Thursday, September 9th, 2010

โลกในมุมมองของ Value Investor           24 เมษายน 53
ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
ความร่ำรวยมหาศาลที่ได้มาอย่างสุจริตนั้น  ในอดีตมักจะมาจากการทำธุรกิจและการซื้อที่ดิน  มีคำพูดที่ว่า  คนจีนนั้นร่ำรวยจากการทำธุรกิจและอาศัยอยู่ในเมือง   ส่วน “แขก” นั้น  จับจองที่ดินผืนใหญ่ชานเมืองเลี้ยงวัวและก็ร่ำรวยมหาศาลจากราคาที่ดินที่เพิ่มขึ้น  มาถึงยุคปัจจุบัน  การทำธุรกิจก็ยังเป็นหนทางที่ทำให้ร่ำรวยได้มหาศาล  แต่ก็ยากขึ้นมากสำหรับคนที่ไม่ได้มีต้นทุนเดิมที่ใหญ่พอ  พูดง่าย ๆ  สำหรับคนไทยที่ไม่ได้มีพ่อแม่ที่มีฐานะร่ำรวย  การเริ่มธุรกิจที่จะสามารถเติบโตมหาศาลก็ยากมาก  เพราะในเมืองไทยเราไม่มีอุตสาหกรรม “ไซเบอร์” ที่มีศักยภาพพอที่จะทำให้คนตัวเล็ก ๆ  สร้างธุรกิจจนร่ำรวยได้ง่ายเหมือนอย่างในอเมริกาหรือจีน  ส่วนเรื่องที่ดินนั้น  สำหรับคนที่มีเงินมาก  การเล่นที่ก็ยังเป็นหนทางสร้างความมั่งคั่งที่น่าจะโดดเด่นไม่แพ้การทำธุรกิจ  อย่างไรก็ตาม  เป็นเรื่องยากมากที่คนมีเงินน้อยจะเข้าไปเล่นที่ได้  การจับจองที่ดินถูก ๆ  เพื่อ “เลี้ยงวัว” ไม่มีอีกแล้ว
โชคดีที่ตลาดหุ้นเกิดขึ้น  คน  “ตัวเล็กตัวน้อย”  นั่นก็คือนักลงทุนที่มีเงินเพียงน้อยนิดสามารถ “ซื้อธุรกิจ”  ในตลาดหลักทรัพย์  เป็นเจ้าของหุ้นบางส่วนของธุรกิจที่มีผลการดำเนินงานที่ดีหรือเป็นธุรกิจที่ดีที่สุดของประเทศได้  ผลก็คือ  นักลงทุนบางคนสามารถที่จะสร้างความมั่งคั่งและร่ำรวยมหาศาลได้ทั้งที่ไม่ได้มีต้นทุนเงินมากมายในตอนเริ่มแรก  และเมื่อเวลาผ่านไปนานกว่านี้อีก  ผมเชื่อว่าจะมีคนร่ำรวยจากการ “ทำธุรกิจ”  ผ่านตลาดหุ้นมากขึ้นเรื่อย ๆ   ผมยังเชื่อด้วยว่า  ในที่สุด  คนที่รวยโดยการทำธุรกิจผ่านตลาดหุ้นจะเป็นเรื่อง  “ปกติ”  เช่นเดียวกับคนที่รวยจากการทำธุรกิจด้วยตนเอง
คนที่รวยจากการเล่นที่นั้น  [...]

โลกในมุมมองของ Value Investor           17 เมษายน 53
ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
นักวิเคราะห์หุ้นแบบ Value นั้น  แตกต่างจากนักวิเคราะห์หุ้น “มืออาชีพ”  ทั่วไปในเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งก็คือ  Value Investor ให้ความสำคัญอย่างมากกับการวิเคราะห์ “กิจการ”  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการตลาดของบริษัท  และด้านการตลาดที่ว่าก็คือ  ความสามารถในการแข่งขันของบริษัทเมื่อเทียบกับคู่แข่งในระยะยาว   การแข่งขัน  หรือถ้าจะพูดให้โก้เก๋ก็คือ  “สงคราม” การตลาดระหว่างบริษัทกับคู่ต่อสู้นั้น  เป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่เราจะต้องวิเคราะห์พิจารณา  เพราะถ้าวิเคราะห์ได้ว่าใครจะเป็นผู้ชนะในสงคราม  เราก็จะรู้ว่าบริษัทไหนจะรุ่งและบริษัทไหนจะร่วง  ในเรื่องนี้ อัล รีส  และแจ๊ค เทร้าท์  กูรูการตลาดระดับเซียนได้เขียนไว้นานแล้วในหนังสือเรื่อง  Marketing Warfare  พวกเขาอธิบายว่าสงครามการตลาดนั้น  ไม่ได้แตกต่างจากสงครามจริงมากนักในด้านของกลยุทธ์ต่าง ๆ  ที่ควรนำมาใช้  กฏของสงคราม  ซึ่งคิดค้นโดย  คาร์ล วอน คลอสวิตซ์  “บิดาแห่งการสงคราม”  สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับการตลาดได้อย่างเยี่ยมยอด  และต่อไปนี้ก็คือกฏที่สำคัญที่สุดบางข้อที่นักลงทุนควรรู้
กฏข้อแรกก็คือ  ฝ่ายที่มีทรัพยากรมากกว่าจะเป็นผู้ชนะ  ในสงครามทุกครั้ง  กองทัพที่มีไพร่พลมากกว่าย่อมเป็นผู้ชนะ  อย่าไปพูดถึงเรื่องของคุณภาพของคน  ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดก็คือสงครามโลกครั้งที่สอง  ที่เยอรมันพ่ายแพ้แก่สัมพันธมิตรที่มีกำลังพลและทรัพยากรต่าง ๆ  มากกว่ามาก [...]

โลกในมุมมองของ Value Investor                10 เมษายน 53
ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
สื่อมวลชน เช่น วิทยุ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ และแมกกาซีน นั้น  เป็นเครื่องมืออันทรงพลังในการโน้มน้าวจิตใจคนให้เห็นด้วย หรือคัดค้าน  กับประเด็นที่มีการนำเสนอ  ประเด็นที่นำเสนอนั้น  เป็นได้ทุกอย่าง  ตั้งแต่เรื่องของการเมือง  สังคม  เศรษฐกิจ  และการใช้ชีวิตประจำวันของผู้คน  ดังนั้นจึงมีคำพูดที่ยอมรับกันแพร่หลายว่า   “ผู้คุมสื่อคือผู้ที่คุมอำนาจ”
อำนาจของสื่อในโลกของทุนนิยมนั้น  แน่นอน  สามารถ  “ทำเงิน”  ได้  บริษัทสื่อที่  “ทรงอิทธิพล” นั้น  สามารถทำเงินได้มหาศาล  วอเร็น บัฟเฟตต์ ได้มองเห็นจุดนี้ก่อนคนอื่นและได้เข้าซื้อหุ้นของบริษัทวอชิงตันโพสต์ในช่วงที่ราคาหุ้นยังต่ำมากเมื่อหลายสิบปีก่อน  หลังจากนั้น  ราคาหุ้นของโพสต์ก็ปรับตัวขึ้นมามากและกลายเป็น “ตำนาน” การลงทุนหนึ่งของบัฟเฟตต์  ต่อมา เขาก็ยังได้ลงทุนในหุ้นของบริษัทโทรทัศน์ชั้นนำที่ก้าวขึ้นมาโดดเด่นแทนที่หนังสือพิมพ์  อย่างไรก็ตาม  เมื่อเร็ว ๆ  นี้ บัฟเฟตต์เองก็ยอมรับว่า  ธุรกิจและความสามารถในการทำเงินของหุ้นสื่อนั้น “เปลี่ยนไปแล้ว”  มันไม่ดีเหมือนก่อนเพราะเทคโนโลยี่การสื่อสารมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง  สื่อมีการขยายตัวออกไปกว้างขวางมากผ่านอินเตอร์เน็ตและเคเบิลทีวีที่สามารถทำได้ด้วยต้นทุนที่ต่ำมาก สิ่งเหล่านี้กัดกร่อนกำไรของสื่อยุคเก่ามหาศาล
ลองมาดูกิจการสื่อของเมืองไทยว่าอนาคตจะไปทางไหน  เริ่มจากหนังสือพิมพ์และสิ่งพิมพ์  ในเมืองไทยนั้น  เป็นที่ยอมรับว่าคนไทยไม่ใคร่อ่านหนังสือมากนัก  [...]

โลกในมุมมองของ Value Investor          3 เมษา 53
ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
ตั้งแต่ปี 2539 ผมได้ลงทุนเงินทั้งหมดหรือเกือบทั้งหมดที่มีอยู่ในหุ้น   ในช่วงแรก ๆ  นั้น  แน่นอน  ผมต้องเก็บเงินสดไว้จำนวนหนึ่งเป็นสภาพคล่องสำหรับใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน  เงินจำนวนนั้นถ้าคิดคำนวณก็อาจจะประมาณเท่ากับ 10%  ของเงินทั้งหมดที่มีอยู่  เงินอีก 90%  ผมลงในหุ้นทั้งหมด  เหตุผลที่ผมลงทุนในหุ้นนั้น  เป็นเพราะผมเห็นว่าหุ้นที่ผมลงทุนนั้นเป็นบริษัทที่มั่นคง  มีกำไรที่สม่ำเสมอ  มีปันผลที่ค่อนข้างแน่นอนประมาณไม่ต่ำกว่า 4-5% ต่อปี  ผมลงเพราะผมเห็นว่าหุ้นเป็นการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงสุดที่ผมจะทำได้  ผมไม่คิดว่าผมรับความเสี่ยงมากเกินไป  เพราะผมถือหุ้นต่าง ๆ  เกือบสิบบริษัท  ถ้าบริษัทหนึ่งมีปัญหา  บริษัทอื่นก็ยังดีอยู่และทำผลตอบแทนชดเชยได้
ผ่านมาประมาณ 14 ปี  ผมก็ยังคงถือเงินสดเป็นสภาพคล่องประมาณเท่าเดิม  แต่เนื่องจากเงินลงทุนในหุ้นของผมเติบโตขึ้นมาก  เงินสภาพคล่องที่เคยเป็น 10%  ของพอร์ต  ตอนนี้จึงเป็นเพียง 1%  ของเงินทั้งหมด  การถือหุ้น  “ร้อยเปอร์เซ็นต์”  ของผม “ตลอดเวลา” เป็นเวลา 14 ปีนั้น  ได้ผ่านเหตุการณ์  “เลวร้าย”  ต่าง ๆ  [...]