Thursday, September 9th, 2010

โลกในมุมมองของ Value Investor             28 พฤษภาคม 53
ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
ในโลกของการลงทุนนั้น  มีแนวความคิดใหญ่ ๆ  น่าจะประมาณ 3 แบบนั่นคือ  Value Investment  ซึ่งเป็น  “โรงเรียน”  ที่เก่าที่สุดนำโดย เบน เกรแฮม  Growth Investment หรือการลงทุนในหุ้นที่เติบโตเร็วนำโดย ฟิลิปส์ ฟิสเชอร์  และ Passive Investment หรือการลงทุนที่ไม่ต้องเลือกหุ้นแต่ซื้อหุ้นทุกตัวที่อยู่ในดัชนีหรือในตลาดซึ่งเป็น  “โรงเรียน”  ล่าสุดที่นำโดยนักวิชาการการเงินแต่คนที่มีชื่อเสียงน่าจะเป็นกองทุนอิงดัชนี Vanguard ที่ก่อตั้งและบริหารโดย จอห์น โบเกิล  ส่วนแนวทางอื่น ๆ  นั้นมักเป็นแนวทางเล็ก ๆ ที่แตกแขนงออกไป  มีคนใช้และศึกษาน้อยเกินกว่าที่จะเรียกว่าเป็น  “โรงเรียน”
แนวทางของ Value Investment นั้น  มีหลักการที่เข้มข้นเป็นเรื่องเป็นราว   เป็นตำราที่ต้องใช้ศาสตร์หลาย ๆ  อย่างเฉพาะอย่างยิ่งทางการเงินในการวิเคราะห์หามูลค่าที่แท้จริงของหลักทรัพย์  ดังนั้น  คนที่ศึกษาจำเป็นต้องมีความรู้หลายอย่างรวมถึงความสามารถในการคำนวณทางการเงินถึงจะเข้าใจได้ลึกซึ้ง  หนังสือที่เป็น  “ไบเบิล” ของ Value [...]

โลกในมุมมองของ Value Investor               15 พฤษภาคม 53
ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
นักลงทุนนั้น  ว่ากันว่าเป็นคนที่มีความทรงจำสั้นมาก  เหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นเขาจะจำได้ติดตา  เช่น  วิกฤติที่ทำให้ตลาดหุ้นตกต่ำอย่างหนักและเหตุผลที่ทำให้เกิดวิกฤตินั้น  เมื่อเวลาผ่านไป  บางทีก็ไม่นานนัก  พวกเขาก็จะลืมเหตุการณ์เลวร้ายนั้นรวมถึงสาเหตุที่ทำให้เกิดขึ้น  พวกเขาซื้อขายหุ้นโดยไม่สนใจประวัติศาสตร์หรือสนใจน้อยมาก  นั่นทำให้ประวัติศาสตร์การเงิน  “ซ้ำรอย”  ครั้งแล้วครั้งเล่า  เราไม่เคยเรียนรู้จากประวัติศาสตร์โดยเฉพาะเมื่อมันผ่านไปนานแล้ว
เพื่อที่จะเรียนรู้จากความผิดพลาดในอดีต  เราจำเป็นที่จะต้องรู้ว่ามันเกิดความผิดพลาดขึ้น  ในเรื่องอื่น ๆ  นั้น   ความผิดพลาดเป็นเรื่องที่เรามักจะมองเห็นได้อย่างชัดเจน  แต่ในเรื่องของการลงทุนนั้น  บางทีเราก็ไม่รู้ว่ามันมีความผิดพลาดขึ้น  เหตุผลก็คือ  มีจิตวิทยาบางอย่างที่อาจจะบดบังความเข้าใจที่ถูกต้องของเรา
จิตวิทยาข้อแรกก็คือ  “ดีเป็นเพราะฝีมือเรา แย่เป็นเพราะคนอื่นหรือเรื่องอื่น”   หรือที่เรียกว่า  Self-Attribution Bias นี่เป็นจิตวิทยาของมนุษย์ทั่ว ๆ  ไป   อย่างเช่นเวลาที่เราเล่นกีฬา  ทีมที่ชนะส่วนใหญ่ก็จะบอกว่าเป็นเพราะฝีมือของทีม  แต่เวลาแพ้  บางทีก็โทษกรรมการหรือโทษโชคชะตา  ทั้ง ๆ  ที่ข้อเท็จจริงก็คือ  ฝีมือสู้เขาไม่ได้หรือใช้กลยุทธ์ในการแข่งขันที่ผิดพลาด  เช่นเดียวกัน  เวลาที่เราลงทุนและได้กำไรดีนั้น  เรามักจะคิดว่าเป็นฝีมือของเรา   แต่เวลาขาดทุน  บางครั้งเราก็คิดว่ามันเป็นสาเหตุอื่นหรือโชคร้ายหรือเหตุบังเอิญที่เราไม่อาจคาดได้   การไม่ยอมรับความผิดพลาดของตนเองนั้น  ย่อมทำให้เราไม่สามารถปรับปรุงแก้ไขข้อบกพร่องนั้นได้
จิตวิทยาข้อสองก็คือสิ่งที่ผมอยากจะใช้สำนวนว่า  “ผมว่าแล้ว”  นี่คือสิ่งที่คนเราเห็นผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นก่อนที่จะกลับไปอธิบายเหตุผลที่ทำให้มันเกิดขึ้นหรือที่เรียกในทางวิชาการว่า  Hindsight [...]

โลกในมุมมองของ Value Investor            8 พฤษภาคม 53
ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
ข้อสังเกตของผมอย่างหนึ่งสำหรับนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จก็คือ  หลาย ๆ คนมีความเชี่ยวชาญในหุ้นบางกลุ่มหรือบางแบบเป็นพิเศษ  บางคนก็เชี่ยวชาญในการเล่นหุ้นด้วยเทคนิคบางอย่าง  ถ้าจะพูดแบบ วอเร็น บัฟเฟตต์ ก็คือ  พวกเขามักลงทุนภายใต้  Circle Of Competence หรือ  “ขอบเขตของความรอบรู้”  ที่ตนมีอยู่หรือได้สร้างขึ้นมา
ลองมาดูว่าขอบเขตของความรอบรู้  (COC) ที่ผมพอจะนึกได้ว่ามีคนใช้และทำเงินให้ได้มากมายในตลาดหุ้นไทยมีอะไรบ้าง
COC แรกที่ผมจะพูดถึงก็คือ  การปั่นหุ้น  นี่คือวิธีทำเงินที่ได้ผลดีมากในช่วงที่ตลาดหุ้นไทยเป็นกระทิงที่ร้อนแรงย้อนหลังไปไม่ต่ำกว่า 15-20 ปี โดยเฉพาะในช่วงที่กฏหมายกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ยังไม่มีผลในการควบคุม   คนที่รวยจากการปั่นหุ้นในยุคนั้น  จำนวนไม่น้อยก็  “เจ๊ง”  ไปจากภาวะวิกฤติ  ความผิดพลาด  และอาจจะเกิดจากการ  “หักหลัง” และอื่น ๆ  แต่ผมคิดว่าหลาย ๆ คนก็ยังรวยอยู่จนถึงทุกวันนี้    ในปัจจุบัน  ผมคิดว่านี่ก็ยังน่าจะเป็น  COC  ที่สามารถทำเงินได้เป็นกอบเป็นกำ  เพียงแต่การปั่นหุ้นในวันนี้อาจจะต้องมีกรรมวิธีที่ซับซ้อนขึ้นและคนที่ทำได้อาจจะต้องมีคุณสมบัติส่วนตัวเฉพาะ  เช่น  เป็นคนมีเงินมากพอสมควรและอาจจะต้องมีความกล้าได้กล้าเสียและกล้าเสี่ยงกับการถูกจับหรือชื่อเสียงส่วนตัวด้วย
COC ที่สองนั้นน่าจะใกล้เคียงกับอันแรก  นั่นก็คือ  การเก็งกำไร   นี่เป็นความเชี่ยวชาญในการ  “เล่นหุ้น” [...]

โลกในมุมมองของ Value Investor           1 พฤษภาคม 2553
ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
ครั้งหนึ่งในที่ประชุมผู้ถือหุ้นของเบิร์กไชร์ แฮททาเวย์  มีคนถามว่าวัน ๆ หนึ่ง วอเร็น บัฟเฟตต์ ทำอะไรบ้าง  บัฟเฟตต์ตอบว่า ส่วนใหญ่เขาอ่านหนังสือและพูดโทรศัพท์  เสร็จแล้วบัฟเฟตต์ก็หันไปถาม ชาร์ลี มังเกอร์ เพื่อนซี้และรองประธานของเบิร์กไชร์ ว่าเขาทำอะไรในแต่ละวัน  มังเกอร์ตอบว่า
“คำถามนี้ทำให้ผมนึกถึงเพื่อนคนหนึ่งในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองที่ประจำการอยู่ในหน่วยของทหารที่ไม่มีอะไรทำ”   มังเกอร์เล่าต่อว่า  “นายพลคนหนึ่งได้เข้ามาพบกับกับตันกลอทซ์ซึ่งเป็นเจ้านายของเพื่อนผมและก็ถามว่า  ‘กับตันกลอทซ์  คุณทำอะไรบ้าง’  เจ้านายของเพื่อนผมตอบว่า ‘ไม่มีอะไรซักอย่างเลยครับ’  ท่านนายพลโกรธมากและหันมาถามเพื่อนผมว่า ‘แล้วแกล่ะทำอะไร’  เพื่อนผมตอบว่า  ‘ผมก็ช่วยงานกับตันกลอทซ์’  และนั่นก็คือคำอธิบายสิ่งที่ผมทำอยู่ที่เบิร์กไชร์ได้ดีที่สุด”
ดูเหมือนว่าวอเร็นบัฟเฟตต์ในฐานะของการเป็นนักลงทุนแบบ VI นั้น  ไม่ค่อยมีงานอะไรทำ   เช่นเดียวกัน  ชาร์ลี มังเกอร์ ซึ่งก็เป็นนักลงทุนระดับเซียนที่ช่วยบัฟเฟตต์ลงทุนก็ไม่ค่อยมีอะไรทำเหมือนกัน   ลองมาดูว่าวัน ๆ หนึ่งบัฟเฟตต์ทำอะไรบ้าง
ปกติบัฟเฟตต์ตื่นประมาณ 6.45 น.  แล้วก็อ่านหนังสือพิมพ์หลายฉบับ  บางครั้งก็เข้าไปอ่านในอินเตอร์เน็ตบ้างเพื่อดูว่ามีอะไรเกิดขึ้น  เขาไปถึงที่ทำงานประมาณ 9.00 น. หรือบางทีก็ 8.00 น. ขึ้นอยู่กับว่าจะมีอะไรต้องทำ  [...]