอยู่เสมอว่าวิธีการลงทุนของเขานั้น 70% มาจาก Benjamin Graham อีก 30%มาจาก Phil Fisher เขาผู้นี้เป็นใคร ทำไม่นักลงทุนระดับ Warren Buffett ถึงได้กล่าวไว้เช่นนั้น เราลองมามาดูประวัติ และแนวทางการลงทุนของเขากัน

ลักษณะงาน
ที่ปรึกษาการลงทุนในบริษัทของเขาเอง
รูปแบบการลงทุน
เป็นนักลงทุนที่ลงทุนในหุ้นเทคโนโลยีโดยการซื้อและถือยาวมาก
ประวัติ
หลัง จากผ่านการอบรบนักวิเคราะห์ ที่ธนาคาร ซานฟานซิสโก เขาก็เริ่มเป็นที่ปรึกษาการลงทุนในบริษัทของเขาเองเมื่อปี 1931 เขาจะเชี่ยวชาญในการลงทุนในธุรกิจที่เขารู้จักดี ซึ่งมักจะเป็นบริษัทที่มีนวัตกรรมทางเทคโนโลยีใหม่ๆที่ได้จากการวิจัยและ พัฒนาของบริษัท เขาเริ่มใช้กลยุทธ์การลงทุนนี้ก่อนการเกิดของ Silicon Valley ถึง 40 ปี.
บริษัทที่เขามักแนะนำให้ลูกค้าซื้อมักเป็นบริษัท Low-tech เช่นบริษัทเคมีภัณฑ์ใหญ่ๆ หรือบริษัทผลิตเครื่องจักรอาหาร หลังจากนั้นเขาก็ได้ชื่อว่าเป็นนักลงทุนที่เห็นถึงคุณค่าของหุ้นในกลุ่ม Hi-techอย่าง Motorola และ Texas Instruments
ขณะที่เขามีอายุได้ [...]

แม้ว่าเราจะไม่สามารถเลียนแบบลักษณะการลงทุนของปีเตอร์ ลินซ์ได้ แต่เขาก็ยืนยันอย่างหนักแน่นว่า นักลงทุนรายย่อยสามารถที่จะวิเคราะห์หุ้นได้มีประสิทธิภาพกว่ามืออาชีพหลายๆ คน เราสามารเลือกที่จะซื้อหรือขายได้อย่างชาญฉลาดกว่า เนื่องจากนักลงทุนรายย่อยมีอิสระในการตัดสินใจมากกว่า ในขณะที่ผู้จัดการกองทุนต้องรับฟังความเห็นของคณะกรรมการ
ลักษณะงาน
ปลด เกษียรแล้ว ลินซ์รักษาชื่อเสียงในการเป็นผู้จัดการกองทุนที่ยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์ ระหว่างที่เขาเป็นผู้จัดการกองทุนที่ Fidelity Magellan fund ระหว่างปี 1977 ถึง 1990
ลักษณะการลงทุน
ลงทุนในหุ้น ที่มีลักษณะโดเด่นหลายชนิด โดยอาศัยการเจริญเติบโตและการฟื้นตัวของธุรกิจ จะถือหุ้นเป็นระยะเวลาตั้งแต่หลายเดือนจนบางครั้งนานเป็นปี
ประวัติ
ลินซ์ ทำงานที่ Fidelity เป็นที่แรกและที่เดียว เริ่มงานในตำเหน่งนักวิเคราะห์ในปี1969 ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยในปี1974 และเข้ารับตำเหน่งผู้จัดการกองทุน Fidelity Magellanในปี1977 ในขณะนั้นมูลค่าของกองทุนประมาณ 22ล้านเหรียญ ในปี1990ซึ่งเป็นปีที่เขาตัดสินใจเกษียรเพื่อให้เวลาแก่ครอบครัวมากขึ้น มูลค่าของกองทุนได้เพิ่มขึ้นเป็น 14พันล้านเหรียล ไม่เคยมีผู้จัดการกองทุนคนใดทำได้อย่างเขามาก่อนในประวัติศาสตร์
ความ ลับในการบริหารกองทุนของเขาคือการทำงานหนัก หกวันหรือบางครั้งเจ็ดวันต่อสัปดาห์ ทั้งนี้เพื่อที่เขาจะได้สามารถพูดคุยกับผู้บริหารของบริษัทต่างๆที่เขาลงทุน พูดคุยกับนักวิเคราะห์ทุกวัน เขามีผู้ช่วยในงานวิเคราะห์เพียงแค่สองคน เขาบริหารหุ้นทั้งหมดเกือบ1400หุ้นในportfolio บางบริษัทเขาซื้อที่จุดเริ่มต้นของการเจริญเติบโตบางบริษัทเริ่มซื้อที่จุด ฟื้นตัว และถือเป็นเวลาหลายปี และหุ้นบางบริษัทที่เขาวิเคราะห์ผิดพลาดจะขายทันทีที่พบ
แม้ว่าเรา จะไม่สามารถเลียนแบบลักษณะการลงทุนของเขาได้ แต่เขาก็ยืนยันอย่างหนักแน่นว่า นักลงทุนรายย่อยสามารถที่จะวิเคราะห์หุ้นได้มีประสิทธิภาพกว่ามืออาชีพหลายๆ คน เราสามารเลือกที่จะซื้อหรือขายได้อย่างชาญฉลาดกว่า เนื่องจากนักลงทุนรายย่อยมีอิสระในการตัดสินใจมากกว่า ในขณะที่ผู้จัดการกองทุนต้องรับฟังความเห็นของคณะกรรมการ
ผลตอบแทนที่ได้รับ
ระหว่าง ที่เขาบริหารกองทุนนั้น เขาสามารถสร้างอัตราผลตอบแทนเฉลี่ย 29%ทบต้นต่อปีเป็นระยะเวลา13ปีติต่อกัน [...]

ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร William O’Neil and Company เป็นบริษัทที่ปรึกษาตั้งอยู่ที่ลอสเองเจอริส อเมริกา
สไตล์การลงทุน ลงทุนในหุ้นโตเร็ว ถือหุ้นในระยะกลาง 2 – 5 ปี
ประวัติการทำงาน
O’Neil เริ่มงานเป็นนายหน้าขายหลักทรัพย์ในปี 1958 สามปีที่เขาทำงานกับบริษัทนี้เขาได้เรียนรู้การบริหารกองทุนรวมที่เด่นๆใน ขณะนั้น ซึ่งเขาได้ค้นพบว่ากองทุนเหล่านี้ประสบผลสำเร็จก็เพราะว่า เลือกซื้อหุ้นที่ราคาทำจุดสูงสุดใหม่ หรือทางเทคนิคอลเรียกว่า ‘breaking out’ หุ้นหลายตัวที่มีลักษณะแบบนี้มักจะปรับตัวสูงขึ้นต่อมากกว่า100%……
O’Neil ได้เลียนแบบการลงทุนแบบนี้ ภายในหนึ่งปีผ่านไปเขาสามารถเพิ่มเงินของเขาจาก 5,000 เหรียญเป็น200,000เหรียญ เขาเป็นผู้จัดการกองทุนที่จัดว่ามีผลการดำเนินงานดีเด่นในยุค’60เลยทีเดียว O’Neilเป็นผู้บุกเบิกการเลือกหุ้นโดยอาศัยข้อมูลทางสถิติ และบริษัทของเขาก็ยังคงให้บริการข้อมูลเหล่านี้แก่ผู้ลงทุนจนทุกวันนี้
ผลตอบแทนที่ได้รับ
ผล การดำเนินงานของเขามีทั้งขึ้นและลงโดยเฉพาะในช่วงที่หลังการปรับตัวที่ดีของ ตลาดหุ้นในช่วงยุค ’60 ผลตอบแทนที่เขาได้รับจะอยู่ในอัตราเฉลี่ย 40% ในรอบสิบปี
ความสำเร็จที่สำคัญ
หุ้นที่เขา ลงทุนแล้วประสบความสำเร็จอย่างมากเป็นหุ้นบริษัทยา SYNTEX บริษัทนี้เป็นบริษัทแรกที่ผลิตยาคุมกำเนิดในช่วงที่มีการพัฒนาเรื่องทาง เพศอย่างมาก ขณะนั้นบริษัทประกาศผลกำไรโตขึ้นมาถึง300% ทำให้ราคาหุ้นปรับตัวจาก 100 เหรียญ เป็น 550 เหรียญ ทำให้เขามีกำไรมากพอที่จะเริ่มธุรกิจส่วนตัว
วิธีการและแนวทางการลงทุน
คล้ายๆ กับ จิม สแลตเตอร์ เขาให้ส่วนผสมของข้อมูลเชิงคุณภาพและข้อมูลเชิงปริมาณเป็นเกณฑ์ในการเลือก [...]

“การเพิ่มขึ้นของเงินปันผลเป็นผลตอบแทนที่ได้เพิ่ม การได้เพิ่มนี้คือผลตอบแทนที่นักลงทุนได้รับนอกเหนือจากผลตอบแทนที่คาดไว้ แต่แรก……..”
“โอกาสทำกำไรดีๆมักจะเกิดหลังจากการตื่นตระนก(Panic)ของตลาด”
-จอห์น เนฟฟ์ (JOHN NEFF)
ลักษณะงาน ผู้จัดการกองทุน Vanguard Windsor
รูปแบบการลงทุน เน้น หนักไปในการลงทุนแบบเน้นคุณค่า เน้นการลงทุนในธุรกิจที่ดี มีการเจริญเติบโตต่อเนื่อง ปันผลสูง ขายเมื่อราคาเกินกว่ามูลค่าที่ควรจะเป็น
ประวัติ
เนฟฟ์ ได้ชื่อว่าเป็นมืออาชีพของมืออาชีพทีเดียว ทั้งนี้เพราะผู้จัดการกองทุนหลายคนไว้วางใจให้เขาไปบริหารเพราะเชื่อว่าเขา สามารถบริหารมันได้ดีและปลอดภัย ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะผลงานที่ผ่านมาของเขาตลอด30ปีที่ผ่านมา Windsor Fund สามารถครองอันดับสูงสุดห้าอันดับแรกมาตลอด
เนฟฟ์จบการศึกษาการตลาด อุตสาหกรรม และเข้าศึกษาวิชาการเงินการธนาคารภาคค่ำในปี1954 เขาเริ่มงานเป็นนักวิเคราะห์หลักทรัพย์กับ the National City Bank of Cleveland จากนั้นก็ทำงานกับ Wellington Management เขายึดหลักการลงทุนแบบเน้นคุณค่าตามแบบของ Ben Grahamมาโดยตลอด
ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่
เนฟฟ์ ลงทุนอย่างหนักในหุ้นFORDในปี1984 ในขณะที่ทุกคนกลัวว่าบริษัทกำลังจะไปไม่รอด ขณะนั้นP/Eของบริษัทเท่ากับ2.5 เขาซื้อหุ้นFORDในราคา 14เหรียลต่อหุ้น ภายในสามปีราคาหุ้นขึ้นไปสูงถึง 50เหรียลต่อหุ้น ทำผลตอบแทนได้สูงถึง500ล้านเหรียญให้กับกองทุนที่เขาบริหาร
วิธีการและแนวทางการลงทุน
เนฟฟ์ อธิบายว่าตัวเขาคือ”นักลงทุนที่เน้นในหุ้นที่มีP/Eต่ำ” เขาเข้าซื้อหุ้นที่ราคาถูกเมื่อเทียบกับผลตอบแทนของผลรวมของการเติบโตของราย ได้บวกกับผลตอบแทนจากเงินปันผล เขามักจะเรียกค่านี้ว่า the ‘terminal relationship’ or, more colloquially [...]

โลกในมุมมองของ Value Investor                            19 กันยายน 52
ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
Value Investment คืออะไร?    นั่นเป็นคำถามที่เกิดขึ้นอยู่เรื่อย ๆ    คำตอบที่ได้รับนั้นมักจะแตกต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับ  “Value Investor”  แต่ละคน   ส่วนใหญ่แล้วคำตอบนั้นมักจะเป็นส่วนหนึ่งของแนวความคิด  “แบบ VI”   ผมคิดว่าไม่มีคำตอบไหนที่จะอธิบายความหมายของ VI ได้อย่างสมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์   เพราะว่าแท้ที่จริงแล้ว  VI นั้นเป็น  “ปรัชญา”  ที่อาจจะมีพื้นฐานจากแนวความคิดของ เบน เกรแฮม  แต่หลังจากนั้นก็มีนักคิดและนักปฏิบัติคนอื่นที่ช่วยกันเสนอแนวความคิดเพิ่มเติมหลากหลาย   บางเรื่องก็แย้งกับแนวทางเดิมก็มี   อย่างไรก็ตาม  โดยภาพรวมแล้วก็พอจะบอกได้ว่าแนวทางแบบใดเป็นแบบ VI  และแนวไหนไม่ใช่   และต่อไปนี้ก็คือความพยายามของผมที่จะรวบรวมแนวความคิดหลัก ๆ  ของ VI ที่จะช่วยให้คนที่ยังสับสนว่าอะไรคือ VI  และการลงทุนแบบ VI นั้นทำอย่างไร   ผมอยากเรียกมันว่า  “ทฤษฎี VI”
ทฤษฎี VI ของผมจะเริ่มจาก  “โครงร่าง”  ที่จะครอบคลุมประเด็นหลัก ๆ ของ VI  ดังต่อไปนี้คือ  [...]

ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร  15 กันยายน 2552
ถ้าถามเด็กเล็กว่าของเล่นอะไรในงานวัดเป็นสิ่งที่เขาชอบที่สุด   ผมเชื่อว่า  “ม้าหมุน”  น่าจะติดอยู่ในอันดับต้น ๆ   เพราะม้าหมุนนั้นมันทำให้เด็ก  “หมุน”  ไปอย่างรวดเร็ว  เขารู้สึกตื่นเต้น   สนุกสนาน   โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบรรยากาศที่มี  “เพื่อน”  ร่วมวงเล่นกันอย่างมากมายบนม้าหมุนที่ประดิดประดอยตกแต่งอย่างสวยงามราวกับอยู่ในเมืองในเทพนิยาย   นอกจากนั้น  ดนตรีที่บรรเลงอย่างไพเราะรื่นเริงในยามที่เด็ก ๆ  กำลังนั่งอยู่บนหลังม้าที่หมุนไปนั้น   มันสร้างความสุขและความเคลิบเคลิ้มที่มักทำให้เขาจดจำไปช้านาน  ถ้าจะว่าไป  การนั่งม้าหมุน  โดยเฉพาะที่ใหญ่และหรูหรานั้น   มักทำให้คนนั่งรู้สึกเหมือนกำลังอยู่ในความฝันที่มีความสุขเหลือล้น   และนี่น่าจะเป็นเหตุผลที่ฝรั่งเรียกของเล่นชิ้นนี้ว่า  Merry-Go-Round  หรือแปลแบบสนุก ๆ ว่า  “ความสุขที่หมุนไปเป็นรอบ ๆ”
ผมพูดถึงม้าหมุนเพราะรู้สึกว่าบรรยากาศในตลาดหุ้นไทยเวลานี้เหมือน  “ม้าหมุน” ที่คนเล่นหุ้นต่างก็ขึ้นไป  “นั่ง”  เล่นกันอย่างสนุกสนาน   มีความสุขเหลือล้น  คล้าย ๆ  อยู่ในความฝัน   กำไรหรือเงินนั้นหามาได้ง่าย ๆ   พวกเขาโหมซื้อหุ้นตัวหนึ่งหรือกลุ่มหนึ่งที่มาถึง  “รอบ”  ของมัน  ถือไว้ไม่กี่วันหรือบางทีไม่ถึงวัน   ราคามันขึ้นไปอย่างแรง   ขายมันทิ้ง   แล้วก็มองหาหุ้นตัวใหม่ในกลุ่มใหม่ที่กำลังจะมาถึงรอบ ของมัน   ไม่มีใครรู้ว่าม้าหมุนจะหยุดเมื่อไร   แต่ตราบใดที่มันยังหมุนอยู่  ทุกคนก็ยัง  [...]

ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร  8 กันยายน 2552
ชีวิตคนเรานั้นมีความเสี่ยงมากมายที่เราต้องรับ   และมีความเสี่ยงอีกมากมายที่เราไม่จำเป็นต้องรับแต่เราก็เข้าไปรับ   ความเสี่ยงที่ผมพูดถึงนั้นคือความเป็นไปได้หรือความน่าจะเป็นที่เราจะประสบกับความเสียหาย   ความยากลำบาก  ความเจ็บปวด  หรือแม้แต่ความตาย  พูดง่าย ๆ  คือสิ่งที่เป็นลบทั้งหลายในชีวิตที่เราไม่อยากให้เกิดขึ้น    โชคดีที่ความเสี่ยงนั้นส่วนใหญ่เราสามารถ  “จัดการ”  ได้   นั่นคือ  เราสามารถลดความเสี่ยงได้  เราสามารถที่จะไม่ทำอะไรกับความเสี่ยงนั้น ๆ  และสุดท้าย   เราสามารถ  เพิ่มความเสี่ยงให้มากขึ้นหรือเข้าไปรับความเสี่ยงทั้ง ๆ ที่ไม่จำเป็น  ซึ่งในกรณีหลังนี้ฟังดูแล้วอาจจะแปลก  เพราะใครจะอยากเพิ่มโอกาสที่เราจะประสบกับสิ่งที่เป็นลบหรือเลวร้าย  แต่ข้อเท็จจริงก็คือ   เราทำมันตลอดเวลา  เนื่องจากการทำอย่างนั้นมักจะทำให้เราได้ “ผลตอบแทน”
ประเด็นที่สำคัญก็คือ   เราจะจัดการอย่างไรกับความเสี่ยงต่าง ๆ  ที่จะทำให้เราได้ผลตอบแทนที่คุ้มค่า   เพราะการจัดการกับความเสี่ยงนั้นมักจะมี  “ต้นทุน”  สูงบ้าง  ต่ำบ้าง   เช่นเดียวกัน  ความเสี่ยงที่จะเกิดเรื่องที่เป็นลบหรือเลวร้ายนั้นก็มีโอกาสเกิดขึ้น  มากบ้าง   น้อยบ้าง  และที่สำคัญยิ่งกว่าก็คือ  สิ่งที่เป็นลบหรือเลวร้ายนั้นมันเลวร้ายแค่ไหน  มันทำให้เรา  “ตาย” ไหม  หรือเป็นแค่เรื่อง  “เล็กน้อย”  ที่ทำให้เราหงุดหงิดใจ   ดังนั้น  หัวใจของการจัดการกับความเสี่ยงแต่ละเรื่องจึงต้องพิจารณาถึงเรื่องของ  1) ความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้น [...]