Saturday, July 31st, 2010

โลกในมุมมองของ Value Investor            27 พฤศจิกายน 2552
ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
สัปดาห์ก่อนนักลงทุนต้องตกอกตกใจกับข่าวเกี่ยวกับเศรษฐกิจ 2 เรื่อง คือ  เรื่องแรก  เวียตนามประกาศลดค่าเงินด่องลงมาประมาณ 5% เมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐซึ่งก็อ่อนค่าลงอยู่แล้วเมื่อเทียบกับค่าเงินอื่น ๆ  ของโลก   เวียตนามลดค่าเงินลงเนื่องจากกำลังมีปัญหาเงินสำรองต่างประเทศขาดแคลนและภาวะการเงินของประเทศน่าจะเข้าใกล้วิกฤต  นี่เป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจเมื่อดูว่าเศรษฐกิจเวียตนามในช่วงปีที่ผ่านมามีการเติบโตที่น่าประทับใจเป็น “ดารา” ประเทศหนึ่งในขณะที่ประเทศอื่น ๆ ส่วนใหญ่แล้วเศรษฐกิจติดลบเพราะผลจากวิกฤติของอเมริกา   อย่างไรก็ตาม  เนื่องจากเศรษฐกิจที่ยังเล็กมาก  ปัญหาของเวียตนามจึงไม่ได้ส่งผลอะไรกับประเทศอื่นนักและผมเชื่อว่าเวียตนามก็จะผ่านภาวะยุ่งยากนี้ไปได้ไม่ยากนัก  เผลอ ๆ  จะแข็งแกร่งขึ้นไปอีกเมื่อสินค้าของเวียตนามมีราคาถูกลงและสามารถแข่งขันได้มากขึ้นในตลาดโลก  โดยเฉพาะกับสินค้าเกษตรจากประเทศไทย
เรื่องที่สองนั้นน่ากลัวกว่ามาก   เพราะเป็นเรื่องที่บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ยักษ์ใหญ่ของรัฐดูไบคือ  ดูไบเวิลด์ ประสบปัญหาทางการเงินไม่สามารถชำระหนี้ได้  หนี้หลายหมื่นล้านเหรียญที่อาจจะต้องเป็นหนี้สูญของสถาบันการเงินที่ให้ดูไบเวิลด์กู้นั้น   เป็นหนี้ของสถาบันการเงินใหญ่ ๆ  ของโลกที่กระจายอยู่ในประเทศพัฒนาแล้วเป็นส่วนใหญ่  ดังนั้น  ผลกระทบกับสถาบันการเงินคงต้องมีไม่น้อยหลังจากที่เคยประสบมาแล้วจากวิกฤติซับไพร์มของอเมริกา   แต่นี่ยังไม่จบ  ที่จริงมันอาจจะเพิ่งเริ่ม  เพราะผมเชื่อว่าในไม่ช้าก็จะมีบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ของดูไบขาดสภาพคล่องและล้มละลายเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ   เหตุผลก็น่าจะเป็นเรื่องเดียวกับดูไบเวิลด์นั่นคือ  เป็นเรื่องของ  “ฟองสบู่”  อสังหาริมทรัพย์ที่  “เฟื่องฟู” มาหลาย  ๆ  ปีตั้งแต่ที่ราคาน้ำมันปรับตัวขึ้นและทำให้ดูไบร่ำรวยและเริ่มหันมา  “สร้างเมือง”  อย่างที่ไม่เคยมีใครจินตนาการได้ว่าจะเกิดขึ้นได้ในโลกนี้
ผมเคยไปดูไบเมื่อ 2-3 ปีก่อน  [...]

โลกในมุมมองของ Value Investor                21 พฤศจิกายน 52
ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
ธรรมชาติของคนเรานั้นต้องการมี “เงิน”  และ  “กล่อง”   พูดง่าย ๆ  ก็คือ  ข้อแรก  ทุกคนอยากรวย  เพราะความร่ำรวยทำให้เรามีอิสระเสรีมากขึ้นในการที่จะทำอะไรที่เรารักเราอยากทำได้เต็มที่  ความรวยทำให้เรามีความมั่นคงในชีวิต  ไม่ต้องกังวลว่าเราจะขาดแคลนสิ่งที่จำเป็นหรืออยากได้เมื่อเราต้องการใช้  ความรวยทำให้เราไม่ต้องพึ่งพิงคนอื่นมากนักและทำให้สามารถอยู่ได้อย่างสะดวกสบาย  แต่ทั้งหมดนี้สำหรับคนส่วนใหญ่แล้วก็ไม่เพียงพอ  ต้องมีข้อสองนั่นคือ  คนเราอยากได้ “กล่อง”  ซึ่งก็คือเราอยากได้รับการ  “ยอมรับ”  จากคนอื่นว่าเรา  “ประสบความสำเร็จ”  ความสำเร็จนั้นเป็นเรื่องของความสามารถในการทำสิ่งต่าง ๆ  ที่หลากหลายตั้งแต่เรื่องของวิทยาศาสตร์  การเมือง  การแสดง  กีฬา การทำงาน  และการทำธุรกิจ  แต่ความสำเร็จที่เป็นที่ยอมรับและวัดได้ง่ายที่สุดอย่างหนึ่งก็คือ  “การมีเงินมาก”
ในโลกของทุนนิยมนั้น  กล่องกับเงิน  บ่อยครั้งก็มาด้วยกันหรือตามกันมา  เช่น  เป็นดาราที่มีชื่อเสียงเพราะมีรูปร่างหน้าตาและความสามารถสูง  ก็จะมีผู้มาจ้างแสดงภาพยนต์และถ่ายแบบโฆษณาด้วยอัตราสูงลิ่วทำให้มีรายได้มาก  และถ้ารู้จักบริหารเงินก็จะมีเงินเหลือเก็บมากกลายเป็นเศรษฐี เรียกว่ามีทั้งกล่องและเงิน  แต่ในบางกรณี  คนที่ได้กล่องมาก็ไม่มีเงินเพราะกล่องนั้นไม่ทำเงินเช่นนักวิทยาศาสตร์ที่วิจัยค้นพบบางสิ่งบางอย่างที่ทำให้มีชื่อเสียงแต่ไม่สามารถไปทำเงินได้  หรือนักมวยแชมป์โลกหลายคนที่มีชื่อเสียงโด่งดังมีรายได้มากแต่ใช้จ่ายเงินไม่เป็นทำให้ไม่มีเงินเหลือเก็บกลายเป็นคนมีกล่องแต่ไม่มีเงิน
คนที่มีเงินมากเข้าขั้นเศรษฐีนั้น  จำนวนมากไม่มีกล่องเพราะคนไม่รู้จักและก็ไม่รู้ว่าเป็นคนมีเงินมาก  แต่พวกเขาก็อยากได้กล่อง  เป็นกล่องที่จะบอกว่าเขาประสบความสำเร็จในการหาเงิน  วิธีที่จะทำให้คนเห็นและยอมรับก็คือ  การโชว์ความร่ำรวยผ่านสิ่งต่าง ๆ  ที่พวกเขาสามารถซื้อมาใช้  [...]

โลกในมุมมองของ Value Investor              14 พฤศจิกายน 52
ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
ในการวิเคราะห์หุ้นเพื่อการลงทุนแบบ VI นั้น  สิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้ก็คือ  การวิเคราะห์ถึงแรงจูงใจของเจ้าของหรือผู้บริหารเกี่ยวกับหุ้นที่เรากำลังดูอยู่  เพราะเรื่องนี้มีความสำคัญต่อการแบ่งสรรกำไรระหว่างเจ้าของ  ผู้บริหาร  และผู้ถือหุ้นรายย่อยหรือนักลงทุน  พูดง่าย ๆ  เป็นเรื่องของผลประโยชน์ที่แต่ละฝ่ายจะได้รับจากกิจการและตัวหุ้น   บางคนอาจจะคิดว่าเรื่องนี้ก็เป็นไปตามหลักเกณฑ์การบริหารบริษัทอยู่แล้ว   แต่จริง ๆ  ไม่ใช่   เจ้าของหรือผู้บริหารเป็นคนที่คุมอำนาจในการตัดสินใจและ “คุมเกม” ที่จะทำให้ผลประโยชน์นั้นตกอยู่กับตนเองมากที่สุด  ถ้าผลประโยชน์สูงที่สุดของเขาตรงกับผลประโยชน์ของนักลงทุน  นั่นก็คือสิ่งที่ดี   แต่ถ้าผลประโยชน์ของเขาคือผลเสียของนักลงทุนรายย่อย   การเข้าไปเล่นหุ้นแบบนี้ก็ต้องพิจารณาให้ลึกซึ้งขึ้น    ลองมาดูตัวอย่างที่ผมเคยพบมา
เรื่องแรก  บริษัทเป็นกิจการขนาดเล็กที่มีผลการดำเนินงานดี  มีทรัพย์สินมากเมื่อเทียบกับมูลค่าหุ้นของบริษัท  มีเงินสดค่อนข้างมากขณะที่ไม่มีหนี้จากการกู้ยืม  ปีแล้วปีเล่า  บริษัทจ่ายปันผลค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับกำไรที่ทำได้ทั้ง ๆ  ที่กิจการของบริษัทก็ไม่ได้ขยายงานอะไรนักและก็ไม่ใช่กิจการที่ต้องลงทุนมาก   ผู้ถือหุ้นรายย่อยต่างก็อยากให้บริษัทจ่ายปันผลให้มากขึ้นแต่ดูเหมือนว่าผู้บริหารก็ไม่ใคร่สนใจจะทำ  ตรงกันข้าม  ผู้บริหารกลับเสนอให้บริษัทออก  ESOP หรือออกหุ้นราคาต่ำเสนอให้กับผู้บริหารและพนักงาน    ดูเหมือนว่าจะมีความพยายาม  “โอน” ความมั่งคั่งจากผู้ถือหุ้นสู่ผู้บริหารที่ไม่ได้เป็นเจ้าของ ผมลองวิเคราะห์ดูก็พบว่า  บริษัทนี้มีผู้ถือหุ้นใหญ่ที่เป็นคนที่ร่ำรวยมาก   มีกิจการอื่นที่ใหญ่โตอยู่นอกตลาดหุ้น  มีพนักงานมากมายที่เป็นคนเก่าแก่ที่เขาต้องดูแลและรักษาเอาไว้โดยการให้ผลตอบแทนที่ดี    สำหรับเจ้าของรายนี้  ความมั่งคั่งของเขาที่มีอยู่ในบริษัทจดทะเบียนที่กล่าวถึงนี้คิดเป็นสัดส่วนน้อยมาก  ดังนั้น  เขาจึงไม่ใคร่สนใจที่จะต้องได้รับผลประโยชน์มากมายจากบริษัท  ในอีกด้านหนึ่ง  เขาก็ส่งคนเข้าไปเป็นกรรมการและ/หรือผู้บริหารในบริษัทจดทะเบียน  [...]

โลกในมุมมองของ Value Investor                  7 พฤศจิกายน 52
ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
ทุกครั้งที่ผมซื้อหุ้นในตลาดหลักทรัพย์   ผมคิดเสมอว่าผมกำลังลงทุนในธุรกิจ  ผมไม่ได้ซื้อกระดาษที่เรียกว่า “หุ้น” แผ่นเล็ก ๆ  ที่มีราคาขึ้น ๆ ลง ๆ ทุกวัน   ธุรกิจนั้นเป็น  “ของจริง”  ที่มี  โรงงานหรือสำนักงาน   มีพนักงาน  มีระบบการบริหารและข้อมูล  มีแหล่งป้อนวัตถุดิบหรือสินค้าเพื่อนำมาขายต่อ  และสุดท้ายก็คือ  มีร้านหรือช่องทางที่จะขายให้กับ  “ลูกค้า”  ซึ่งบ่อยครั้งก็คือตัวผมเองและคนในครอบครัว  ดังนั้น  สำหรับผมแล้ว   การลงทุนซื้อขายหุ้นนั้น  ผมสามารถ  “สัมผัส”  กับมันได้ผ่านการได้เห็นร้าน  และการใช้สินค้าหรือบริการของบริษัท
นอกจากผมเองที่สามารถ “สัมผัส”  กับกิจการได้แล้ว   ผมยังมักจะถามความเห็นของภรรยา  และโดยเฉพาะลูกสาวที่ยังเรียนอยู่ในระดับมหาวิทยาลัยว่ากิจการที่ผมสนใจนั้น   เขามีความ  “รู้สึก” อย่างไรด้วย   เหตุผลก็คือ  ถ้าผมคิดเอง  ความรู้สึกของผมอาจจะผิดเนื่องจากอายุที่มากและอาจจะรู้ข้อมูลที่เป็นตัวเลขมากจนทำให้มีความลำเอียงในความดีเด่นหรือความด้อยของกิจการ  ในขณะที่ฐานะและความแข็งแกร่งทางด้านการตลาดนั้น  เด็กวัยรุ่นกับผู้หญิงที่ไม่ได้เล่นหุ้นน่าจะรู้ดีที่สุด  และต่อไปนี้ก็คือบางประเด็นที่ผมมักใช้ทดสอบว่าหุ้นตัวนั้นมีความน่าสนใจมากน้อยแค่ไหนจากการ  “สัมผัส”  โดยที่ประเด็นต่าง ๆ  เหล่านั้น  ผมจะมองที่หุ้นของกิจการที่มี  “อนาคต”  [...]

โลกในมุมมองของ Value Investor                  31 ตุลาคม 52
ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
การลงทุนนั้นน่าจะเป็นวิทยาศาสตร์อยู่สัก 30%  อีก  70% เป็นเรื่องของศิลปะ  ดังนั้น  นักลงทุนที่ลงทุนมานานหรือคนที่มุ่งมั่นฝึกฝนมาเป็นอย่างดีจึงมักจะมี  “สไตล์”  เป็นของตนเอง
สไตล์นั้น  ผมคิดว่าส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นเนื่องจากประสบการณ์ของนักลงทุน  นั่นคือ   ตั้งแต่เริ่มเข้ามาซื้อขายหุ้น  พวกเขาก็จะพยายามเรียนรู้ว่าวิธีการหรือเท็คนิคแบบไหนที่เขาใช้แล้วมักจะทำให้เขาได้กำไร     เท็คนิคแบบไหนหรือการซื้อขายหุ้นแบบไหนที่ทำแล้วมักจะขาดทุน  ประสบการณ์ที่เกิดขึ้นแต่ละครั้งจะถูก  “บันทึก” เอาไว้ในสมองซึ่งจะสะสมไปเรื่อย ๆ  จนในที่สุดเขาก็มักจะสรุปว่า   มีวิธีการลงทุนแบบหนึ่งที่สร้างผลลัพธ์การลงทุนที่ดีที่สุด  และหลังจากนั้น  เขาก็จะใช้มันเป็นหลัก  และนี่คือ  “สไตล์การลงทุน”  ของเขา
ในระดับของ  “เซียน”  ระดับโลกทุกคนนั้น   แน่นอนว่าแต่ละคนจะต้องมีสไตล์การลงทุนที่ชัดเจน   เริ่มตั้งแต่  เบน เกรแฮม  บิดาแห่งการลงทุนแบบ Value Investment  ซึ่งเน้นการลงทุนแบบ  Quantitative  หรือเน้นดูตัวเลขข้อมูลทางการเงินเป็นหลัก  โดยไม่ค่อยสนใจข้อมูลด้านคุณภาพซึ่งเขามองว่าวัดไม่ได้และอาจเป็นภาพลวงตาที่สร้างขึ้นโดยผู้บริหารของบริษัท  หุ้นที่เขาลงทุนนั้นจะเป็นหุ้นที่มีราคาถูกมากโดยเฉพาะที่วัดจากทรัพย์สินของบริษัท   การลงทุนของ เบน  เกรแฮม นั้น  จะเน้นในด้านของความปลอดภัยเป็นพิเศษ  โดยหุ้นที่ลงทุนจะต้องมี  “Margin Of Safety” [...]